สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวล้วนมีผลต่อความคิด ความรู้สึก ไปจนถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ “สี” เวลามองเห็นสีแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ นั่นเพราะสีไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมอง ชื่อว่า “ต่อมไพเนียล” ที่เกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ส่งผลต่อฮอร์โมนด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา หรือแม้แต่ความอยากอาหารในชีวิตประจำวัน
เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าทาน กระตุ้นให้น้ำลายสอ มองแล้วรู้สึกน่าทาน ทั้งที่ไม่ได้หิวเลยสักนิดนั่นหมายความว่าสมองของคุณกำลังถูกครอบงำและดึงดูดด้วยสีสันที่เย้ายวนชวนให้ทานชนิดที่ว่าต่อให้อ้วนก็ยอม


5 สีกระตุ้นความอยากอาหาร
สีแดง โดยธรรมชาติของสีแดงเวลาที่เห็นจะรู้สึกถึงความร้อน มีพลัง กระตุ้นให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหิวก็ด้วย เพราะเหตุนี้บรรดาแบรนด์อาหารชั้นนำจึงใช้พลังแห่งสีแดงมาเป็นองค์ประกอบ ชวนให้อยากกิน อยากเดินเข้าร้านซื้อมันซะเดี๋ยวนี้เลย
สีเหลือง สีแห่งความรู้สึกร่าเริงสดใส สนุกสนาน เห็นเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความสุข และเมื่อมีความสุขเราก็จะกินได้มากขึ้น เรียกง่ายๆว่า แฮปปี้กับการกินนั่นเอง
สีส้ม เหมาะกับความรู้สึกอบอุ่น สดชื่น กระฉับกระเฉง ส่งผลมุมบวกให้รู้สึกว่าอาหารอร่อย มีประโยชน์ ต้องกินนะ เพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก
สีเขียว สายเฮลตี้ต้องมา ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียว ความอยากจะมีมากกว่าปกติเพราะรู้ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบทานผักจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกินเลย แต่ควรกินบ้าง ถ้าไม่อยากขาดสารอาหาร
สีขาว สื่อถึงความบริสุทธ์ อ่อนโยน เวลาทานอาหารที่มีสีขาวทำให้รู้สึกปลอดภัยว่าอาหารนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย จนบางทีลืมนึกถึงเจ้าแคลลอรี่ตัวร้ายที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็หมดจานไปซะแล้ว


3 สี เผาผลาญน้ำหนัก
รู้กันหรือไม่ว่าสีบางสีเห็นแล้วความอยากถึงขั้นติดลบเลยก็มี อิทธิพลของสีกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมาะสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำเลย
สีม่วง ช่วยลดความอยากอาหารได้ เพราะในธรรมชาติแล้วพืชผักสีม่วงมีให้เห็นตามท้องตลาดน้อยมาก ดังนั้นอาหารสีเข้มๆ อย่างสีม่วงมันทำให้รู้สึกว่าปลอม สกปรก หรือมีพิษ
สีน้ำเงิน หรือ ฟ้า ให้ความรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผ่อนคลาย เมื่อสมองมีความรู้สึกดังกล่าวความอยากอาหารก็จะลดลง ใครที่อยากลดน้ำหนักลองหาอาหารสีนี้มาทาน แต่ถ้ามันยากเกินไปลองเปลี่ยนจานที่ใช้มาเป็นจานสีน้ำเงินหรือฟ้าแทนก็ช่วยได้ ลองดูสักอาทิตย์เผื่อจะผอม
สีดำ หรือ เทา ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว คล้ายมีเรื่องเศร้า มองยังไงก็ไม่มีความสุข ความรู้สึกไม่อยากใดๆ เกิดขึ้นทันที ช่วยลดความรู้สึกอยากกินอาหารได้มาก เช่น สปาร์เก็ตตี้เส้นดำ ครั้งแรกที่บางคนเห็นอาจคิดในใจว่ากินได้จริงหรือ
นอกจากสีจะมีอิทธิพลทางความเชื่อ การแต่งตัว การตกแต่งบ้านแล้ว สียังมีผลกับเรื่องปากท้องอีกด้วย การเลือกทานอาหารนอกจากมองเรื่องสีสันที่ชวนให้ทานแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่จะได้รับด้วย บางอย่างสีอาจไม่สวย แต่ถ้าทานแล้วดีก็ต้องทานบ้าง บางมื้อก็ยังดี
แม้ด้วยเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนจะทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่การถ่ายให้สวยนั้นก็อาจยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “3 เทคนิคง่ายๆ ในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0 บาทด้วยโทรศัพท์มือถือ” โดยเพจ Kaan Photographer มาฝากกัน
1. เลือกแสง
เอาแสงธรรมชาติไว้ก่อนนะครั


2. เลือกมุม
วิเคราะห์อาหารของเราว่า มันเป็นรูปทรงไหน ถ้าเป็นอาหารแบนๆอย่างพิซซ่
มุม 45 องศาคือมุมมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับอาหารทุกรูป
มุมต่ำกว่า 45 เหมาะกับอาหารที่ทรงสูงเช่น


3. เลือกระยะ
แม้ช่วงนี้เราต้องห่างๆกัน แต่การถ่ายอาหารเข้าใกล้ๆได
หันด้านที่เราอยากจะโชว์ แล้วเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อื้มมมม อาโหร่ย


3 เทคนิคง่ายๆในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0…
โพสต์โดย Kaan Photographer เมื่อ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสายชอบปาร์ตี้สังสรรค์ แต่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ด้วยเมนูกู้หน้าทำง่าย และรวดเร็ว อย่าง “ไก่ทอดเกลือ” เมนูทานเล่นระหว่างรอมื้อหนัก หรือจะต่อยอดเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้ตนเอง ด้วย 3 เคล็ดลับเด็ด ที่จะช่วยให้คุณทอดไก่ได้อร่อย กรอบนอกนุ่มใน ไม่แพ้ร้านดังๆ มาฝากกัน


3 เคล็ดลับไก่ทอดเกลือที่อร่อย
1.เคล็ดวิชาว่าด้วยเลือกไก่
หัวใจสำคัญของการเลือกไก่ให้มีคุณภาพ คือ ให้สังเกตผิวของเนื้อไก่ ต้องไม่มีสีเขียวเป็นจ้ำๆ และสีต้องไม่ซีดมาก ถึงจะเป็นไก่ที่ใช้ได้ วัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วยให้อาหารน่ารับประทานมากขึ้น ถ้าเลือกไม่ดีอาจทำให้เจ็บป่วยได้
2.หมักไก่ให้อร่อยต้องใช้เกลือ
วิธีหมักไก่ด้วยสูตรลับเฉพาะ ให้เตรียมอัตราส่วนผสมดังนี้ เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม (ประมาณ 10 น่อง) เกลือ 1 ช้อนชา ผงปรุงรส ครึ่งช้อนชา กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ รากผักชี(หั่น) 2 ช้อนชา พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
โดยนำเนื้อไก่ล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ภาชนะที่เตรียมหมัก โรยเกลือพอประมาณ (อย่าใส่หนักมือมาก จะเค็มไม่รู้ตัว) ปรุงรสสักนิดด้วยผงปรุงรส นำกระเทียม รากผักชี และพริกไทย ที่โขลกละเอียด คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 20 – 30 นาที
เหตุผลที่ไม่ใช้ซีอิ๊ว หรือ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่น น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว เพราะเกลือจะช่วยปรับรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมได้ โดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอื่น
3.กรอบนอก นุ่มใน ทอดยังไงไม่อมน้ำมัน
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอกระทั่งกระทะร้อน เมื่อน้ำมันเดือด จากนั้นนำไก่ลงไปทอด ค่อยๆ วางไก่ (เพื่อไม่ให้น้ำมันกระเด็นขณะทอด)
เทคนิคสำคัญของการทอดไก่ คือ ระดับไฟ โดยระหว่างทอดให้ใช้ไฟปานกลาง เพราะถ้าใช้ไฟแรงมากไปจะทำให้ไหม้ และสุกไม่สม่ำเสมอ ค่อยๆ ทอดจนไก่มีสีเหลืองสวยงาม นั่นแสดงว่าไก่สุกแล้ว ถึงค่อยเร่งไฟให้แรงขึ้น เพื่อเป็นการไล่น้ำมันออกจากไก่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้ไก่ไม่อมน้ำมัน
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่หัดทอด สามารถดูว่าไก่สุกหรือไม่ โดยใช้ตะเกียบ หรือ ส้อมจิ้มบริเวณเนื้อไก่ ถ้ามีเนื้อสีแดงหรือเลือดติดขึ้นมาแสดงว่าข้างในยังไม่สุก ต้องให้เวลาอีกสักพัก รอจนได้ที่ ถึงตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมจัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ แค่นี้ก็ได้หนึ่งเมนูง่ายๆ สบายท้อง รับแขกได้ไม่ขายหน้า ถ้าจะให้ดีทำสลัดอีกสักจานทานคู่กัน อร่อยแบบมีประโยชน์ ในสไตล์กินอยู่เป็น
น้ำพริกกะปิ เคล็ดลับ ทำอร่อย
น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่อยู่คู่สำรับอาหารไทยมาช้านาน เป็นเมนูประจำที่ต้องมีติดบ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ในแต่ละภูมิภาค แต่ละบ้านมีความชอบแตกต่างกันไป แต่สุดแล้วเมนูขวัญใจของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นน้ำพริกกะปิ เคยสงสัยหรือไม่ว่า น้ำพริกกะปิ ต้องปรุงรสอย่างไรให้อร่อย มีกลิ่นหอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวกคนชอบรับประทานน้ำพริก เมนูง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์ อร่อยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ
อิ่ม อร่อยฉบับครัวไทย
หากถามถึงประโยชน์ของน้ำพริกกะปิต้องเริ่มจากวัตถุดิบตัวชูโรงหลักนั่นคือ กะปิ หากนำมาปรุงรสรวมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในครัว เช่น พริก กระเทียม มะอึก มะนาว น้ำตาลปี๊บ เราสามารถแปลงโฉมให้กะปิธรรมดากลายเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางอาหาร
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่ากะปิ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ เคย มีแคลเซียมสูงมาก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน การรับประทานกะปิในแต่ละครั้งเท่ากับเราทานสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัว ทำให้ได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนไปแบบเต็ม ๆ
นอกจากประโยชน์ที่ได้จากกะปิแล้ว ยังมีกระเทียมที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และ พริก ตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่าง ผักชนิดต่าง ๆ ที่ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่
เล่าถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกกะปิกันขนาดนี้แล้ว มาเข้าสู่ขั้นตอนการทำตามสไตล์กินอยู่เป็นกัน
เมนูน้ำพริกกะปิไม่ใช่เมนูที่ทำยาก สามารถเลือกหาวัตถุดิบใกล้ตัวจากห้องครัว หรือตลาดนัดทั่วไป คือ กะปิ กระเทียม มะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะเขือพวง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีทำ ดังต่อไปนี้
1.โขลก – นำกระเทียม พริก กะปิ มาโขลกจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำมะอึกที่เตรียมไว้มาขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาดผ่าครึ่งซีกซอยตามยาว หลังจากนั้นใส่กุ้งแห้งตำพอแหลกเล็กน้อย
เคล็ดไม่ลับ ใช้ใบตองห่อกะปิแล้วนำไปเผาไฟอ่อนๆ ช่วยให้กะปิมีกลิ่นหอม เลือกใส่น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทรายเพราะจะทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นอร่อยกว่า และการที่ใส่มะอึกจะช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวของน้ำพริกกะปิ และทำให้เกิดกลิ่นหอม
2.ปรุงรส – ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสอีกครั้งโดยยึดหลักให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม หวาน เผ็ด หรือแล้วแต่รสชาติที่ชอบของแต่ละบ้าน ปิดท้ายด้วยมะเขือพวงบุบ (นำมาทุบพอประมาณ) ล้างให้สะอาด แล้วตักใส่ภาชนะเสิร์ฟพร้อมผักลวกหรือผักสด เช่น ดอกแค มะระ มะเขือสด แครอท แตงกวา ฯลฯ เลือกเครื่องเคียงตามใจชอบ
เคล็ดไม่ลับ ระหว่างปรุงรสให้เข้ากัน สามารถเติมน้ำอุ่นสักเล็กน้อย เพื่อเจือจางรสชาติให้สมดุลกัน
เมื่อมีน้ำพริกกะปิแล้วอีกหนึ่งเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ต้องทานคู่กัน คือ ปลาทูทอด
กินอยู่เป็นจึงขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการเลือกปลาทู โดยวิธีการเลือกให้สังเกตบริเวณดวงตา ไม่ควรเลือกปลาทูที่มีลักษณะตาไม่สมบูรณ์ ขอบตาแดง เหลือง เพราะหมายความว่าเป็นปลาที่คุณภาพไม่ดี เนื้อไม่แน่น เวลานำไปทอดเนื้อจะเละยุ่ย…
เรียกได้ว่าเครื่องเคียงของน้ำพริกกะปิทั้งจานนี้อุดมไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ นี่แหละวิธีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก
: บทความ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ผักเครื่องเคียง กับ ข้าวสวยจานนี้ได้อะไร : นิตยสารหมอชาวบ้านเขียนโดย รศ. ดร.สมเกียรติ โกศัลวัฒน์