-น้องแมว-อดหลังอาหาร_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 11, 2020

ผลกระทบจากการวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดมาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมือง หรือ Lock down ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบกับคนเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงสัตว์น้อยใหญ่ด้วยเช่นกัน สวนสัตว์หลายแห่งทั้งในไทยและต่างประเทศขาดรายได้จนต้องขอเปิดรับบริจาคเงิน หรือ อาหารเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ อาทิ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านช้างพัทยา มูลนิธิอนุรักษ์โคกระบือไทยฯ ที่พักสุนัขและแมวจรจัดหลายแห่ง

 

หรือฟังแล้วทำให้ค่อนข้างใจหายอย่างสวนสัตว์ Tierpark Neumünster ในเยอรมนี ที่บอกว่า ในขั้นเลวร้ายสุดอาจจำเป็นต้องฆ่าสัตว์บางชนิดเพื่อเป็นอาหารสัตว์อื่น แต่โชคดีที่ยังไม่เลวร้ายจนถึงขั้นนั้น

 

ล็อกดาวน์ทำน้องหมาน้องแมว อดอยาก?

 

นอกจากรายได้แล้วการปิดเมืองก็ทำให้การนำเข้า – ส่งออกอาหารสัตว์กลายเป็นปัญหาที่กระทบเป็นลูกโซ่ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งจากที่ทีมงานกินอยู่เป็น ได้สำรวจความเห็น ร้านค้าปลีกอาหารสัตว์แห่งหนึ่ง ย่านถนนนาคนิวาส ลาดพร้าว 71 ทางผู้ค้าให้ข้อมูลว่า

 

“แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพที่มีผลกระทบกับธุรกิจอาหารสัตว์ชัดเจน แต่ร้านค้าเริ่มได้รับผลกระทบของการรับสินค้านำเข้าอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากมีมาตรการควบคุมการส่งออก ทำให้ได้รับสินค้าล่าช้า โดยเฉพาะอาหารสัตว์ ประเภทสุนัข แมวที่มาจากฝั่งอเมริกาและอิตาลี เยอรมนี อังกฤษ อาทิ Whiskas ,Friskies ,Royal canin ,Pedigree ,Smartheart ,purina proplan , ANF ,WERUVA ถึงยังไม่มีการปรับราคาสินค้า แต่ก็ทำให้ของเริ่มขาดตลาด

ส่วนอาหารสัตว์แบรนด์ไทยยังไม่มีผลกระทบอะไร กรณีเลวร้ายสุด ถ้าการนำเข้าส่งออกถูกปิดกั้นจนชะงัก แต่อาหารสัตว์เลี้ยงก็ยังมีให้ซื้อขายได้อยู่ แต่ผู้ซื้ออาจต้องเปลี่ยนจากแบรนด์ต่างชาติมาเป็นแบรนด์ไทยเท่านั้นเอง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ด้วยว่าจะลดลงหรือไม่ เพราะถ้าลดลงการนำเข้าและส่งออกก็น่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง”

 

ทั้งนี้จากข้อมูลของผู้ประกอบการค่อนข้างสอดคล้องสถานการณ์ล่าสุดที่ว่า “อาหารสัตว์แบรนด์ไทย” จะยังคงเพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ชาวไทยแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของไทย เผยว่า ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเพิ่มขึ้นแม้อยู่ในช่วงวิกฤต เนื่องจากสัตว์เลี้ยงต้องบริโภคเป็นประจำประกอบกับผู้เลี้ยงมีความเอาใจใส่ให้ความสำคัญเสมือนสมาชิกในครอบครัว ทำให้มีการซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงสำรองไว้ ส่งผลดีให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ของไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้

นั่นทำให้กำลังผลิตต้องเร่งขยายตามไปด้วย กลายเป็นอานิสงส์ให้น้องหมา น้องแมวเมืองไทยที่มีเจ้าของไม่อดตายแน่นอน

แต่ถ้าเป็นหมาจร แมวจรไม่ว่าอาหารสัตว์มีเพียงพอ หรืออาจไม่เป็นผล เพราะท้ายสุดยังคงต้องกัดฟันสู้และเฝ้ารอหวังความรัก ความเมตตาจากผู้ใจบุญกันต่อไป

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

#ไม่เหลือที่ให้สักแล้ว

หนุ่มอังกฤษสักรอยบนผิวหนังตัวเองเต็มตัว หลังถูกล็อกดาวน์ เพราะพิษโคโรนา

บันทึกทุกเรื่องราวระหว่างกักตัว พร้อมระบายอารมณ์ “When will it end!

 

เพราะความระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจนรัฐบาลของแต่ละประเทศต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาผู้คนจากทั่วโลกต้องติดอยู่กับบ้าน ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประกอบอาชีพตามปกติได้ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมักปรากฏภาพกิจกรรมแปลกๆ ของผู้คนเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดที่ต้องติดอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน

 

เช่นเดียวกับ คริส วู้ดเฮดชายชาวอังกฤษคนนี้ ที่มีกิจกรรมที่ดูจะแปลกแตกต่างออกไป เมื่อเขาลงมือสักรอยต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเองตลอดช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่าน วอลท์แธมสโตว์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน โดยจะใช้เวลาออกแบบรอยสักเพื่อสักลงบนตัวเขาเองทุกวันตั้งแต่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ก่อนที่จะลงมือสักลายที่ออกแบบไว้ด้วยหมึกลงบนผิวหนังของเขาอย่างถาวร

 

คริส เป็นช่างสักลายบนผิวหนังในสตูดิโอแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดของโรค รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้สตูดิโอที่เขาทำงานอยู่ต้องปิดตัวลง ในขณะที่ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้แยกตัวออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ทำให้ต้องอยู่คนเดียวภายในอพาร์ทเม้นท์และในช่วงเวลานี้เองเขาจึงตัดสินใจที่สักลวดลายต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเอง ในช่วงที่ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ นอกจากจะเป็นการฆ่าเวลาไม่ให้เบื่อแล้ว เขายังบอกว่ามันยังเป็นการฝึกฝีมือของเขาเหมือนกับตอนทำงานในช่วงปกติอีกด้วย

 

Instagram : adverse.camber

 

บนร่างกายของคริส ในเวลานี้เต็มไปด้วยรอยสักรูปต่างๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงฝ่าเท้าเต็มไปด้วยภาพสักรอยต่างๆ ที่มีความหลากหลายจากการออกแบบของเขาในช่วงที่ต้องติดกับอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น รูปคู่ของลูกเต๋าเหนือนิ้วเท้าขวาและแมงป่องที่ต้นขาด้านใน นอกจากนี้สักลายต้นปาล์มที่ล้อมรอบหัวใจแห่งความรัก และรูปตุ๊กตาวูดูที่ลอยอยู่บนต้นเชอร์รี่สุกสว่างอีกด้วย

 

คริสเล่าว่า เขาเริ่มสักลายลงบนตัวเองตั้งแต่อยู่ได้ 18 ปี และเมื่อเติบโตขึ้นมาเขาก็ได้แต่หมกมุ่นอยู่กับวงการเพลงพังก์ของชาวอเมริกันที่ทราบกันดีว่าศิลปินมักจะมีลายสักบนร่างกายจนโด่งดัง ต่อมาก็ได้เริ่มเรียนรู้การสักลายจาก ศิลปินไอคอนด้านการสักลายชื่อดังของอังกฤษซึ่งจะใช้วิธีการวาดลายด้วยที่หมึกสีดำเท่านั้น

 

ในตอนต้นของการล็อกดาวน์จากโรคระบาด คริส มีลายสักบนตัวของเขามากกว่า 1,000 รูป และตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมามากกว่า 40 รูปแล้ว และจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

 

“ตอนที่เมียไม่อยู่ ผมรู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อาหารก็เริ่มหมด การสักรอยบนร่างกายทุกวันทำให้รู้สึกมีสมาธิและสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองให้มีทิศทางมากขึ้นว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างไร” คริสกล่าวและว่า การสักถือเป็นการรักษาจิตใจของเขาอย่างหนึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเช่นนี้ โดยเขายังได้สักข้อความ “When will it end!” หรือ “มันจะจบเมื่อไหร่” ลงบนฝ่าเท้าของเขา รวมถึงรูปภาพที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของโคโรนาไวรัสเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ และยังมีรูป คือเสือกระโดด จากสารคดี Netflix “Tiger King” ที่เขาเพิ่งดูจบไปเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

 

View this post on Instagram

Self-isolation tattoo no.14

A post shared by Chris Woodhead (@adverse.camber) on

 

คริสบอกว่าใช้เทคนิคการสักที่เรียกว่า “การฝังเข็มด้วยมือ” เป็นการใช้เข็มมือถือ จิ้มหมึกแล้ววาดลายลงบนผิวหนังโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมันเจ็บปวดน้อยกว่าการสักด้วยวิธีเดิมๆ

 

สิ่งที่คริสต้องคิดต่อไปในตอนนี้ก็คือเขาพยายามจะหาพื้นที่ว่างบนตัวของเขาเพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการสักภาพที่เกี่ยวข้องกับลูกของเขาที่จะคลอดในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ถ้าหากการล็อกดาวน์ยังคงดำเนินต่อไปมันจึงเป็นเรื่องท้าทายมากว่าเขาจะหาพื้นที่ตรงไหนเพิ่มเติมได้อีกเพราะคริสยังคงมุ่งมั่นสักรอยสักต่างๆ ลงบนตัวเองทุกวัน

 

“แต่ผมคิดว่าการล็อกดาวน์น่าจะไม่เกิน 1 เดือนนี้และบนตัวของผมก็น่าจะมีพื้นที่พอ และหวังว่าทุกอย่างจะจบในเร็วๆ นี้” คริสกล่าวในตอนท้าย


harvard-social-distancing-อยู่ถึง-2022_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2020

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่แม้ว่าหลายประเทศจะมีภาพรวมที่ดีขึ้น แต่อีกหลายประเทศยังคงประสบปัญหาอย่างหนัก จนกลายเป็นที่วิตกกังวลและเกิดคำถามว่าอีกนานเท่าไหร่โลกจึงจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เผยแพร่บทความวิชาการโดยกล่าวถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นแต่ผู้คนจะยังคงต้องคงปฏิบัติตามกฎหมายไปจนถึงปี 2022 เลยทีเดียว เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการระบาดขึ้นอีก หากโลกยังไม่สามารถค้นพบวัคซีนหรือยารักษาโรคในขณะนี้ได้

 

ที่มาของภาพ : Rose Lincoln/Harvard Staff Photographer

 

Marc Lipsitch ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสจะทำให้เกิดกลุ่มคน 2 กลุ่ม นั้นคือ ผู้ที่ติดเชื้อ และ ผู้ที่อ่อนแอ แม้ว่าความเป็นจริงระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่เชื้อไวรัสมีผลทำให้เราอ่อนแอลง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันเดิม  และสิ่งที่น่ากลัวคือหากยังหาวัคซีนมาป้องกันโรคไม่ได้ นั่นหมายถึงว่าเชื้อโรคจะยังคงสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ เพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้ที่เป็นพาหะ ดังนั้นการเว้นระยะห่างทางสังคมจึงยังต้องจำเป็นสำหรับทุกคน

 

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ COVID-19 อาจเป็น ‘โรคระบาดประจำปี’ (annual outbreak cycle) หรือก็อาจเป็น โรคระบาดตามฤดูกาล นั่นแปลว่า ‘ฤดูหนาว’ ถัดไปอาจมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้อีกรอบ หรือเชื้อไวรัสอื่นที่คล้ายๆ กัน แต่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสูง ดังนั้นมาตรการปิดเมือง หรือ Lock Down เพียงแค่ครั้งเดียวจะไม่สามารถทำให้ไวรัสหายไปได้

 

ขณะที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ได้หากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ จะกลายพันธุ์เป็นไวรัสตามฤดูกาล  สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ วัคซีน เพราะการระบาด และ Social Distancing จะจบลงทันทีหากมีวัคซีนที่รักษาได้จริง

ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องเตรียมพร้อมรับมือเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ที่จะกลายพันธุ์เป็นไวรัสตามฤดูกาลให้ได้
จนกว่าจะมีวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่รักษาได้จริงจะทำให้การระบาดและ Social Distancing จบลงทันที

Cover photo : businessinsider