96429683_656104318300867_7325873103437824000_o.jpg

kinyupen_adminMay 13, 2020

หนุ่มสาวชาวเขาจีน ใช้เทคโนโลยีสร้างเพจขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมโชว์ทิวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติบ้านเกิด จนมีผู้ติดตามมากกว่าหกหมื่นคนในเวลา 1 เดือน สร้างรายได้ให้ชุมชนโดยไม่ต้องไปหางานทำในเมืองใหญ่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน และมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนในโลกนี้จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่แบบก้าวกระโดด เช่น เรื่องราวของหนุ่มสาวชาวจีนที่มณฑลหูหนาน ประเทศจีนกลุ่มนี้ เมื่อพวกเขาเลือกที่จะกลับมาทำธุรกิจในบ้านเกิดแทนการใช้ชีวิตการทำงานในเมืองใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง และที่สำคัญมันยังช่วยให้ชุมชนเล็กๆ มีรายได้ และมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานเรื่องราวของชิ หลินเจี้ยว (Shi Linjiao) ในจังหวัดหูหนาน ที่ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกันอีก 2 คนคือ ชิ กัง (Shi Kang) และ ชิ จีเฉิน (Shi Zhichun) เปิดเพจถ่ายทอดสดขายสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเกิดตั้งแต่ก่อนเริ่มช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันเพจบนแพลตฟอร์มการขายของเธอมีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นสูงถึง 64,000 คน ซึ่งถือเป็น “ความสำเร็จทางธุรกิจ” อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนที่เริ่มเปิดขาย

 

ชิ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย และตัดสินใจที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และได้ชักชวนเพื่อนหนุ่มสาวอีก 2 คน ร่วมเปิดเพจเพื่อแนะนำบ้านเกิดของตัวเอง พร้อมกับขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มขายสินค้าทางอินเตอร์เนตจนได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ

 

 

ชิบอกว่า สิ่งสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหมู่บ้าน Juhado-dong ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนระบุว่าเป็นที่ต้องดูและเรื่องความยากจนเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำแต่การเกษตรและยังไม่สามารถมีคุณภาพด้านการเงินที่ดีนัก  และชิเอง ก็เลือกที่จะใช้วิธีการเผยแพร่ข้อมูล หรือคลิปการขายของด้วย การแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาที่แต่งกายเป็นปกติของคนในหมู่บ้าน รวมทั้งยังถ่ายทอดความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของของผู้คน ชาวบ้านในท้องถิ่น สภาพอากาศและสถานการณ์ในแต่ละวัน อาหารท้องถิ่นของหมู่บ้าน ทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม และยังให้ข้อมูลผู้ชมเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชีวิตของชุมชนแห่งนี้อีกด้วย

 

 

แม้ปัจจุบันยอดขายของทั้งสามจะมีคนสนใจมาก แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างถูกจำกัด เช่น การขนส่งที่ยากลำบาก สินค้าไม่พอต่อการการสั่งซื้อ แต่พวกเขามีความมั่นใจว่าธุรกิจของพวกเขาจะมีอนาคตที่สดใส และสามารถใช้ชีวิตในบ้านเกิดได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาเมืองใหญ่ พร้อมยังแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า “ยิ่งคุณทำงานหนักและเรียนรู้มากเท่าไหร่คุณก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน”


Fake-News-7-Types-Cover_1.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

ปัจจุบัน เฟคนิวส์ หรือ ข่าวปลอม กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก เพราะแม้ไม่มีสถานการณ์โรคระบาดแบบในปัจจุบัน ด้วยธรรมชาติของคนไทยในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายกันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความหวังดี ความห่วงใย หรือ ต้องการแสดงตนว่ารู้เร็วรู้ก่อนก็ตาม ทำให้เกิดการแชร์ “เฟคนิวส์” กันว่อนเน็ตอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว  ซึ่งทราบไหมว่า โลกของเราก็มีการแบ่งประเภทเฟคนิวส์กันไว้ด้วยนะ โดยกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมตัวอย่างเฟคนิวส์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 มาชำแหละให้ได้เห็นกัน

 

Claire Wardle แห่ง First Draft News องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเฟคนิวส์ ร่วมกับ Social Media และ Publisher อีกกว่า 30 ราย รวมถึง Facebook, Twitter, New York Times หรือ BuzzFeed แบ่งข่าวปลอมออกเป็น 7 ประเภท1.Satire or Parody – เสียดสี ล้อเลียน  2.False connection – โยงมั่ว 3.Misleading – จงใจให้เข้าใจผิด 4.False Context – ผิดที่ผิดทางรูป, ข้อความ, คำพูด แต่เอามาใช้แล้วพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง 5.Imposter – มโนที่มาข้อมูล รายงานข่าวแบบปกติ คือ อ้างถึงบุคคลหรือ แหล่งข่าว เช่น คนนี้กล่าวไว้ว่า, แต่คนเขียนข่าวคิดหรือมโนขึ้นมาเอง 6. Manipulated – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ7.Fabricated – สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ การปลอมเป็นบุคคล แล้วรายงานข่าว ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีทั้งแบบที่ไม่มีพิษมีภัย จนถึงประเภทที่ส่งต่อความเข้าใจผิดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หลงเชื่อทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ หรือ ความเชื่อ

เพราะทุกวันนี้ผู้คนเข้าถึงช่องทางข่าวสารง่ายขึ้น รู้จักเฟคนิวส์มากขึ้น จึงไม่ได้ต้องการข่าวสารที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการข่าวสารที่ถูกต้องด้วย ดังนั้นช่วงนี้ “เมื่อได้รับข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะช่องทาง Line หรือ Facebook ที่ไม่มีการอ้างอิงที่มาอย่างเป็นทางการ หรือ มาจากสำนักข่าวหลักที่น่าเชื่อถือได้แล้วละก็ โปรดรอยืนยันสักนิดก่อนแชร์ต่อ อย่าด่วนแชร์เร็วเกินไป เพราะความปรารถนาดีของท่านกลายเป็นผลเสียต่อผู้รับสารก็เป็นได้”

นี่คือตัวอย่างเฟคนิวส์ที่เราพบเจอในปัจจุบัน

 

 

1.) Satire/Parody – เสียดสี ล้อเลียน  นำเหตุการณ์มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความตลก แต่ไม่ตั้งใจให้เกิดความเสียหาย

 

2.) False Connection – โยงมั่ว พาดหัวข่าว ภาพประกอบ หรือ แคปชั่น ไม่ได้ไปด้วยกันกับเนื้อหาของข่าว ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้ หรือ การพยายามหารายได้ เช่น อ้างผลวิจัย พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการ “ดื่มน้ำอุ่น-น้ำขิง-กินกระเทียม” หรือ การหลอกขายผลิตภัณฑ์ Virus Shut Out หรือ ป้ายห้อยคอฆ่าไวรัสโควิด-19 ที่อ้างว่ามาจากญี่ปุ่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดไม่น้อยกว่าเรา


3.) Misleading Content – จงใจทำให้เข้าใจผิด
ในประเด็น หรือ ตัวบุคคล ด้วยเป้าหมายบางอย่าง เช่น อ้างคลิปสัมภาษณ์ ผวจ.สุรินทร์ เผย สถานการณ์ COVID-19 มีคนติดเชื้อ 100,000 คน

 

4.) False Context – ผิดที่ผิดทาง คือการเอาเหตุการณ์หนึ่งมาใส่ในอีกที่หนึ่ง เช่น อ้างนายกฯ ลงพื้นที่ปลุกคน สู้ โควิด-19 กลางถนน หากในความเป็นจริงแล้วนี่คือใช้ภาพจากเหตุการณ์ที่นายกฯ ลงพื้นที่ถนนคนเดินเยาวราช​ รณรงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ​หมุนเวียน​ พร้อม​ร่วมร้องเพลง​อวยพรปีใหม่​ ​ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันแต่อย่างใด

 

5.) Imposter Content – มโนที่มาข้อมูล อ้างแหล่งที่มา อ้างบุคคลตำแหน่งสำคัญ เช่น คลิปเสียงคณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

 

6.) Manipulated Content – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลวงผู้รับสาร เช่น ชาวเน็ตพบโค้ด “เว็บเราไม่ทิ้งกัน” ผิดปกติ เหมือนจงใจให้เว็บล่มหรือปิด

 

7.) Fabricated Content สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ สร้างเนื้อหาปลอมแบบ 100%  เช่น ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แจกบัตรกำนัลมูลค่า 500 บาท

หากท่านใดต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับมาจริงหรือไม่ สามารถติดตามได้จาก www.antifakenewscenter.com  หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ซึ่งสามารถค้นหาข่าวปลอม เพื่อ เช็ค ชัวร์ ก่อนแชร์ และยังสามารถแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้อีกด้วย

 

เกร็ดควรรู้ : Fake News ยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 คือ นำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน “ผู้ส่งต่อ” โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับ “ผู้กระทำผิด” ต้องรับอัตราโทษเช่นเดียวกัน

ที่มาจาก :

https://www.rainmaker.in.th/7-type-of-fake-news/

https://en.unesco.org/node/296002…

https://www.collinsdictionary.com/diction…/english/fake-news


1.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

สาวอเมริกันสอนวิธีโพสต์ท่าสวย แทนการใช้แอพฯ แต่งรูป ตั้งใจสื่อ โลกนี้ไม่มีร่างกายที่สมบูรณ์แบบ

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนย่อมอยากมีความสมบูรณ์แบบในทุกครั้งที่โพสต์รูปภาพของตัวเองลงบนสื่อโซเชียลออนไลน์ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอกลับตั้งใจที่จะโพสต์ภาพเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความจริงๆ และภาพที่ถูกแต่งเติมที่ทำให้ดูสมบูรณ์แบบเกินจริงลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว  เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า ภาพที่เห็นกับความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และนั่นไม่ได้สำคัญไปกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ที่ย่อมไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

 

ซาร่า พูห์โต คือหญิงสาวอเมริกันวัย 23 ปี กลายเป็นที่สนใจบนสื่อสังคมออนไลน์สหรัฐขึ้นมา  เมื่อเธอได้โพสต์ภาพส่วนตัวของเธอแสดงให้เห็นความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ กับ สิ่งที่ถูกแต่งเติมออกมาจนดูดีเกินเหตุ

 

 

ซาร่า บอกว่าเธอโพสต์ภาพแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนเห็นว่ารูปที่ถูกโพสต์ตามสื่อโซเชียลทั่วไปสามารถทำให้ดูสวยเกินจริงได้ ด้วยการเปลี่ยนการโพสต์ท่าถ่ายรูป ที่จะทำให้แต่ละคนมีบุคลิก หรือภาพที่ปรากฏแตกต่างออกไป โดยเฉพาะการอวดรูปบนอินสตาแกรม

 

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ เกิดจากที่ซาร่า เริ่มโพสต์ภาพของความคืบหน้าของเธอหลังการออกกำลังกายมาตั้งแต่ ปี 2558 โดยในการถ่ายรูปตอนนั้นเธอเพียงแค่เกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดมุมที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง แต่หลังจากนั้นได้เปลี่ยนการโพสต์รูปใหม่หลังจากเห็นว่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายคนอื่นล้วนแล้วแต่โพสต์ภาพที่มีร่างกายดูดีทั้งสิ้น  ทำให้ตัวเธอเองรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาเหล่านั้นที่มักจะสวยงามอยู่เสมอ

 

“ฉันคิดว่าหลายคนที่ได้ดูรูปภาพสวยๆ ที่ฉันพยายามสื่อออกไป ก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับฉันก็ได้” ซาร่าบอก เพราะในตอนที่โพสต์รูปสวยๆ เธอต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหามุมที่ดีที่สุดและมุมที่สวยที่สุดอยู่นาน ทั้งที่จริงๆ แล้วร่างกายที่แท้จริงของเธอก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่โพสต์ตลอดเวลา ดังนั้นจึงคิดที่จะแบ่งปันความคิดของตัวเองในเรื่องของความเป็นจริงที่ว่า ส่วนใหญ่แล้วรูปร่างของเธอก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในรูปภาพสักหน่อย จากนั้นจึงเริ่มที่จะโพสต์รูปเปรียบเทียบระหว่างภาพที่ใช้มุมในการโพสต์ถ่ายภาพระหว่างมุมที่ดี และมุมปกติที่อาจจะทำให้ดูไม่สวย  ซึ่งทุกคนล้วนมีมุม หรือท่าโพสต์ท่าส่วนตัวของตัวเองที่ในการถ่ายรูปที่จะทำให้ตัวเองดูดีในรูปถ่ายอยู่แล้ว

 

ซาร่าบอกว่า ก่อนหน้านี้เธอมักรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นร่างกายคนอื่นที่สวยงามได้รูป จนทำให้รู้สึกเปรียบเทียบ และตั้งคำถามว่าเป็นเพราะเธอออกกำลังกายน้อยเกินไปหรือเปล่า จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้กับคนที่มักนำไปเปรียบเทียบกับตัวเอง คือสังคมมักจะยกย่องความสวยงามกับร่างกายประเภทหนึ่งเท่านั้น  ทำให้คุ้นเคยกับการดูภาพที่ถูกชื่นชมว่า “ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ” บนโซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดความอยากเป็นเหมือนในภาพบ้าง จนลืมสิ่งที่เรียบง่าย และปกติของมนุษย์ทั่วไปต้องเป็น เช่น ท้องอืด หรือ มีหน้าท้องหนา อยู่บ้างอยู่แล้ว

 

แต่เมื่อสื่อสังคมออนไลน์กำลังกลายเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงในปัจจุบัน มันก็ย่อมจะเป็นเรื่องยากที่ผู้คนที่เสพสื่อพวกนี้จะไม่เปรียบเทียบตัวเรากับภาพถ่ายที่เห็นในโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว  จนนำไปสู่การใช้เครื่องมือแอพลิเคชั่นตกแต่งภาพจนทำให้ดูไม่สมจริง

 

ดังนั้นสิ่งที่ซาร่าพยายามทำและโพสต์รูปลงบนอินสตาแกรมของเธอ คือการใช้มุมกล้อง แสง หรือการโพสต์แทนการใช้เทคโนโลยีพิเศษ และนั่นทำให้โพสต์ของเธอกลายเป็นที่สนใจและได้รับความนิยม เพราะสะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมชาติ และการแก้ไขด้วยสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ได้เริ่มทำให้ผู้ที่ติดตามของเธอมีความมั่นใจในรูปร่างของตัวเอง และยอมรับความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติทั่วไป

 

“ฉันคิดว่ามันช่วยให้เราตระหนักว่าความสมบูรณ์แบบที่เรากำลังไล่ล่านั้นไม่มีอยู่จริงและเราควรเรียนรู้ที่จะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราเป็นอย่างไร ดังนั้นเราไม่ควรรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และรักตัวเองในสิ่งที่เป็น แต่ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย” ซาร่ากล่าวในตอนท้าย

 


Content_Digital-Footprint_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 6, 2020

เมื่อท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ เรามักได้ยินวลี “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า ภาพถ่าย และจะไม่เก็บอะไรกลับมานอกจากความทรงจำ” เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้เข้าไปทำร้ายเบียดเบียนธรรมชาติ แต่ทุกครั้งเมื่อเราท่องโลกอินเตอร์เน็ตทราบไหมว่า “รอยเท้าภาพถ่ายและความทรงจำของเรา” ที่เรียกว่า Digital Footprint จะถูกบันทึกไว้และพร้อมย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ตลอดเวลา

Digital Footprint แปลตรงตัวก็คือ รอยเท้าดิจิตอล ซึ่งเว็บไซต์ techterms.com ให้นิยามไว้ว่าเป็น ร่องรอยที่บุคคลทิ้งไว้ขณะท่องอินเทอร์เน็ต โดยจะมี 2 ประเภทหลัก

1.เกิดโดยไม่เจตนา หรือ passive digital footprint โดยผู้ใช้ถูกบันทึกโดยไม่ตั้งใจ เช่น  IP address ที่เซิร์ฟเวอร์บันทึกไว้เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ ประวัติการค้นหาออนไลน์ที่ถูกบันทึกไว้โดยโปรแกรมค้นหา (search engines)

2.เกิดโดยเจตนา active digital footprint คือ ข้อมูลที่ผู้ใช้จงใจบันทึกลงในระบบ เช่น อีเมล การเขียนบล็อก การโพสต์ข้อความ สร้างสเตตัส โพสต์รูป การทวิต ฯลฯ และเมื่อถูกเผยแพร่ไปแล้ว ก็ยากที่จะนำออกจากระบบ แม้ว่าจะลบเนื้อหาที่โพสต์ไปแล้วก็ตาม

นั่นหมายถึงทุกครั้งที่เราสร้างสเตตัส ผ่านข้อความ ภาพถ่าย หรือ แสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Instagram พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็น Digital Footprint ไว้โดยตลอด ทำให้อดีตของคุณไม่หายไปแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม และสามารถถูกติดตามค้นหาได้ตลอด

ดังนั้นเราจึงควรคำนึงไว้เสมอว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่เราโพสต์ได้เสมอ บางครั้งการโพสต์ของเราอาจไปขัดจริตของสังคมที่อาจส่งผลลบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันตามมา แม้กระทั่งเรื่องงานเพราะหลายองค์กรเริ่มมีการตรวจสอบ Digital Footprint เพื่อประเมินทัศนคติผู้มาสมัครงานแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนโพสต์ หรือ บันทึกอะไรลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเรา

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งประเด็นนี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีหลายเคสไม่ว่าจะดารา นักการเมือง หรือ เน็ตไอดอล หลายรายที่ถูก Digital Footprint ทำร้าย ถูกล่าแม่มด ถูกวิพากษ์จากสังคมอย่างหนัก ซึ่งจากการแสดงทัศนคติทางการเมืองในอดีต การ Bully เสียดสีสังคม รวมถึงการแสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม

น่าสนใจว่า Digital Footprint ที่กลับมาทำร้ายบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเกิดจากบุคคลอื่น เช่น สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไปที่มีสมาร์ทโฟน กล้องวงจรปิดตามหัวมุม หรือ ตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้สังคมมีตาอยู่รอบตัว สามารถบันทึกเหตุการณ์ คำพูด การกระทำของเจ้าตัวก่อนเผยแพร่เป็น “ข่าว” บนโซเชียลมีเดีย ที่มีให้เห็นแทบจะรายวัน หลายครั้งมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือ ถูกจับโกหกได้เวลาออกมาบิดเบือนแก้ตัว

นี่อาจเป็นมุมที่ดีของการมี Digital Footprint เพราะคอยเตือนให้คนรับผิดชอบต่อคำพูด การกระทำของตนเองมากขึ้น หรือ ผู้ที่ยังชินกับกระบวนการรูปแบบเก่าๆ อาทิ ข่มขู่ อวดเบ่ง บิดเบือน เลี่ยงบาลี พูดจาส่อเสียด เพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะด้านการเมืองก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกการกระทำจะถูกบันทึกไปตลอด โดยคำพูด หรือ การกระทำเหล่านั้นก็พร้อมจะถูกคนที่เห็นต่างขุดขึ้นมาเพื่อรุมถล่มให้กลายเป็นจำเลยสังคมได้เสมอ และบางครั้งก็ลุกลามเกินกว่าที่คิด ดังหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


Content_อาชีพใหม่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 17, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตเห็นข่าวจากสำนักข่าวเอพี ที่ว่า พ่อแม่ชาวอเมริกันหันพึ่งพาแอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ”  บริการรับ-ส่งลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือรับ-ส่งแทนผู้ปกครองที่ไม่มีเวลา  เช่น แอพฯ HopSkipDrive, Kango และ Zum  โดยบริการนี้จะทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงมากกว่าแค่รับ – ส่ง ขณะเดียวกันยังมีระบบความปลอดภัยที่ตรวจสอบ ติดตามพิกัดของเด็กแบบเรียลไทม์

นั่นหมายถึงบริการนี้อาจจะเป็นช่องทางของกลุ่มเกษียณ  กลุ่มผู้ตกงาน หรือจบใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม เพราะตรงกับปัญหาของสังคมเมืองในยุคปัจจุบัน รวมถึงอาจเพิ่มบริการรับ-ส่งผู้สูงวัยเพื่อไปโรงพยาบาล หรือไปออกกำลังกาย ทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งในกลุ่มของการให้บริการรับ – ส่ง ผู้สูงวัยไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ  มีผู้ให้บริการแล้วหลากหลายราย หากผู้ใดที่คิดว่านี่อาจเป็นทางหนึ่งเพื่อสร้างรายได้อาจเริ่มจากการให้บริการในชุมชนละแวกใกล้เคียงก่อนเพราะสามารถสลับเวลาได้ และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ  เรียกได้ว่าตอบโจทย์ครบทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ

แต่ทั้งนี้การขั้นตอนการเป็นผู้ให้ และผู้รับบริการ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำให้ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร  รวมถึงการรับและชำระเงินให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่ผิดใจกัน


_Big_cover.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2019

ปัจจุบัน นักการตลาด หรือ ผู้บริหารระดับสูงหลายองค์กร ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ฐานข้อมูลจากเทคโนโลยี Big Data หรือ ข้อมูลมหาศาลบนโลกออนไลน์ เพื่อวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจและกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าผู้บริโภคซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภท FMCG (Fast Moving Consumer Goods) หรือ เครื่องอุปโภคบริโภคที่ต้องกินใช้ในแต่ละวัน พฤติกรรมเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงแบบนาทีต่อนาทีกันเลยทีเดียว และถ้าแบรนด์นั้นเกิดภาพลบแม้เพียงจุดเล็กๆ ก็จะส่งผลกระทบลามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างรวดเร็ว

แล้วทราบหรือไม่ว่า เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีนั้น บนโลกออนไลน์ อันเป็นที่รวบรวมของบิ๊กดาต้ามหาศาล มีกิจกรรมประเภทใดเกิดขึ้นบ้าง? จากสรุปข้อมูลพฤติกรรมคนบนโลกออนไลน์ โดย Domo บริษัทวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลชั้นนำจากออสเตรเลีย เปิดเผยว่า “ภายใน 1 นาที คนทั่วโลกทำกิจกรรม” ดังนี้
1. Google ยังฮิต
มีการค้นข้อมูลรวม 4,497,420 ครั้ง
2. โพสต์รัวๆ บนโซเชียลมีเดีย
• 23,211 กด love บน Facebook
• 277,777 โพสต์ Story บน Instagram
• 511,200 ทวิตบน Twitter
3. ส่งเมล์สื่อสารกว่า 180 ล้านครั้ง
• 188,000,000 อีเมล์ที่ส่งออก
• 18,100,100 ข้อความที่ส่งออก
• 1,400,000 ผู้ใช้งาน Tinder
• 231,840 ผู้ใช้งาน Skype
4. บันเทิงยังได้รับความนิยม
• 4,500,000 วิดีโอที่ถูกรับชมผ่าน youtube
• 694,444 ชั่วโมงที่มีการรับชม Netfflix
5. แอพฯ จัดการความสะดวกโตต่อเนื่อง
• 9,772 ผู้จองรถผ่าน Uber
• 1,389 ผู้จองที่พักผ่าน Airbnb

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลก็มาจากการใช้งานบนแอพพลิเคชั่น หรือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่เราคุ้นกันอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ทีนี้ในส่วนของประเทศไทยล่ะเป็นอย่างไร
จากการเผยสำรวจของ We Are Social และ Hootsuite เผยผลสำรวจ “Global Digital 2019” ระบุว่าคนไทย 57 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ไม่ว่าเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แอพพลิเคชั่น หรือ Search Engine ต่างๆ โดยมีการใช้งานเฉลี่ยวันละกว่า 9 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการดู Online Streaming 3 ชั่วโมง 44 นาทีต่อวัน หรือ ฟังเพลงแบบ Music Streaming 1 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน

และถ้าย่อยลงมาเฉพาะการใช้งานโซเชียลมีเดีย จะมีถึง 51 ล้านคนที่ใช้เป็นประจำ และ 49 ล้านคนใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแต่ละวันคนไทยใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียต่างๆ เฉลี่ย 3 ชั่วโมง 11 นาที กลุ่มใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18 – 34 ปี แพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น Facebook Youtube Instagram และ Twitter

เมื่อค้นเข้าไปอีกจะพบว่า คนไทยเน้นใช้งานเพื่อความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง ดูกีฬา หรือ รับชมรายการต่างๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะการรับชมผ่าน Youtube ซึ่งกลุ่ม Youtuber ชาวไทยที่ได้รับความนิยมสูง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักแคสเกม นักรีวิวแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เครื่องสำอาง อาหาร ท่องเที่ยวเป็นหลัก เรียกได้ว่าคนไทยอยู่คู่ความบันเทิงมาตลอด ทำให้วันนี้จึงเห็นการเข้ามาของทางเลือกใหม่ๆ อย่าง Netfflix, Joox, Spotify, Line TV รวมทั้งแบรนด์สินค้าต่างๆ ก็แข่งกันยิงงานโฆษณาออนไลน์ผ่านกลุ่มนี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ขึ้นอยู่กับการที่แบรนด์นั้น นำบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์ และ หาวิธีแทรกเข้าไปอยู่ใน 1 นาทีนั้นได้อย่างไร นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ และยิ่งนับวันระยะเวลาที่คนบนโลกออนไลน์จะให้ความสนใจ หรือ จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปทุกที


-ใช้ให้เป็นก็เย็นใจ.jpg

kinyupen_adminAugust 16, 2019

ปัจจุบัน โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันเราเป็นอย่างมาก การไหลเข้ามาของข้อมูลข่าวสารแต่ละวัน มีทั้งเกิดประโยชน์และไม่เกิดประโยชน์ปะปนกันไป จึงสร้างปรากฏการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่า แต่ละคนมีเบื้องหลังเช่นไร จนกว่าจะดึงคนจากโลกโซเซียล เข้ามาปรากฏบนโลกจริงได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาแชร์มาบอกต่อเพื่อเตือนกัน

ปลอม จริง แยกยาก หากไม่ระวัง

ประตูที่จะเปิดสู่อันตรายของโซเชียลเกิดขึ้นแสนง่าย เริ่มจากการเพิ่มเพื่อนผ่านเครือข่ายทางสังคม ทำให้พบปะผู้คนหลากหลายมีทั้งรู้จักและไม่รู้จัก เปิดโอกาสให้กลุ่มมิจฉาชีพ เข้ามาแฝงตัว ลักลอกขโมยข้อมูล ก่ออาชญากรรมอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ดังเช่น กรณีชายคนหนึ่ง ถูกผู้หญิงที่คุยผ่านทางเฟซบุ๊กและไลน์ แอบอ้างเป็นลูกสาวของผู้บัญชาการทหารบก หลอกโอนเงินรวมกว่า 150,000 บาท สุดท้ายได้เพียงแค่แจ้งความ แต่ไม่สามารถออกหมายจับได้ เพราะผู้เสียหายไม่เคยพบหน้าผู้ต้องหามาก่อน จึงไม่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลได้ชัดเจน

นอกจากสร้างตัวตนปลอมแล้ว ยังมีนำสู่การแฮ็กเฟซบุ๊กและไลน์ ด้วยวิธีเดายูสเซอร์เนม พาสเวิร์ด จนทราบเบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ เช่น เกิดการแอบอ้างขอยืมเงินจากเพื่อนทหารระดับนายพล และคนใหญ่คนโตหลายแสนบาท ตามที่ปรากฎบนข่าว

ใช้ให้ดีก็มีเฮ

อย่างไรก็ตามในด้านดีหาใช่ว่าไม่มี ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นอีกหนึ่งผู้ช่วยของตำรวจที่มีภารกิจค่อนข้างรัดตัว ทั้งในด้านการช่วยเฝ้าระวังภัย แจ้งเหตุให้สังคมได้รู้ เกิดการบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือ หรือ กระตุ้นเตือนให้เกิดการจับตา เพื่อจัดการเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วให้เห็นกันนักต่อหนัก ดังข่าวเฟซบุ๊กช่วยตำรวจ จับวัยรุ่นซิ่งรถมอเตอร์ไซต์ หน้าวัดพระแก้ว โดยอาศัยอิทธิพลชาวเน็ต แชร์ข้อมูล คลิป ข่าวสาร ทำให้ตำรวจตามหาผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที หรือ คดีขับรถชนคนของสาวไฮโซดังที่เพิ่งเป็นข่าวไปก็เกิดจากการกระตุ้นผ่านช่องทางนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งหารายได้ที่ดี เช่น อดีตพนักงานบริษัทรายหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำ มาขายอุปกรณ์เสริมมือถือออนไลน์ บนเว็บไซต์ลาซาด้า เพื่อดูแลลูกเเละพ่อที่ป่วยหนัก สร้างรายได้มากกว่างานประจำถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

สุดท้ายสิ่งนี้จะให้คุณหรือโทษอนันต์หรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกใช้แบบใด จากการอาศัยเพียงแค่นิ้วมือ พิมพ์ข้อความ กดไลค์ แชร์ เพราะโลกออนไลน์เหมือนกับสังคมรอบข้างเรา มีทั้งคนดีและไม่ดี นี่คือวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2019

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปดูว่าหากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนากยรัฐมนตรีเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ , แฟนเพจ , ทวิตเตอร์ , อินสตาแกรม ชี้เป็นการเปิดช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ลดขั้นตอนการติดต่อสื่อสารแบบล่าช้าเหมือนสมัยก่อน

ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันช่องทางการสื่อสารในบ้านเรามีอย่างแพร่หลาย ทั้งสื่อออฟไลฟ์และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ในตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากประชาชนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน ทุกๆ คนจะมีเฟซบุ๊ก , ไลน์ , อินสตาแกรม , ทวิตเตอร์ , อีเมล ฯลฯ เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร ซึ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดน ทุกที่ ทุกเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นการสื่อสารแบบสองทาง จากเดิมที่การติดต่อสื่อสารในสมัยก่อนนั้นจะโทรศัพท์หากันทั้งทีก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

ด้วยความนิยมของสื่อใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเปิดช่องทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial เพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนายกรัฐมนตรีได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เวลาจะมีเรื่องร้องหรือติดต่อกับท่านนายก
รัฐมนตรีจะต้องส่งหนังสือแจ้งมายังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำการคัดกรองและแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในสมัยนั้นค่อนข้างดูห่างเหินและเป็น ระบบราชการมากขึ้น ส่งผลให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หรือทันเวลามากนัก

เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com

แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha
ทวิตเตอร์ @prayutofficial
อินสตาแกรม @prayutofficial

การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแจ้งข่าวสาร ความเคลลื่อนไหว ภารกิจต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะเดียวกัน ยังเปิดเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน หากประชาชนท่านใดต้องการที่จะแจ้งข่าวหรือพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเข้าไปพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีได้ (ขอให้ใช้ถ้อยคำที่สุภาพ อย่าเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโดยเด็ดขาด) เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออกมายืนยันชัดเจนว่า อ่านทุกข้อความและตนเป็นแอดมินเอง ซึ่งหลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ก็มีผู้เข้าไปกดไลท์และกดติดตามเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha มีผู้ติดตามแล้ว 149,878 คน , ทวิตเตอร์ มีผู้ติดตาม 13,108 คน และ อินสตาแกรม มีผู้ติดตาม 7,002 คน (สำรวจ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เวลา 10:30 น.)

ลุงตู่ออนไลน์-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_FB2

อย่างไรก็ตาม การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นที่น่าจับตามองว่าน่าจะเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้เป็นอย่างดี สามารถรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ด้วย นอกจากนี้ ประชาชนยังจะได้เห็นมุมสบายๆ หรือไลฟ์สไตล์ของนายกรัฐมนตรีที่อาจจะยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขณะที่ในส่วนของประชาชนเองก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีระยะห่างที่ไกลจนเกินไป สามารถติดตามรับทราบภารกิจและข่าวสารต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีได้อย่างทันที และถือเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication) ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียในทางที่สร้างสรรค์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial


-Data-Center-แห่งแรกในเอเชีย-ที่สิงคโปร์_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2018

“เฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกของเฟซบุ๊กในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ เล็งสร้างงานในประเทศเพิ่มกว่าหลายร้อยอัตรา

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กได้สร้าง Data Center ไว้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ไอร์แลนด์ และสวีเดน รวมถึงยังมีการสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวกไว้ที่เดนมาร์ก ล่าสุด เฟซบุ๊กเตรียมเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานว่า “เฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมลงทุนเป็นเงินกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 33,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกของเฟซบุ๊กในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นอาคาร 11 ชั้น ที่มีขนาดพื้นที่กว่า 1.7 แสนตารางเมตร และเฟซบุ๊กระบุว่าจะสร้างงานในประเทศเพิ่มกว่าหลายร้อยอัตรา

นอกจากนี้ศูนย์ข้อมูลดังกล่าวยังออกแบบให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นพลังงานหมุนเวียน 100 % พร้อมเปิดใช้งานจริงปี 2022 โดยเฟซบุ๊กให้เหตุผลที่เลือกสิงคโปร์ว่าทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม, ความสามารถของบุคลากรในประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต