Content_เช็คสุขภาพการเงิน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

เชื่อว่าใครหลายคนอาจมีความคิด และมีความเข้าใจทางการเงินแบบผิด ๆ ซึ่งอาจทำให้ชีวิตเราพังหรือล้มเหลวได้ง่าย ๆ งั้นมาลองสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมการใช้เงินของเรากันดีกว่า ว่าระบบการเงินของเราอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งอาจนำพาตัวเองเผชิญความล้มเหลวทางการเงินโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านมาลองตรวจสอบสุขภาพทางการเงินกันสักเล็กน้อย เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องมีภาระรายรับ และร่ายจ่ายในแต่ละเดือน ที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัส ประกอบกับค่าครองชีพในตอนนี้ที่สูงขึ้น สูงขึ้น และ สูงขึ้น สุดท้ายเราจะเหลือเงินเก็บในแต่ละเดือนหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย มนุษย์เงินเดือนบางคนคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ประทังชีวิตไปได้วันต่อวัน หรือเดือนต่อเดือนก็พอแล้ว โดยที่ไม่ได้มองการณ์ไกลหรือคำนึงถึงอนาคตเลย

 

แล้วหากวันหนึ่ง เรานำพาตัวเองเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทางการเงินโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน ควรทำอย่างไร? ลองมาสำรวจพฤติกรรมของเรากันดีกว่า ถ้าเป็นไปตามที่ระบุไว้ นั่นหมายความว่า เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ก่อนปัญหาจะถาโถมจนแบกรับไม่ไหว โดยสังเกตจากวิธีดังต่อไปนี้

 

1.รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันเรามีเงินสด ทรัพย์สินอื่นๆ และหนี้สินอยู่จำนวนเท่าใด ? ลองกลับไปสำรวจข้อนี้ดูก่อน หากเราหาคำตอบข้อนี้ไม่ได้ หมายความว่าอยู่ในภาวะที่เสี่ยงมาก เพราะหนี้สินก็ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไร เงินทองทรัพย์สินที่ตัวเองมีก็ยังไม่รู้อีก มันอาจจะทำให้เราตกหลุมพรางความโลภ หรือความปรารถนาถึงสิ่งที่อยากได้อยากมี สินค้าใดก็ตามที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าเรากะทันหัน หากห้ามใจไว้ไม่ได้ หรือไม่ได้เป็นคนวางแผนในการใช้จ่ายเงิน เงินเราจะไหลออกไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็ใช้เงินจนหมุนกันไม่ทันเสียแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ นำรายได้ และรายจ่าย หนี้ เอาออกมากางให้หมด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง

2.ออมเงินสม่ำเสมอหรือไม่ ? หากตอบว่า…ไม่เคยออมเงิน” หมายความว่า ชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่ามีเงิน และสิ่งที่ต้องจ่ายอยู่ในครอบครองเท่าไร แถมยังไม่มีเงินออมอีก อย่างนี้ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินต้องจ่ายเงิน จะเจอปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง หยิบยืมชาวบ้านมาใช้แน่ ๆ

3.ทำอย่างไรกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ? หากตอบว่า..มีอะไรก็จ่าย ๆ ไป ไม่จำเป็นต้องกำหนดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย แสดงว่าเสี่ยงมีโอกาสพบเจอทางตันและความล้มเหลวทางด้านการเงินอย่างรุนแรง ฉะนั้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ บันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวเราเอง ได้เรียนรู้ว่าอะไรควรจ่าย อะไรควรประหยัด

4.มีวิธีเลือกซื้อสินค้าหรือบริการอย่างไร ? หากตอบว่า..เห็นก็ซื้อได้ทันที ถูกใจก็ซื้อทันที แสดงว่าเราใช้เงินเข้าข่ายอันตรายมาก ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีที่สุด คิดและมีเหตุผลในการซื้อสินค้าทุก ๆ ครั้ง

5.หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะมีเงินสำรองหรือไม่ ? ยกตัวอย่างเช่นถูกเลิกจ้าง ประสบอุบัติเหตุ ป่วยจนไม่สามารถทำงานต่อได้ เราจะมีเงินสำรองใช้เลี้ยงชีพหรือไม่ ถ้ามีจะใช้ได้นานที่สุดเป็นระยะเวลาเท่าใด หากตอบว่า ประมาณ 3 เดือน ถือว่าการเงินของเราเข้าข่ายอันตรายมาก ๆ หากไม่วางแผนจัดการเงินดี ๆ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้กับชีวิตเรา

ลองสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของเราดู ตอบตัวเองให้ได้ว่า การใช้จ่ายเงินของเรานั้นเข้าข่ายล้มเหลวแล้วหรือยัง? หากพบว่ายังมีข้อผิดพลาด ควรรีบปรับปรุงและแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ เพื่ออนาคตเราจะได้มีเงินใช้ในยามจำเป็น ไม่ลำบาก และชีวิตจะได้อยู่อย่างสุขสบายยามแก่เฒ่า ไม่เป็นภาระญาติมิตร ลูกหลาน และตัวเองด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


-cover_content_RMF-เริ่มเร็วยิ่งดี.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2019

 

  • RMF เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน หรือ ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีหลังพิงฝาเวลาเกษียณ
  • จากสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทน RMF ใกล้เคียงกับ กบข. และ สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
  • RMF ลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน) ถอนมาใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปี

ปัจจุบันจะมีมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่ม รวมถึงฟรีแลนซ์ที่ไม่มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทคอยซัพพอร์ตยามเกษียณ จึงจำเป็นต้องมองหาเงินเก็บไว้รองรับเมื่อถึงเวลา กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกชั้นดีที่ควรศึกษา แม้หลายคนอาจมองว่ามีข้อจำกัดตรงที่ต้องลงทุนเป็นระยะเวลานานกว่าจะนำมาใช้ได้ ซึ่งน่าสนใจอย่างไรนั้น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำมาฝากกัน

 

เหมือนปลูกไม้ผลต้องใช้เวลา แต่ออกผลให้กินแน่นอน

RMF เกิดจากภาครัฐต้องการสนับสนุน ให้มนุษย์เงินเดือนที่เสียภาษี มีแหล่งเงินออมหลังวัยเกษียณ ภายใต้ข้อแม้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี จนถึงอายุ 55 ปีจึงสามารถเบิกเงินก้อนที่ลงทุนมาใช้ได้ ซึ่งยอดเงินลงทุนแต่ละปีนำไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี) โดยลงทุนปีไหน ก็ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ปีนั้น

ผู้สนใจสามารถเลือกกองทุน RMF ได้ตามความสนใจผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งจะนำเงินของคุณไปบริหารจัดการให้ผลิดอกออกผลงอกเงยเป็นผลกำไรกลับมา มีทั้งแบบ RMF ตราสารหนี้, RMF ตราสารทุน, RMF แบบผสม, RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น โดยแต่ละกองทุนจะมีความเสี่ยงในระดับที่ต่างกันออกไป เพราะผันตามการเติบโตของหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าจะสามารถแบกรับความเสี่ยงได้เพียงใด

เฉลี่ยผลตอบแทนปลายทางสูงกว่าเงินฝาก

 

 

ที่มา อันดับกองทุนรวมเด่นประจำสัปดาห์ จาก Wealthmagik ประจำวันที่ 23 กันยายน 2562

 

แม้การลงทุนในกองทุน RMF จะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ และปัจจัยการเงินโลก หากเมื่อย้อนดูสถิติภาพรวม ก็พบว่าในระยะยาว RMF มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากประจำ โดยจากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนรวม RMF ย้อนหลัง 3 ปี (ตามภาพ) พบว่า อยู่ระหว่าง 3.39 % – 5.84 % ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) ซึ่งอยู่ที่ 5-7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 0.1250% – 0.5000% เท่านั้น

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบภาพให้ชัดขึ้น สมมติฐานว่าคุณมีเงินเก็บ 5,000 บาท ถ้าเลือกฝากประจำ คุณจะได้ดอกเบี้ย เพียงแค่ 25 บาท (5,000*0.5000) แต่ถ้านำเงินไปไว้ในกองทุน RMF คุณจะได้เงินถึง 292 บาท (5,000*5.84%) โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย

 

ยิ่งเร็ว ยิ่งมั่นคง เริ่มง่ายๆ เพียงเดือนละ 500 บาท

การที่ต้องลงเงินขั้นต่ำ 5,000 บาททุกปีจนถึงอายุ 55 ปี อาจทำให้หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มเริ่มทำงานอาจมองว่านี่คือข้อจำกัด แต่หากปรับมุมมองว่าถ้าลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงเดือนละ 500 บาท สิบเดือนก็ได้ 5,000 บาท และทำแบบนี้ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี เท่ากับว่าคุณกำลังเริ่มสร้างฐานเงินเก็บไว้สำรองเลี้ยงชีพก้อนใหญ่ในอนาคต

เพราะยิ่งคุณลงทุนในกองทุน RMF นานเท่าไรค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเท่านั้น สมมติว่าถ้าเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 ปี ปีละ 5,000 บาทต่อเนื่องจนครบ 55 ปี คุณจะมีเงินต้นในกองทุน RMF 125,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมผลตอบแทน และลองคิดดูว่ายิ่งคุณเริ่มเร็วขึ้น หรือ เพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น คุณก็จะยิ่งมีเงินออมไว้ใช้ในวัยเกษียณมากขึ้นนั่นเอง

การจะลงทุนใน RMF หรือ ไม่นั้น ผู้ลงทุนอาจต้องพิจารณาปัจจัยประกอบรอบด้าน เพราะแต่ละบุคคลก็อาจเหมาะกับรูปแบบการออมที่ต่างกันไป  อย่างไรก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ยังสนับสนุนให้ชาวมนุษย์เงินเดือนเริ่มวางแผนเงินออมที่เหมาะสมกับตน เพราะเราเชื่อว่า มีเงินออมไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่าในบั้นปลาย ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลมากมายในปัจจุบัน

หมายเหตุ

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียน ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยงดังนั้นผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

 


Content_Kinyupen_กินอยู่เป็น_กยศ..jpg

kinyupen_adminAugust 30, 2019

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. วันนี้กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง จากกรณีข่าวค้างชำระหนี้ กยศ. ของ สส.พรรคการเมืองหนึ่ง หลังไม่กี่เดือนก่อนหน้าเพิ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการหักเงินเดือนข้าราชการ หรือ พนักงานเอกชนที่ติดหนี้ไปหมาดๆ ซึ่งอาจสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้กู้ยืม หรือ ค้างชำระหนี้ กยศ.  โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือ ยังหางานอยู่ ว่าต้องบริหารจัดการ หรือ ควรเริ่มต้นอย่างไรดี

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวล หรือ กังวลจนเกินไป เพราะ “เด็กจบใหม่จะมีระยะปลอดหนี้ 2 ปีให้ตั้งตัวหลังจากจบการศึกษา” เมื่อครบระยะจึงเริ่มจ่ายงวดแรก และค่อยทยอยชำรตามหลักเกณฑ์ โดยมีเวลาในการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี และสามารถผ่อนผันได้ครั้งละ 1 ปี / ไม่เกิน 2 ครั้ง ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ที่นี้ผู้ที่มีหนี้ค้างชำระอยู่ ทั้งเบี้ยปรับ ทั้งเงินต้น ที่ทบไปทบมา ต้องทำยังไง?

ล่าสุด กยศ. ออกมาแถลงมาตรการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้ กยศ. ซึ่งทีมงานสรุปประโยชน์จากมาตรการใหม่ที่ลูกหนี้จะได้รับดังนี้ (ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.studentloan.or.th/promotion)

  • ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชีในครั้งเดียว ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2562 – 29 กุมภาพันธ์ 2563
  • ลดเบี้ยปรับ 75% สำหรับผู้ที่ยังไม่ถูกยื่นฟ้องคดีจาก กยศ. แล้วมาชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ) ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2562 – 29 กุมภาพันธ์ 2563
  • พักชำระหนี้ 1 ปี สำหรับผู้กู้ยืมที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (สำหรับผู้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดีจาก กยศ.)
  • ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 12-18% ต่อปี เหลือ 5% ต่อปี เฉพาะกลุ่มก่อนดำเนินคดี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562

นอกจากนี้สำหรับผู้กู้ที่ยังอยู่ระหว่างศึกษา กยศ. ใจดีเพิ่มค่าครองชีพให้อีกคนละ 600 บาท/เดือน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

เมื่อถูกยื่นฟ้องต้องทำอย่างไร

มาตรการข้างต้นเสมือนเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องคดีเสียมากกว่า แล้วในกลุ่มของผู้ที่ถูก กยศ. ยื่นฟ้องคดีแล้ว ต้องทำอย่างไร

จากประสบการณ์จริงของหนึ่งในทีมงานกินอยู่เป็น  อธิบายว่า “ไม่ต้องกังวล เพราะหลังจากถูกยื่นฟ้องแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความในชั้นศาล ให้เราไปตามนัด จากนั้นศาลจะหารือไกล่เกลี่ย พิจารณาลดเบี้ยปรับ พร้อมขยายเวลาและกำหนดยอดที่ต้องชำระเป็นรายเดือนให้ตามความเหมาะสม จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องนำยอดดังกล่าวไปชำระตามช่องทางต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าก็จะมีการลดเบี้ยปรับอยู่แล้ว”

เมื่อเป็นหนี้ หรือ กู้ยืมมาก็จำเป็นต้องใช้คืน และยิ่งเมื่อหนี้ก้อนนี้คือเงินที่สามารถนำไปต่ออนาคตให้กับอีกหลายคน ฉะนั้นผู้ที่ค้างชำระจึงควรคำนึงถึงใจเขา ใจเรา แบ่งสรรปันจ่าย เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้กู้หน้าใหม่ได้มีทุนทรัพย์ยังชีพเพื่อการศึกษาต่อไป

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายท่าน ส่วนใครที่ชำระหนี้ กยศ. จนครบ ปลดหนี้เรียบร้อยแล้วก็ขอชื่นชมและแสดงความยินดีด้วย


_แนะ-5-ช่วงเวลาสุดพิเศษ-ที่ขาช็อปไม่ควรพลาด_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต สรุป 5 ช่วงเวลาพิเศษดีที่สุด ที่สาวกคนชอบช็อปปิ้งไม่ควรพลาดช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ในการเลือกสรรสินค้าคุณภาพดี ลดราคา

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนชอบช็อปปิ้งกันสักหน่อย เขาว่ากันว่า มันมักจะมีเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินค้าเกือบทุกอย่าง แต่การที่จะรู้ว่าสินค้าจะลดราคาตอนไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ดังนั้นนี่คือลิสต์รายการของการช็อปปิ้งทั่ว ๆ ไป ที่สามารถใช้ได้กับของส่วนใหญ่ที่คุณจะต้องซื้อ ด้วยทิปนี้ คุณจะสามารถหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรืออย่างน้อยก็ช่วงเวลาดี ๆ ในการจับจ่ายสินค้าเกือบทุกอย่าง ด้วย 5 ช่วงเวลาพิเศษที่จะช็อปต่อไปนี้

 1. วันพฤหัสบดี : ช็อปปิ้งในห้างร้านสรรพสินค้า ในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นวันพฤหัสบดี จะช่วยทำให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ถึงแม้จะไม่สามารถการันตีได้ทุกครั้งแต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี

ตามที่ศาสตราจารย์ คริสเต็น รีจีน  (Kristen Regine) ศาสตราจารย์ด้านการตลาด แห่งมหาวิทยาลัย Johnson&Wales ใน โรดไอแลนด์ ซึ่งได้รับปริญญาเอกด้านการจัดการธุรกิจ กล่าวว่า “วันพฤหัสเป็นวันสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ห้างร้านต่างๆจะลดราคา” เธอกล่าวว่า “พวกเค้าเตรียมการสำหรับวันหยุด ซึ่งพวกเค้ารู้ว่าผู้คนจะมาจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดในวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์

 

2. วันหยุดสุดสัปดาห์ : ในบางกรณี วันจันทร์ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า และการคาดหวังการลดราคาครั้งใหญ่ของสัปดาห์ก็มักจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

Darrin Duber Smith อาจารย์อาวุโส ด้านการตลาดของมหาวิทยาลัย Metropolitan State University of Denver มันสามารถนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั๋วลดราคา เช่น รถยนต์ เขากล่าวว่า ช่วง 3 วันสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะซื้อของ นั่นเป็นกฎทั่วไป เมื่อวันหยุดของพวกเค้าคือวันจันทร์ด้วย นั่นสำคัญมากเพราะมีเวลาให้หยุดถึง 3 วันไม่ใช่แค่ 2

การลดราคาสุดสัปดาห์ที่ได้รับความสนใจ เช่น วันเกิดของวอชิงตันในเดือนกุมภาพันธ์ (presidents day) วันรำลึกถึงผู้พลีชีพเพื่อชาติในเดือนพฤษภาคม (Memorial Day) วันแรงงานในเดือนกันยายน

 

3. งานโล๊ะล้างสต๊อก : กุญแจสำคัญคือการซื้อของช่วงที่ผู้จำหน่าย ล้างสต๊อกสินค้าและย้ายสินค้าไปยังชั้นที่ลดราคา นั่นหมายความว่า หลังจากนั้น ห้างร้านก็จะย้ายสินค้าเก่าออกไปเพื่อที่จะสามารถนำสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่าย ตัวอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ มักจะถูกรีสต๊อก  2  ครั้งต่อปี คือช่วงกุมภาพันธ์และสิงหาคม

จากที่ Duber Smith ได้กล่าวไป นั่นหมายความว่าเฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าจะถูกลดราคาในเดือนมกราคมและกรกฎาคม “สินค้าคงคลังเป็นผลประโยชน์ของร้านค้าปลีกทั้งหมด” เขากล่าว

คุณต้องการที่จะกำจัดมันด้วยราคาทุนหรือต่ำกว่าราคาทุน เพราะคุณสามารถทำเงินได้ จากสินค้าใหม่ที่จะถูกนำมาวางบนชั้น ควรเช็คสินค้าลดราคาบนชั้นเสมอ และในขณะที่คุณอยู่กับมันมุ่งความสนใจไปที่สี Regine กล่าวว่า ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าบางราย ทำเครื่องหมายรายการตามสีแทนหมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น  คุณอาจจะพบชุดสีฟ้าหลายดอก  หรือสีม่วงหลังจากที่ลดราคาหลังจากที่สีเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคหรือขายได้ไม่ดี

 

4. ช่วงเวลาลดราคาของปีที่ผ่านมา : ถ้าคุณไม่สามรถจำทั้ง 3 ข้อการลดราคาที่ผ่านมาได้ ก็ทำตามนี้  ผู้ค้าที่เคยเป็นเจ้าภาพลดราคาสินค้าในอดีต  ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่าจะจัดอีกในอนาคต

Regine ชี้ให้เห็นว่า Sephora มักจะจัดงานลดราคาเครื่องสำอางครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม Old Navy มักจะลดราคารองเท้าแตะในทุกๆเดือนมิถุนายน  Amazon จะลดราคาครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคม

ผู้จำหน่ายรายอื่นๆ เช่น Bath & Body Works จะลดครั้งใหญ่ปีละ 2 ครั้ง และช่วงเวลา 2 ครั้งของปีมักจะจัดขึ้นในเดือนมกราคมและมิถุนายน แม้ว่าวันจะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะรู้ว่านี้ลดราลดราคา Regine แนะนำว่าให้ถามพนกงานขายเกี่ยวกับโปรโมชั่นที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

ในช่องทางออนไลน์ ถ้าคุณเก็บอีเมล์เก่าๆที่ถูกส่งมาไว้ คุณสามารถติดต่อพนักงานขายและรอการตอบกลับเมื่อพวกเขาลดราคาอีกครั้ง ยึดถือโปรโมชั่นตามอีเมล์ที่ส่งมา เพื่อที่คุณมันจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบราคาราคาราสุดกับราคาที่ร้านค้าเคยเสนอมาในอดีต เพื่อที่คุณจะสามารถประเมิณคุณค่าก่อนที่จะตัดสินใจ ลดราคา 20% จากทั้งร้านก็น่าหลงไหลไม่เท่า ถ้าคุณพบสินค้าเดียวกันที่เสนอให้คุณ 30% เมื่อเดือนที่แล้ว

 

5. แอปสามารถบอกคุณได้ : คุณไม่จำเป็ยนต้องวิ่งเต้นหาข้อมูลด้วยตัวคุณเอง  Regine แนะนำว่าให้เรียนรู้เทคโนโลยีให้ช่วยคุณแก้ปัญหา เมื่อคุณต้องการจะซื้อบางอย่างคุณควรจะดูสักพักหนึ่งก่อน เพื่อจะติดตามความเคลื่อนไหวของโปรโมชั่นและข้อเสนอต่าง ๆ เธอชอบแอพพลิเคชั่น Shop It To Me และ Krazy Coupon Lady ทั้ง 2 คือแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยเตือนคุณเมื่อมีสินค้าลดราคาในบางรายการที่คุณต้องการ “ให้แอพทำงานของมันให้คุณ เพราไม่มีอะไรที่ง่ายไปกว่านี้แล้ว นี่คือคำแนะนำ

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษ ที่คนชอบช็อปปิ้งสินค้าในราคาพิเศษไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อย่างไรก็ตาม สำหรับขาช็อปตัวยงและมือใหม่ก็สามารถนำ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษไปปรับใช้ได้ รับรองเลยว่า ถ้าคุณวางแผนและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี การช็อปปิ้งของคุณจะมีความสุขมาก ๆ เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_เลี่ยงซะ-6-พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่_WEB.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบยอดแย่ หากมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเสียดีกว่า

ปัจจุบัน หลาย ๆ คนพยายามที่จะเก็บเงินก้อนเป็นของตัวเองสักก้อนหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะเอาเก็ยไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่ก็มีหลากหลายอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความตั้งใจในชีวิตคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเก็บเงินได้และไปไม่ถึงเป้าหมายในการออมเงิน พฤติกรรมอะไรบ้างที่เราควร “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายในการออมเงินที่ดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 การใช้เงินแบบยอดแย่ ยิ่งทำบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1. ไม่วางแผนการเงิน

การมีเป้าหมายทางการเงิน จำเป็นต้องวางไว้ทั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว คนที่ไม่วางแผนจึงมักจะพบว่า ตัวเองมักมีเรื่องเร่งด่วนอื่นโผล่มาก่อนถึงเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ระหว่างการออม เช่น อยากซื้อรถเพราะต้องย้ายที่ทำงานใหม่ เดินทางไกล และเดินทางลำบากกว่าเดิม , อยากได้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่เห็นในโฆษณา หรือแม้แต่อยากต่อเติมห้องนอน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนจะทำให้เราหยุดออมสำหรับเป้าหมายวัยเกษียณ แล้วหันไปจ่ายเพื่อเรื่องอื่น ๆ ที่คิดว่าสำคัญกว่า และไม่ได้อยู่ในแผนไว้แต่แรก จนทำให้การออมสำหรับเป้าหมายหลักลดระดับความเข้มข้นลงไปจากความต้องการ

 

2. ใช้จ่ายแบบไม่รอบคอบ

บางคนประมาทเพราะคิดว่าตัวเองมีหลักประกันในอนาคต เช่น คิดว่ายังมีเงินจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ สำรองอยู่เสมอ โดยหลงลืมไปว่า รายได้จากกองทุนเหล่านี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

 

3. ก่อหนี้ไว้จนเกินตัว

เพราะเป็นหนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเอาเงินที่จะได้มาในอนาคตไปหักหนี้ที่ก่อไว้ เช่น ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตทับถม จนต้องกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินจากประกันชีวิต จนท้ายที่สุดไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

 

4. ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินสดเท่าไหร่

ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่าที่มี เงินหมดก็เบิกธนาคารออกมาใช้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีการกันเงินไว้เป็นก้อนเป็นประเภทว่าประเภทไหนใช้ได้เมื่อไร พูดง่าย ๆ คือ ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

5. รายได้ต่ำแต่มีรสนิยมสูง

คนประเภทนี้คือพวกที่ชอบใช้จ่ายเงินเกินตัว จนแต่ไม่เจียม เวลาได้เงินมาก็คิดถึงแต่เรื่องจะใช้เงินอย่างไรจนหมดไม่เหลือเก็บ แถมยังเหนียวหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ที่มักประวิงเวลาตัวเองด้วยการทยอยจ่ายแต่จ่ายหนี้ขั้นต่ำ ทำให้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทบต้นหลายตลบ กว่าจะรู้ตัวก็หมดทั้งบัญชี ไม่มีเหลือให้เบิก คราวนี้ละต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยหนักขึ้นไปอีก

 

6. บริหารเงินแบบไม่มีความรู้

เห็นใครเขาฮิตอะไรก็แห่ไปลงทุนตามเขา ซื้อทองซื้อหุ้นแบบไม่เคยทำการบ้าน วัน ๆ ก็เอาแต่ตามกระแสโดยไม่สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่มีการจัดสรรสินทรัพย์ที่ดีพอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

 

สำหรับใครที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบข้างต้นอยู่ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป และหันมาใส่ใจในเรื่องของการใช้เงินอย่างมีสติ ชาญฉลาด จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ใยยามจำเป็นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ที่มา : บทคัดย่อจากหนังสือ ยิ่งจ่ายยิ่งรวย เขียนโดย คุณพรพรรณ จันทรภพ

 

 

 


_รับปริญญาทั้งที-วางแผนดี-ๆ-ประหยัดเงินได้อีกเยอะ_web.jpg

kinyupen_adminJune 20, 2019

เรียนจบแล้ว จะเป็นบัณฑิตใหม่ทั้งที การใช้จ่ายเงินสำหรับพิธีสำคัญของชีวิตถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายดี ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับชั้นที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ก็คือกิจกรรมวันสำเร็จการศึกษา หรือ วันรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยจะได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรขึ้นให้แก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา กิจกรรมนี้จะมีขึ้นทุก ๆ มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นของต่างประเทศหรือในประเทศไทย

แต่ในประเทศไทย วันสำเร็จการศึกษา หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จะเรียกว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ถือได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีฯ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน จะเรียกกิจกรรมนี้ว่า พิธีประสาทปริญญาบัตร ซึ่งมีนายกสภาฯ เป็นประธานในพิธีฯ (บางมหาวิทยาลัยเอกชน มีการกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีฯ)

ดังนั้น เมื่อถึงวันสำคัญ ว่าที่บัณฑิตใหม่ควรมีการเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิ่งอย่าง ทั้งค่าชุด จองรูปถ่าย ช่างภาพ แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ เพราะวันรับปริญญาก็ถือว่าเป็นสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิต อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ บางคนหมดเงินไปเป็นหมื่นเลยก็มี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา มาดูกันว่า เราจะสามารถทำวันพิเศษนี้ให้ประหยัดขึ้นได้อย่างไร บอกเลยว่า ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

1. วางแผนล่วงหน้า : เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่า รับปริญญาทั้งทีจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อาทิ ชุดครุย ค่าที่พัก ค่ารถ ค่าช่างภาพ ค่าแต่งหน้า จดไว้ให้ดีและครบถ้วน เพราะเราจะได้ทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าว่าต้องจ่ายกี่บาท ประหยัดล่วงหน้า เสียเวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องซื้อของกระทันหัน

2. เช่าชุดครุยแทนการซื้อ : หากบ้านใครมีกำลังทรัพย์ก็สามารถสั่งตัดชุดครุยใหม่ได้ตามอัธยาศัย แต่สำหรับบางคนคิดว่าการเช่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราใช้ชุดครุยสำหรับการเข้าร่วมพิธีฯ เพียงเพียงไม่กี่วัน แถมยังไม่ต้องซักคืนอีกด้วย เพราะทางร้านมีบริหารซักให้ด้วยหลังใช้ บอกเลยว่าหากเช่าชุดครุย ค่าใช้จ่ายจะประหยัดขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

3. รองเท้ารับปริญญา : หารองเท้าที่สุภาพเรียบร้อย ใส่สบาย และสามารถใช้ได้อีกหลายโอกาส เช่น สมัครงาน สัมภาษณ์งาน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ซื้อทีเดียวใช้ได้หลายโอกาส ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเยอะ

4. จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ : สำหรับบัณฑิตที่ต้องไปรับปริญญาในต่างจังหวัด การจองห้องพักถือว่าสำคัญมาก ๆ ทันทีที่เราได้กำหนดการวันพิธีฯ ควรรีบติดต่อจองที่พักโดยเร็วที่สุด พยายามเลือกพื้นที่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยหรือสถานที่จัดพิธีฯ เราก็จะได้ที่พักที่ใกล้และราคาถูกตามกำลังทรัพย์ของเรา แถมยังช่วยประหยัดค่ารถ ค่าเดินทางได้อีกด้วย แต่หากครอบครัวไหนมีญาติอยู่ใกล้สถานที่จัดพิธีฯ ก็ถือโอกาสขอไปค้างคืนสัก 1-2 คืน จะประหยัดค่าที่พักได้อีกทาง

5. ช่างภาพ : พยายามเลือกหาช่างภาพที่ถ่ายรูปแล้วถูกใจตนเอง อย่าพยายามให้เพื่อนช่วยเลือกให้ ให้ภาพถ่ายออกมาเป็นสไตล์ที่เราชอบ และดูผลงานการรีวิวเยอะๆ บางทีช่างภาพอาจจะถ่ายได้สวยถูกใจเพื่อน แต่อาจจะไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ที่สำคัญควรนัดเวลาให้เหมาะสม จะครึ่งเช้า ครึ่งบ่าย หรือเต็มวัน ก็ตามกำลังทรัพย์ของเรา พูดคุยหรือตกลงกับช่างภาพว่าชอบแบบไหน ก็จะได้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจกับจำนวนเงินที่เราจ่ายไป

แต่หากใครทุนน้อย ลองหาเพื่อนสนิท ถามไถ่ดูว่า พอจะมีเวลาว่างมาถ่ายรูปให้ไหม สะดวกไหม หากเพื่อนตบปากรับคำมาถ่ายให้ก็ตอบแทนน้ำใจเพื่อนสักเล็กน้อย เช่น พาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ให้หายเหนื่อย เป็นต้น

6. ช่างแต่งหน้าช่างผม : หากบัณฑิตเป็นผู้ชายก็สบาย ๆ ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เซตผมเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเป็นบัณฑิตผู้หญิง แน่นอนว่าหน้าผมต้องเป๊ะเว่อร์ไว้ก่อน ขอแนะนำว่า สำหรับบัณฑิตทุกเพศ ทุกวัย ลองประเมินฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองดูก่อน ว่าเรามั่นใจพอไหมที่จะแต่งหน้าทำผมเอง หากมั่นใจก็ทำเลย ประหยัดเงินได้หลายบาท แต่หากไม่มั่นใจในฝีมือ ก็จ้างช่างแต่งหน้าทำผมดีที่สุด เพราะวันสำคัญมีเพียงไม่กี่วัน ลองดูตามกำลังทรัพย์ของเรา

 

สุดท้าย หากเราวางแผนดี ๆ เอาตั้งแต่เนิ่น ๆ แบบว่าเรียนใกล้จบปี 4 ก็วางแผนรอได้เลย ก็จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในวันสำคัญแห่งชีวิตได้ และสามารถนำเงินที่เหลือนี้ไปใช้ในส่วนอื่นได้อีกด้วย บอกเลยว่ารับปริญญาทั้งที รวยอย่างเดียวคงจะไม่ได้ ต้องใช้เงินอย่างชาญฉลาด ใช้เงินให้เป็นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_รวยจอมปลอม-ใช้ชีวิตติดหรู-แต่หนี้ท่วมหัว_web.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2019

มีใครเป็นแบบนี้กันไหม? จะใช้ชีวิตแต่ละอย่างทั้งที ต้องทำตัวให้ดูดีราวกับไฮโซอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้ต้องลงทุนจ่ายมากหรือจ่ายหนักสักเท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย เพื่อแลกมากับภาพลักษณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนมองว่า คุณคือผู้ดี ผู้ดีที่มีดีทั้งฐานะ ชื่อเสียงในสังคม ฯลฯ จนเข้าใจไปกว่า คุณคือไฮโซโก้เก๋ดี ๆ นี่เอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่สวมบทบาทเป็นคนลักษณะ “รวยจอมปลอม” กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีราวกับเป็นไฮโซ ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติตระกูลที่สูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฐานะของตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย มีคฤหาสถ์หลังใหญ่ ๆ มีหนี้สินรัดตัวมากมาย มีรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนตัวแบบขัดสน แต่การจะออกงานสังคมทั้งที คนกลุ่มนี้จะพยายามปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็น “กาในฝูงหงษ์”

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในละครน้ำเน่าที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์แต่อย่างเดียว ในชีวิตจริงคนแบบนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เลียนแบบพฤติกรรมจากละครโทรทัศน์ทั้งนั้น เห็นตัวละครนี้ทำก็ทำตามเขาบ้าง จนลืมนึกไปว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนในพล็อตเรื่องละคร

แน่นอนว่า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนเขาก็ทำกัน เพราะเวลาออกงานสังคม หัวจรดเท้าก็ต้องดูเป๊ะเวอร์อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เป๊ะเว่อร์ คนในงานอาจจะมองคุณด้วยสายตาแบบเหยียดหยามหรือมองด้วยความประหลาด นี่ล่ะภาพลักษณ์สำคัญอยู่เสมอ แต่บางคนก็ลืมไปว่าภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแสดงตัวเองเป็นคนรวย มีฐานะให้คนอื่นเขารับทราบหรือชื่นชมเสมอไป เพราะความจริงก็คือความจริง หากจับได้ภายหลังว่าคุณนั้น “รวยจอมปลอม” น่าอับอายยิ่งกว่า

มีกรณีศึกษาของ Lissette Calveiro หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 26 ปี ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) เธอเปรียบชีวิตของตัวราวกับใช้ชีวิตอยู่ในซีรีย์ Sex and the city พยายามสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ โชว์ว่าตัวเองร่ำรวย มีฐานะและชาติตระกูลที่ดี ใช้เสื้อผ้ามีแบรนด์ดังและหรูหรา โพสต์ภาพตัวเองกับเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากแบรนด์ดังลงอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อให้คนที่ได้เห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนมีผู้ติดตามบนไอจีของเธอนับหมื่นราย ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ตัวเองดูดี เพอร์เฟค ราวกับเซเลบ ให้ทุก ๆ คนที่เห็นได้รู้จักเสียก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที ด้วยความคิดเช่นนี้ Lissette Calveiro ก็ใช้เงินไปกับการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งชีวิตถึงจุดพลิกผันขึ้นมาทัน เนื่องจากเธอกลายเป็นหนี้ก้อนโตประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 313,000 บาทไทย)

เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงนี้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบเซเลบ ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเริ่มจากย้ายไปใช้ชีวิตในห้องพัก หารค่าห้องร่วมกับรูมเมทจากราคา 700 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 21,000 บาทไทย) และก็เริ่มทำอาหารรับประทานเอง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารแพงหรือร้านภัตตาคารหรู ใช้งบค่าอาหารเพียงอาทิตย์ละ 35 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาทไทย)

ส่วนเสื้อผ้านั้นเธอใช้บริการจากร้านเช่าชุด ที่ให้เช่าชุดหรู กระเป๋า และเครื่องประดับแบรนด์เนม โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาทไทย) จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตหรูหราได้บนโลกโซเชียลฯ อีกครั้ง จากความตั้งใจประหยัด มธยัสถ์นั้นเอง เธอสามารถเคลียร์หนี้ก้อนโตจนหมด โดยใช้เวลาภายในเพียง 14 เดือนเท่านั้น

ฉะนั้น คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเซเลบ “รวยจอมปลอม” แบบนั้นหรือไม่? จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีความเป็นเซเลบ และมีจุดยืนในสังคมแบบสง่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวคุณมีฐานะร่ำรวย มีชาติตระกูลดี แต่อยู่ที่จิตใจที่ดี และพฤติกรรมที่ดีของเรามากกว่า อย่าไปยึดติดกับภาพของเหล่าไฮโซหรือเหล่าคุณนายใส่ตุ้มหูเพชร 7 กะรัตราคาแพง ๆ เสียทั้งหมด จงอยู่ในสถานะระดับปานกลาง ไม่อวดร่ำอวดรวย ไม่สร้างภาพให้ตัวเองเป็นไฮโซมีเงินมากมาย มีรถสปอร์ทหรู ๆ ขับเข้ามาในงาน รู้สถานะของตัวเองว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ไม่ลืมตัวเอง แค่นี้ชีวิตของคุณเองก็จะหรูหราขึ้นมาทั้งภายในจิตใจและภายนอกขึ้นมาทันที อย่าลืมว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการเลือกคบคนมีฐานะเงินทองร่ำรวย มีชาติตระกูลที่ดีกันแล้ว สมัยนี้เขาวัดกันที่พฤติกรรม ทัศนคติ จิตใจของเรามากกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_กลัวการล้มเหลวในชีวิต-คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่_web.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ความล้มเหลว” คำนี้เป็นคำที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากพบ ไม่อยากเจอในชีวิตสักเท่าไหร่ ฟังได้ยินคำนี้ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครไม่เคยผ่านความล้มเหลวมาก่อน ทุกคนต้องเคยพบเจอมาในชีวิต บางคนกลัวมากจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความล้มเหลวขึ้นมาในชีวิต

เมื่อเรามองในมุมของเศรษฐกิจ ความล้มเหลวมักเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การขาดทุนจากการประกอบธุรกิจ , เงินไม่พอใช้ , มีหนี้สิน , โดนยึดทรัพย์ , ล้มละลาย ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นความล้มเหลวที่ทุก ๆ คนต้องเผชิญ พบเจอทั้งสิ้น เชื่อว่าหลายคนกลัว กลัวกับการที่จะต้องเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้ มันค่อนข้างโหดร้ายมากหากชีวิตต้องมาพบเจอกับเรื่องราวแห่งความล้มเหลว

จริง ๆ แล้ว “ความล้มเหลว” มักเป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง J.K. Rowling นักเขียน Harry Potter หรือแม้กระทั่ง Richard Branson นักธุรกิจหมื่นล้าน ก็เคยผ่านจุดเลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว พวกเขาล้มเหลวมามากพอสมควร และความล้มเหลวนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น คุณอาจจะต้องมองเรื่องกลัวการล้มเหลวให้ลึกลงไปอีกและพยายามจัดการกับมันให้ได้เพื่อให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นรูปเป็นร่าง

หากคุณยังหวั่นกลัวกับเรื่องการล้มเหลว ลองศึกษา 3 กลวิธี รับมือกับความกลัวการล้มเหลว และลองนำไปปรับใช้ดูสักครั้ง เพื่อที่คุณจะได้รับมือและกล้าเผชิญกับความล้มเหลวได้อย่างแข็งแกร่ง

1. ฝึกคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า ความล้มเหลว มีแต่สิ่งที่เป็นผลตอบรับจากการกระทำของเราเท่านั้น และเมื่อคุณเรียนรู้จากผลนั้น คุณก็สามารถทำสิ่งที่ต่างไป และไม่ล้มเหลวอีกเลย

2. ฝึกฝน “ล้มเหลว” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องไม่ลืมว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เคยล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ฉะนั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จ

3. หากว่าคุณไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณต้องการ แทนที่คุณจะมานั่งถามตัวเองว่า “ทำไม” ให้ลองถามตัวเองว่า “เราจะต้องทำใหม่อย่างไรเพื่อให้คราวหน้าประสบความสำเร็จ”

 

จริง ๆ แล้วการกลัวความล้มเหลวนั้น เกิดจากการที่เรายึดติดกับอัตตาตัวตนมากเกินไป ไม่ยอมให้ตัวเองได้เรียนรู้และสัมผัสกับความผิดพลาดบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้ รับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเครียด เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากมัน จะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในการวางแผนและตั้งรับเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญกับความล้มเหลวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การกลัวความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าตัวคุณไม่กล้าแม้แต่จะลองดู คุณก็จะไม่รู้เลยว่ามีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ลองเพิ่มความกล้าให้มากขึ้นสักนิดแล้วมุ่งสู่จุดหมายกันเลย อย่าไปกลัวกับความล้มเหลว เพราะถ้ามันเข้ามา แต่เรามีสติในการแก้ปัญหา ความล้มเหลวก็จะผ่านไป ลองถามตัวเองดูว่า เรากลัวความล้มเหลว? หรือเรากลัวผลกระทบที่ตามมาจากความล้มเหลว?


-เสียเงินไม่ว่า-เสียหน้าไม่ได้_web.jpg

kinyupen_adminApril 18, 2019

เพราะสังคมสมัยนี้มองว่าภาพลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก การใช้ชีวิตประจำวันมีพิธีรีตองมากขึ้น สังคมอยู่ยากขึ้น คนหลายๆ คนจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เดือดร้อนมากแค่ไหนก็ยอม แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณชนโดยเด็ดขาด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” จนกลายเป็นว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอบทความดี ๆ เพื่อให้หลายคนฉุกคิด ก่อนจะจ่าย…

เมื่อการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก นี่ล่ะ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดี โดดเด่นในทุกกิจกรรม ทำอย่างไรก็ให้คนรอบข้างรู้สึกประทับใจ มองเราในทางบวกมากกว่าแง่ลบ บางคนยอมถึงขั้นใช้ “เงิน” ในการแก้ปัญหา ยอมเสียเงินจำนวนมากเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำอะไรต้องทำให้สุดๆ และดีที่สุด เพื่อให้ตนเองเกิดความสบายใจในการมีหน้ามีตาในสังคมให้ดูดีมากที่สุด จนสุดท้าย “เงิน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คนจะนำมาใช้สำหรับการมีหน้ามีตาในสังคม

บางคนมีฐานะทางการเงินที่ดี การเสียเงินจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเลย แต่สำหรับคนที่ฐานะพอประมาณหรือยากจน การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งการมีหน้ามีตาในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะคนเหล่านี้ถึงขั้นที่ยอมกู้เงิน หยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง มาใช้ในทางที่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินก้อนโต พร้อมดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาลอีกด้วย ลองคิดดูว่าภาพลักษณ์ที่เราได้มา แต่ต้องแลกกับหนี้สินนั้น คุ้มไหมกับการลงทุน

จากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่า สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

การมีหน้ามีตาในสังคมในคนในฐานะปานกลางหรือยากจนในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขา เพราะการจะออกงานสังคมทั้งทีอาจจะไม่ต้องลงทุนซื้อชุดที่ราคาแพงๆ ซื้อรถยนต์ เพราะสมัยนี้มีธุรกิจจำพวกให้เช่าชุดราตรี ชุดออกงานต่างๆ เช่ารถยนต์ แม้กระทั่งงานบวชก็ต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม มีโต๊ะจีนกินเลี้ยง มีวงดนตรี รวมไปถึงยังมีธุรกิจแปลกใหม่อย่างเช่าสินสอดสำหรับเป็นของประกอบในงานแต่งงาน เพื่อให้ฝ่ายเจ้าภาพต้องเสียหน้าหรือขายขี้หน้าผู้ที่มาร่วมงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เงินลงทุนเพื่อพยายามศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก

สุดท้าย ใครที่กำลังคิดว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” ขอให้ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  เพราะการมีหน้ามีตาในสังคมที่แท้จริง “เงิน” อาจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญทั้งหมด หากคุณใช้เงินในการสร้างภาพลักษณ์และคุณงามความดี สักวันเงินคุณก็จะต้องหมดไป แต่หากสิ่งที่คุณกระทำนั้นมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่เราได้จะได้รับคือความสุขใจ ต่อให้เราจะไม่มีเงินมากมายที่จะนำเอามาจ่าย ก็ยังคงมีคนรู้จัก และยกย่องคุณอย่างแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ละ-เลิก-พฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-ที่ทำให้ไม่เหลือเงินในกระปุกสักบาท_web.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2019

เคยไหม? อยากได้นั่น ได้นี่ไปเสียทั้งหมด ต่อให้แพงแค่ไหน ราคามากมายมหาศาลเท่าไหร่ ตนก็ยินดีที่จะจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งของสิ่งนั้น จนลืมคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน นี่ล่ะคือบ่อเกิดแห่ง “ความฟุ่มเฟือย” ที่จะทำให้คุณหมดตัว “กินอยู่เป็น” จึงอยากนำเสนอเรื่องราว พร้อมกับ 5 วิธีรับมือแก้ไขพฤติกรรมใช้เงินมือเติบ

เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความฟุ่มเฟือย” ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนคนทำงาน ที่เมื่อถึงวันเงินเดือนออกก็จะช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับใครหลายๆ คน ที่จะได้เดินทางเข้าห้างไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อของที่อยากได้ จนทำให้เงินในกระเป๋าค่อยๆ ลดลง ลดลง จนไม่เหลือ ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเงินไม่พอใช้ ก็ต้องแคะกระปุกมาใช้หรือหยิบยืมเพื่อนฝูงมาใช้ก่อน ก่อให้เกิดหนี้สินตามมาในที่สุด

จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นที่ว่าเงินไม่เพียงพอ แต่เกิดขึ้นจากตัวเราเองล้วนๆ ที่ไม่มีความพอดี ใช้จ่ายอย่างกระหาย ต่อให้ออมเงินทุกๆ เดือนก็ไม่เป็นผล มาลองดูกันว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณต้อง ลด-ละ-เลิก และปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อไม่ให้คุณหมดตัวจนถึงขั้นไม่มีเงินเก็บในกระปุกสักบาท

 

1. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ค่านิยมที่ว่าต้องหรูหรา มีแบรนด์ดีๆ คนอื่นมี เราก็ต้องมีบ้าง ซึ่งล้วนเกินความจำเป็นต่อชีวิตเรามาก ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความ “ฟุ่มเฟือย” ที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของเราลดลงไปด้วย ดังนั้น การจะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตาม คุณอย่าลืมคำนึงว่า สิ่งที่คุณอยากได้นั้นมีความสำคัญกับคุณมากน้อยแค่ไหน เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ได้ว่า สิ่งใดควรซื้อ สิ่งใดไม่ควรซื้อ เพราะสิ่งของบางอย่างอาจจะยังไม่จำเป็นในขณะนั้น ฉะนั้น หากใช้เงินอย่างประมาทก็อาจะทำให้คุณเสียเงินโดยใช่เหตุก็ว่าได้

 

2. ไม่วางแผนการใช้เงิน

การจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการวางแผนการใช้เงินในแต่ละวันว่า วันนี้จะใช้เงินจำนวนกี่บาท ใช้สำหรับอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการการใช้เงินของตัวเองได้ ซึ่งหากเราไม่วางแผนการใช้เงินเลย คุณก็อาจจะใช้เงินโดยประมาท เจออันนู้นถูกใจก็ซื้อ ก็จ่าย โดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือย ทำให้คุณไม่มีเงินเก็บและเงินในกระเป๋าก็จะไม่เหลือสักบาทในที่สุด

 

3. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

หลายคนไม่มีเงินเก็บในกระปุกเลยสักบาท ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่กำหนดรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนให้ชัดเจน จะบอกว่าการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวช่วยให้คุณคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ดี คุณจะสามารถคำนวณได้ว่าในแต่ะเดือนคุณจะมีเงินใช้ส่วนตัวกี่บาท และต้องจ่ายเงินกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ กี่บาท คุณจะได้ไม่ประมาทในการจับจ่ายใช้เงิน

 

4. ไม่มีความคิด “ออมเงิน” เลยสักนิด

ข้อนี้ถือได้ว่าสำคัญมากๆ ที่จะต้องฝึกให้คนที่ยังไม่เคยมีความคิดในเรื่องนี้ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ คิดใหม่ ทำใหม่ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากๆ หากเราและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย ทุกๆ วัน ครบ 1 ปีคุณก็มีเงินเก็บแล้ว แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่จะนำไปทำอะไรได้มากมาย หรือในทางกลับกัน หากมีเหตุฉุกดฉินที่ต้องใช้เงิน เราก็สามารถหยิบเงินจากการออมมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องไปหยิบยืมหรือกู้หนี้ยืมสินมาให้หนักใจ

 

สุดท้าย จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากเรารู้จักการบริหารจัดการเงิน วางแผนการใช้จ่ายดีๆ คุณก็จะมีเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจที่อย่างน้อยได้เก็บหอมรอมริบขึ้นมาด้วยมือของตัวคุณเอง ที่สำคัญพยายามจัดลำดับความสำคัญในการจับจ่ายซื้อของให้ดีๆ สิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปเสียเงินโดยเด็ดขาด เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างคล่องตัว ไม่มีหนี้สิน แถมมีเงินเก็บไว้ใช้อีกด้วย

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต