-ผลงานจากแดนมังกร-ผลิตความร้อนได้-100-ล้านองศาเซลเซียส_web.jpg

kinyupen_adminNovember 20, 2018

ประเทศจีนสร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของประเทศจีนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หลังจากพยายามพัฒนาจนสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมอย่างน่าสนใจ จนสามารถขึ้นมาอยู่ 20 อันดับแรกของโลก ดัชนีนวัตกรรมโลก ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณการทำ R&D วิทยาศาสตร์เป็น 2-3 เท่าตัว จากช่วงแรกที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจีนได้อัพเกรดตัวเองจากประเทศเกษตรกรรม มาเป็น “โรงงานโลก” อย่างเต็มตัว

ประเทศจีนยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้งานบนโลกใบนี้ โดยผลงานล่าสุด สถาบันฟิสิกส์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์ในนครเหอเฝ่ย ประเทศจีน ได้สร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม ที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ เลยคือ สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส หรือมากกว่าความร้อนที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ของจริง ซึ่งเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 15 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า จากนิวเคลียร์ฟิวชั่น

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟิสิกส์ เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์เทียมมีลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร มีน้ำหนักกว่า 400 ตัน โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก ดวงอาทิตย์เทียมถูกออกแบบมาเพื่อทำซ้ำกระบวนการที่ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานฟิวชั่นขึ้น จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยในนครเฉิงตู ประเทศจีน ได้สร้าง “ดวงจันทร์เทียม” ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสามารถส่องแสงสว่างได้มากกว่าของจริง 8 เท่า สำหรับเป็นแสงส่องสว่างในยามค่ำคืน หวังจะช่วยลดการใช้พลังงานแทนการเปิดไฟริมถนน แต่นวัตกรรมดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของผลกระทบทางธรรมชาติที่จะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลงานดวงอาทิตย์เทียมถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวของวิทยาการมนุษย์ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ของมันอาจจะกลายเป็นแหล่งสร้างพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Xinhua


_web.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

องค์การนาซาเตรียมหาวิธีการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารภายในอีก 25 ปีข้างหน้า เล็งส่งยานสำรวจสภาพแวดล้อมและค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในปี 2020

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะไปเหยียบดาวอังคารสักครั้งหนึ่งก่อนตาย แต่คงได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะเดินทางไปดาวอังคารในชีวิตจริงเป็นได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง ล่าสุด ความฝันของใครหลาย ๆ คนกำลังจะเป็นความจริง เพราะเร็ว ๆ นี้ มนุษย์จะได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศว่า จะใช้เวลาราว 25 ปีในการเร่งหาวิธีเพื่อที่จะสามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ อย่างรังสีจากอวกาศ อาจส่งผลเสียทำให้มนุษย์ตาบอด กระดูกเสื่อม หรือถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเร่งหาทางออกให้กับอุปสรรคดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 225 ล้านกิโลเมตร นักบินอวกาศต้องใช้เวลาเดินทางถึง 9 เดือนเพื่อไปถึงดาวอังคาร และ 9 เดือนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นภาวะที่จะกระทบต่อสุขภาพของนักบิน ด้วยความกังวลว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับหลอดเลือดที่จอตา ทำให้ตาเสื่อม และทำให้กระดูกอ่อนแอจนกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

กระทั่งล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาซ่าได้ส่งยานสำรวจชื่อ อินไซท์ (InSight) ออกเดินทางไปยังดาวอังคาร คาดว่าจะลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้วันที่ 26 พ.ย. นี้ โดยภารกิจหลักคือการสำรวจด้านวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ นาซายังมีแผนจะส่งหุ่นยนต์สำรวจที่ชื่อว่า Science Rover ไปดาวอังคารในปี 2020 เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ประเมินทรัพยากรธรรมชาติของดาว และประเมินภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์หากส่งไปเหยียบดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยพบว่า บนดาวอังคารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้เป็นครั้งแรก และยังขุดพบสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อน จากใต้พื้นผิวดาวอังคาร บริเวณแอ่งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนอีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โดรนติดอาวุธ-หวังแข่งขันเทคโนโลยีสหรัฐฯ_web.jpg

kinyupen_adminNovember 12, 2018

ประเทศจีนเปิดตัว “โดรนติดอาวุธ” อากาศยานไร้คนขับรุ่นล่าสุดสู่ตลาดโลก ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร หวังแข่งขันกับเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐฯ คาดขึ้นบินครั้งแรกปลายปีหน้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวเอพี รายงานว่า ที่ประเทศจีนได้มีการเปิดตัวยุโธปกรณ์สงครามหลายชนิดในงานแสดงเครื่องบินผาดโผนที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เมืองจูไห่ของจีน ซึ่งอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือโดรนที่ติดตั้งปืนไรเฟิล AK-47 ถือเป็นหนึ่งในสินค้าตัวสำคัญที่จีนหวังจะตีตลาดอาวุธสงครามที่สหรัฐฯ ครองอยู่ นอกจากโดรนแล้ว ก็ยังมีการแสดงเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับโดรนตัวใหม่ที่มีการเปิดตัวมีชื่อว่า CH-7 อากาศยานไร้คนขับสีเทา ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร สามารถบินได้เร็วถึง 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ความสูง 13,000 เมตร โดยบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของจีนหรือ CASC ผู้ผลิตโดรนตัวใหม่นี้คาดว่า โดรนตัวใหม่นี้จะสามารถขึ้นบินครั้งแรกได้ปลายปีหน้า ปัจจุบัน CASC มีลูกค้าในราวๆ 10 ประเทศ แต่ทางบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าเพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหว

ก่อนหน้านี้ ประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตโดรนติดอาวุธ แต่สหรัฐฯ มีกฎระเบียบและข้อจำกัดมากมายในการส่งออก เนื่องจากความกังวลว่าจะถูกเลียนแบบเทคโนโลยีและนำมาใช้ต่อต้านประเทศตนเอง ซึ่งกฎระเบียบบางส่วนก็ได้ถูกยกเว้นให้พันธมิตรสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อแข่งขันกับยุทโธปกรณ์ที่เป็นของเลียนแบบจากจีน ซึ่งกฎระเบียบที่เข้มงวด รวมถึงราคายุทโธปกรณ์ของจีนที่ต่ำกว่า ถือเป็นช่องโหว่ให้จีนสามารถขายโดรนให้หลายประเทศได้ ที่ผ่านมาจีนได้ส่งออกอากาศยานติดอาวุธให้หลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางแล้ว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว AP


-สมาร์ทโฟน-หน้าจอพับได้_web2.jpg

kinyupen_adminNovember 12, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ซัมซุง” ที่ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบสามารถพับหน้าจอได้ เล็งผลิตในเร็วๆ นี้ หวังเป็นไม้เด็ดดันยอดขายแข่งกับแอปเปิลในระยะยาว

หลังจากที่ปล่อยข่าวลืออยู่นาน ถึงนวัตกรรมการคิดค้นสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังไม่มีค่ายมือถือค่ายไหนสามารถผลิตขึ้นมาได้จริง ล่าสุด นวัตกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงแล้วในอนาคต โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง “ซัมซุง” ก็ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่สามารถพับหน้าจอได้สู่บรรดานักพัฒนา ในงานอีเวนต์งานหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้บริหารของซัมซุงเปิดเผยว่า หน้าจอแบบใหม่เรียกว่า Infinity Flex Display คือรากฐานสำคัญของสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต และทางซัมซุงตั้งใจที่จะเริ่มต้นกระบวนการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สำหรับสมาร์ทโฟนต้นแบบดังกล่าว เมื่อกางหน้าจอออกจะกลายเป็นแท็ปเลตหน้าจอขนาด 7.3 นิ้ว และเมื่อพับครึ่งก็จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่จะมีอีกจออยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ทางซัมซุงยังไม่เผยโฉมรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอุปกรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะถึงงานอีเวนต์ถัดไป อีกทั้งยังไม่เปิดเผยชื่อที่จะใช้เรียกสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย เปิดเผยแต่เพียงว่าผู้ใช้จะสามารถใช้งาน 3 แอพพลิเคชั่นได้ในคราวเดียวกัน ขณะที่ทางด้านกูเกิ้ลพร้อมสนับสนุนหน้าจอรูปแบบใหม่เช่นกัน โดยพร้อมที่จะพัฒนาระบบแอนดรอยด์ เพื่อให้รองรับการใช้งานกับจอแบบพับได้อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สินค้ากลุ่มพับสมาร์ทโฟนแบบพับหน้าจอได้จะมีราคาแพงในระยะแรก เนื่องจากสินค้าต้องผ่านกระบวนการผลิตใหม่ โดยก่อนหน้านี้ มีแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้ในตลาดจีน ราคา 1,300 เหรียญสหรัฐฯ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-รุกธุรกิจธนาคาร-เปิดบริการทางการเงิน-หวังตอบโจทย์ผู้บริโภค_web.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น รุกธุรกิจธนาคาร จัดตั้ง “ธนาคารลอว์สัน” เปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์

ร้านสะดวกซื้อหลากหลายแห่งนอกจากจะจำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ แล้ว สมัยนี้ยังอัพเกรดเปิดบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเอาใจผู้บริโภคให้หันเข้ามาร้านสะดวกซื้อเป็นจำนวนมาก อาทิ รับชำระค่าสาธารณูปโภค , เปิดแผนกเครื่องดื่ม , แผนกเบเกอรี่ , แผนกขายยา , เปิดจุดรับถ่ายเอกสาร 24 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศเองก็มีการนำเอาบริการต่างๆ มาอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าเพียงเท่านั้น อย่างเช่นที่อเมริกามีการจัดจำหน่ายล็อตเตอรี่สำหรับร่วมลุ้น “พาวเวอร์บอล” เป็นต้น

“ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น เตรียมเปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์ โดยได้จัดตั้ง”ธนาคารลอว์สัน” เพื่อรับใบอนุญาตและเปิดบริการในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยลูกค้าจะสามารถใช้บริการจากเครื่องเอทีเอ็มของลอว์สันที่มีอยู่กว่า 13,000 เครื่องทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดเด่นของ “ลอว์สัน” อยู่ที่การรวบรวมบริการต่างๆ ของธนาคารหลายแห่งไว้ในเครื่อง ATM ของลอว์สัน โดยลูกค้าสามารถฝาก-ถอน-โอนเงิน ชำระค่าบริการต่างๆ รวมถึงการให้บริการเงินกู้กับลูกค้าได้ และลอว์สันยังมีแผนให้บริการบัตรเครดิต และธนาคารอินเทอร์เนตได้ด้วย

ทั้งนี้ ลอว์สันเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นมีสาขา 14,289 แห่งในญี่ปุ่น ครองส่วนแบ่งการตลาด 22% เป็นรองร้านแฟมิลีมาร์ทที่อยู่อันดับ 2 และเซเว่นอีเลเว่น ที่เป็นเจ้าตลาดยึดส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% ก่อนหน้านี้ เซเว่นฯ และอิออนได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการทางการเงินแล้ว โดยมีตู้ ATM ของตัวเอง และประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสะดวกในการใช้งานไม่จำกัดเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ทั้งรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวมีเมนูหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย

ต้องบอกว่ายุคสมัยนี้เป็นยุค 4.0 มีเทคโนโลยี Big Data และ AI เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น โลกต้องปรับสภาพการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ก้าวทันกับกระแสสังคม จะได้ไม่ตกยุค ตกเทรนด์ และสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-รถโฟล์กเต่าโฟล์คสวาเกนประกาศเลิกผลิตรถยนต์-บีเทิล_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

“รถโฟล์กเต่า” รถยนต์สุดคลาสิกที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อน ล่าสุด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถเต่าแล้ว แจงคนส่วนใหญ่สนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “รถเต่า” ถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยก่อน ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความโดดเด่นและสวยงาม ลักษณะคล้ายๆ กับเต่า สมัยนั้นจึงมีหลายคนนิยมซื้อรถเต่าขับสัญจรกันเป็นจำนวนมาก บอกเลยว่าสมัยนั้นบ้านใครมีรถเต่านี่ถือว่าดูดีมีระดับมาก แต่ปัจจุบัน เมื่อรถเต่ากำลังจะหายไปจากท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีกำลังเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ ทำให้กระแสความนิยมรถเต่าสมัยก่อนเริ่มลดลง จะยังคงมีแค่ผู้ที่ชื่นชอบของเก่าที่จะซื้อเก็บมาไว้สะสมเท่านั้น แต่ไม่ได้เอามาใช้งานจริง

ก่อนหน้านี้ “รถเต่า” ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก ราวทศวรรษที่ 1960-1970 จากภาพยนตร์ “เฮอร์บี รถเต่านักรัก” ที่บอกเล่าเรื่องราวรถเต่านักแข่งที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ส่งผลให้รถเต่ากลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงดังกล่าวและได้รับการยกย่องว่าเป็นรถขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ดี งดงาม

รถโฟล์กเต่าภาพจาก AFP

แต่ในเร็วๆ นี้ “รถเต่า” กำลังจะกลายเป็นตำนานเสียแล้ว เนื่องจากบริษัท “โฟล์กสวาเกน” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถยนต์ “บีเทิล” หรือที่รู้จักในชื่อ “รถโฟล์กเต่า” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทจะไปให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่ “แบบครอบครัว” มากขึ้น ตามทิศทางความต้องการของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในปีนี้โฟล์กสวาเกนเตรียมนำบีเทิล 2 รุ่นสุดท้ายออกจำหน่าย ซึ่งราคาในอเมริกาอยู่ที่ 23,045 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 755,876 บาท ) ก่อนที่โรงงานของโฟล์คสวาเกนจะยุติการผลิตรถยนต์รุ่น “บีเทิล” ทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับ “บีเทิล” ถือเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโฟล์กสวาเกนที่ก่อตั้งตามแนวคิดริเริ่มของนายอดล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งต้องการยานพาหนะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของเยอรมนี โดยบีเทิลวางจำหน่ายในเยอรมนีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2481 และเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอีก 11 ปีต่อมา แต่ยุติการขายในอเมริกาเมื่อปี 2522 ก่อนกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2540 ด้วย “นิว บีเทิล” และนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โฟล์กสวาเกนจำหน่ายบีเทิลทุกรุ่นในตลาดทั่วโลกรวมกันประมาณ 500,000 คัน

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น คนได้รับการอำนวยความสะดวกของเทคโนโลยี จนลืมมองถึงคุณค่าของสินค้าชิ้นนั้นๆ ที่ยังมีคุณค่าและยังใช้งานได้อยู่ “รถเต่า” ก็เช่นกัน ตอนนี้คงจะตามหาซื้อค่อนข้างลำบากแล้ว เพราะสาวกคนชื่นชอบของเก่าคงจะรีบหาและจับจองเป็นเจ้าของไว้ ก่อนที่จะไม่มี “รถเต่า” จำหน่ายบนโลกใบนี้อีกต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-แบรนด์กาแฟชื่อดัง-งัดกลยุทธ์เด็ด-ดึงลูกค้าเข้าร้าน_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของแบรนด์กาแฟชื่อดังหลากหลายเจ้าอย่าง สตาร์บักส์ , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล รวมไปถึงสตาร์ทอัพกาแฟ อย่าง Luckin Coffee ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย หวังดึงลูกค้าเข้าร้าน

อาหารเช้าสำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเรียนที่ต้องจื่นแต่เช้า คงจะหนีไม่พ้น “กาแฟ” เมื่อพูดถึง “กาแฟ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงร้านกาแฟดังๆ อย่างเช่น สตาร์บักส์ , ทรูคอฟฟี่ , แบล็คแคนยอน , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล หรือถ้าคนที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ ก็จะอุดหนุนกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มมากมาย ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บักส์

ปัจจุบัน แบรนด์กาแฟชื่อดังก็ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน อย่างล่าสุด “เอสโซ่” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ได้นำ “สตาร์บักส์” แบรนด์กาแฟชื่อดังของโลก เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ให้บริการของเอสโซ่ ซึ่งถือเป็นการประกาศรุกธุรกิจของเอสโซ่ที่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการเติมน้ำมันของเอสโซ่ และก็ซื้อกาแฟจากสตาร์บักส์อีกด้วย

ส่วนแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “อินทนิล” ที่เป็นของ “บางจาก” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ที่ได้มีการรุกธุรกิจแบรนด์กาแฟในปั๊มน้ำมันมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ กระทั่งมีการขยายสาขาออกไปนอกปั๊มน้ำมัน สู่ห้างสรรพสินค้า , มหาวิทยาลัย และล่าสุด “อินทนิล” เตรียมขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยนำร่องที่ประเทศ กัมพูชาพม่า เวียดนาม และลาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ More than just a high quality coffee นอกจากนี้ “อินทนิล” ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ในร้านอินทนิลที่ผลิตมาจากธรรมชาติอีกด้วย

ทางด้านของ “คาเฟ่อเมซอน” ที่เราจะพบเจอได้ในห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมันของ ปตท. โดยทาง ปตท. ได้ต่อยอดธุรกิจ “คาเฟ่อเมซอน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการลงทุนก่อสร้างโรงคั่วกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอีกด้วย ซึ่งกลยุทธ์สู่การเป็นที่ 1 ในตลาดของ “คาเฟ่อเมซอน” คือการกำหนดแบรนด์ที่ชัดเจน , เข้าใจความต้องการของคนไทย , ขยายการบริโภคจากร้านสู่บ้าน , เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ , ราคาไม่แพงเกินไป และ ขยายแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก เพื่อให้เป็นที่รู้จักของใครหลายคน

ส่วนคนที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอ “เซเว่น” ก็มีในส่วนของเครื่องดื่ม คอยให้บริการแก่ลูกค้า ภายใต้แบรนด์ All CAFE 7-11 ที่คัดสรรประเภทของเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งโกโก กาแฟ ชา ฯลฯ ร้อน เย็น ปั่น ตลอดจนคัดสรรเมนูใหม่ๆ เอาใจสาวกผู้ชอบดื่มกาแฟสด ในราคาท้องตลาด นอกจากนี้ เซเว่น ยังมีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มาอุดหนุนบ่อยๆ ด้วย

ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ อย่าง Luckin Coffee สตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์นของจีน ล่าสุด ได้จับมือกับ “เทนเซ็น” ยักษ์เทคโนโลยีจีนที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของอาลีบาบา ขยายโมเดลขายกาแฟในจีนที่ใช้รูปแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil เพื่อต่อสู้กับแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “สตาร์บักส์” ซึ่งจะตอบโจทย์คนจีนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการซื้อกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ โดยเทนเซ็นต์จะเข้ามาช่วยด้านเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ เช่น ลูกค้าชาวจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่านวีแซตของเทนเซ็นต์และให้ไปส่งเดลิเวอรี่ได้ทันที ทั้งนี้คาดว่าตลาดกาแฟของจีนปีนี้จะเติบโตถึง 18% และยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

จะว่าไปแล้ว ร้านกาแฟหลากหลายร้านก็ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมทชั่นเด็ดๆ ไว้ดึงดูดลูกค้า เพื่อให้ได้มาซื้อผลกำไรและการจดจำแบรนด์สินค้านั้นๆ ของกลุ่มลูกค้า ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะมีคาแรกเตอร์ให้จดจำแตกต่างกันไป สุดท้าย คุณในฐานะลูกค้าต้องตัดสินใจว่าแบรนด์ร้านไหนประทับใจคุณมากที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-Huawei-Mate20-สเปคไหนเวิร์คสุด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2018

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสเปคของ Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น มาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของ

ช่วงนี้กระแสสมาร์ทโฟนกำลังมาแรง เมื่อเดือนที่แล้วไอโฟนก็เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆ ร้อน และก่อนหน้านี้ Samsung ก็เพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟน Galaxy 7 (2018) ไปหมาดๆ ล่าสุดถึงคิวของแบรนด์ดังอย่าง Huawei ที่ได้เปิดตัว Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Huawei Mate 20, Mate 20 Pro, Mate 20X และ Mate 20 RS ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว และหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาเอาใจสาวกของ Huawei อีกมากมาย

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวมสเปคของแต่ละรุ่นมาเทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยว่า แต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของกัน

Huawei Mate20
– หน้าจอขนาด 6.53″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 12MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 16MP, f/2.2
ระยะซูมสองเท่า 8MP, f/2.4
– มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
4GB + 128GB ราคา 799 ยูโร (ประมาณ 30,063 บาท)
6GB + 128GB ราคา 849 ยูโร (ประมาณ 31,944 บาท)

 

 

 

Huawei Mate20 Pro
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– มีเซ็นเซอร์เพื่อใช้สแกนใบหน้าสามมิติ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 1,049 ยูโร (ประมาณ 39,469 บาท)

 

 

 

 

Huawei Mate 20 X
– หน้าจอขนาด 7.2″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบระบายความร้อน / สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 5,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 899 ยูโร (ประมาณ 33,825 บาท)

 

 

Huawei Mate20 RS Porsche Design
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– 3D face Scan / มีระบบสแกนลายนิ้วมือ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge / มีนวัตกรรมระบายความน้ำที่ทำให้เครื่องเย็นมาก
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 8GB, ROM 256-512GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
8GB + 256GB ราคา 1,695 ยูโร (ประมาณ 64,900 บาท)
8GB + 512GB ราคา 2,095 ยูโร (ประมาณ 79,900 บาท)

 

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นนั้นมีสเปคและฟังก์ชั่นแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น คุณเป็นผู้ตัดสินแล้วว่าจะเลือกรุ่นไหนมาใช้ดีเพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณเอง ยังไงซะ ถ้าสนใจอยากเป็นเจ้าของก็เก็บเงินซื้อกันได้เลย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : huawei.com


-เลิกเผาสินค้าค้างสต็อค-ขายไม่ออก-หลังถูกโจมตีเรื่องสิ่งแวดล้อม_web.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อก หลังถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์

อุตสาหกรรมแบรนด์แฟชั่นในต่างประเทศถือเป็นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าชื่อดังจากหลายประเทศมีการคิดค้นและออกแบบสินค้าสำหรับแฟชั่นออกมา เพื่อตอบโจทย์ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าที่มีการผลิตสินค้าออกมาแข่งขันในท้องตลาดกันอย่างดุเดือด ส่งผลทำให้บางแบรนด์สินค้าชื่อดังก็ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบเรื่องของการจำหน่ายสินค้าและยอดขายไปด้วย

หนึ่งในนั้นคือ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อกด้วยการเผาทำลายสินค้า ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว จนกระทั่งเบอร์เบอรี่เองก็ทนกระแสไม่เห็นด้วยไม่ไหว ต้องออกมาประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อกเพื่อปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เผาทำลายสินค้ามูลค่าเกือบ 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกิดความขุ่นเคืองเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์ และนอกจากจะยกเลิกการเผาสินค้าแล้ว เบอร์เบอรี่แถลงว่าจะยกเลิกใช้ขนสัตว์จริง เช่น ขนมิงค์ แรคคูน เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาผู้ขายสินค้าหลายรายถูกประท้วงในเรื่องของการทำลายสินค้าค้างสต็อก ตลอดจนการแทงหรือเจาะรูสินค้าเสื้อผ้าก่อนที่จะโยนทิ้ง โดยปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายน 2561 เบอร์เบอรี่ได้ทำลายสินค้าสำเร็จรูปมูลค่า 37.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการทำลายสินค้ามูลค่า 35.08 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการทำลายน้ำหอมมูลค่า 13.04 ล้านดอลลาร์ ส่วนสาเหตุของการเผยทำลายสินค้านั้น เนื่องจากทางเบอร์เบอรี่ต้องการป้องกันการลักลอบนำสินค้าที่ค้างสต็อคไปจำหน่ายในราคาที่ถูกลง ซึ่งถือเป็นการลดคุณค่าของแบรนด์ “เบอร์เบอรี่” อย่างมาก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-190-ล้านดอลลาร์-ซื้อกิจการ-นิตยสารไทม์_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

“มาร์ค เบนิออฟ” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ พร้อมภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของคนที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ คงจะรู้จักนิตยสารชื่อดังอย่าง “นิตยสารไทม์” (Time) นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา ที่นำเสนอเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจ รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ มากมาย ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี “นิตยสารไทม์” ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นได้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์กำลังได้รับความเดือดร้อน จากการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ ที่เปิดรับข่าวสารได้อย่างง่ายดายและสะดวกยิ่งกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ หัวทยอยปิดตัวและปิดกิจการกันไป

นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา

ส่วนนิตยสารไทม์นั้น ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังไม่ได้มีการปิดกิจการแต่อย่างใด ยังคงดำเนินกิจการไปตามปกติ ล่าสุด สำนักข่าวเจแปนทูเดย์ รายงานว่า นายมาร์ค เบนิออฟ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.1 พันล้านบาท ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังจากเมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2560 บริษัทเมเรดิธได้เข้าซื้อกิจการ Time lnc ครอบคลุมด้วยนิตยสาร 4 หัว ได้แก่ Fortune, Time, Money และ Sports Illustrated ด้วยมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ตระกูลเบนิออฟซื้อเฉพาะนิตยสารไทม์เท่านั้น พร้อมกันนี้เบนิออฟประกาศว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทิศทางการดำเนินการหรือการทำข่าวของไทม์ และเป็นการซื้อในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเซลส์ฟอร์ซ โดยการเข้ามาของตระกูลเบนิออฟอยู่ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์มีรายได้ลดลง ทั้งต้องต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา กล่าวว่า พวกเขามีความเคารพต่อองค์กรและแบรนด์ของนิตยสารไทม์ พร้อมได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “พลังของนิตยสารไทม์อยู่ในการเล่าเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ส่งต่อไปยังผู้คน ประเด็นเนื้อหาต่างๆ ส่งผลลัพธ์ต่อพวกเราและเชื่อมต่อพวกเราทุกคนเอาไว้” ทั้งนี้เชื่อว่า นิตยสารไทม์จะยังคงสร้างสรรค์เนื้อหาดีๆ แก่ผู้อ่านต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต