_Time-Out-อีกหนึ่งวิธีปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็ก_web.jpg

kinyupen_adminAugust 12, 2019

คุณพ่อและคุณแม่มีวิธีการเลี้ยงดูหรืออบรมลูกและบุตรหลานกันอย่างไรบ้าง เมื่อลูกมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ทำในสิ่งที่ผิด ลองใช้วิธี Time Out หรือการเข้ามุมกับลูกดูสักครั้ง เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็กได้ดีกว่าการดุด่าหรือตีลูกด้วยซ้ำ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวใกล้ตัวคุณพ่อคุณแม่สักนิดนึง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการการเลี้ยงดูบัตรหลาน โดยเฉพาะบุตรหลายที่ยังอยู่ในวัยเด็ก เขื่อว่าเด็กหลายคนอาจจะมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ดื้อหรือซนบ้าง เป็นธรรมชาติของวัยเด็กที่จะมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่พ่อและแม่จะมีวิธีการสอนลูกอย่างไรบ้าง ให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ผิดและไม่ถูกต้อง

ไม้เรียว ไม้แขวนเสื้อ ก้านมะยม อาวุธหลักที่คุณพ่อคุณแม่หัวโบราณจะเลือกนำมาใช้ปราบพฤติกรรมรุนแรงของลูก แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตีลูกจะช่วยลดความรุนแรงของลูกได้ เคยมีงานวิจัยออกมาระบุว่า การลงโทษลูกด้วยการตีด้วยไม้เรียว ไม่ได้ช่วยลดพฤติกรรมความก้าวร้าวของเด็กลงได้ แต่กลับจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการตีเด็กอย่าง เด็กจะไม่มีวันรู้เลยว่า เขาทำผิดเพราะอะไร ดังนั้น เราจะเห็นพ่อแม่หัวสมัยใหม่ที่งดการใช้ไม้เรียวตีลูกแล้ว แต่จะใช้วิธีอื่นในการลงโทษลูกแทน

Time Out หรือการเข้ามุมกับลูก เป็นหนึ่งในวิธีการปรับพฤติกรรมลูกที่มีพฤติกรรมรุนแรง เรียกร้องความสนใจ โดยหากลูกมีพฤติกรรมคุกคาม ก้าวร้าวรุนแรง พ่อแม่จะเพิกเฉย ไม่สนใจกับพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจของลูก เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์เองและเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่เขาทำนั้นไม่ได้ผล การทำ Time Out ไม่ใช่การลงโทษ หรือปล่อยลูกให้โดดเดี่ยวคนเดียว แต่เป็นการพาลูกออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ที่รู้สึกสับสนจัดการอารมณ์ไม่ได้ เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่เป็นการจับลูกขังในห้องเพียงคนเดียว ให้อยู่ในที่มืด แบบนี้ไม่เรียกว่า Time out

 

ซึ่งการทำ Time Out ให้ได้ผล ไม่อชยากอย่างที่คิด เรียนรู้ไปตาม 5 ขั้นตอน ดังนี้

 

1. กำหนดช่วงอายุให้เหมาะสม : การทำ Time Out สามารถเริ่มใช้ได้กับเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 9 เดือนเป็นต้นไป เมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ตีแม่ ขว้างปาข้าวของ แต่ส่วนใหญ่เราอาจจะใช้กับเด็กที่พอฟังเข้าใจภาษาบ้างแล้วคืออายุประมาณ 1-2 ขวบขึ้นไป

2. แยกลูกเข้ามุมสงบ : เมื่อลูกทำผิด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เชื่อฟัง ให้พ่อแม่ใช้คำพูดประโยคสั้น ๆ เช่น ทำร้ายคนอื่น Time Out หรือ ขว้างปาของเล่น Time Out แล้วพาลูกแยกลูกเข้ามุมสงบ ถ้าเด็กเล็กให้อยู่ในคอกกั้นเด็ก แต่ถ้าโตแล้วให้นั่งที่เก้าอี้ รอจนกว่าลูกจะหยุดร้อง โวยวาย หรือสงบลงได้

3. ห่างกันสักพัก : แยกให้ลูกนั่งในบริเวณที่ยังเห็นพ่อแม่อยู่ ไม่ใช่ทิ้งหรือขังให้อยู่ในห้องอื่นคนเดียว ต้องเป็นจุดที่พ่อแม่ยังต้องมองเห็นลูกได้ตลอดเวลา ส่วนพ่อแม่ควรสงบนิ่ง ไม่บ่น โวยวาย ไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมา แต่ทำกิจวัตรประจำวันปกติ การแยกลูกออกไปไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกสงบสติอารมณ์เท่านั้น เป็นการช่วยให้พ่อแม่ควบคุมระงับอารมณ์ด้วย เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็คุมตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน ดังนั้นขอเวลาห่างกันสักพักคงจะดี

4. รออารมณ์สงบ : เมื่อลุกหยุดโวยวายสักพักถึงจะเรียกให้เรียกลูกออกมาได้ เพราะการนิ่ง การสงบ แสดงว่าลูกระงับอารมณ์ ควบคุมสติตัวเองได้แล้ว

5. Time-in โอบกอด พูดคุยด้วยเหตุผล : เมื่อลูกควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ให้พ่อแม่โอบกอดลูก แล้วคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที เพื่อเป็นการสะท้อนอารมณ์ ใช้น้ำเสียงท่าทางอย่างอ่อนโยน ไม่เสียดสี ไม่ประชดประชัน คุยกันด้วยเหตุผลว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่พ่อแม่ก็ยังรักหนูเสมอ พ่อแม่อยากให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้เป็นเด็กที่น่ารักสำหรับทุกคน

 

ทั้งหมดนี้ เป็นวิธีการอบรมเลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล ทำให้เด็กได้ฝึกคิด วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของตัวเองว่าทำผิดเพราะอะไร ได้สงบสติอารมณ์ของตัวเอง แล้วเด็กจะจะคิดได้พร้อมกับจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้นอีกต่อไป ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่ยังคงคุ้นชินกับการดุด่าหรือตีลูกนั้น ควรเปลี่ยนพฤตติกรรมมาลองใช้วิธี Time out ดู รับรองเลยว่า เห็นผลอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_5-ของขวัญสุดประทับใจ-นอกเหนือจากพวงมาลัย-จะมอบอะไรให้แม่-ใน-วันแม่_web.jpg

kinyupen_adminAugust 11, 2019

วันแม่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง? ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เพื่อแสดงความกตัญญูดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ “วันแม่แห่งชาติ” แล้ว ซึ่งในทุกปี ลูกทุกคนจะต้องแสดงกตัญญูกตเวทีกับผู้เป็นมารดา ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบโตเป็นคนดีในสังคม ว่าแต่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง?

“พวงมาลัย” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรัก ความกตัญญูแก่แม่ผู้ให้กำเนิด ทุก ๆ ปีลูกทุกคนจะต้องวิ่งหาพวงมาลัยไปกราบเท้าขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป การซื้อพวงมาลัยก็ยังได้รับความนิยมเหมือนเดิม แต่ยังมีไอเดียนอกเหนือจากนี้ไว้เป็นตัวเลือกให้กับลูก ๆ ที่ต้องการจะซื้อของขวัญหรือพาไปทำกิจกรรมกับคุณแม่ นอกเหนือจากการมอบพวงมาลัย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้

1. ต้นมะลิ / ต้นไม้มงคล : สำหรับลูก ๆ บางคนมองการณ์ไกล มองว่าพวงมาลัยจะมีอายุ 2-3 วัน ก็เหี่ยวเฉาและก็ต้องกลายเป็นขยะในที่สุด เลยเปลี่ยนจากพวงมาลัยเป็น ต้นมะลิ หรือไม่ก็ ต้นไม้มงคล แทนเสียเลย เพราะหลังจากที่มอบให้กับคุณแม่แล้ว ต้นไม้ดังกล่าวสามารถนำไปปลูกในกระถางต้นไม้ ในสวน ออกดอกออกผลได้ในอนาคต ไม่มีวันเหี่ยวเฉาอย่างแน่นอน

2. ซื้อของขวัญที่คุณแม่ชอบ : ลูก ๆ จะเดาใจคุณแม่ถูกว่า คุณแม่ชอบอะไรเป็นพิเศษหรืออยากได้อะไรเป็นพิเศษ ลองแกล้งถามคุณแม่ดูว่า อยากได้อะไร เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เป็นต้น

3. ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ : อาหารเพื่อสุขภาพเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่มีอายุมาก ๆ ต้องบำรุงร่างกายกันสักหน่อย เช่น ซุปไก่สกัด รังนก โสม เป็นต้น ของจำพวกนี้ล้วนเป็นของบริโภคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายล้วน ๆ

4. พาไปรับทานอาหาร : คุณแม่หลายคนอยากมีโมเมนท์ที่ลูกจะชวนออกไปทานข้าวนอกบ้าน โอกาสดี ๆ แบบนี้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศพาคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้าน ลองถามคุณแม่ว่าชอบรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็พาไปที่ร้านนั้นได้เลย

5. พาไปเที่ยว : เอาใจคุณแม่ที่ชอบการท่องเที่ยว คุณลูกทั้งหลายลองถามคุณแม่ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เช่น ทะเล ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ เข้าวัด ฯลฯ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ๆ แล้ว ชื่นชอบที่จะไปเข้าวัดมากกว่า

 

ทั้งหมดนี้คือ 5 ของขวัญสุดประทับใจ เอาไว้เป็นตัวเลือกให้กับทุก ๆ คนได้ใช้เป็นของขวัญอันล้ำค่าไว้ให้คุณแม่ที่เรารัก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2562 แต่แท้จริงแล้ว นอกเหนือจากของขวัญดังกล่าวที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของขวัญสำคัญและยิ่งใหญ่กว่า ก็คือ “การเป็นคนดี มีความกตัญญู” คิดดี พูดดี ทำดี ต่อแม่ และคนรอบข้าง นี่ล่ะถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่คุณแม่อยากได้มากที่สุด เพราะมีมูลค่ามากกว่าของขวัญที่กล่าวไปข้างต้นด้วยซ้ำ จึงขอฝากให้ทุกคนจงเป็นคนดีด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ในวันที่โลกหมุนเปลี่ยนไป-ถ้าก้าวไม่ทันก็อยู่ไม่รอด_web.jpg

kinyupen_adminAugust 1, 2019

ความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน หากใครยังนิ่งไม่คิดที่จะขยับหรือปรับตัวก็คงจะไม่รอด สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็คือการปรับตัวให้เหมาะสมนั่นเอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่ในตอนนี้โลกในยุคโลกาภิวัตน์นั้นหมุนเวียนผันเปลี่ยนไปเร็วมาก จนบางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังรวมไปถึงพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ทำให้อุตสาหกรรมหลายแขนงต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำด้านการผลิตเพื่อการเป็นที่หนึ่งในตลาด ซึ่งถือเป็นกลไกอันสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ในสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมความต้องการและการแสดงออกของผู้บริโภคในยุคใหม่ ๆ ก็มีส่วนในการขยับขยายเปลี่ยนแปลงทิศทางการให้บริการจากฝั่งผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

 

เทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป ใครต่อใครก็ต้องเปลี่ยนตาม

พฤติกรรมของผู้บริโภคดังที่เข้าใจอย่างง่ายว่า คือลักษณะการดำเนินชีวิต หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปในสังคมที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงแง่ของการใช้บริการ และการจับจ่ายใช้สอย โดยสิ่งเหล่านี้ คือเป้าหมายที่ผู้ประกอบการและให้บริการต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา เพราะหากปรับตัวไม่ทันเพียงโอกาสเดียวอาจทำให้กลายเป็นผู้รั้งท้ายในตลาดได้ มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัดจนใครต่อใครก็ขยับตามกระแส

 

แท็กซี่ vs Grab

เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นภาพได้กระจ่างชัดที่สุดในสังคมยุคปัจจุบัน กับการเลือกใช้บริการขนส่งส่วนบุคคลอย่างแท็กซี่กับแกร๊บ ด้วยว่าในปัจจุบันผู้บริโภคโหยหาความสุขสบายเป็นหลักโดยคำนึงถึงราคาเป็นรอง การมาของการให้บริการแบบฉบับแกร๊บนั้นจึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากกว่า ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างการเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน  กอปรกับการให้บริการของแท็กซี่ที่ไม่พัฒนา ถึงแม้ว่าการให้บริการอย่างแกร๊บจะยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียวแต่ด้านผู้บริโภคก็พร้อมใจหันหน้าเปิดรับด้วยความยินดี

 

การจับจ่ายใช้สอยและ Shopping

 การพัฒนาด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดโลกที่ไร้พรมแดน พฤติกรรมของคนในสังคมก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน โดยเฉพาะแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ที่ตอนนี้ผู้ใช้บริการนิยมสั่งซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นทุกวัน เห็นได้จากการเกิดขึ้นของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นที่มาของการซื้อขายกันผ่านสมาร์โฟนหรือคอมพิวเตอร์โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลาง เพราะสำหรับผู้บริโภคนั้นมีประโยชน์มากในแง่ของความสะดวกในการจับจ่าย จึงจะเห็นได้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่หันมาจับธุรกิจแบบออนไลน์กันเยอะ

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ดูเหมือนจะซบเซาลงมากจากอดีต และยิ่งไปกว่านั้นห้างร้านใหญ่ ๆ ก็แทบจะประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักจะเปรียบเทียบสินค้าทั้งเรื่องคุณภาพและความเหมาะสมของราคาเป็นหลัก จึงทำให้การเดินห้างเป็นเพียงการเดินเลือกลองสินค้าเท่านั้น ภายหลังจากนั้นลูกค้าจะเกิดการเปรียบเทียบสินค้าประเภทนั้น ๆ ในร้านออนไลน์ ซึ่งหากมีราคาที่ถูกกว่าและจัดส่งได้รวดเร็วจะถือเป็นความสำเร็จของตัวลูกค้าเอง นอกเสียจากว่าการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อออนไลน์จึงจะสามารถดึงใจลูกค้าเหล่านี้ได้

 

การเติบโตของวงการเดลิเวอรี่

การมาของบริการส่งของถึงมือแบบรวดเร็วทันใจไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่แปลกใหม่และเติบโตมากยิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนมาก นอกจากการสั่งซื้อของทางออนไลน์เพื่อรอรับการจัดส่งทางพัสดุแล้ว บริการสั่งซื้อของที่รวดเร็วว่องไวเพียงแค่ไม่กี่สัมผัส กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่เพียงสินค้าอย่างเสื้อผ้าหรือของใช้เท่านั้นที่ผู้บริโภคใช้บริการสั่งซื้อ แต่รวมไปถึงอาหารการกินอีกด้วย ทั้งโปรโมชั่น ราคาที่พอรับได้ กับการบริการที่สะดวกสำหรับผู้ใช้งาน ยากที่จะปฏิเสธ

ซึ่งปัจจุบันหลายต่อหลายร้านได้ปรับตัวลงทะเบียนร่วมงานกับบริษัทที่มีบริการเดลิเวอรี่แล้วนอกจากห้างร้านแล้ว ตลาดนัดในหลายพื้นที่ จำนวนคนเดินเลือกซื้อสินค้าก็ลดลงเช่นกันเป็นผลพวงมาจากร้านค้าออนไลน์และผู้ค้าแบบการรับหิ้ว

 

เด่นหรือดับขึ้นอยู่กับลูกค้า

 การมีบทบาทของอินเทอร์เน็ตทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้เอง เห็นได้ชัดในสังคมออนไลน์ที่ใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วจรดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ในประเด็นนี้ผู้ประกอบการเองต้องตระหนักถึงการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างถี่ถ้วน เพราะทุกอย่างบนโลกออนไลน์มันไปไวเสมอ ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ มีเว็บบอร์ดสำหรับตั้งกระทู้ร้องเรียนเรื่องราวต่าง ๆ มีการรีวิวและให้ข้อเสนอแนะสำหรับประกอบการตัดสินใจของลูกค้าอนอื่น ๆ ในอนาคต

เนื่องด้วยความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้ายุคปัจจุบันนั้นถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างมาก ผู้รับบริการมักจะคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับทั้งด้านสินค้าและบริการมากกว่า ถึงแม้ว่าตัวแบรนด์เองจะมีชื่อเสียงสะสม แต่หากเกิดความไม่พอใจจากลูกค้า แน่นอนว่าเรื่องราวจะถูกสาวยาวจนอาจส่งผลให้เสียลูกค้าคนอื่น ๆ ไปด้วยก็เป็นได้

 

ไม่ปรับตัวก็แห้งตาย

การปรับตัวให้ทันยุค หรือ Digital Transformation เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกไม่ใช่เพียงอันดับต้น ๆ เท่านั้น ทักษะใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมากและการมีข้อดีเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่พอ สิ่งที่ควรทำคือการเพิ่มคุณค่าให้กับการบริการ กำหนดกระบวนการใหม่ ๆ ประยุกต์ใช้วิธีเก่า ๆ ที่ล้าสมัยเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในปัจจุบัน

 

แน่นอนว่ากับกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ หากใครยังนิ่งชะล่าใจไม่คิดที่จะขยับหรือมั่นใจในแนวทางเดิม ๆ อยู่ คงไปต่อได้อีกไม่นาน สังคมที่คนเจนใหม่ ๆ มีบทบาทและอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ การปรับตัวให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ทุก ๆ คนจะกระทำ สุดท้าย ลองถามตัวเองว่า คุณก้าวทันโลกใบนี้แล้วหรือยัง? และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก Tonkit

 

กินอยู่เป็น, kinyupen, Now thing, โลก, ความก้าวหน้า, ปรับตัว, ล้าหลัง,


_เพราะยุคนี้-มนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับ-งาน-เป็นสิ่งแรก_web.jpg

kinyupen_adminJuly 29, 2019

ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนทั่วโลกที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยติดอันดับ 7 ที่ไม่ยอมใช้สิทธิ์ลาพักร้อน แถมยังเลือกยกเลิกวันลาพักร้อน ด้วยสาเหตุอันดับแรก ๆ คือ “ติดงาน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตของเขาเกิน 50% ต้องจมอยู่กับหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่หลายคนไม่ละทิ้งภารกิจหน้าที่ของตนเอง กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของงานเป็นอันดับแรกของชีวิต เพราะอะไร? ก็เพราะว่างานคือปากท้องไว้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวนั่นเอง

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนไทยคนถึงความสำคัญกับเรื่องของงานมาเป็นอย่างแรก เพราะจากผลการสำรวจจากรายงานประจำปี 2561ของ Expedia ที่ได้สำรวจเรื่อง 18th Annual Vacation Deprivation? Study เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อน และสาเหตุที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงใน 19 ประเทศทั่วโลก ผลการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยววัยทำงานที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนกำลังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีคนไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนสูงถึง 75% รองลงมาอันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ 72% และ อันดับ 3 ฮ่องกง 69% , อันดับ 4  มาเลเซีย 67% , อันดับ 5 ฝรั่งเศส  64% , อันดับ 6 สิงคโปร์ 63% และประเทศไทยติดอันดับ 7 ประเทศที่ใช้วันลาพักร้อนน้อยที่สุดในโลกด้วยอัตราส่วน 62%

สำหรับคนไทยที่ไม่ลาหยุดพักร้อนนั้น แตกต่างกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่ไม่ใช้วันลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 คือ ด้านการเกษตร รองลงมา คือ ด้านการตลาดและสื่อ และด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนเหตุผล 3 อันดับแรกที่คนไทยไม่ใช้วันลาพักร้อน ได้แก่ ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี , อยากเก็บวันหยุดไว้ใช้ลาในช่วงวันหยุดยาว และไม่สามารถลาหยุดงานได้

อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 42% ที่เลือกใช้วิธีเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น แทนการไม่ได้ลาในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากเป็นการเดินทางที่รวดเร็ว ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง และเลือกพักผ่อนใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าการหยุดทำงานนั้นสำคัญมาก แต่ก็ยังพบข้อมูลที่ชวนประหลาดใจว่า คนไทย 24% ยังคงเช็คอีเมลที่ทำงาน ข้อความเสียง ระหว่างที่ลาพักร้อนอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และ 42% จะใช้วันหยุดในช่วง 3-6 เดือน ก่อนที่จะหมดเวลาพักร้อนประจำปี

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับเรื่องงานอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน อัตราการจ้างงานค่อย ๆ ลดลง มนุษยืเงินจึงต้องขยันทำงานเป็นพิเศษ ต้องอดทน ต้องต่อสู้ เพื่อที่ตนเองจะอยู่ในองค์กรดังกล่าวให้ได้ ในแวดวงการหางานในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการบางแห่งทยอยปรับลดจำนวนพนักงานลง บางบริษัทถึงขั้นปิดบริษัท เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทำให้มีพนักงานในบริษัทจำนวนไม่น้อยต้องถูกเลิกจ้างและกลายเป็นคนว่างงานในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย

มนุษย์เงินเดือนถ้ามีความขยันถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งแก่ตนเองและองค์กรนั้น ๆ แต่ก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างในบางครั้ง เพราะการทำงานหนักจนเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายและจิตใจ ฉะนั้น ควรหาเวลาพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองบ้าง การลาพักร้อนไม่ได้หมายความว่าตัวเราจะต้องเป็นคนขี้เกียจเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นผลดีต่อตัวเอง และการทำงานในระยะยาวนั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับ-แกร็บฟู้ด-ดียังไง_web.jpg

kinyupen_adminJuly 25, 2019

ร้านอาหารหลายร้านกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้ามากหน้าหลายตาอย่างมาก ในส่วนของ “แกร็บฟู้ด” จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าของร้านอาหารได้ แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวง “แกร็บฟู้ด” ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก บางร้านเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยม มีลูกค้ามากมาย แต่ติดตรงที่ว่าลูกค้าบางรายอยากรับประทาน แต่ไม่สามารถเดินทางมาที่หน้าร้านได้ แล้วทางร้านเองก็ไม่มีบริการจัดส่งถึงบ้าน ทำให้เสียโอกาสที่จะได้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ไป แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

 

เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า

ช่วยให้ร้านอาหารของคุณเข้าถึงลูกค้าอีกนับล้านคน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางในการเพิ่มยอดขาย เพราะลูกค้าของเราค้นหาร้านอาหารใหม่ ๆ อร่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน และยังเป็นการแนะนำร้านอาหารของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ไม่ต้องหาคนส่ง

ด้วยจำนวนผู้ขับส่งอาหารที่เยอะที่สุดในประเทศ ท่านสามารถหายห่วงได้เลยเรื่องหาคนส่ง อาหารของท่านจะไปเสิร์ฟถึงลูกค้าของคุณได้รวดเร็วทันใจแน่นอน

 

ขั้นตอนการสมัคร

ขั้นตอนที่ 1 – ลงทะเบียนและส่งรายละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 – รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อเซ็นเอกสารสัญญาให้เสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 3 – ส่งมอบเมนูอาหารและเอกสาร เพื่อทำการอัพโหลดขึ้นหน้าแอปพลิเคชัน

ขั้นตอนที่ 4 – เริ่มขายบนแกร็บฟู้ดได้เลย

 

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเมื่อจะสมัครเป็นร้านพาร์ทเนอร์กับแกร็บฟู้ด?

ท่านต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้เพื่อเข้าร่วมการเป็นพาร์ทเนอร์กับทางแกร็บฟู้ด:

ร้านค้าประเภทนิติบุคคล

  1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (โดยวันที่ออกหนังสือรับรองจะต้องไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน นับจาก วันที่มีผลบังคับใช้)
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
  3. หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญา มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท
  4. สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจในการลงลายมือ หรือ สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

ร้านค้าประเภทบุคคลธรรมดา

  1. สำเนาบัตรประชำชนของเจ้าของร้าน
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) (หากมี)

(หากมี) ใบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

 

หากไม่มีหน้าร้าน ฉันสามารถเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับแกร็บฟู๊ดได้หรือไม่?

ได้ คุณสามารถร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเราได้เพียงเตรียมเอกสารต่างๆตามข้างต้น

 

สำหรับใครที่มีธุรกิจร้านอาหารหรือเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แล้วกำลังลังเลใจอยู่ บอกเลยว่า ไม่ต้องลังเลใจอีกต่อไป สมัครร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ “แกร๊บฟู้ด” ได้เลย อย่างน้อยร้านของคุณก็จะเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_เด็กมหาวิทยาลัยในอนาคต-ไม่ต้องเรียนเป็นคณะแล้ว_web.jpg

kinyupen_adminJuly 20, 2019
  • วิกฤติห้องเรียนร้างลามทั่วโลก ไทยนักศึกษาลดฮวบกว่า6 แสน เอกชน Lay off อาจารย์ จ่อขายมหาวิทยาลัย
  • อเมริกา 3 ปี นักศึกษาหายกว่า 8 แสน คาดอิทธิพลระบบออนไลน์ ทำมหาวิทยาลัยในอเมริกาจ่อคิวปิดตัวกว่า 2,000 แห่ง
  • มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์สั่งปรับโมเดลทันที เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ดึงศิษย์เก่ากลับเข้าห้องเรียน

ข่าวฮอตในวงการการศึกษาบ้านเราช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าววิกฤติมหาวิทยาลัยที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นต้อง Lay off อาจารย์กันแล้ว

ลามไปถึงขั้นเตรียมปิดมหาวิทยาลัย ขายมหาวิทยาลัยให้ทุนต่างชาติ เพราะแบกภาระขาดทุนไม่ไหว เนื่องจากเด็กลดลง ล่าสุดปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยลดฮวบกว่า 6 แสนที่นั่ง

ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการศึกษาของโลก เป็นที่รวมมหาวิทยาลัยอันดับท็อปของโลก ก็เผชิญปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว มีรายงานว่าในช่วงปี 2555 – 2557 มีนักศึกษาหายไปถึง 8 แสนคน และเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปกว่า 500 แห่ง และคาดว่าภายใน 10 – 15 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4,000 แห่ง อาจล้มละลายจากการถูกทำลายล้าง (Disrupt) จากอิทธิพลของเทคโนโลยี ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง

ส่วนที่ยังอยู่ ก็เอาตัวรอดด้วยการยุบรวมมหาวิทยาลัย ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอิทธิพลของการศึกษาออนไลน์ที่ดึงคนเรียนไปอยู่บน MOOC หลากหลายแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนสามารถเลือกคอร์สเรียนของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดสอนบน MOOC ได้ทั่วโลก ทำให้มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาต้องปรับตัวเพื่อดึงคนเรียน เช่น เปิดสาขาที่เป็น นิช มาร์เก็ต มากขึ้น หรือสร้างจุดเด่นในการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง มีความโดดเด่นด้านการสอนที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้เรียน เป็นต้น

 

ส่วนในเอเชียอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบประชากรวัยเรียนที่ลดลงเช่นกัน ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งที่ได้ชื่อว่าสอบเข้ายากและแข่งขันสูง กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้อง ง้อคนเรียนกันแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยจะได้เปรียบเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่อันดับท็อปของประเทศ แต่เมื่อตัวป้อนคือเด็กมัธยมฯ ที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลง ก็ต้องปรับตัว วางกลยุทธ์ หาจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียน

เช่น ลดค่าเล่าเรียน เปิดหลักสูตร หรือสาขาวิชาที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้แต่การปรับบรรยากาศ เสริมสิ่งอำนายความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้น่าอยู่น่าเรียนมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กที่ทุนน้อย รับมือไม่ไหว ก็ต้องปิดตัวไป

มีรายงานว่าปี 2559 มีมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นปิดตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง และปี 2561 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการลดลงของประชากรในวัย 18 ปีอีกครั้ง จากที่เคยลดลงต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน

โดยในช่วงปี 2552 – 2560 ลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน คาดว่าถึงปี 2574 ประชากรวัย 18 ปีของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือไม่ถึง 1 ล้านคน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเกือบ 1 ใน 3 ไม่สามารถเปิดสอนได้ครบทุกหลักสูตร และบางแห่งอาจจะต้องปิดตัวลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ต้องปรับโมเดลของมหาวิทยาลัย จากที่เคยจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี 4 ปี เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต”

นั่นก็คือ การให้การศึกษาแก่ประชากรไม่เฉพาะแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และปริญญาโท/เอก แต่เป็นการจัดการศึกษาที่ให้คนทุกวัย สามารถเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ของประชากรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ตามมาคือทำให้มหาวิทยาลัยมีผู้เรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้คนที่เรียนจบไปแล้วสามารถกลับมาพัฒนาต่อยอดทักษะความรู้ได้ตลอดเวลา มีโปรโมชั่นสำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ทำให้ผู้เรียนซึ่งเป็นศิษย์เก่ากลับไปใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และหากสะสมคอร์สจนครบตามมาตรฐาน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือปริญญาโท ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์

 

นายออง ยี คัง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ประกาศชัดว่า ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ หรือยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต

โดยเปลี่ยนการเรียนรู้ทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นลักษณะเรียนควบคู่กับการทำงาน เป็นผู้ประกอบการไปด้วย เด็กสิงคโปร์จะต้องอยู่ในโลกยุคการค้าดิจิทัลได้ มีทักษะด้าน Computational Thinking (การคิดเชิงคำนวณ หรือ กระบวนการแก้ปัญหาแบบมีลำดับ) พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางอาชีพให้ผู้เรียนได้รู้ว่าตนชอบหรือถนัดอะไรตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ ยังเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนที่เรียนจบไปแล้ว และต้องการกลับมาเรียนใหม่ และสุดท้ายคือการเพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัย ที่มากกว่าการสอนและการวิจัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้

มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของเอเชียและเบอร์ต้นๆ ของเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ขยับปรับตัวกัน มหาวิทยาลัยไทยจะตั้งรับ ปรับตัวกับวิกฤตินี้อย่างไร ?

แม้ว่าที่ผ่านมาคอร์สออนไลน์ในประเทศไทยยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับอเมริกา เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่คนไทย แต่นักการศึกษาหลายท่านบอกว่า ระบบการศึกษาออนไลน์จะทำให้เกิด Disruption ในระบบการศึกษาของไทยแน่นอน แต่จะเกิดช้าหรือเร็วยากจะคาดเดา

แต่ที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ ประชากรวัยเรียนที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่ลดฮวบเช่นกัน โดยปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยว่างกว่า 6 แสนที่นั่ง และคาดว่าในอีก 5 – 6 ปีข้างหน้า จากเด็กนักเรียน 1 ล้านคน จะเหลือเพียง 5 แสนคนที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยรัฐที่อยู่ในภาวะ Over Supply มานาน ต้องยุบหลักสูตร สาขาวิชา ยุบห้องเรียน และที่หนักสุดและเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ การ Lay off อาจารย์ขายมหาวิทยาลัยให้กลุ่มทุนต่างชาติ หรือ เลิกกิจการ เนื่องจากทนขาดทุนไม่ไหว

 

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน บางแห่งขาดทุนนับร้อยล้าน บางรายมีการเจรจาปล่อยขายหลายพันล้าน มหาวิทยาลัยรัฐต้องแย่งเด็กกันเอง เพื่อให้ได้เด็กเต็มตามเป้า สะท้อนว่าที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีมากกว่าคนเรียน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการวางแผนการผลิตคนที่ตรงกับความต้องการของตลาด หลายสาขาล้นตลาด ในขณะที่แพทย์ พยาบาล ยังขาดแคลนจำนวนมาก และว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันตามสภาพของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจริงๆ ปรับตัวได้จะไปรอด และคาดการณ์ว่าภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า จะมีการ Lay off อาจารย์ เจ้าหน้าที่ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยออกไปจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมากถึง 40% และถึงขั้นอาจจะต้องยุบ ปิดภาควิชา หรือรวมคณะ ภาควิชา สาขาวิชา หรือรวมมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ทันข้ามปี เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2561  “ดร.อานนท์” ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้การ Lay off อาจารย์เกิดขึ้นแล้ว เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีความผิดใดๆ ซึ่งเร็วกว่าที่พยากรณ์ไว้  ! โดยสาขาที่มีโอกาส Lay off อาจารย์สูง เช่น เศรษฐศาสตร์ สถิติ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การจัดการระบบสารสนเทศ ปรัชญา ประวัติศาสตร์  เป็นต้น

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยอมรับ และมองว่าวิกฤติอุดมศึกษาเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวตั้งรับให้เร็วที่สุด เช่น ปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับตลาดและงานในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ให้เด็กได้เกิดทักษะจากการเรียน พัฒนาผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ

ขณะที่อาจารย์ก็ต้องปรับตัว เพิ่มทักษะให้เด็กได้ปฏิบัติจริงมากกว่าเน้นวิชาการ เพราะยุคนี้เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง และต้องจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ

และมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 จะต้องใช้ฐานความรู้และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถอยู่ได้ เนื่องจากในอนาคตการแข่งขันจะยิ่งสูง จากภาวะ Disruption ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ในขณะที่ประชากรเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคนทำให้ความต้องการแรงงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และอีก 4 – 5 ปี ภาวะ disrupt จะรุนแรงมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยต้องปิดตัวอีก เพราะไม่มีเด็กเข้าเรียน

เป็นคำพยากรณ์ของ รมช.ศึกษาฯ และนักวิชาการที่วิเคราะห์เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมองว่าทางรอดของมหาวิทยาลัยคือ การจัดการศึกษาที่เน้นคุณภาพผู้เรียนมากกว่าปริมาณ ผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และจัดการศึกษาเพื่อให้คนทุกวัยได้เข้ามาเรียนรู้ตลอดชีวิต

อย่างเช่นโมเดล “เครดิตแบงก์” โดยเปิดโอกาสให้เรียนสะสมหน่วยกิต เช่น ให้นักศึกษาพักเรียนเพื่อออกไปทำงาน หาประสบการณ์ แล้วกลับมาเรียนใหม่ได้ โดยผลการเรียนยังคงอยู่ หรือการเปิดหลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทำงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนบางแห่งเริ่มทำแล้ว เป็นกลยุทธ์การปรับตัวของมหาวิทยาลัยในภาวะวิกฤติ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะร้างคนเรียน

และที่น่าเป็นห่วงคือการ Lay off อาจารย์ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

แม้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดก็ตาม

 

บทความโดย: สิริลักษณ์ เล่า

ผู้สื่อข่าวอาวุโส เชี่ยวชาญด้านการศึกษา, อดีต บก.ฉบับพิเศษ บมจ.มติชน


_การ-ดมกลิ่นเสื้อผ้าแฟนสาว-ช่วยลดความเครียดของฝ่ายชายได้_web.jpg

kinyupen_adminJune 27, 2019

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย พบว่า ผู้ชายที่สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าสวมใส่แล้วของแฟนสาว ช่วยลดและผ่อนคลายเครียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุดแปลกที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สำหรับคู่รักที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะสามี-ภรรยา หรือยังอยู่ในฐานะแฟนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ ท่านสุภาพบุรุษหลายคนเคยมีอาการแบบนี้บ้างไหม หลังจากทำงานหรือเรียนหนังสือมาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งวัน กลับถึงบ้านทั้งทีก็ขอให้ได้กอดแฟนสาวแน่น ๆ เพื่อช่วยลดและคลายความเครียด แต่สำหรับคู่รักบางคู่อาจจะไม่ค่อยได้มี Moment นี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากคู่รักบางคู่กลับบ้านไม่ตรงเวลา บางคู่ก็อยู่คนสถานที่ คนละแห่ง

แต่รู้หรือไม่ว่า วิธีที่ช่วยลดความเครียดของสุภาพบุรุษได้อีกวิธี นอกเหนือจากการกอดแฟนสาวนั้น ก็คือ การได้สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของแฟนสาวนั่นเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีนี้สามารถลดความเครียดได้จริง เพราะงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ได้ทดสอบคู่รักทั้ง 96 คู่ โดยให้ฝ่ายหญิงอาบน้ำด้วยสบู่สูตรไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสวมเสื้อยืดสีขาวตัวใหม่เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำตัวผู้เข้าทดสอบฝ่ายชายไปสัมภาษณ์ภายใต้ความกดดัน และให้ทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์แบบยาก ๆ เพื่อเพิ่มระดับความเครียดให้สูงขึ้น ก่อนจะส่งเสื้อสีขาว 3 ตัวให้ลองดม ตัวแรกเป็นเสื้อที่ยังไม่มีใครเคยใส่ ต่อมาคือเสื้อตัวที่แฟนตัวเองใส่โดยคนดมไม่รู้มาก่อน และตัวสุดท้ายเป็นเสื้อของคนแปลกหน้า

ผลการวิจัยพบว่า ฝ่ายชายส่วนใหญ่จำกลิ่นของแฟนตัวเองได้เป็นอย่างดี และพอได้ดมกลิ่นที่ติดเสื้อแล้ว ระดับความเครียดของทุกคนค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาลองไปดมเสื้อของคนไม่รู้จักดูบ้าง กลับทำให้ระดับความเครียดเพิ่มสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับสุภาพบุรุษที่จะใช้วิธีนี้เพื่อลดความเครียดสะสม ควรมีการพูดคุยและทำความเข้าใจกับแฟนสาวเสียก่อน และอย่าเผลอไปสูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของคนข้างบ้านเด็ดขาด ที่สำคัญควรเลือกเสื้อผ้าตัวที่สะอาด ไม่ควรนำเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อมาดมเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย อาจส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ แต่ทางที่ดีควรหากิจกรรมอื่น ๆ ทำประกอบ เพื่อลดความเครียดจะเข้าท่ากว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : askmen.com, sciencedaily.com


_การเมือง-เรื่องใกล้ตัว-มีแต่เรื่องปวดหัว-ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี_web.jpg

kinyupen_adminJune 6, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปติดตามเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้ คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “การเมือง” ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องของ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยแล้ว สังเกตได้จากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาของคนวัยไหนหรือกลุ่มไหนก็ตาม “การเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงสนทนา หรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องของการเมืองกลางเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งกลายเป็นวาระสำคัญในวงการสนทนาของกลุ่มคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา

1. เพราะเราทุกคนอยู่ภายใต้การปกครอง : มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำประเทศ ต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากทำผิดก็จะถูกลงโทษ

2. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย : ความสัมพันธ์ของประชาชนกับการเมืองการปกครองมีความเกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิตอย่างมากไปจนตาย อย่างเช่น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนแต่งงานก็จะต้องจดทะเบียนสมรส เพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐรับรู้การแต่งงาน เห็นดีเห็นชอบ และมีผลทางกฎหมาย หรือหากคนในครอบครัวเสียชีวิต ก็จะต้องดำเนินการแจ้งตาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีบุคคลเสียชีวิตลงและสาบสูญแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตของเราจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจกฎเกณฑ์ของการเมืองการปกครองแต่ละรัฐบาลที่มีนโยบายต่าง ๆ สำหรับการบริหารประเทศแตกต่างกันไป เราเองก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้

3. เพราะการเมืองมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน : เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมีอำนาจในการออกคำสั่งต่าง ๆ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม อย่างเช่น การประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศที่ห้ามประชาชนอกนอกเคหะสถานในยามวิกาล เป็นต้น ดังนั้น การเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

4. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้ที่รัฐบาลนั้นๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ : ชีวิตเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหนนั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่หลายหน่วยงานต้องปิดกิจการ มีพนักงานถูกเลิกจ้าง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ครอบครัวบางรายที่เคยมีฐานะร่ำรวยก็กลับกลายเป็นคนจนเลยก็มี บางครอบครัวต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินมาประทังชีวิตครอบครัว เป็นต้น

 

เมื่อ “การเมือง” มีแต่เรื่องปวดหัว แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี?

เมื่อประชาชนเปิดรับข่าวการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการบอกต่อ ๆ กันของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเรา ทำให้เรารู้สึกปวดหัว เครียดไปกับเรื่องนี้ด้วย แต่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะเลิกติดตามข่าวการเมืองก็ตาม ชีวิตของคุณก็ยังต้องวนเวียนและพบเจอกับมันอยู่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าหากเรื่องการเมืองทำให้เราปวดหัว เราจะรับมืออย่างไรดี เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกรณีติดตามข่าวการเมือง เปิดรับข่าวอย่างไรให้ห่างไกลจากความเครียด โดยมี 5 ข้อ ดังนี้

1. ควรใช้เวลาสำหรับติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ เบี่ยงความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง อาทิ ไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน หรือใช้เวลาว่างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดตามข่าวการเมืองหรือการสนทนาประเด็นการเมือง

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง โดยไม่ติดตามข่าวการเมืองหรือรับข้อมูลข่าวการเมืองเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้ตัวเราเกิดอารมณ์รุนแรง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้ความเครียดลดลง

5. หาเวลาไปออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

หลังจากนี้ ไม่ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหนเราไม่รู้ แต่เราในฐานะประชาชนผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ จะต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในได้อย่างมีความสุข หากเราสามารถทำได้  เราก็จะรับมือได้และอยู่บนโลกใบนี้ได้ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_รวมฉลองพระองค์ชุดไทย-พระราชินี-สิริโฉมงดงาม-_web.jpg

kinyupen_adminJune 3, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมฉลองพระองค์ชุดไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายหลังได้รับการสถาปนาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามกฎหมายและราชประเพณี และโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระราชินีสุทิดา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 พสกนิกรชาวไทยจะได้เห็นพระราชินีในงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของประเทศไทย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมฉลองพระองค์ชุดไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงสวมใส่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 จนถึงงานมหามงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

สำหรับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงสวมใส่ในการเสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฉลองพระองค์ทุกชุดล้วนแต่มีความสวยงาม ทั้งลวดลายและเนื้อผ้า

โดยฉลองพระองค์เป็นผ้าทอยกดอกลำพูน ขึ้นชื่อในด้านการทอผ้า โดยแหล่งผลิตมีทั้งยกดอกสุรินทร์ ยกดอกลำพูน และอีกหลายแห่ง แต่สำหรับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น เป็นฉลองพระองค์ที่มีเนื้อผ้าทอยกดอกลำพูน

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกำหนดชุดไทยไว้ถึง 8 แบบ ได้แก่ (1.) ชุดไทยเรือนต้น (2.) ชุดไทยจิตรลดา (3.) ชุดไทยอมรินทร์ (4.) ชุดไทยบรมพิมาน (5.) ชุดไทยจักรี (6.) ชุดไทยจักรพรรดิ (7.) ชุดไทยดุสิต และ (8.) ชุดไทยศิวาลัย

 

และในจำนวนชุดไทย 8 แบบนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงสวมใส่ชุดไทยสำหรับร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน และชุดไทยศิวาลัย มีรายละเอียด ดังนี้

 

ชุดไทยอมรินทร์

 ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย แบบเหมือนไทยจิตรลดา ต่างกันที่ใช้ผ้าและเครื่องประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ผ้าไหมยกดอกที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว เสื้อคนละท่อนกับซิ่น ไม่มีเข็มขัด ใช้สำหรับพิธีตอนค่ำ เหมาะสมสำหรับงานเลี้ยงรับรองรับเสด็จ ไปดูละครตอนค่ำ และ เฉพาะในงานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือครึ่งยศ เช่น ในงานพระราชพิธีหรืองานสโมสรสันนิบาต

โอกาสที่ใช้ : ชุดไทยอมรินทร์ นิยมใช้ในพิธีค่ำ, ไม่ใช้สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหน้าและติดกระดุม, คอเสื้อเป็นคอกลม ไม่มีขอบ, แขนเสื้อเป็นแขนยาว หรือแขนสามส่วน, ลักษณะผ้าถุงเป็นผ้าไหมหรือ ซิ่นป้ายหน้า

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 วันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามกฎหมายและราชประเพณี และโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระราชินีสุทิดา

 

ชุดไทยบรมพิมาน

ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมาน ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองมีเชิง หรือยกทองทั้งตัวก็ได้ ตัดติดกันกับตัวเสื้อหรือเป็นเสื้อคนละท่อนก็ได้ ซิ่นจีบหน้ามีชายพกยาวจรดข้อเท้า ใช้เข็มขัดไทยคาดเสื้อคอกลม ขอบตั้ง ผ่าด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แขนยาว ใช้สำหรับงานพิธีตอนค่ำ เหมาะสำหรับงานพิธีเต็มยศและครึ่งยศ เช่น งานอุทยานสโมสร งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ หรือเป็น ชุดเจ้าสาว

โอกาสที่ใช้ : ชุดไทยบรมพิมาน นิยมใช้ใน พิธีค่ำ, ไม่ใช้สไบแต่ใช้เข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหลัง, คอเสื้อเป็นคอกลม ขอบตั้ง, แขนเสื้อคือแขนยาว, ลักษณะผ้าถุงเป็นแบบมีหน้านาง และชายพก

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2562 พิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต ปฐมบรมราชานุสรณ์ ณ สะพานพุทธยอดฟ้า และศาลหลักเมือง โดยทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีงาช้าง ประดับเข็มกลัดเพชร ทรงพระกุณฑลเพชร รวบพระเกศาเป็นมวยไว้ด้านหลัง ทรงแต่งพระพักตร์ด้วยโทนสีชมพูอมน้ำตาล

วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระรัตนตรัย และถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีทอง ทรงพระศอเพชรและพระกุณฑลเพชร ทรงแต่งพระพักตร์ด้วยโทนสีน้ำตาลและโทนส้ม ทรงเก็บพระเกศาเป็นมวยไว้ด้านหลัง

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ในวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ช่วงเย็นของวันดังกล่าว ในพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระองค์เสด็จพร้อมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน พระภูษาสีน้ำเงินปักดิ้นเงิน รัดพระองค์ทองประดับพระปั้นเหน่งเพชร ทรงพระเข็มกลัดเพชร พระมหาสังวาลย์ทองพระดับเพชร และพระกุณฑลเพชร ทรงแต่งพระพักตร์ด้วยโทนสีชมพูอมน้ำตาล และทรงเก็บพระเกศาเป็นมวยไว้ด้านหลัง

และ วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ในการเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีทอง ทรงสร้อยพระศอเพชร รัดพระองค์ทองพร้อมพระปั้นเหน่งประดับเพชร และทรงพระกุณฑลเพชร ทรงแต่งพระพักตร์ด้วยโทนสีชมพู ทรงรวบพระเกศามวย ทรงแย้มพระสรวลพร้อมทรงโบกพระหัตถ์ให้กับเหล่าพสกนิกร

 

ชุดไทยศิวาลัย

ชุดไทยศิวาลัย ตั้งชื่อตามพระที่นั่งศิวาลัย ใช้ซิ่นไหมหรือยกทอง มีชายพกเสื้อตัดแบบแขนยาว ผ่าหลัง เย็บติดกับผ้าซิ่นคล้ายชุดไทยบรมพิมาน แต่ห่มปักลายไทยคล้ายแบบชุดไทยจักรพรรดิทับโดยไม่ต้องมีแพรจีบรองพื้นก่อน  ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ

โอกาสที่ใช้ : ชุดไทยศิวาลัย ใช้ในโอกาสพิเศษและแต่งเต็มยศ, ใช้สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหลัง, คอเสื้อเป็นคอกลม ขอบตั้ง, แขนเสื้อคือแขนยาว, ลักษณะผ้าถุง มีหน้านางและชายพก

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ในวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสถานปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาภิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยสีชมพูกลีบบัว ผ้าตาดทองประดับเลื่อมและมุก รัดพระองค์ทองประดับพระปั้นเหน่งเพชรและทับทิม พร้อมพระกุณฑลทับทิมล้อมเพชร ทรงแต่งพระพักตร์สีชมพูอมส้ม รวบพระเกศาเป็นมวยไว้ด้านหลัง

 

ขอขอบคุณภาพจาก Queen Sirikit Museum of Textiles


-ละครสอนชีวิต-แฝงข้อคิดให้ผู้ชมย้อนดูตัวเอง.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2019

“กรงกรรม” ละครดังที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิง แต่แฝงแง่คิดดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแก่ผู้ชม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง”

เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับละครน้ำดีอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่หลัก ๆ ของเรื่องราวความเข้มข้นที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งของแต่ละตัวละคร ความรัก ความรักยา ความแค้น ฯลฯ

จากบทประพันธ์ของจุฬามณี ผู้ซึ่งเคยประพันธ์บทละครดัง ๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างละคร ชิงชัง หรือแม้แต่ สุดแค้นแสนรัก ที่สร้างความตรึงตราตรึงใจแก่ผู้ชมจนติดงอมแงมกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว มาถึงละครเรื่องนี้ กรงกรรม ที่เนื้อเรื่องไม่ได้ให้เพียงแค่ความบันเทิงแก่ผู้ชมเพียงแค่นั้น แต่ละครเรื่องนี้ยังแฝงข้อคิดหรือแง่คิดดี ๆ แก่ผู้ชม ให้ตระหนัก นึกคิด รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สามารถนำข้อคิดทั้งหมดปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็เป็นหนึ่งในแฟนละครเรื่องนี้ จึงได้รวบรวมข้อคิดและแง่คิดดี ๆ จากละคร “กรงกรรม” ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย บอกเลยว่า ต้องถูกใจแฟน ๆ ละครอย่างมาก

 

EP.1 บางทีเรื่องแย่ ๆ บางเรื่อง มันเป็นเพราะเรามีอคติไปเอง – หลักเซ้ง

 

EP.2 เวลาโกรธ อย่าไปด่าเขา เพราะเวลาผ่านไป ความโกรธหาย แต่สิ่งที่ด่าเขา ไม่หาย – อาซา

 

EP.3 จะทำอะไร ต้องทำด้วยใจและซื่อสัตย์ จะมีแต่กำไร ถึงกำไรจะไม่ใช่ตัวเงิน แต่ความสบายใจมีค่าอย่างนับไม่ได้ – เรณู

 

EP.4 บุญก็อยู่ส่วนบุญ บาปมันก็อยู่ส่วนบาป หักล้างกันไม่ได้ – หมอมี

 

EP.5 อะไรที่ทำให้พ่อแม่สบายใจที่สุด ต้องรีบทำ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส – อาซา

 

EP.6 บางทีอาจเป็นเวรกรรมตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ ถึงได้เกลียดชังกัน ตัดกรรมเสียเถิด จะได้ไม่ต้องต่อเวรต่อกรรมกันอีก – หลักเซ้ง

 

Ep.7 ถ้าคนเป็นนายไม่เคยลงมารับรู้หัวจิตหัวใจของลูกน้อง จะรู้ได้ยังไรว่างานนั้นยาก ง่าย หรือมีปัญหา – อาซา

 

Ep.8 เงินทองไม่มีวันหมด เพราะอยู่ในเหงื่อ แต่ไม่หยุดคิด หยุดทำงาน เงินก็ออกดอก ออกผล มาให้เราเก็บเกี่ยวทุกวัน – หลักเซ้ง

 

EP.9 ความดีจะเป็นทรัพย์สมบัติติดตัว ที่ใครเอาไปไม่ได้ – หลักเซ้ง

 

EP.10 ความโกรธ ความเกลียดชัง ไม่เคยทำให้ชีวิตใครดีขึ้น – อาซา

 

EP.11 สิ่งที่เราเห็น คิดว่าดีกลับมีแต่ตำหนิ คิดว่าแย่ กลับเป็นของแท้ ชีวิตมันมีแต่ภาพลวงตา เพราะมีอคติตัวเดียว – ย้อย

 

EP.12 ชีวิตคนเรามีเวลาแค่ 3 วัน วานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ วานนี้เราเอาเวลามาใช้หมดไปแล้ว วันนี้เรากำลังใช้เวลากันอยู่ พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้มันไหน เพราะฉะนั้นอย่างประมาทกับเวลา – หลักเซ้ง

 

EP.13 การให้ที่ดีที่สุด คือ การให้อภัย – อาซา

 

EP.14 ผ้าขาวที่เปื้อน ต่อให้เราซักจนไม่มีใครเห็นรอยเปื้อน แต่คนที่เคยรู้อยู่แก่ใจดีว่าเคยเปื้อน ก็คือตัวเราเอง – เรณู

 

EP.15 ใครหวังดี ใครเป็นเพื่อนแท้ ใครจริงใจ จะไรู้กันตอนลำบาก – อาซา

 

EP.16 กรรมชั่วไม่สามารถล้างให้ขาวสะอาดได้ แต่ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ พอจะหาความสุขได้จากการมุ่งหน้าทำความดี โดยไม่มีเงื่อนไข – หมอสมดี

 

EP.17 เงินอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่เราจะลงแรงคว้ามา หรืออยู่เฉย ๆ ให้หลลุดมือไป – กมล

 

EP.18 ไม่มีใครรักและหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ เท่ากับคนเป็นพ่อเป็นแม่ – แม่ย้อย

 

สำหรับข้อคิดทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นข้อคิดที่ถ่ายทอดจากตัวละครในเรื่อง ซึ่งช่วยสอนและเตือนสติให้กับผู้ชมละครเรื่องนี้ ดังนั้น ดูละครอย่าดูเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ควรได้สาระจากการดูละครไปด้วย ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง” และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต