-โคล่า-เล็งผลิตเครื่องดื่มผสมกัญชา_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

“โคคา-โคล่า” ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสหรัฐฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมกัญชา ซึ่งมีส่วนประกอบของ cannabidiol (CBD) สารเคมีที่ไม่ให้พลังงาน

หลายคนพอจะทราบกันดีว่า “กัญชา” คือหนึ่งในสมุนไพรที่จัดอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดที่ให้โทษ ทำร้ายร่างกายผู้ที่เสพยา แต่ในทางกลับกัน ในทางการแพทย์ “กัญชา” สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ได้ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทย์เท่านั้น (อ่านข่าว : “กัญชา” ไม่ใช่แค่ยาเสพติดที่ให้โทษ แต่มีประโยชน์ในทางการแพทย์) ซึ่งในหลายประเทศยังประกาศว่า “กัญชา” ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถือเป็นยาเสพติด แต่บางประเทศก็ปลดล็อคกฏหมายของ “กัญชา” แล้ว เนื่องจากการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า “โคคา-โคล่า” ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศว่า บริษัทได้หารือกับบริษัทกัญชาแคนาดา ออโรรา ผู้ผลิตกัญชารายใหญ่ของแคนาดา เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของ cannabidiol (CBD) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ให้พลังงานที่พบในกัญชา อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถตัดสินใจในช่วงนี้ เนื่องจากในสหรัฐฯ กัญชายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ “โคคา-โคล่า” เท่านั้นที่สนใจผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากกัญชา เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ผลิตเบียร์โคโรน่าได้ประกาศทุ่มเงินกว่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์เบียร์ร่วมกับบริษัท Canopy Growth ผู้ผลิตกัญชาในแคนาดา รวมทั้งผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ทั้งไฮเนเก้น, เบียร์ดำ Guinness ก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คราฟท์เบียร์ที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์ แต่มีส่วนผสมของสารสกัดกัญชาแบบ THC ที่ให้พลังงานจากกัญชาแทน

ปัจจุบันแคนาดากำลังอยู่ในกระบวนการผ่านกฎหมายการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ ขณะที่กัญชายังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อเป็นยาสำหรับการรักษา รวมถึงสารสกัด CBD จากกัญชาก็ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการรักษาได้ในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม “กัญชา” หากใช้ไปทางที่ถูกที่ควร ก็จะส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ขณะเดียวกัน หากใช้ “กัญชา” ในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะกลายเป็นยาเสพติดประเภทหนึ่งที่บั่นทอนร่างกายเราให้ทรุดลงๆ และเสียชีวิตในที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ความเครียดระบาดหนัก-พบมากสุดในกลุ่มนักศึกษา-ป.โท-เอก.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

ผลการวิจัยของ ScienceMag ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า “ความเครียด” ระบาดหนัก! พบมากสุดในกลุ่มนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่ต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตมากกว่าที่เป็นอยู่

จากบทความวิจัยของ ScienceMag ผู้ร่วมวิจัย Teresa Evans ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิชาชีพ และวิทยากรจากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเท็กซัส ในเมืองซานอันโตนิโอ เปิดเผยผลการวิจัยว่าว่า จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มบุคคล
ทั่วไป ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากการแบ่งแยกทางสังคม , ลักษณะงาน , ความรู้สึก และตลาดงานที่ปัจจุบันหางานได้ยากขึ้น

ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 41% (2,279 คน) มีความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 39% มีภาวะซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาวะความวิตกกังวลนี้แพร่ระบาดไปในกลุ่มนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามากกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างตามเพศสภาพ โดยพบว่า 1 ใน 3 ของความวิตกนี้เป็นเพศชายมากกว่าผู้หญิง

นอกจากนี้ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี ระบุว่า จากข้อมูลงานวิจัยนี้พบความสัมพันธ์ในเชิงบวก รวมถึงความสมดุลของชีวิตการทำงานที่ดี สามารถช่วยให้พวกเขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ โดยความเครียดและแรงกดดันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กระจายไปในหมู่นักเรียนและนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา เป็นตัวเรียกร้องให้สถาบันฯ และสถานพยาบาลต้องสร้างหลักสูตรเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้ดีขึ้น ฉะนั้น ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่มีอยู่ในทุกมุมโลก ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดจำนวนการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในวงการการศึกษาให้มากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : masterstudies


-จับมือ-บีวายดี-คลอดรถยนต์ไร้คนขับภายใน-3-ปี_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

“ไป่ตู้ อิงก์” และ “บีวายดี” เตรียมประกาศเริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ภายใน 3 ปี หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์

เทคโนโยยีเข้ามามีบทความในชีวิตประจำวันเราอย่างมาก ในหลายประเทศก็เริ่มความความสำคัญกับเทคโนโลยี มีการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นลงอาคารโดยมีลิฟต์ , การคมนาคมต่างๆ แต่จะดีหรือไม่ว่า ถ้าในด้านของการคมนาคม จะมีเทคโนโลยีที่รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยขับรถเลย

ไอเดียนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจาก “ไชน่าเดลี” รายงานว่า “ไป่ตู้ อิงก์” บริษัทเทคโนโลยีจีน และ “บีวายดี” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนประกาศจะเริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ภายใน 3 ปี หลังจากเมื่อปีที่แล้วไป่ตู้ได้เปิดตัวโครงการ “อพอลโล” เพื่อผลักดันการผลิตรถยนต์ไร้คนขับให้เป็นความจริงบนท้องถนนในประเทศจีน และล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บีวายดีได้ร่วมกับไปตู้เปิดตัวรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ชื่อ “Qing Pro”

“จาง หย่าชิง” ซีอีโอของบริษัทไป่ตู้ กล่าวว่า แพลตฟอร์มอพอลโล่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจราจรได้ 9 ใน 10 ครั้ง ช่วยคำนวณเส้นทาง ลดระยะเวลาเดินทางได้ 40 % และลดการใช้เชื้อเพลิงลง 40 % พร้อมระบุว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์มอพอลโล มุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัย และความร่วมมือระหว่างไปตู้ และบีวายดี คือหลักประกันความปลอดภัยของผู้ขับขี่ทุกคนและนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ตั้งเป้า-สำนักงาน-โรงงานทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน-_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

“โซนี่” ตั้งเป้าหมายให้ทุกโรงงานและอาคารสำนักงานทุกแห่งในทุกธุรกิจของโซนี่จะต้องใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน พร้อมเดินหน้าให้สมบูรณ์แบบ 100% ในอีก 10 ปี

หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างมาก จึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนมาใส่ใจกับเรื่องของการลดโลกร้อน ด้วยการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทน อย่างล่าสุด บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “โซนี่” ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “โซนี่” ประกาศเป้าหมายให้ทุกโรงงานและอาคารสำนักงานทุกแห่งในทุกธุรกิจของโซนี่จะต้องใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น โดยวางแผนว่าจะทำให้สำเร็จภายในปี 2040

ปัจจุบันโซนี่มีอาคารสถานที่ทั้งหมด 111 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งในปี 2017 ที่ผ่านมามีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานน้ำ, แสงอาทิตย์, ความร้อนใต้ภิภพ รวมทั้งพลังงานลม ในสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น โดยโซนี่วางแผนว่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการใช้ไฟ ซึ่งตั้งเป้าหมายผลักดันให้ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ภายในปี 2030 ก่อนจะเดินหน้าให้สมบูรณ์ 100% ในอีก 10 ปี

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายที่ใส่ใจเรื่องการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในปัจจุบัน โดยบริษัทในกลุ่มนี้เรียกว่า “RE100” ประกอบไปด้วยบริษัทมากกว่า 140 ราย ซึ่งรวมถึง Google, Microsoft และ Facebook ด้วย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต่างก็ให้คำมั่นว่าจะหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด 100% และเริ่มลงทุนกับระบบพลังงานไฟฟ้าของตนเองเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ว่างไว้แล้ว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เตรียมยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2018

“ปอร์เช่” เตรียมยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล และหันไปผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน, รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด หรือพลังงานลูกผสมแทน หลังบริษัทแม่ของ “ปอร์เช่” ทุจริตการทดสอบปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ดีเซล

ต้องบอกว่าหลายประเทศมีการเร่งผลิตรถยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรในหลายๆ ประเทศในการมียานพาหนะเป็นของตัวเอง แต่ล่าสุด บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันเตรียมยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานว่า “ปอร์เช่” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน เปิดเผยว่า “ปอร์เช่” เตรียมยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลแล้ว และจะหันไปผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน, รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด หรือพลังงานลูกผสมแทน สืบเนื่องจาก บริษัท โฟล์คสวาเกน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ปอร์เช่ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อปี 2015 หลังบริษัท โฟล์คสวาเกน ออกมายอมรับว่าทุจริตการทดสอบปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ดีเซล

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอัยการเยอรมนีได้สั่งปรับบริษัท โฟล์คสวาเกน เป็นจำนวนเงิน 1,000 ล้านยูโร เนื่องจากบริษัทจำหน่ายรถยนต์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์โกงค่ามลพิษไปมากกว่า 10 ล้านคัน ในช่วงปี 2007-2015 ซึ่งทางบริษัทต้องชดใช้ค่าปรับเป็นเงินกว่า 25,000 ล้านยูโร เพื่อซื้อรถคืน เรียกคืน และเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีคดีคงค้างทั้งในเยอรมนีและต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ในหลายเมืองของประเทศเยอรมนีมีการสั่งห้ามใช้รถที่ใช้น้ำมันดีเซล เมื่อรถยนต์มีอายุการใช้งานถึงระดับหนึ่ง เพื่อเป็นการลดมลพิษในอากาศ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Cr. ขอขอบคุณภาพจาก : porsche.com


-Data-Center-แห่งแรกในเอเชีย-ที่สิงคโปร์_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2018

“เฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกของเฟซบุ๊กในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ เล็งสร้างงานในประเทศเพิ่มกว่าหลายร้อยอัตรา

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กได้สร้าง Data Center ไว้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ไอร์แลนด์ และสวีเดน รวมถึงยังมีการสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวกไว้ที่เดนมาร์ก ล่าสุด เฟซบุ๊กเตรียมเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานว่า “เฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมลงทุนเป็นเงินกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 33,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกของเฟซบุ๊กในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นอาคาร 11 ชั้น ที่มีขนาดพื้นที่กว่า 1.7 แสนตารางเมตร และเฟซบุ๊กระบุว่าจะสร้างงานในประเทศเพิ่มกว่าหลายร้อยอัตรา

นอกจากนี้ศูนย์ข้อมูลดังกล่าวยังออกแบบให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นพลังงานหมุนเวียน 100 % พร้อมเปิดใช้งานจริงปี 2022 โดยเฟซบุ๊กให้เหตุผลที่เลือกสิงคโปร์ว่าทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม, ความสามารถของบุคลากรในประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


web_ซีอีโอแบงก์ดีบีเอส-แนะธนาคารกลางดูแลเข้มงวด-ฟินเทค-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ แนะธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ให้เข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ได้รายงานว่า “Piyush Gupta” ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ควรที่จะมีการเข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น โดยเฉพาะฟินเทคที่มาจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่กำลังรุกคืบเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ่ายเงิน หรือการโอนเงิน ฯลฯ

โดยซีอีโอของธนาคารดีบีเอสยกตัวอย่างถึง Ant Financial ของอาลีบาบาว่า ให้บริการเหมือนกับธนาคาร โดยมีการระดมฝากเงินและนำเงินเหล่านั้นไปให้กู้เหมือนกับธนาคาร ถ้าอย่างงั้นแล้วก็ควรจะมีการกำกับดูแลเหมือนกับธนาคาร พร้อมกับตั้งคำถามถึงเรื่องเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินว่า การที่มีผู้เล่นที่อยู่นอกการกำกับดูแลรุกเข้ามายังอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลจะมีผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่

ทั้งนี้ในอดีตความเสี่ยงของ DBS คือคู่แข่งธนาคารจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เตรียมมาตั้งสาขาในอาเซียน แต่ปัจจุบันคู่แข่งกลับมาจากบริษัทไอทีจีน ไม่ว่าจะเป็น Ant Financial รวมไปถึง Tencent ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่กำลังลงมาในอุตสาหกรรมการเงิน ทำให้ DBS ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบงกิ้งเต็มตัว เพื่อรับมือกับคู่แข่งเหล่านี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


iOS-12-กับ-9-ฟีเจอร์เด็ดๆ-ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟน_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 19, 2018

เผย 9 ฟีเจอร์เด็ดๆ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 12 เพิ่มความเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม ตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่มีการแถลงข่าวเปิดตัว Apple Watch Series 4 และไอโฟนอีก 3 รุ่น ได้แก่ iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone Xr ภายในงาน Apple Apple Event 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมานั้น ในวันเดียวกัน ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล ยังได้มีการอัพเดทข้อมูลของ iOS 12 ซึ่งได้มีการเปิดให้ผู้ใช้ไอโฟนได้อัพเดทในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา

ต้องบอกว่า iOS 12 มีการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย และในครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการอัพเดทครั้งสำคัญและมีแอพฯ ใหม่ๆ และความสามารถใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ใช้งานเครื่องรุ่นเก่า ที่ครั้งนี้ iOS 12 ได้มีการอัพเดทให้มีความเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้สรุป 9 ฟีเจอร์ใหม่ของ iOS 12 ที่ต้องบอกว่า เด็ดจริง อะไรจริง

1. ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้น
แอปเปิลได้มีการปรับประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone และ iPad โดยได้ปรับปรุงความเร็วในการเปิดแอปฯ ให้เร็วขึ้น 40% , คีย์บอร์ดเร็วกว่าเดิม 50% และปัดเพื่อเปิดกล้องได้เร็วขึ้น 70% พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับปรุงแอนิเมชั่นต่างๆ ให้มีการใช้งานที่ลื่นไหล ไม่สะดุดอีกด้วย

2. เน้นการค้นหาและแนะนำรูปภาพ (Photos)
เนื่องจาก Photos เป็นแอปฯ สำหรับดูรูปที่ติดมากับระบบ iOS อยู่แล้ว แอปเปิลจึงได้เพิ่มฟีเจอร์การแนะนำและการค้นหา ได้แก่ Search Suggestion และ For You

โดย Search Suggestion เป็นการค้นหารูปอัจฉริยะ ช่วยให้ค้นหารูปภาพได้รวดเร็วขึ้น โดยผู้ใช้จะเห็นคำแนะนำกิจกรรม ผู้คน สถานที่ และวันที่ที่เกี่ยวข้องแสดงในช่องค้นหาโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถในการค้นหาโดยใช้ปัจจัยอื่นๆ อาทิ วัน เวลา งานกิจกรรมต่างๆ

ส่วน For You เป็นการแสดงช่วงเวลาดีๆ จากคลังรูปภาพของคุณ และคุณก็ยังสามารถแชร์หรือส่งต่อรูปภาพกับคนที่อยู่ในรูปนั้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ รูปภาพแนะนำ และ คำแนะนำเอฟเฟ็กต์ เพื่อแสดงรูปภาพที่ดีที่สุดของคุณออกมา

3. การแจ้งเตือนแบบกลุ่ม (Group Notifications)
แอปเปิลได้ปรับการแจ้งเตือนใหม่ โดยการปรับให้อยู่ในรูปแบบของกลุ่ม เพื่อให้คุณได้ดูเรื่องราวสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเนื้อหาข้อความในเรื่องเดียวกันจะถูกจัดกลุ่มและแจ้งเตือนในหัวข้อเดียวกัน นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนต่างๆ ได้จากหน้าจอล็อคทันทีแบบเรียลไทม์ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าในส่วนของการตั้งค่า

4. FaceTime แบบกลุ่ม (พร้อมใช้งานภายในปี 2561 นี้)
แอปเปิลได้มีการปรับรูปแบบของ Facetime ให้สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 32 คน และสามารถเรียก Facetime ได้จากกรุ๊ปแชทใน iMessage นอกจากนี้ แอปเปิลยังได้นำเอา Animoji รวมเข้ากับ Facetime เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนหน้าตัวเองเป็น Animoji หรือฟิลเตอร์ และเอฟเฟกซ์ต่างๆ ในระหว่างหว่างการสนทนาได้ ซึ่งนับเป็นการอัพเดทครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

5. โหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb)
แอปเปิลจะช่วยให้ผู้ใช้ทำความเข้าใจและควบคุมระยะเวลาที่ใช้โต้ตอบกับ iOS เช่น โหมดห้ามรบกวนขณะขับรถ , โหมดปรับแสงสว่างบนหน้าจอและปิดเสียงแจ้งเตือนในเวลานอน เป็นต้น คราวนี้ คุณก็สามารถใชชีวิตไปกับการทำงานหรืพักผ่อนได้

6. ARKit 2.0
ARKit 2.0 จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปฯ AR ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์จาก AR เช่น การตรวจจับวัตถุ ส่งผลให้แอปฯ AR มีความน่าสนใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ARKit 2.0 จะเน้นไปที่การใช้งานแอปฯ รวมไปถึงการใช้งานเกมส์ที่มีผู้เล่นหลายคน ทำให้ผู้เล่น 2 คนเห็นวัตถุเสมือนเดียวกันได้

7. การสร้างอิโมจิของตัวเอง ด้วย Memoji
Memoji คือ การสร้างอิโมจิของตัวเอง ตั้งแต่การตรวจจับใบหน้า เลือกทรงผม เปลี่ยนสี และตกแต่งได้อีกมากมาย และเมื่อทำเสร็จแล้ว Memoji ก็จะถูกบันทึกไว้ให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถเปิดกล้องและเรียกใช้งาน Memoji ได้ในแบบเรียลไทม์

8. Siri Shortcut
แอปเปิลได้พัฒนา Siri Shortcut โดยเพิ่งความสามารถให้มีความฉลาดมากขึ้น เพื่อให้ Siri สามารถจับคู่กิจวัตรประจำวันของคุณได้ เช่น การแจ้งเตือนว่า ต้องทำภารกิจอะไรบ้าง เป็นต้น

9. ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย
แอปเปิลได้พัฒนาให้ iOS 12 โดยยกระดับความเป็นส่วนตัวให้เกิดความรัดกุมมากขึ้น เช่น Safari จะป้องกันไม่ให้ผู้โฆษณาเก็บข้อมูลเฉพาะตัวจากอุปกรณ์ของคุณ และไม่สามารถปรับเป้าหมายการแสดงโฆษณาให้ติดตามคุณไปตามเว็บต่างๆ ได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ iOS 12 บอกเลยว่าตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนของจริงเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ไอโฟน ตั้งแต่ iPhone 5s – iPhone SE ขึ้น รวมไปถึงผู้ใช้ iPad สามารถเข้าไปอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS 12 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-สร้างเสิร์ชเอนจิ้นตัวใหม่เจาะตลาดจีน-หลังถูกแบนนาน-8-ปี_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

ทีมวิศวกรของกูเกิลเตรียมทดสอบโปรมแกรมค้นหาข้อมูลตัวใหม่ที่มีการเซ็นเซอร์คำค้นหาต้องห้ามต่างๆ ในจีน หวังเจาะตลาดอินเทอร์เน็ตของจีน หลังกูเกิลถูกแบนในจีนตั้งแต่ปี 2010

เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลของจีนมีการเข้มงวดในเรื่องของประเด็นอ่อนไหวในรัฐบาลจีน จึงมีการพยายามที่จะป้องกันไม่ให้มีการค้นหาขข้อมูลที่ต้องห้าม ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศจีน ล่าสุดกูเกิลเตรียมผุดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง” ได้โพสต์รายงานว่า ทีมวิศวกรของกูเกิลเตรียมทดสอบโปรมแกรมค้นหาข้อมูลตัวใหม่ที่มีการเซ็นเซอร์คำค้นหาต้องห้ามต่างๆ ในจีน เพื่อหวังเจาะตลาดอินเทอร์เน็ตของจีน หลังจากที่กูเกิลถูกแบนในจีนมาตั้งแต่ปี 2010 โปรแกรมค้นหาดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ “ดรากอนฟลาย” ซึ่งมาจากคำว่า “หลงเฟย” ในภาษาจีนซึ่งแปลว่า “มังกรบิน” โดยจะปิดกั้นข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่จีนไม่ชอบใจ เช่น สิทธิมนุษยชน ศาสนา และประเด็นอื่นๆ ที่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวของทางรัฐบาลจีน

ปัจจุบันกูเกิลได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาลจีนตรวจสอบและอนุญาตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวของกูเกิลยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้รับอนุญาตจากทางการจีน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นยุคมืดของเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และยังเป็น “การโจมตีเสรีภาพในการให้ข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” หากบริษัทใหญ่อย่างกูเกิลยอมรับข้อตกลงจากการเซ็นเซอร์ของจีน

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา กูเกิลได้ตั้งศูนย์ AI จีนแห่งแรกในปักกิ่ง และยังลงทุนในบริษัทต่างๆ ของจีนอีก 2 -3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัทอี-สปอร์ตในชูโชว และบริษัท AI Mobvoi ซึ่งเป็นบริษัทเครือ JD.com และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เปิดตัวไอโฟน-3-รุ่นใหม่-จอใหญ่กว่าเดิม_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “แอปเปิล” เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด iPhone XS Max , iPhone Xs และ iPhone Xr มาพร้อมคุณสมบัติล้ำค่า ตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับคนที่ชื่นชอบการใช้สมาร์ทโฟนนั้น ส่วนใหญ่ต่างเลือกแบรนด์ของ “ไอโฟน” เพราะด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานที่ล้ำค่า ล่าสุด สาวกไอโฟนก็เตรียมเฮกันอีกครั้งกับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “ทิม คุก” ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอปเปิล เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่อาคารสตีฟ จ็อบส์ เธียเตอร์ เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งรุ่นแพงสุดคือ iPhone XS Max หน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ถือเป็นไอโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยผลิตมาโดยราคาอยู่ที่ 1,099-1,449 เหรียญฯ โดยแอปเปิลทำหน้าจอไอโฟนใหญ่ขึ้น เพื่อต้องการตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคนี้ใช้สมาร์ทโฟนดูและบันทึกวิดีโอ ถ่ายรูป ขณะเดียวกัน ไม่มีปุ่มโฮมมาแย่งพื้นที่และใช้เทคโนโลยี Face ID จับใบหน้าเพื่อปลดล็อกการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีรุ่น iPhone Xs ขนาด 5.8 นิ้ว เริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ โดยน่าสนใจว่าทั้งสองรุ่นรองรับระบบ dual SIM ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โทรศัพท์ 2 เลขหมายบนเครื่องเดียวกัน ส่วนอีก 1 รุ่นคือ iPhone Xr มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วแบบแอลซีดี ถือเป็นรุ่นราคาถูกสุด เริ่มต้นที่ 749 ดอลลาร์

แอปเปิล เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ จอใหญ่กว่าเดิม

โดยเป็นที่จับตาว่า การเปิดตัวไอโฟนใหม่ของแอปเปิลมีการขยังราคาขึ้นค่อนข้างมาก จากไอโฟนรุ่นเก่า คือไอโฟน 7 มีราคาเริ่มต้น 449 ดอลลาร์ และไอโฟน 8 มีราคาเริ่มต้น 599 ดอลลาร์

เห็นแบบนี้แล้ว หลายคนคงจะอยากได้และอยากจับจองเป็นเจ้าของไอโฟนรุ่นล่าสุดกันเป็นจำนวนมาก ใครที่อยากได้ก็เก็บเงินรอซื้อกันได้เลย เพราะอีกไม่นานเกินรอ ไอโฟนรุ่นล่าสุดก็จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต