-ไวรัส_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“ไวรัสโควิด-19” ไม่ได้เป็นวิกฤตโรคระบาดที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในบ้านเรา แต่เราเผชิญมาแล้วหลายครั้งและรับมือได้เป็นอย่างดี โดยช่วงปลายปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเริ่มพบการระบาดของไข้หวัดนก (ไวรัส H5N1) ก่อนลุกลามทั่วประเทศกินเวลากว่า 3 ปีมีผู้เสียชีวิต 17 ราย ไก่ตาย 160-200 ล้านตัว คนตื่นกลัวไม่กล้า “กินไก่” รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดนก เร่งปฏิบัติงานเชิงวิชาการ ภาคสนาม ตลอดจนกิจกรรมเชิงจิตวิทยากระตุ้นความเชื่อมั่นประชาชน ในที่สุดด้วยความร่วมมือของคนทั้งประเทศก็สามารถตัดตอนห่วงโซ่ไวรัสจากไก่สู่คนจนพ้นวิกฤตและได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการควบคุมโรคในสัตว์ครั้งสำคัญของประเทศด้วย

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2552  ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ A 2009 (ไวรัส H1N1) ระบาดทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย (สูงกว่าโควิด-19 มาก) ภาครัฐเร่งสกัดด้วยมาตรการตรวจคัดกรองผู้มาจากพื้นที่เสี่ยง จัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดให้ประชาชน รวมถึงรณรงค์ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอเพื่อลดการแพร่ระบาดที่ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักของคนไทยอย่างมากจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

 

สำหรับไวรัสโควิด–19 ที่กำลังระบาดลุกลามสร้างความอกสั่นขวัญแขวนทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งถูกผสมโรงจาก Fake news ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลายคนวิตกกังวลจนใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ขอแนะนำว่าควรยึดหลักกาลามสูตรให้มั่นอย่าเชื่อแหล่งข่าวใดที่ขาดการกลั่นกรอง หรือ ขาดการพิสูจน์แน่ชัดเพื่อรับมือได้ถูกทาง ทั้งอย่าประมาทควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ เฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าตระหนกจนเกินไป แต่ให้เตรียมการป้องกันด้วยอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงหมั่นรักษาสุขอนามัยขั้นต้นด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ขอนำข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตมาฝากกัน

 

“..วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปรกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ข้อสำคัญ อยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจและเตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2528

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


_กินอยู่เป็น_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 8, 2020

“…ใจเอ๋ยใจ หายใจยาว ใจดีสู้เสือ ขอจงมีความสุขความเจริญ…”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานเป็นพรปีใหม่ พ.ศ.2541 มาทบทวนในช่วงที่รอบตัวยังคงปกคลุมด้วยข่าวร้ายเพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเรา “ใจดีสู้เสือ” ฝ่าวิกฤตร่วมกันอีกครั้ง

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

 

นับจากต้นปี 2563 เป็นต้นมา ปัญหาอุปสรรคนานา ล้วนถาโถมมาไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ฝุ่น PM 2.5 ยังไม่ทันจางก็ต่อด้วยไวรัสโควิด–19 ขณะที่พยากรณ์เศรษฐกิจก็แสนหดหู่ดูน่าสิ้นหวัง บริษัทปิดตัว เลิกจ้างรายวัน ความเห็นต่างการเมืองที่เหมือนรอวันปะทุ ภัยแล้งก็กำลังตามมา แต่ทุกวิกฤตล้วนมีทางออกเป็นธรรมดาและบ้านเมืองเราก็เคยผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้งด้วย “สติ – กำลังใจที่ดี” จึงขอแนะนำว่า “ไม่ควรวิตกจริตกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกินไปจนชีวิตขาดความสุข” อยากให้ทุกท่านลองวางสมาร์ทโฟน งดโซเชียลมีเดียสักพัก ลดทอนการเสพข่าวร้ายที่เป็นเสมือน “เสือร้าย” บั่นทอนจิตใจแล้วนั่งพักหายใจยาวๆ หาทางรับมืออย่างมีสติกันดีกว่า

 

ดังนั้นตลอดสัปดาห์นี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอซีรี่ย์ “ใจดีสู้เสือ” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางพิชิต “เสือร้าย” หรือ ปัญหา 4 ประการที่ทุกคนกำลังเผชิญร่วมกัน ประกอบด้วย “เศรษฐกิจ – โรคระบาด – ความเห็นต่างทางความคิด – ภัยแล้ง” ผ่านการเรียนรู้จากอดีตที่เราสามารถผ่านพ้นมาได้ดีในหลายเหตุการณ์ ผสานการน้อมนำพระราชดำรัสและแนวปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อันเป็นเสมือนพรประเสริฐที่พระองค์ท่านพระราชทานเป็นของขวัญแก่ประชาชนมาปรับใช้ ซึ่งยังคงสามารถนำมาปรับใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดีไม่มีตกยุคสมัยแต่อย่างใด

 

ทีมงานหวังว่าซีรี่ย์ทั้ง 4 ตอนที่จัดทำขึ้นนี้คงช่วยสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ในด้านการช่วยลดความตระหนก วิตกกังวล หรือ กระตุกมุมคิดพลิกลบเป็นบวก เพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิตร่วมกับข่าวสารและเหตุการณ์รอบตัวที่เผชิญอยู่ได้อย่างมีสติต่อไป พบกันตอนแรกวันพรุ่งนี้ 07.30 น.


-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2018

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา