4วิธีสู้โควิด19_Mindset_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ในช่วงนี้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน และเริ่มมีความถามจากทุกภาคส่วนว่า “เมื่อไหร่จะจบ?” ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบนี้ได้

 

ล่าสุด “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า ไวรัสโควิด-19 ถือเป็น Airborne (ละอองที่มีขนาดเล็กมากน้อยกว่า 5 ไมครอน) หรือ ละอองเสมหะที่ระเหยไปจนมีขนาดเล็กและมีเชื้อโรคที่มีชีวิตเกาะอยู่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล โดยที่ผ่านมาเชื้อโรคลักษณะนี้ที่วงการแพทย์รู้จักมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคสุกใสหรืองูสวัด และแบคทีเรียวัณโรคโดยสาเหตุสำคัญที่ WHO ต้องออกมาเตือนก็เพื่อให้ปรับรูปแบบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้เหมาะสมและทันต่อสถานภาพของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เราจำเป็นต้องปรับ Mindset เกี่ยวกับโควิด-19 เสียใหม่

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่ามีอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของ ดร. Eric Friedman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการกำราบไวรัสอีโบล่า อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งคุณจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ นักธุรกิจชื่อดังได้นำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก Tom Julpas Kruesopon โดยใจความสรุปมีดังนี้

 

  • ไม่จริง! ที่กล่าวกันว่าเดี๋ยวโควิด-19 ก็หายไปแล้วชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม เจ้าไวรัสนี้จะยังอยู่กับเราไปตลอดเหมือนอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส เอดส์ ที่ทุกวันนี้เราควบคุมมันได้แต่มันก็ไม่หายไปเสียที
  • ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่กับไวรัสโควิด-19 อย่างไร เพราะไวรัสตัวนี้แม้ว่าจะติดคนได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดแล้วทำให้ตาย โดยถือว่ายังไม่รุนแรงและอันตรายเท่ากับอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส
  • โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า 1% หากผู้ที่ติดไวรัสโควิด-19 อายุน้อยกว่า 65 ปี มีภูมิคุ้มกันและไม่มีโรคประจำตัว แต่หากผู้ที่ติดมีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป โอกาสเสียชีวิต หรือ ไม่สบายหนักขึ้นเกือบ 100% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำตอนนี้ คือ พยายามจำกัดการระบาดไม่ให้มากกว่านี้ โดยควบคุมให้คนอยู่บ้าน หมั่นล้างมือ ดูแลความสะอาด รักษาระยะห่าง แต่นี่คือการควบคุมไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ได้เป็นการทำให้หายไป

 

“4 วิธีที่ทำให้สามารถอยู่กับโควิด-19 ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม”

 

  1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพราะในโลกไม่มียาอะไรที่จะรักษาตัวเราเองได้ดีเท่ากับร่างกายเราที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาตัวเองได้ แต่เรามักเผาผลาญสิ่งดีๆ ในร่างกายมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลพักผ่อนซ่อมแซมร่างกายให้เพียงพอ
  2. ทานวิตามินมากๆ โดยเฉพาะ B Complex D และ C เพิ่มเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. ควบคุมน้ำตาลในร่างกาย พยายามเลี่ยงน้ำตาลที่มาจากเคมี หากน้ำตาลธรรมชาติ จากผักผลไม้ยังทานได้ แต่ให้ควบคุมปริมาณ นอกจากนี้น้ำตาลยังกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคต่างๆ จะเติบโตได้ดีจากการกินน้ำตาลในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อต่างๆ มาก
  4. หมั่นออกกำลังกายให้ปอดแข็งแรง งดบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์

2-ออกกำลังกาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

“สุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” นี่คือเรื่องจริงที่เราพบเห็นบทเรียนได้รอบตัว หลายคนที่หักโหมมุทำงานหาเงินจนละเลยการออกกำลังกาย ท้ายสุดเงินที่หามาได้ก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไปเสียหมด ดังนั้นในช่วงที่เราพอมีเวลาว่างแบบนี้ ก็อย่ามัวปล่อยตัวกินนอนอยู่บ้านเชียวให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาวางแผนพัฒนาตนเองและมาออกกำลังกายกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอวิธีออกกำลังกายที่บ้านแบบง่ายๆ มานำเสนอ

 

 

  1. กระโดดเชือก : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้ แต่ก็ได้ผลดีไม่แพ้ออกกำลังกายประเภทอื่นเลยนะ ลองชวนคนในบ้านมากระโดดเชือกด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

  1. จ๊อกกิ้ง : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 600 แคลอรี่

การวิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง ถ้าใครมีลู่วิ่งก็ใส่หูฟังแล้ววิ่ง ดูหนังไปวิ่งไป หรือ วิ่งเหยาะๆ รอบบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดีโอที่ดีต่อหัวใจ

  1. โยคะ(ร้อน) : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

ตีต่อร่ายกายและจิตใจ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ขอแค่มีเสื่อโยคะอย่างเดียวก็เพียงพอ ถ้าให้ดีที่สุดต้องเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  1. เต้นรำ : 45 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

เพียงขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง นอกจากคลายเครียดแล้วยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากโข ถ้าเต้นคนเดียวมันเหงา ชวนคนในบ้านมาเต้นด้วยก็ได้

  1. HIIT : 20-30 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายหนักสลับเบาแบบคาร์ดิโอ ซึ่งดีต่อหัวใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น อาทิ การวิ่งสลับเดิน แต่ HIIT ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ

 

การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด แม้แต่การทำความสะอาดบ้านก็ช่วยเรียกเหงื่อได้อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงมีวินัยมีความตั้งใจมากพอไม่ว่าที่ไหนก็ออกกำลังกายได้


Tempo-Studioจอฟิสเนสสุดล้ำ-เทรนเนอร์เรียลไทม์_cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายแบบดิจิตอลได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายที่ฟิสเนส

 

แต่ถ้าไม่อยากออกกำลังกายข้างนอกล่ะ ? ทั้งร้อน ทั้งฝุ่นควัน หรือแม้แต่ไวรัส ครั่นจะฟิตร่างกายเองที่บ้านก็กลัวทำไม่ถูกต้อง และเกิดอันตราย

 

Tempo สตาร์ทอัพเฮลท์เทคเปิดตัว Tempo Studio ฟิตเนสอัจฉริยะพร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัว ซึ่งประกอบด้วยจออัจฉริยะขนาด 42 นิ้วและกล้องมองภาพ 3 มิติที่สแกนผู้ใช้ 30 ครั้ง/วินาที เพื่อจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ดัมเบล, ตุ้มน้ำหนัก, เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและเครื่องมืออื่น ๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะมีเซ็นเซอร์ที่ใช้ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจและจะซิงค์กับจอภาพ พร้อมกับบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เผาผลาญแคลอรี อัตราการเต้นของหัวใจ และอื่น ๆ ซึ่งจะถูกระบบ AI ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผู้ใช้พร้อมให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์

 

Tempo Studio
ภาพจาก techcrunch.com

 

เนื่องจากอุปกรณ์รวบรวมข้อมูลจากการออกกำลังกายของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ติดตามความคืบหน้าและวัดผลได้ทุกเมื่อ รู้ว่ายกน้ำหนักมากแค่ไหน เผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าไหร่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการออกกำลังกายระยะยาว และแข็งแรงขึ้นได้

 

นอกเหนือจากการแข่งขันกับตัวเองแล้วข้อมูลนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานแข่งขันกับผู้ใช้ Tempo คนอื่น ๆ ได้ด้วยลีดเดอร์บอร์ด สร้างความสนุกและท้าทายได้มากกว่าเดิม

 

สำหรับ ‘Tempo Studio Set’ ราคา 1,995 เหรียญ (ราว 60,000 บาท) และสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคลาสเรียนออกกำลังกายออนไลน์กับเทรนเนอร์แบบสดๆ จะมีค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติมที่ 39 เหรียญ (ราว 1,170 บาท)

 


_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

kinyupen_adminJune 30, 2019

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-100-ปี-ของ-“ศาสตราจารย์-ดร.ประเสริฐ-ณ-นคร”.jpg

kinyupen_adminAugust 23, 2018

“ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร” เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว เน้นการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” นี่เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดที่มีการบอกต่อๆ กันในวงสนทนาสุขภาพ วลีดังกล่าวต้องการสื่อสารให้แต่ละคนดูแลและรักษาสุขภาพของตัวเอง ไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2531 ที่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ถึงแม้ว่าท่านจะอายุเกือบ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่สุขภาพร่ายกายของท่าน ณ ตอนนี้ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เลย

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บอกว่าถึงเคล็ดลับที่ทำให้ตนมีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ทำให้ตนได้ฝึกเรื่องของสมาธิ ความจำ นอกจากนี้ เมื่อช่วงที่อายุ 69 ปี ตนได้เดินขึ้นเขาที่มีความสูงถึง 120 ขั้นบันได ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย ขณะเดียวกัน อาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญ ตนมีเคล็ดลับการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งตนจะเลือกทานอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีกลิ่นเหม็น งดการรับประทานอาหารดิบ รวมไปถึงการงดดื่มสุราหรือมึนเมา แค่นี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงและมีอายุยืนแล้ว

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต, ใกล้รุ่ง, ในดวงใจนิรันดร์, แว่ว, เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย ผลงานต่างๆ ของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา

ขอบคุณข้อมูลจาก : โครงการส่งเสริมป้องกัน คนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)