Covid19_อ่านแล้วดี_รับผิดชอบสังคม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 28, 2020

ดารานักท่องเที่ยวกลับจาก ตปท.แชร์ภาพกักตัวเอง 14 วัน ขณะหมอจีนขอบคุณแพทย์ไทยรักษาจนหาย

จากกรณีปู่ย่าชาวดอนเมืองปกปิดข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นก่อนเกิดอาการป่วยและผลวินิจฉัยว่าติดเชื้อ จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระดมตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสองเพื่อสกัดการแพร่ระบาด ทำให้ล่าสุดกลายเป็นกระแสตื่นตัวกับการรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อป้องกันการระบาดของโรค COVID19 มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศยอดนิยมของคนไทย โดยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับการเรียกร้องให้ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเหล่านี้ ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขคือการหยุดอยู่ในบ้านพักเพื่อรอสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกไปในที่ชุมชน

 

โดยในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลกลุ่มผู้ที่ปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมชื่นชมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น กลุ่มดารานักแสดงที่เดินกลับจากต่างประเทศ ซึ่งได้ออกมาโพสต์ภาพ พร้อมยกเลิกกิจกรรม ตารางงานต่างๆ เพื่อกักกันตัวเอง โดยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีและถือเป็นการช่วยรัฐบาลในการประชาสัมพันธ์ให้คนหันมารับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีการแชร์ภาพของกลุ่มผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศที่ได้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น สามีภรรยาคู่หนึ่งโพสต์ภาพประกาศปิดป้ายว่าทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น จึงกันตัวเองอยู่ภายในบ้านพัก หลีกเลี่ยงการออกไปในชุมชน และสั่งซื้ออาหารจากบริการออนไลน์ ซึ่งหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับพนักงานด้วยการขอให้แขวนสิ่งของไว้หน้าบ้าน สร้างเสียงชื่นชมและถูกแชร์ภาพออกไปจำนวนมาก และพบว่าเริ่มมีการแชร์ภาพลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นกระแสตื่นตัวกับการรับผิดชอบป้องกันตัวเองและสังคมไทยในขณะนี้

ในขณะเดียวกันเมื่อ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เฟซบุ๊กเพจ “กรมการแพทย์” ได้โพสต์เนื้อหา “ทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่ามากกว่าคำชื่นชม” เป็นภาพของคุณหมอชาวจีนที่ มาเที่ยวเมืองไทยแล้วพบว่ามีอาการป่วยไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาในประเทศไทยจนหาย ได้เขียนโน้ตเป็นภาษาจีนขอบคุณคณะแพทย์ที่ทำการรักษา โดยเนื้อระบุว่า

ผู้บริหารโรงพยาบาลที่เคารพ สวัสดีทุกท่านฉันคือหมอจีนคนหนึ่ง วันที่ 19 มกราคม เดินทางถึงเมืองไทย 20 มกราคม พบว่าตัวเองมีไข้ ได้นำตัวส่ง รพ.กรุงเทพ หัวหิน เพราะว่าอาการหนักขึ้นจึงได้ย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลของท่าน ตอนที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ได้รับรู้ถึงการตั้งใจรักษาคนไข้ของคุณหมอ การดูแลเอาใจใส่ของพยาบาล สำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศอย่างฉัน รู้สึกซาบซึ้งใจ การดูแลเอาใจใส่ของทั้งหมอและพยาบาล

ในยี่สิบกว่าวันนี้ อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความตั้งใจรักษาและปลอบใจฉันของคุณหมอที่รักษาหลักทั้งสองท่านคือหมอเกรียงศักดิ์และหมอสืบสาย ฉันไม่มีทางที่จะลืมมันได้เลย หลังจากกลับประเทศไทย ฉันจะขอเล่าเรื่องการรักษาครั้งนี้ และมิตรภาพที่ดีของเพื่อนชาวไทยให้กับคนจีนได้รับรู้ JIANG LONG 26 Feb. 2020

 

 

นับเป็น 2 ข่าวดีๆ ของคนไทย ในช่วงภาวะที่ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์เคร่งเครียดกับข่าวการแพร่ระบาดของโรค COVID19 ที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกขณะนี้


WHOยังไม่ประกาศ_COVID19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่กรุงเจนิวา นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) แถลงสถานการณ์ของโรค COVID19 ตามเวลาท้องถิ่น ขอให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสกัดการแพร่ระบาดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามตอนนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศว่าโรค COVID19 เป็นโรคระบาดที่ในวงกว้างที่เรียกว่า การระบาดแบบ แพนเดมิก (Pandemic) แม้ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายประเทศในโลก โดยระบุว่าขณะนี้ข้อมูลอาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและอาจทำให้เกิดความกลัวมากเกินไป อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมรับมือ คือการประเมินความเสี่ยงในประเทศของตัวเองโดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การปกป้องผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงสุด และการเฝ้าระวังในประเทศที่มีระบบสุขภาพที่อ่อนแอ

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนศูนย์กลางการระบาดของไวรัสซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 77,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,600 คน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กำลังลดลงต่อเนื่องในจีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 1,200 คนในอีกกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอิตาลีเฉพาะในอิตาลี และ อิหร่านที่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรในการต้านเชื้อไวรัสด้วย ทั้งยังมี คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันตัวเองจากโรค COVID19 ดังนี้

  • ประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วย หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดและหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ขอให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงไปท่องเที่ยวตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
  • ประชาชนทั่วไป ขอให้ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแปรปรวน ใช้มาตรการกินร้อนช้อนกลางล้างมือและสวมหน้ากากป้องกันโรคเวลาไอ จาม หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ขอให้ประชาชนเลี่ยง เลื่อน การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วันหากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

ขอบคุณภาพจาก Twitter : World Health Organization (WHO)


_กรมควบคุมโรค_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ช่วงการระบาดของ “COVID-19”  ชื่อของ “สถาบันบำราศนราดูร” ก็ปรากฏขึ้นในฐานะสถาบันหลักที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

 

ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com

 

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน  (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์  วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก

 

อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร”  อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย

 

ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19”  ที่กำลังระบาดในขณะนี้

 


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงลุกลามทั่วโลก และมีผลวิจัยการแพร่ระบาดปรากฏต่อเนื่อง ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน ระบุว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่ระบาดผ่านละอองของเหลวได้ ถ้าบุคคลนั้นๆ สัมผัสกับละอองอากาศที่มีเชื้อปะปนอยู่ระดับเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ sciencealert.com รายงานผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับ พบว่า ไวรัสกลุ่มโคโรนาจะมีชีวิตในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 9 วัน ส่วน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่าไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัส จับต้องพื้นผิว หรือ วัตถุที่มีเชื้อไวรัสแล้วแตะสัมผัสปาก จมูก ตาตนเอง

 

ธนบัตร จึงเป็นอีกช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเผยแพร่ไวรัส ดังนั้นธนาคารกลางจีน จึงได้ประกาศให้ธนาคารต่างๆ ใช้มาตรการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดตามธนบัตรเงินหยวน ด้วยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในการฆ่าเชื้อตามธนบัตรที่ได้รับจากลูกค้า พร้อมแยกเก็บไว้เป็นเวลา 7 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รุนแรงของการระบาดในแต่ละท้องถิ่น ก่อนนำกลับเข้าระบบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นหนึ่งในตัวการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้ที่สัมผัส

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน ยังเร่งผลิตธนบัตรใหม่อีก 4,000 ล้านฉบับเป็นการเฉพาะแก่มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อให้มั่นใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นตัวกลางแพร่เชื้อแก่ประชาชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันชาวจีนใช้เงินสดกันน้อยมาก เพราะนิยมทำธุรกรรมผ่านแอพฯ กันมากกว่า

 

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ออกคำสั่งแก่พลเมืองเมืองปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวง มีประชากรมีกว่า 21 ล้านคน ว่าหากมีรายใดที่เดินทางกลับมาจากต่างถิ่นต้องเข้ามาตรการกักกันโรคด้วยตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ภายในเคหะสถานของตน หรือ ตามสถานที่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ รวมถึงต้องแจ้งแผนการเดินทางของตนให้กับทางการทราบและสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกมาตามที่สาธารณะ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับพลเมืองปักกิ่งและชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก China Daily via REUTERS


Content_เรือไดมอนด์_Cover_3.jpg

kinyupen_adminFebruary 7, 2020

ส่องเรือสำราญสุดหรู “Diamond Princess” ล่องทะเลญี่ปุ่น

หลังพบผู้โดยสารติดเชื้อโคโรนาไวรัสแล้ว 61 คน

 

เรือ Diamond Princess เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004 เป็นเรือสำราญสำหรับการท่องเที่ยวทางเรือไปตามเส้นทางในภูมิภาคแปซิฟิก โดยเฉพาะเส้นทางโยโกฮาม่า-สิงคโปร์ และแวะท่องเที่ยวตามเกาะชื่อดังต่างๆ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน โอกินาว่า เป็นต้น ถือเป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 

ภายในเรือมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ หรูหรา สำหรับคอยให้บริการนักท่องเที่ยว มีห้องพักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ห้องพักแบบธรรมดา ไปจนถึงห้องเพนท์เฮาส์ราคาแพง สำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่ต้องการความสะดวกสบายราวราชาในระหว่างการล่องทะเล โดย 75% ของห้องพักจะมีระเบียงส่วนตัวเพื่อให้ผู้โดยสารได้ออกมารับลมชมวิวทะเลที่เวิ้งว้างได้อย่างอิสระ

 

 

ขอบคุณภาพจาก : JamesZ_Flickr

 

สำหรับพื้นที่สาธารณะที่มีไว้ให้บริการ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นอย่างหรูหรา เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถผ่อนคลายและสนุกสนานในระหว่างการล่องเรือไปตามประเทศต่างๆ เช่นดาดฟ้า Sanctuary ที่กว้างขวาง มีกิจกรรมให้เลือกสนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบแดด ฟังเพลง หรือ นั่งจิบไวน์ชมวิว นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์กลางแจ้งขนาด 300 ตารางฟุตไว้บริการด้วย ท่ามกลางสิ่งอื่น ๆ

 

บนเรือหรูลำนี้ยังมี เลานจ์บริการถึง 5 เลาจน์ สำหรับแขกที่เป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่นศิลปะ งานฝีมือ หรือการทำปาร์ตี้พิซซ่า ร้องคาราโอเกะที่สโมสรเยาวชนที่เหมาะสมกับ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เลือกรับประทานอาหารได้จากทั้งหมด 13 แห่ง ร้านอาหารพิเศษสามแห่งและร้านอาหารแบบสบาย ๆ เช่นฮอทดอกและเบอร์เกอร์อีกด้วย

 

เรือ Diamond Princess มีลูกเรือ 1,100 คนบนเรือคอยให้บริการ และได้มีการปรับปรุงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 โดยความโดดเด่นของเรือลำนี้ยังอยู่ที่การได้ซึมซับบรรยากาศแบบญี่ปุ่น มีการสอนบทเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานให้กับนักท่องเที่ยวชาติอื่น และยังมีบทเรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นด้วย ผู้โดยสารทุกคนจะได้สวมชุดยูกาตะ (กิโมโนสไตล์ฤดูร้อน) ด้วยความช่วยเหลือจากอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น มีชั้นเรียนพับกระดาษ ชั้นเรียนเต้นรำเทศกาลญี่ปุ่น เรื่องเล่าที่ดำเนินการโดยนักเล่าเรื่องชาวญี่ปุ่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งสิ้น รวมทั้งยังมีห้องอาบน้ำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยได้รับการยกย่องให้เป็น the world’ s largest open air Japanese bath, with both indoor and outdoor bathing areas หรือเรือที่มีอ่างออนเซ็นกลางแจ้ง และในร่มที่ใหญ่ที่สุดบนเรือสำราญ

 

สำหรับแพ็กเกจการล่องเรือหรู Diamond Princess จะขึ้นอยู่กับเส้นทาง แล้วแต่ผู้โดยสารจะเลือกท่องเที่ยวมีระยะเวลาตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ราว 20,000 บาท ในเส้นทางสั้นๆ แถบเอเชียตะวันเฉียงใต้ และราว 30,000 บาทในเส้นทางแถบประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นต้น โดยการขึ้นลงเรือแต่ละครั้งต้องมีการลงทะเบียน และสแกนบัตรผู้โดยสารทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด บัตรโดยสารจะมีขนาดเหมือนบัตรเครดิต และยังใช้สำหรับจ่ายค่าบริการเสริมเช่น อาหารมื้อพิเศษ ซื้อของปลอดภาษีบนเรือ ซื้อทัวร์เสริม และอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นได้ตรวจสอบพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในผู้โดยสารที่โดยสารมากับเรือ Diamond Princess จำนวนรวม 61 ราย จากผู้โดยสารและลูกเรือ 3,700 คน ทำให้ทั้งหมดถูกห้ามให้ขึ้นฝั่งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเป็นเวลา 14 วัน ท่ามกลางความหวาดหวั่นของชาวญี่ปุ่นว่าอาจจะมีการพบผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จากผู้โดยสารในเรือดังกล่าว


Taxi_Wuhan_แท็กซี่จิอาสาอู๋ฮั่น.jpg

kinyupen_adminFebruary 6, 2020

เรื่องดีๆ ยังมีที่อู่ฮั่น หลังการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ลามทั่วจีน เมื่อกลุ่มแท็กซี่ขอทำดีเพื่อบ้านเกิด โดยการ “อาสารับส่งผู้ติดเชื้อฟรี”

ในสถานการณ์ที่ทำให้โลกกำลังรู้สึกวิตกในข่าวร้าย ๆ จากการระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกหดหู่ กับเหตุการณ์ที่ชาวจีนต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้  แต่ท่ามกลางข่าวร้ายๆ ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องดีๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาบ้าง เมื่อสื่อนิวยอร์กไทม์ นำเสนอเรื่องราวของน้ำใจของแท็กซี่กลุ่มหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ที่ออกมาอาสาทำประโยชน์เพื่อเพื่อนร่วมประเทศ ในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในขณะนี้

ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ ได้พบกับ “จาง เล่ย” คนขับแท็กซี่ชาวอู่ฮั่น วัย 32 ปี ที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงคนขับรถคนหนึ่งที่ทำงานหาเลี้ยงชีพจากการรับจ้างขับรถแท็กซี่ในเมืองที่มีประชากร กว่า 11 ล้านคนแห่งนี้ แต่ทันทีที่เกิดโรคระบาด รัฐบาลท้องถิ่นประกาศปิดเมืองกะทันหัน ผู้คนจำนวนมากถูกสั่งห้ามให้ออกมานอกบ้านอย่างไม่จำเป็น ทำให้บนท้องถนนแทบจะไม่มียานพาหนะสัญจรไปมา ปัญหาการขนส่งจึงกลายเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ของชาวอู่ฮั่นกลุ่มหนึ่งที่ไม่มียานพาหนะเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยผู้สูงอายุ และคนจน ที่ถูกกักบริเวณเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

 

จางเป็นหนึ่งในอาสาสมัครจำนวนกว่าพันคนที่ออกมาช่วยเหลือผู้คนในช่วงที่เมืองมีอุปสรรคด้านการรับส่งผู้ป่วย ที่อยู่ในช่วงการติดตามอาการ โดยส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหรือครอบครัว ที่ถูกกักพื้นที่อยู่ในเมืองจากการป้องกันการแพร่ระบาด บางส่วนไม่สามารถออกไปโรงพยาบาลได้  หรือไม่สามารถออกมาอาหารได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจางบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่จะไม่มีใครช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ และการทำหน้าที่นี้ถือเป็นการช่วยเหลือที่เขาเต็มใจเพราะทุกคนต่างอยู่ในภาวะยากลำบากเช่นกัน

 

ในการทำงานจาง จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ที่เกิดการโรคระบาด หรือมีผู้ป่วยที่มีอาการหนัก โดยในส่วนนั้นรถพยาบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่เขาสามารถรับส่งผู้โดยสารได้ในพื้นที่ควบคุมอื่นๆ โดยการรับส่งผู้โดยสารครั้งนี้เขาจะไม่ได้รับเงิน แต่เป็นการให้บริการในการทำงานขับแท็กซี่จางจะต้องสวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบเพื่อป้องกันการระบาดด้วย และการให้บริการครั้งนี้เขาจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง เช่นเดียวกับอาสาสมัครคนอื่นๆ

 

ขอบคุณภาพจาก : Amy Qin_The New York Times

 

เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาจึงออกมาเป็นอาสาสมัคร  จาง บอกว่า เหตุผลแรกเลยคือรู้สึกเบื่อที่จะต้องอยู่เฉยๆ ที่บ้านเหตุผลที่สองคือต้องการที่จะช่วยเหลือเพื่อนชาวจีนด้วยกัน และอยากทำประโยชน์ให้กับสังคม หลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่า มีผู้สูงอายุหลายคนประสบปัญหายากลำบากต่อการเดินทาง มีข่าวว่าบางคนต้องใช้เวลาเดินถึงสองชั่วโมงเพื่อไปโรงพยาบาล การมีรถรับส่งอยู่ในพื้นที่จึงช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีความสะดวกสบายขึ้นบ้าง

 

จาง เล่ย อาศัยอยู่กับพ่อแม่ภรรยาและลูกสองคนอายุ 3 และ 7 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองอู่ฮั่น และหมู่บ้านได้ส่งคำเตือนมาว่าเขายังไม่ควรกลับไปที่หมู่บ้านในขณะนี้ เนื่องจากเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ใกล้กับตลาดอาหารทะเล ที่ถูกคาดว่าเป็นต้นตอของการระบาดของไวรัสในครั้งนี้

 

“ ตอนนี้ผมคงเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับพวกเขา” จางบอกด้วยความรู้สึกที่ปนเศร้าเล็กน้อย แต่การได้ออกมาทำงานช่วยเหลือคนอื่นก็ทำให้เขาลืมเรื่องเศร้าๆ แบบนั้นลงได้

 

หลังทำงานอาสาสมัครขับแท็กซี่ในแต่ละวัน จางและเพื่อนอาสาสมัครขับรถคนอื่นๆ จะกลับไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายที่บ้าน รวมทั้งฆ่าเชื้ออุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมถึงรถยนต์ ผู้ขับขี่อาสาสมัครหลายคนบอกว่าพวกเขามีชุดป้องกันเพียงชุดเดียวและถุงมือสองสามคู่เท่านั้น

 

ขอบคุณภาพจาก : Amy Qin_The New York Times

“ถึงแม้เราจะเห็นข่าวว่ามีการบริจาคสิ่งของต่างๆ มากมาย แต่พวกเราก็ยังไม่เห็นอะไรเลย ตอนนี้สิ่งที่เราได้รับคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในทุกวัน แต่นั่นมันก็ยังดีที่อย่างน้อยเราก็มีอะไรกิน”

 

ถึงเวลานี้ ไม่มีใครคาดได้ว่าการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะจบสิ้นลงเมื่อได้ แต่สำหรับคนอู่ฮั่น ที่กำลังต้องอยู่ในสถานการณ์ลำบากนี้ สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการให้กำลังใจกันและกัน และช่วยเหลือกันเท่าที่จะช่วยได้  เรื่องราวของจางจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจที่จะส่งถึงกันได้ ท่ามกลางกำลังใจจากทั่วโลกที่ส่งไปถึงเพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในที่สุด


_2020_โคโรนา_Cover_1.png

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

ญี่ปุ่นกับวิบากกรรมเจ้าภาพโอลิมปิก…นับถอยหลัง 56 ปีที่รอคอย

ปี 1942 ถอนตัวเหตุถูกคว่ำบาตรเพราะรุกรานจีน – ปี 2020 ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดในจีน

 

วันที่ 24 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้การแข่งขันโอลิมปิก 2020 จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นับเป็นความหวังของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้การแข่งขันกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น อันจะเป็นที่มาของรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะมาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

 

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิกสากลให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 และสภาโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้เลือกให้ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีต่อมา รวมทั้งไอโอซียังมีมติเลือกเมืองซัปโปโร เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาว อีกด้วย ทำให้ญี่ปุ่นถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นชาติแรกของเอเชีย และครั้งแรกของโลก ที่มีการจัดโอลิมปิกทั้งสองฤดูในปีเดียวกัน

 

 

แต่การขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลกครั้งนั้น ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ฝัน เพราะในระยะเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทำสงครามไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วและยังโดนคว่ำบาตรจากสหราชอาณาจักรจากกรณีรุกรานจีน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวจีน กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างชาวจีนกับญี่ปุ่นตลอดมา ทำให้ญี่ปุ่นจำต้องขอถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1938 จนฟินแลนด์ต้องรับหน้าที่จัดการแข่งขันแทนที่เมืองหลวงเฮลซิงกิในอีก 2 ปีต่อมา

 

แต่หลังจากนั้นไม่นานความขัดแย้งของโลกทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันโอลิมปิกจึงถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปีโดยปริยาย

หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง และต้องฟื้นฟูประเทศอย่างหนัก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักญี่ปุ่นก็สามารถเติบโตกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็วภายใต้การช่วยเหลือของอเมริกา

 

ภายหลังการเป็นอิสระจากอเมริกาในปี 1951 รัฐบาลเมืองโตเกียวไม่รอช้าที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในการแข่งขันปี 1960 อีกครั้ง หลังจากที่เคยผิดหวังกับการเป็นเจ้าภาพในปี 1942มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดโตเกียวก็ไม่ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีก ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกมาหมาดๆ ทำให้การขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกถูกพับไปอีก

 

แม้จะพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น พวกเขาไม่ย่อท้อที่จะขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีกครั้งในปี 1964 จากความพยายามในครั้งที่ 3 นี้ ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะเมืองดีทรอยต์ ของอเมริกา คว้าเจ้าภาพจัดโอลิมปิกกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชียมาจนได้

 

 

หลังคว้าชัยการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1964 รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างระบบโครงสร้างให้ทันสมัย ทั้งการคมนาคมขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นการสร้างสนามบินฮาเนดะให้ทันสมัยมากขึ้น การสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สร้างทางหลวงยกระดับ พร้อมรณรงค์จิตสำนึกชาวญี่ปุ่นเรื่องความสะอาด ทำให้โตเกียวที่เป็นเคยเป็นเมืองแออัด ยุ่งเหยิง และเต็มไปด้วยขยะ กลายเป็นอันแสนสะอาดจนได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

โอลิมปิก 1964 กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่พลิกโฉมญี่ปุ่นจากสู่ความทันสมัยมากมาย และถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ต้องพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกครั้งนั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นที่ถูกบันทึกไว้ว่าได้สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ และความก้าวหน้าของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

 

ผ่านมากกว่า56 ปี ญี่ปุ่นก็กำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกอีกครั้งในปี 2020 นี้ แม้ว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับการทุ่มงบประมาณของรัฐบาลลงไปในการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้แทนการนำมาใช้ในการพัฒนาสนับสนุนเศรษฐกิจด้านอื่น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคาดหวังว่า การเป็นเจ้าภาพของพวกเขาจะกลับมาพลิกโฉมช่วยให้ญี่ปุ่นกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งประเทศทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่สั่นคลอนความเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ที่เป็นผลมาทั้งจากปัญหาภัยพิบัติต่างๆ รวมไปถึงปัญหาสังคมของกลุ่มประชากรที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปดูแลกลุ่มประชากรสูงอายุที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ปัญหาขาดแคลนคนวัยแรงงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

แต่เมื่อถึงวันนี้เหลือเพียงอีกไม่ถึง 6 เดือนกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ก็จะเริ่มขึ้นแล้วแต่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดอย่างหนักในจีนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก จากการระงับ และกีดกันการข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่หากการแพร่ระบาดยาวนานอาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ชาวญี่ปุ่นรอคอยมาถึง 56 ปี

 

ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นโดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศว่า ญี่ปุ่นจะยังไม่ประกาศเลื่อนหรือยกเลิกการจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ออกไป ทุกอย่างยังคงอยู่ในกำหนดการเดิม แต่จะมีการติดตามทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาการดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณภาพจาก :  olympic.org


Content_หมอยืนยง_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminFebruary 3, 2020

รู้จัก นพ.ยง ภู่วรวรรณ หมอไทยผู้ต่อสู้กับโรคระบาดจากเชื้อไวรัส

ในช่วงของการระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทั่วโลกกำลังพยายามหาแนวทางการรักษา รวมทั้งประเทศไทยด้วย ชื่อของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดจากเชื้อไวรัสในฐานะผู้ให้ข้อมูลทำความเข้าใจกับสังคมต่อโรคระบาดและถือเป็นแพทย์ที่ผู้คนกำลังอยากรู้จักมาที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ ปัจจุบันอายุ 69 ปี เป็นแฝดน้องของ รศ ยืน ภู่วรวรรณ ซึ่งก็เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเช่นกัน เพียงแต่คนละสาขา รศ.ยืน เป็นนักวิชาการด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ นพ.ยง มีถนัดงานด้านการแพทย์  ทั้งสองคนเรียนจบชั้นมัธยมจากพระปฐมวิทยาลัย และ มัธยมศึกษาตอนปลายที่เตรียมอุดมศึกษา หลังจากนั้น  โดยหลังจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย นพ.ยงได้เข้าศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ารับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขากุมารเวชศาสตร์ (2518-2521) จากนั้นบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เมื่อเป็นอาจารย์แล้ว นพ.ยง ได้ และได้ไปฝึกอบรมเป็น research fellow ที่ King’s College Hospital Medical School กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร (2527-2528) ก่อนจะกลับมา รับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ปัจจุบัน

 

นพ.ยง  นับว่าเป็นแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแพทย์ด้านไวรัสวิทยาในระดับต้นของประเทศไทย การทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการ อย่างต่อเนื่อง โดยทำการสอน ในสาขาโรคตับในเด็กให้กับนักศึกษาแพทย์ สอนและดูแลนิสิตปริญญาโท และเอก และหลังปริญญาเอก ทางด้าน Molecular Biology และไวรัสวิทยา แพทย์ประจำบ้าน ทั้งในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยทางด้านโรคตับ ไวรัสวิทยา ไข้หวัดใหญ่ อย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในเรื่อง ไวรัสตับอักเสบ และการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันด้วยวัคซีน งานวิจัยเรื่องโรคตับในเด็กและการศึกษาในแนวลึก วิทยาศาสตร์การแพทย์ อณูชีววิทยาทางการแพทย์  โดยที่ผ่านมามีผลงานโดดเด่นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการระบาดสำคัญของโรค  โดยในปี พ.ศ.2549 นพ.ยง ภู่วรวรรณ และคณะนักวิจัยโครงการวิจัยการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ดื้อยาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก  นอกจากนี้ยังคงทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคระบาดจากไวรัส ทำให้ ได้รับรางวัลมาแล้วมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

 

 

สำหรับแพทย์ผู้พี่ของ นพ.ยง คือ รองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวไทย เคยเป็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงานเด่นในด้านการพัฒนาการประมวลภาษาธรรมชาติด้วยคอมพิวเตอร์ในภาษาไทย และการการพัฒนาโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

รศ. ยืน เป็นผู้ริเริ่มใช้อีเมลในการสื่อสารกับครอบครัวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารเวลาอยู่ต่างประเทศ และสอนบทเรียนชีวิตผ่านตัวอย่างที่มักได้จากธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้กูเกิลจึงยกย่องให้ รศ. ยืนเป็นหนึ่งใน “ฮีโร่เว็บ” ในแคมเปญ “เว็บคือสิ่งที่คุณสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์เบราว์เซอร์กูเกิล โครม

 

ขอขอบคุณ ภาพจาก :  (สสวท.) และ หอประวัติคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Content_หน้ากากอนามัย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

หลังการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้หลายประเทศตื่นตัว ขอให้พลเมืองของตนป้องกันดูแลตัวเองจากการแพร่กระจายของโรค  ด้วยการใช้อุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสเบื้องต้น โดยเฉพาะการใช้หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน ทำให้ปัจจุบันหน้ากากอนามัยชนิดต่างๆ กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทำให้มีรายงานว่า หน้ากากอนามัยถูกกักตุน จนขาดตลาด ไม่เพียงแต่ในประเทศจีนซึ่งเป็นพื้นที่ระบาด แต่ในประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น  หรือไทยก็มีรายงานว่าหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ยากเช่นกัน

หน่วยงานด้านสาธารณสุขในทุกประเทศ ต่างออกมายืนยันว่า การใช้หน้ากากอนามัย ทุกชนิดสามารถป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ในเบื้องต้น และจะเข้มข้นขึ้นไปตามระดับของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ตั้งแต่หน้ากากอนามัยชนิดธรรมดา, หน้ากากอนามัยชนิด N95 ไปจนถึงหน้าการอนามัยที่ใช้ในกระบวนการทางการแพทย์ โดยหน้ากากเหล่านี้มีส่วนประกอบหลักในการผลิตคือ ผ้าสปันด์บอนด์  หนึ่งประเภทของผ้า นอนวูฟเวน (nonwovens) หรือ ผ้าไม่ถักไม่ทอ ที่มีลักษณะคล้ายคล้ายกระดาษ แต่ให้สัมผัสนุ่มคล้ายผ้า

ผ้านอนวูฟเวน มีข้อเด่นคือ สามารถออกแบบให้มีลักษณะและสมบัติที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสม สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะและสมบัติที่หลากหลายของนอนวูฟเวนนี้เกิดจากการเลือกใช้เส้นใยที่มีอยู่หลากหลายชนิดทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยประดิษฐ์ผสมผสานกับ มีกระบวนการผลิตรวดเร็ว ผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนการผลิตต่ำจึงสามารถใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (disposable) ได้

สำหรับผ้าสปันบอนด์นอนวูฟเวน (Spunbond nonwovens) ที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตหน้ากากอนามัย เป็นกลุ่มนอนวูฟเวนที่มีการขึ้นรูปเส้นใยจากเม็ดพลาสติกโดยตรง โดยการหลอมเม็ดพลาสติกและเทคนิคการทอทำให้ผ้าชนิดนี้มีลักษณะอ่อน นิ่มและโค้งงอคล้ายผ้ามากที่สุด นิยมนำมาผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อม อนามัยภัณฑ์และการแพทย์ (ชุดผ่าตัดของแพทย์ หน้ากากอนามัย วัสดุเช็ดทำความสะอาด) และบรรจุภัณฑ์(ซองบรรจุแผ่นซีดี ซองบรรจุเครื่องมือแพทย์) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีผ้าชนิดเมลต์โบลนนอนวูฟเวน (Meltblownnonwovens) เป็นกลุ่มนอนวูฟเวนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการขึ้นรูปเส้นใยจากเม็ดพลาสติกโดยตรงเช่นเดียวกับสปันบอนด์นอนวูฟเวน แต่มีความแตกต่างคือเส้นใยจะมีลักษณะเล็กละเอียดในระดับนาโนเมตรไมโครเมตร แต่ไม่เป็นเส้นยาวต่อเนื่อง มีคุณสมบัติเส้นใยที่มีขนาดเล็กละเอียดมากจึงมักใช้ในงานกรอง เช่น ไส้กรอง แผ่นกรองในหน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ และฉนวน เป็นต้น

โดยในการผลิตหน้ากากอนามัยเหล่านี้จะมีขั้นตอนการผลิตที่แต่ต่างกันไปแล้วแต่ละประเภทการใช้ชั้นงาน โดยจะมีความซับซ้อนของชั้นที่ซ้อนกัน ตามความต้องการของความละเอียดในการกรอง รวมถึงไส้กรองที่บรรจุไว้ภายในหน้ากาก  และอาจจะมีการออกแบบและผลิตในรูปแบบที่แตกต่างกัน

 

สำหรับแหล่งผลิตผ้า นอนวูฟเวน ซึ่งถูกนำมาใช้ผลิตเป็นผ้าสปันบอน์อีกที่นั้น นิตยสาร Nonwovens Industry ซึ่งเป็นนิตยสารให้ข้อมูลสำหรับผู้ค้าในอุตสาหกรรมการผลิตผ้านอนวูฟเวน ระบุว่า จีนเป็นแหล่งผลิตผ้าชนิดนี้ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้มากถึง 67% ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาเป็นแหล่งผลิตที่ประเทศมาเลเซียจากการลงทุนของบริษัท Fibertex Personal Care สัญชาติเดนมาร์ก ในขณะที่ ไทยเป็นแหล่งผลิตเป็นอันดับสามจากการลงทุนของกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น 3-4 บริษัทตั้งโรงงานในพื้นที่ประเทศไทย  และแหล่งผลิตที่ประเทศเกาหลี

 


Content_คู่รักไทย-จีน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

เรื่องราวของคู่บ่าวสาว ไทย-จีน ที่ต้องเปลี่ยน และปรับพิธีแต่งงานท่ามกลางการระบาดของ #ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ในเมืองหูเป่ย

 

เรื่องราวของคุณแอม จินตนา แดงรอดกับคุณเหอ ข่าย สามีที่มีกำหนดฤกษ์สมรสในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยที่แอมและสามีได้เดินทางจากประเทศไทยเพื่อเตรียมจัดงานแต่งที่จีนเมื่อวันที่ 15 มกราคม

 

ไปถึงช่วงแรกก็ลองแต่งหน้าทำผมเหมือนวันจริง เพื่อดูว่าถูกใจไหม

 

ทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมด แต่สุดท้าย หมดกัน ทั้งชุด เสื้อผ้า รองเท้า ของชำร่วย!!

 

ฝันสลาย !! ทุกคนต่างกังวลไม่มาร่วมงาน ได้ซองอวยพรผ่าน  wechat

 

พ่อแม่เจ้าสาว ทำวีซ่าเก้อ เดินทางมาร่วมงานไม่ได้เช่นกัน

 

ขายผ้าเอาหน้ารอด ชุดที่เตรียมออกไปเอาไม่ได้ ได้เพียงเสื้อโค๊ทสีแดงแม่สามี กับพิธีแต่งที่ฉลองเฉพาะคนในบ้าน

 

งานฉลองที่ไทย ต้องลุ้นว่าจะกลับได้หรือไม่ รอเมืองเปิด หากฝากบอกทุกคนว่า ที่หูเป่ยยังคงกินอิ่มนอนสบาย เพียงแต่ไม่กล้าออกไปข้างนอก

 

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอเป็นกำลังใจให้คุณแอมและสามีสุขภาพแข็งแรง มีหนูน้อยน่ารักเร็วๆนะคะ