_อังกฤษCOVID_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

การระบาดของโรคโควิด 19 กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของชาวโลกในขณะนี้ รวมถึงกลุ่มคนบันเทิงทั้งไทยเทศ ที่มีรายงานแล้วว่ามีหลายคนติดเชื้อโรคนี้จนต้องกักกันตัวเองและยกเลิกงานสำคัญหลายอย่าง เช่นกรณีของนักแสดงชื่อดังทอม แฮงก์ และภรรยา ที่ปัจจุบันรักษาหายแล้วแต่ยังคงออกมาเตือนให้ผู้คนระมัดระวังการใช้ชีวิตด้วย

 

อังกฤษเริ่มมาตรการเข้มวันนี้ หลังยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกือบสามพันราย

ล่าสุดแซม สมิธ นักร้องชื่อดังเจ้าของ 4 รางวัลแกรมมี่ชาวอังกฤษได้ออกมาโพสต์วิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาระหว่างที่ต้องกักกันตัวเองอยู่ในคฤหาสน์หรูมูลค่า 12 ล้านปอนด์ หลังรัฐบาลอังกฤษออกมาตรการให้ประชาชนเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่กำลังเป็นปัญหาไปทั่วเกาะอังกฤษขณะนี้

 

ในคลิปวิดีโอ จะเห็นได้ว่าแซม วัย 27 ปีโพสต์รูปภาพของเขาในชุดการแต่งกายที่เรียบง่าย ด้วยเสื้อยืดธรรมดาสีขาวและกางเกงนอนแบบสบายๆ นั่งอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน แต่ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นว่าอยู่ในช่วงของความวิตกกังวลและเหมือนว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์เศร้าจนต้องร้องไห้ออกมา

 

การโพสต์ของนักร้องชื่อดังเกิดขึ้นหลังจากชาวอังกฤษจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบากกับการต้องกักกันตัวเอง รวมถึงกลุ่มแฟนๆ ที่ติดตามอินสตาแกรมของเขาจำนวนมากออกมาแสดงความรู้สึกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องอุดอู้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา โดยแซม ได้กล่าวในคลิปทักทายแฟนๆ พร้อมกับพูดว่า ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกประหลาดมาก เขารู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านเช่นกัน โดยเขารู้สึกปวดหัวและมีอาการภูมิแพ้เล็กน้อย แต่คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย

 

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่แปลก ฉันอยากจะติดต่อกับทุกคนในขณะนี้ และขอส่งความรักของฉันไปให้กับทุกคนและหวังว่าทุกคนจะโอเค เวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับพวกเราทุกคนที่จะยังคงอยู่ในบ้านและ ให้กำลังใจกันและกันโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุทั้งหมด ฉันรู้สึกเป็นห่วงทุกๆ คน ขอให้อดทน และแบ่งปันอาหารซึ่งกันและกัน” เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในคลิป นอกจากนี้แซมยังบอกด้วยว่า ในสัปดาห์นี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แปลกและแตกต่างจาก แต่เขาจะพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้มากที่สุดในการช่วยเหลือกันในขณะนี้ อย่างน้อยก็คือสิ่งที่ถนัดคือการร้องเพลง และถ้าหากอาการที่เป็นอยู่ดีขึ้น เขาจะเล่นเพลงและบันทึกเพลงเหล่านั้นให้ทุกคนได้ฟังและร้องร่วมกัน เพราะในเวลานี้คิดว่าดนตรีน่าจะเป็นสิ่งที่สวยงามและเยียวยาซึ่งกันและกันได้ดีที่สุด

 

“ฉันรักพวกคุณทุกคนมาก โปรดอยู่อย่างปลอดภัย ดื่มน้ำมาก ๆ อ่านหนังสือ แต่ฉันไม่ชอบการอ่านหนังสือ ก็พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ยุ่งๆ เข้าไว้ ตอนนี้คิดว่ากำลังจะดูทีวี”

 

สำหรับคฤหาสน์ที่แซม ใช้กักตัวเองของเขาเพิ่งจะถูกขโมยขึ้นบ้านไปขโมยของถึง 2 ครั้งภายใน 1 ปีที่ผ่านมาจนต้องขออัปเกรดความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดตัวใหม่เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวและระบบตรวจสอบการเข้าใช้งานที่บ้านที่ห้าห้องนอนของเขาที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน

 

แซม สมิธ (Sam Smith) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ ที่มีรางวัลการันตีมาแล้วจำนวนมาก โดยในปี ค.ศ. 2015 แซมได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่มากถึง 6 สาขา และกวาดรางวัลมาได้ถึง 4 รางวัล ได้แก่ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงแห่งปี, เพลงแห่งปีจาก “Stay With Me” และอัลบั้มป๊อปแห่งปี “In the Lonely Hour” ในปีเดียวกัน เขายังได้รับเลือกให้ร้องเพลง”Writing’s On The Wall” เพลงประกอบภาพยนตร์ Spectre ภาพยนตร์ลำดับที่ 24 ในชุดเจมส์ บอนด์ “Writing’s On The Wall” ยังทำแซม สมิธ คว้ารางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ สาขาเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อีกด้วย และยังเป็นเพลงที่ทำให้เขาโด่งดังสุดขีดในฐานะนักร้องชื่อดังระดับโลกจากเกาะอังกฤษ

 

ภาพจาก : Facebook: Sam Smith
ภาพจาก : Facebook: Sam Smith

 

ในปีที่แล้ว แซม สร้างความฮือฮา เมื่อได้ออกมาประกาศว่า เขาเป็น Non-Binary หรือผู้ที่ไม่แบ่งแยกเพศว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา พร้อมกับเล่าความกดดันที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตวัยเด็ก โดยระบุว่า ต้องอดทนต่อการล้อเลียนจากรูปร่างที่อ้วนกลมในวัยเด็ก จากสภาพร่างกายที่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปจนต้องไปดูดไขมันที่หน้าอกตอนอายุ 12 ปี แต่ก็ยังกลับมาอ้วนกลมเหมือนเดิม เมื่อโตขึ้นเขาได้เปิดเผยกับครอบครัวว่าตัวเองเป็นเกย์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่พออายุ 16-18 ปี ก็ตัดสินใจใส่เสื้อผ้าผู้หญิงและแต่งหน้า กระทั่งย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน และเริ่มโด่งดังร่างกายก็กลับมาอ้วนอีกจนต้องใส่สูทเพื่อปิดบังความอ้วน

 

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นทำให้แซมได้รับความชื่นชมมาก เพราะได้กล่าวถึงประเด็นที่ตรงใจทุกคน โดยเฉพาะการตีกรอบดารานักร้องเพศชายของฮอลลีวูดว่า ต้องดูดีเพอร์เฟกต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสร้างปัญหาและแรงกดดัน ในขณะที่วงการสื่อหรือบันเทิงกลับเริ่ม เริ่มยอมรับผู้หญิงหลากหลายรูปแบบมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรสนิยมทางเพศนั้นแซมยืนยันว่าเขาเป็น Non-Binary ที่ไม่แบ่งแยกเพศว่าเป็นหญิงหรือชาย โดยบอกว่า เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าอยากแปลงเพศหรือไม่

 

“ฉันอยู่รอบตัวผู้ชายที่ชอบเพศตรงข้ามมาเยอะ จนรู้ว่าพวกผู้ชายที่ชอบบอกว่าชอบเพศตรงข้ามน่ะจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พูดหรอก” แซมกล่าวในครั้งนั้น

 

การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแซม สมิธ จึงได้ใจคนทั่วโลกที่ออกมาเปิดเผยความรู้สึกและความจริงของตัวเองแบบตรงไปตรงมาและล่าสุดกับคลิปให้กำลังใจแฟนๆ ยิ่งทำให้เขาได้รับความชื่นชมมากขึ้นไปอีก

 

ปัจจุบันประเทศอังกฤษ และสหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อโควิด 19 แล้ว 2,600 ราย มีผู้เสียชีวิต 104 ศพ ทำให้รัฐบาลต้องเริ่มมาตรการปิดให้บริการรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนบางส่วน โดยรถไฟสายวอเตอร์ลู ที่วิ่งผ่านย่านการเงินของกรุงลอนดอน ปิดสถานีรถไฟอีก 40 สถานี พร้อมทั้งประกาศให้ประชาชนในกรุงลอนดอน งดเดินทางหากไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นผู้ที่ทำงานในสายงานที่มีความจำเป็นในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของไวรัส เช่น เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งจะมีรถบัสให้บริการ อีกทั้งประกาศปิดโรงเรียนทั่วอังกฤษอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งยกเลิกการสอบวัดระดับในภาคเรียนนี้

View this post on Instagram

Thinking of you all x

A post shared by Sam Smith (@samsmith) on

Cover Photo : Instargram samsmith


t_รัสเซียซาอุ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

แม้จะอยู่ในช่วงลำบากกับการต่อสู้กับการระบาดของโรคโควิด19 แต่ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้น้ำมันเมื่อ ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง เพราะตลาดน้ำมันเองก็ได้ผลกระทบจากมาตรการการต่อสู้เชื้อโรคของแต่ละประเทศทั่วโลกเช่นกัน

 

ผลกระทบจากโรคระบาด ได้เริ่มสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการค้าน้ำมัน กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตาหลังจากที่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 กลุ่มประเทศโอเปกกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารือในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม มีเป้าหมายเพื่อพยุงราคาน้ำมันที่ตกต่ำจากการแพร่ระบาดของโควิด19 ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำมันของโลกลดลงอย่างมาก โดยซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มโอเปกได้เสนอให้ประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก ที่นำโดยรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่ปรับลดมาแล้ว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนหน้า

 

แต่ในการประชุมกลับไม่ประสบความสำเร็จเหมือนหลายฝ่ายคาดหวัง เมื่อรัสเซียปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ซาอุดีอาระเบียไม่พอใจอย่างมากและประกาศทำสงครามราคาน้ำมัน โดยซาอุดีอาระเบียจะปรับลดราคาขายน้ำมันดิบให้กับลูกค้าทั่ว โลกลง 6-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้งจะค่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิตของตัวเองจากเดิม 9.7 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ขึ้นเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวันอีก และจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการเจรจาเพิ่มเติม ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องและยังถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันตกต่ำที่สุดในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

 

ขณะที่ ดร.มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดต่างๆ ของโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นการดิ่งลงอย่างเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนนี้ โดยภายในวันเดียวราคาน้ำมันดิบร่วงลงถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่คิดว่าราคาจะลงเร็วแบบนี้ ตลาดพยายามจะหาว่าจุดต่ำสุดอยู่ที่ไหน แต่ตอนถึงวันนี้ยังหาไม่เจอว่าราคาน้ำมันดิบจะไปถึงจุดต่ำสุดที่เท่าไหร่ โดยสรุปก็คือราคาน้ำมันในตอนนี้จะอยู่ที่ 20 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นการลงสู่ระดับต่ำสุด ในรอบ 18 ปี และต่ำสุดในประวัติการณ์ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1983 หรือในปี พ.ศ.2526

 

ดร.มนูญ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ในการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการที่คนหยุดกิจกรรมต่างๆ ตลอด จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะล่มสลาย ทั้งนี้มีการประเมินว่า ในเดือนมีนาคมนี้ โลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันลดลง 8-9 ล้านบาร์เรล หรืออาจจะลดลงถึง 10 ล้าน บาร์เรลทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะกดดันนี้ ล่าสุดรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการน้ำมันของประเทศอิรัก ได้เสนอให้มีการจัดประชุมวาระฉุกเฉินของประเทศกลุ่มโอเปกพลัส เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด แต่ก็ยังไม่มีใครตอบรับ ขณะที่รัสเซียก็ระบุว่าอยากจะเห็นราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เห็นว่าเริ่มจะมีเสียงเห็นด้วยมาจากรัสเซีย แต่รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบียกลับยังเสียงแข็งและไม่ได้แสดงการตอบรับข้อเสนอของอิรักในการประชุมร่วมกัน และยังให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย คือ บริษัทซาอุดิ อารามโก ผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อไป โดยจะผลิตให้ได้ถึง 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนและเดือนต่อๆ โดยขณะนี้ซาอุดีอาระเบีย ผลิตน้ำมันอยู่ที่ประมาณ สิบล้านบาร์เรลต่อวันและส่งออกอยู่ประมาณ 8-9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

“ดังนั้นจึงเชื่อว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะยังเป็นประเด็นที่กดดันตลาดต่อไปตราบใดที่ยังไม่มีการเจรจากัน ราคาน้ำมันน่าจะลงต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ที่ตลาดสิงคโปร์ก็ปรับตัวลง ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการปรับลงอีกเป็นครั้งที่ 7 รวมราคาลงไปแล้ว 4.20 บาท และยังคาดว่าจะปรับตัวลดลงอีก ดังนั้นผู้ใช้น้ำมันอาจจะยังไม่ต้องเติมน้ำมันเยอะ เติมหนึ่งสี่ของถังถึงเรื่อยๆ ก่อนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่กำลังลดราคาลงในขณะนี้” ดร.มนูญกล่าว


Covid-19-china-divorce_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานทะเบียนราษฎร์จีนระบุว่าในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สำนักงานเขตในมณฑลต่างๆ ของจีนต้องดำเนินการจดทะเบียนหย่าร้างให้กับคู่สมรสชาวจีนเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนที่มีสถิติการหย่าร้างสูงขึ้นอย่างมากเช่นนี้

 

รายงานระบุว่า ที่สำนักงานเขตมณฑลเสฉวน มีผู้เดินทางมาขอจดทะเบียนหย่าด้วยความสมัครใจมากกว่า 300 คู่ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ที่สำนักงานเขตซีอานก็มีคู่สมรสมายื่นจดทะเบียนหย่าถึง 14 คู่ภายในวันเดียว แต่ในบางเขตคู่รักก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่ได้หย่า เนื่องจากทางเขตที่ขีดจำกัดการจดทะเบียนหย่าได้เพียง 10 คู่ต่อวันทำให้พวกเข้าต้องรีบเดินทางมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นเพื่อให้ทันเป็นหนึ่งใน 10 คู่ที่จะสามารถจดทะเบียนหย่ากันได้  ซึ่งสถิติที่เพิ่มขึ้นของการจดทะเบียนหย่าของผัวเมียชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนสั่งให้ประชาชนกักตัวอยู่ที่บ้าน และงดกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้าน

 

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า การที่คู่รักตัดสินใจมาจดทะเบียนหย่ากัน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “เบื่อ” หลังจากที่ต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นเวลานานและมากเกินไป ทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกันจนไม่มีอะไรจะทำแล้ว การต้องเห็นหน้ากันทุกวันก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุทะเลาะ เบาะแว้ง และเริ่มเข้าใจในสิ่งที่แตกต่างกันมากขึ้น

 

 

มีรายงานว่าเมื่อสำนักงานเขตในพื้นที่ต่างๆ เริ่มเปิดทำการ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังหยุดทำการไปเพราะเหตุการณ์แก้ปัญหาโรคระบาด ก็พบว่ามีคู่สมรสพากันมาจดทะเบียนหย่ากันอย่างล้นหลาม ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า คนหนุ่มสาวผู้ที่มาจดทะเบียนหย่าส่วนใหญ่เป็นคู่รักหนุ่มสาว ที่มักจะมีการติดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น และ เมื่อเจ้าหน้าที่ให้สติว่าลองกลับไปพิจารณาดูกันใหม่ พวกเขาก็มักจะปฏิเสธที่จะกลับไปทบทวนการตัดสินใจและยังยืนยันจะยุติชีวิตสมรสกันต่อไป

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้  ทำให้เกิดความสนใจในเชิงจิตวิทยาจนกลายเป็นที่ถกเถียงว่าแท้จริงแล้วการที่คู่รักจะมีเวลาใกล้ชิดกันมากๆ นั้น มีประโยชน์ต่อความสัมพันธ์หรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะทำให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามกันแน่ ทั้งนี้สื่อได้นำข้อมูลการศึกษาในประเด็นนี้ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2018 พบว่าคู่รักที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานมีอัตราการหย่าร้างลดลงในปีแรกเมื่อเทียบกับคู่รักที่ไม่ได้ทดลองอยู่ร่วมกันมาก่อน แต่อัตราการหย่าร้างกลับจะสูงขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นเวลามากกว่า 5 ปีขึ้นไป  แต่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งกลับแสดงให้เห็นว่าการใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานจะสามารถปกป้องคู่รักจากการหย่าร้างได้

 

อย่างไรก็ตามความบาดหมางของคู่รักชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระบาดของโรคโควิด19 ยังสะท้อนออกมาให้เห็นในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของจีน อย่าง เหว่ยป๋อ แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวจีน ซึ่งสื่อให้เห็นว่าความรักของคู่รักที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานมีแนวโน้มที่จะถึงจุดระเบิดจากปัญหาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ  ไปจนถึงความเครียดเรื่องความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หลายคู่ตกอยู่ในสภาพของความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และหลายคนหลายคู่ก็สะท้อนความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นระบายลงในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น

“เมื่อคู่รักใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยกันมันยากที่จะซ่อนปัญหาเอาไว้ ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้ฉันประหลาดใจเท่าไหร่ที่คู่รักจะอยู่ด้วยกันไม่ได้และต้องหย่าร้างกัน” “บางทีงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องทำความสะอาดบ้าน หรือล้างจาน ก็อาจจะสะสมเป็นปัญหาให้ทะเลาะกันได้”  หรือ “ทำไมถึงไม่หยิบจับอะไรสักอย่าง เราทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกันทั้งนั้น” เป็นต้น  

 


testcovid-csr_cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

 

• “ผลงานคนไทย” : ภายใต้ความร่วมมือของ “สถาบันวิทยสิริเมธี – กลุ่ม ปตท. – กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ – คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล – คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล – โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี
• “รู้ผลเร็ว” ภายใน 30 – 45 นาที เหมือนตรวจการตั้งครรภ์
• “ต้นทุนถูก” : ต้นทุนประมาณ 475 บาทต่อชุด โดยใช้อุปกรณ์ในไทยทั้งหมด
• “ผลิตได้แสนชุดต่อเดือน” ขณะนี้มีสต็อคประมาณ 10,000 ชุด กำลังผลิตอยู่ที่ 100,000 ชุดต่อเดือน
• “เตรียมแผนผลิต” : ชุดทดสอบสำหรับในคลินิก คาดเดือนเมษายนนี้

 

หมายเหตุ อยู่ระหว่างรอการประกาศยืนยันผลการทดสอบการใช้ และการยืนยันจากรพ.ศิริราชอีกครั้ง หากได้รับการประกาศใช้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถเร่งผลิตออกมาใช้ได้ต่อไป


Covid19-northkorea_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

ยังคงเป็นปริศนา และข้อสงสัยไปทั่วโลกว่า ในขณะที่จีนและ เกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด19 อย่างหนัก ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อและเกิดการระบาดภายในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะแม้ประธานาธิบดีคิม จอง อึน จะออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังคงดำเนินการทดลองขีปนาวุธของเขาต่อไป แต่การประกาศของคิมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สนใจในประเด็นนี้และนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่า คำพูดของคิม เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน โดยระบุว่า คิมเริ่มปิดชายแดนของเขาในเดือนมกราคมเพื่อหยุดยั้งไวรัส การค้าและการท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมายถูกระงับทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนือ กลับแสดงความมั่นใจว่า ในเกาหลีเหนือน่าจะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพลเอกโรเบิร์ต อับรัมส์ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือ ไม่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางทหารอย่างเห็นได้ชัด โดยกองทัพเกาหลีเหนือหยุดการบินมากกว่า24 วันแล้ว ดังนั้นคาดว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ

 

บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ในประเทศเกาหลีเหนือมีระบบการแพทย์ที่ค่อนข้างแย่ สาเหตุจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ การจำกัดการค้า และ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ จึงเชื่อได้ว่าประชากรชาวเกาหลีเหนือน่าจะต้องประสบกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังหลายโรค ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เสี่ยงต่อการระบาด และนั่นอาจจะกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความกังวลนี้ทำให้องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่เป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือ เช่น รัสเซีย ได้รีบเร่งในเวชภัณฑ์และอื่น ๆ เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้กับเกาหลีเหนือแล้ว

 

แม้ว่าเกาหลีเหนือจะปิดชายแดนกับเกาหลีใต้ ที่มีความยาวกว่า 1,420 กิโลเมตร แต่ฝั่งชายแดนที่ติดกับจีนนั้นกลับพบว่ามีรอยรั่วจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมามีการข้ามแดนไปมาระหว่างพ่อค้าจีน และชาวเกาหลีเหนือเพื่อค้าขายในตลาดมืดมานานหลายปีแล้ว และนั่นอาจเป็นแหล่งนำไวรัสเข้าสู่เกาหลีเหนือ โดยสองจังหวัดใหญ่ที่สุดของจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือคือ เหลียวหนิงและจี๋หลิน

 

 

ข้อมูลของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ยังเป็นปริศนาของชาวโลก เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่โลกภายนอก แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาคือ ระบุว่า พวกเขาสามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าประเทศผ่านทางการฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก จากการตรวจสอบผู้คนมากกว่า 5,400 คน ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ข้อมูลนี้ก็ยังคงถูกตั้งของสงสัยจากแพทย์ในเกาหลีใต้โดยระบุว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเกาหลีเหนืออาจเป็นการหลอกลวงและซ่อนปัญหาการระบาดที่แท้จริง และยังแสดงความคิดเห็นด้วยว่า การขาดสารอาหารของชาวเกาหลีเหนือก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน

 

ในอดีต เกาหลีเหนือได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถกำจัดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลกออกมาชมเชย ในปี 2561 ในการกำจัดการแพร่ระบาดของโรคหัดได้สำเร็จ ดังนั้นหากเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีผู้คนติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 166,000 คนทั่วโลก จะระบาดในเกาหลีเหนือ เป็นไปได้ว่าคิมอาจจะใช้วิธีการทางเผด็จการของเขาในการกำจัดการแพร่กระจายด้วย การแยกผู้คนที่ติดเชื้อออก และปิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โดยนานาชาติเห็นว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือความกังวลเรื่องเสรีภาพทางสังคม ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาของเกาหลีเหนือ พวกเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพิสูจน์มาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมากองทัพเกาหลีเหนือ ได้ยิงขีปนาวุธระยะสั้นในบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกอีก 2 ลูกต่อสัปดาห์ ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องออกมาประณามการกระทำนี้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามจะแสดงเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่กับความตั้งใจเดิมท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ ที่ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ร่วมมือกันในการต่อสู้กับโรคระบาด เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้รวมถึง ประเด็นเกี่ยวกับการรายงานการติดเชื้อของเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

บลูมเบิร์ก ระบุว่าต่อว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในเวลาที่ต้องการบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ เกาหลีเหนือก็มักจะกำหนดกรอบบริจาค และสื่อสารกับประชาชนในประเทศว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นเป็นสิ่งของบรรณาการที่ต่างประเทศให้กับผู้นำไม่ใช่เพื่อการกุศล

 

ล่าสุดรัสเซียส่งมอบชุดทดสอบไวรัสให้กับเปียงยาง ขณะที่สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถโอนเงินเข้าสำนักงานเกาหลีเหนือได้ และเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้ โดยวางแผนที่จะส่งอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองไปยังเกาหลีเหนือ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เสนอให้ส่งความช่วยเหลือและทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกาหลีเหนือด้วย

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดในเกาหลีเหนือได้ทำการยกเว้นด้านมนุษยธรรมเพื่ออนุญาตให้มีอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับเกาหลีเหนือ เพราะเห็นว่าหัวใจสำคัญในตอนนี้คือการอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เพื่อให้ประชากร “ได้รับการปกป้อง” จากเชื้อโรคร้ายนี้

 

สื่อยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิมเข้ายึดอำนาจในช่วงปลายปี 2554 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าเกาหลีเหนือจะสามารถหลบกระสุน COVID-19 ได้” หลังจากที่เข้าไปประสานงานกับเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมการให้การช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Reuter


COVID19_วันต่อวัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

โลกออนไลน์ร่วมแชร์ ลำดับสัญญาณของ COVID-19

จากกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ (Ministry of Health – MOH)

 

รู้ทันอาการของ COVID-19 จาก MOH

รู้ทันอาการของ COVID-19 จาก MOH

 

วันที่ 1-3

  1. อาการคล้ายหวัด
  2. อาการเจ็บคอเล็กน้อย
  3. ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย ยังคงกินอาหารและดื่มตามปกติ

 

วันที่ 4

  1. เจ็บคอเล็กน้อย ร่างกายรู้สึกเหมือนเมาเหล้า
  2. เสียงเริ่มเปลี่ยน
  3. อุณหภูมิของร่างกายประมาณ 36.5 °
  4. เริ่มมีอาการที่กินลำบากนิดๆ
  5. ปวดหัวเล็กน้อย
  6. ท้องเสียอย่างอ่อนๆ

 

วันที่ 5

  1. มีอาการเจ็บคอและเสียงเปลี่ยน
  2. อุณหภูมิของร่างกายประมาณ 36.5 ° – 36.7 °
  3. ร่างกายอ่อนแอและรู้สึกปวดข้อต่อ

 

วันที่ 6

  1. เริ่มมีไข้เล็กน้อยที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 °
  2. มีอาการไอแห้ง
  3. มีอาการเจ็บคอขณะกินอาหาร กลืนอาหาร หรือ พูดคุย
  4. อ่อนเพลียมากและคลื่นไส้
  5. หายใจลำบากเป็นครั้งคราว
  6. มีอาการปวดนิ้ว
  7. ท้องร่วง และ อาเจียน

 

วันที่ 7

  1. มีไข้สูงขึ้นเป็น 37.4 ° – 37.8 °
  2. อาการไออย่างต่อเนื่องและมีเสมหะ
  3. ปวดตัวและปวดหัว
  4. อาการท้องร่วงแย่ลง
  5. มีอาการอาเจียน

 

วันที่ 8

  1. ไข้ประมาณ 38 °หรือสูงกว่า 38 °
  2. หายใจลำบาก ทุกครั้งที่หายใจ รู้สึกแน่นหน้าอก
  3. อาการไออย่างต่อเนื่อง
  4. ปวดหัว ข้อต่อเริ่มใช้งานไม่ได้อ่อนแอ และปวดก้น

 

วันที่ 9

  1. อาการยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะแย่ที่สุด
  2. อาการไข้แย่ลง
  3. อาการไอแย่ลง
  4. การหายใจลำบากติดขัด และต้องใช้แรงมากในการหายใจ

ในระยะนี้จำเป็นต้องตรวจเลือดและเอกซเรย์ทรวงอกทันที

 

ขอบคุณที่มา จาก The ministry of public health (Singapore)


19-โรงพยาบาลบางขุนเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

 

 

แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย

1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น

3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง

4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง

6. งานถนนและผังบริเวณ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร

 

ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน


_ช่างซ่อมรองเท้าบริจาคที่ดิน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปีตัดสินใจบริจาคที่ดินมูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท จากเงินที่ทยอยสะสมซื้อมาทั้งชีวิตหวังใช้เป็นที่ทำไร่ทำนาในบั้นปลายชีวิตให้กับรัฐบาลท้องถิ่นเมืองปาจู เพื่อใช้สาธารณประโยชน์ในช่วงประเทศต้องเผชิญปัญหาโควิด19

 

ปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  มากที่สุดรองจากจีน และอิตาลี แม้ว่าขณะนี่สถานการณ์จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงต้องดูแลประชาชนที่ติดเชื้อไวรัสนี้อย่างต่อเนื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เศรษฐกิจของประชาชนที่ย่ำแย่ตามมาหลังเกิดวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่นี้

 

แต่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เรามักมองเห็นความสวยงามในน้ำใจของผู้คนในทุกที่เสมอ ที่เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสื่อเกาหลีใต้รายงานว่านายคิมบยอง – ร็อก ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปี ตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินของเขาพื้นที่ราว 33,000 ตารางเมตรที่ใช้เงินสะสมมาทั้งชีวิตซื้อไว้หวังจะไปสร้างบ้านอยู่อาศัยในบั้นปลายของชีวิต ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นเมือง พาจู จ.คยองกี นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมชาติในขณะนี้

 

 

คิมบอกว่า  เขาซื้อที่ดินบริเวณนี้มาเมื่อ 6 ปีก่อน โดยใช้เงินสะสมจากอาชีพซ่อมรองเท้าร่วมกับภรรยา  โดยหวังว่าจะใช้มันเป็นสถานที่ที่อาศัยและทำไร่ไถนาร่วมกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีที่ไปอื่นๆ ในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาคิดไว้ตั้งแต่ต้นว่าที่ดินนี้นอกจากจะใช้เพื่อการอยู่อาศัยส่วนตัวแล้ว ก็ยังต้องการที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะนำไปทำอะไร จนกระทั่งเกิดวิกฤติโรคระบาด เขาจึงตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาลทันที เพราะถือว่าเป็นเวลาและโอกาสที่ที่ดินบริเวณนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

 

จากข้อมูลของเมืองพาจู  ระบุว่าหากประเมินราคาที่ดินที่ครอบครัวของนายคิมบริจาค จะพบว่าอยู่ที่ราว 500 – 700 ล้านวอน หรือราว 13-18 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่จากเมืองพาจู ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลกระทบของโรคโควิด19 ซึ่งภายในเมืองพ#ไวรัสโคโรน่าาจู ก็เช่นกัน ซึ่งถือเป็นช่วงยากลำบาก และรัฐบาลท้องถิ่นของเมือง

 

“จริงๆ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่ 2-3 คืน กว่าจะตกลงบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาล แต่ผมคิดว่าอยากจะใช้พลังที่มีอยู่เล็กน้อยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ เพราะผมเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจช่วงไอเอ็มเอฟมาแล้ว จึงเข้าใจถึงความยากลำบากนั้นดี เมื่อประเทศยากลำบาก ผมก็พร้อมที่จะอุทิศสิ่งที่มีเพื่อช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า” คิมระบุ

 

ด้านภรรยาของคิม บอกว่า ตอนที่สามารถมาบอกว่าจะบริจาคที่ดินเธอรู้สึกตกใจ และเจ็บปวดเหมือนกับว่าแขนถูกหนึ่งถูกตัดออกไป เพราะว่าครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ร่ำรวย เป็นเพียงร้านซ่อมรองเท้า และยังมีลูกชายวัย 27 ปีที่พิการทางสมองและดาวน์ซินโดรมต้องเลี้ยงดู ขณะที่ลูกสาวคนโตวัย 34 ปี แยกบ้านออกไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอเคารพในการตัดสินใจของสามีที่จะใช้ที่ดินนี้เพื่อสาธารณประโยชน์

 

สำหรับนายคิมบยอง – ร็อก ปัจจุบันอายุ 61 ปี เขาซ่อมรองเท้าให้กับลูกค้ามาแล้วกว่า 5,000 คู่เป็นเวลา 21 ปี และยังส่งรองเท้าที่ซ่อมแล้วไปให้กับผู้ยากไร้ได้ใช้ด้วย นอกจากรองเท้าแล้วเขายังซ่อมแซมของใช้เก่าๆ เช่น ร่ม เพื่อส่งมอบให้กับผู้คนที่ยากลำบาก  นอกจากนี้ยังไปเรียนตัดผมและเป็นอาสาสมัครไปตัดผมให้กับผู้สูงอายุในสถานพยาบาล 4-5 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้ยังร่วมเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องการช่วยเหลือสังคมอื่นๆ อีก มากมาย

 

“เรื่องการทำงานเพื่อสังคม เช่นการรณรงค์บริจาคเงินที่เหลือจากค่าทางด่วน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  ผมแค่อยากทำให้ใครบางคนรู้สึกมีความสุขและขอบคุณสำหรับวันนี้ด้วยเงินเพียงไม่กี่พันวอนที่พวกเขาได้รับ ซึ่งคนบริจาคก็น่าจะมีความสุขไปด้วย”เขากล่าว

 

คิมยังบอกด้วยว่า เมื่อก่อนนี้ลูกๆ มักจะอายและสงสัยเมื่อเห็นพ่อไปทำงานอาสาสมัครจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เพราะนอกจากอาชีพซ่อมรองเท้า แล้วเขายังออกไปทำกิจกรรมอาสาสมัครอื่นๆ ด้วยความรู้สึกดีที่ผู้คนมีความสุขจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของเขา  แต่ปัจจุบันลูกๆ กลับภูมิใจที่จะเปิดเผยว่าพ่อของเขาทำงานอะไร และได้ช่วยเหลือผู้คน และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาจะได้มอบที่ดินนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าลูกๆ ก็จะภูมิใจในสิ่งที่เขาทำเช่นกัน

 

ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก : https://news.joins.com/article/23728074

 


_Cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

ความเงียบเหงา และไร้ผู้คนของเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอย่าง โรม มิลาน และเวนิส ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังการประกาศปิดประเทศของจูเซปเป้ คอนเต้ นายกรัฐมนตรี ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยสื่อต่างประเทศต่างระบุตรงกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

 

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม และประวัติศาสตร์อันยาวนานทำให้ ประเทศอิตาลีเคยครองอันดับ 5 ของประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่เข้าชมประเทศอิตาลีในด้านศิลปะ, อาหาร, ประวัติศาสตร์, แฟชั่น และวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์, ฝั่งทะเลและชายหาดที่สวยงาม, ภูเขา และอนุสาวรีย์โบราณที่ล้ำค่า นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังมีมรดกโลกมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอีกด้วย  

 

หลังเกิดโรคระบาดโควิด19 กระจายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งอิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นอันดับ 2 รองจากจีน  และรัฐบาลประกาศปิดประเทศ สภาพบ้านเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวดังๆ จึงเงียบงันลงถนัดตา  ถึงขนาดที่สื่อบางแห่งถึงกับเรียกเมืองที่ไร้ผู้คนของอิตาลีเหล่านี้ว่า “เมืองร้าง” หรือ “เมืองผี” กันเลยทีเดียว

 

สภาพความเงียบงันของอดีตเมืองที่เคยคึกคัก อย่างโรม มิลาน หรือเวนิส  กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากชาวโลก ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์ก บรรยากาศบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด19 จึงถูกเผยแพร่ออกมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพความแตกต่างระหว่างความคึกคักและความเงียบเหงาของเมืองที่เห็นได้ชัดตอนนี้

 

 

ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์สำนักหนึ่งของอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่เคยเห็นสภาพของเมืองในลักษณะที่เปรียบเสมือนเมืองร้างแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะกรุงโรมที่เคยมีชื่อเสียงเรื่องของการจราจรที่คับคั่ง แต่ตอนนี้กลับแทบจะไม่มีรถวิ่งบนถนน ในขณะที่สำนักงานหลายแห่งขอให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน โรงเรียนถูกปิดลง และเด็กๆ ก็ต้องอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น ขณะที่เมืองที่เขาอยู่ เคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และมักจะได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษหรือรัสเซียเสมอ แต่ขณะนี้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน  แม้กระทั่งเสียงการพูดคุยในภาษาอิตาลีก็แทบจะไม่มี

 

คนขับแท็กซี่ในกรุงโรม ระบุว่า ตอนนี้ทุกอย่างในโรม เหมือนกับได้ตายไปแล้ว งานทุกอย่างเขาถูกยกเลิกหมดตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม บนถนนที่เคยคับคั่งไปด้วยรถยนต์ก็แทบจะไม่มีรถวิ่ง ดังนั้นการใช้เวลาบนถนนในเวลานี้จึงรวดเร็วกว่าเดิมมาก

 

“ตอนนี้หลายครอบครัวไม่มีรายได้ สิ่งที่กังวลมากกว่าการติดเชื้อนั่นคือพวกเขาจะใช้ชีวิตต่ออย่างไรหากไม่มีรายได้”

ขณะที่บัญชีทวิตเตอร์รายหนึ่งเล่าถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตในกรุงโรม ในระหว่างที่มีการปิดประเทศว่า เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนแต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเดิน รถรางไม่วิ่ง ขณะที่บนถนนก็มีรถอยู่น้อยมาก ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่น่าเชื่อและเหนือความเป็นจริงมาก

 

บาร์หลายแห่งมีผู้คนนั่งอยู่บางตา และแต่ละคนก็ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ขณะที่บาริสต้าเองรักษาความห่างระหว่างลูกค้าอยู่ที่ 1 เมตรแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มให้กันเพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดเกินไปนัก ในขณะที่อาหารที่เปิดขายที่เคยเปิดบริการตลอดเวลาตอนนี้ลดเหลือเพียงอาหารเช้า และอาหารกลางวันแบบเบาๆ  โดยการซื้อขายจะทำผ่านหน้าต่างๆ เล็กๆ ของร้านเท่านั้น

 

นอกจากนี้ชาวอิตาลียังพากันแชร์ภาพบรรยากาศต่างๆ ของความแตกตื่นหลังประกาศปิดเมืองของนายกรัฐมนตรีอิตาลี โดยเฉพาะการต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อสินค้าจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังไปยันสหกรณ์เล็กๆ สำหรับผู้สูงอายุเลยทีเดียว และสินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาซื้อตุนเก็บไว้คือพาสต้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถทำกินง่ายที่สุด

 

เมื่อสำรวจในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดท่องเที่ยว เช่น น้ำพุเทรวี ที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงผู้คนจอแจในการมาเยือนที่แห่งนี้ แต่ขณะนี้ไม่มีผู้คนเลย มีแต่เสียงน้ำพุที่ยังคงเปิด และดูเหมือนว่ามันจะมีเสียงดังกว่าปกติในช่วงนี้  ขณะที่ร้านค้าหรูในย่านช้อปปิ้งชื่อดัง บนถนน Via del Corso  ,Piazza del Popolo และ Piazza Venezia ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนเดินช้อปปิ้งเหมือนเคย

 

“ตอนนี้ผู้คนบนถนนที่ไม่เคยยอมแพ้กันเพื่อเบียดเสียดเดินบนถนน แต่วันนี้ทุกคนต่างๆ หยุดให้อีกฝ่ายเดินออกไปในระยะห่าง ในขณะที่ในสถานีรถไฟก็แทบไม่มีคน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากอนามัยและแยกตัวออกจากกันในระยะที่จะทำให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ส่วนที่ร้านขายยาเองก็มีประกาศปิดว่าไม่มีหน้ากากอนามัยขายอีกแล้ว ทุกอย่างดูเงียบเหงาไปหมด”

 

ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 977 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 168 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 10,149 คน และยอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 631 นับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด19 สูงสุดเป็นอันสองรองจากจีนในขณะนี้

 

เรียบเรียงจาก : https://www.bbc.com/news/in-pictures-51815536


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เช็คด่วน!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์ กฟน.– กฟภ. จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

พร้อมเปิดรายละเอียดการขอคืนค่าประกันมิเตอร์ฯ ตามนโยบายลุงตู่

 

หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนโยบายของกระทรวงการคลังในการแจกเงินสนับสนุนค่าครองชีพให้กับประชาชนที่มี่รายได้น้อย ด้วยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมถึงผู้มีอาชีพอิสระ รายละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง จะยังไม่มีการจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามที่ได้มีการเสนอก่อนหน้านี้  โดยจะกลับไปดูว่าสามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านใดบ้าง เช่น การคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านจะได้ทั้งหมด รวมถึงมาตรการลดผลกระทบอื่น ๆ ด้วย

 

สำหรับมาตรการดังกล่าว เป็นขอเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพนักงาน หรือ กบง. อนุมัติ 4 มาตรการ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 45,000 ล้านบาท  ไปก่อนหน้านี้  ได้แก่

 

  1. คืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือน และกิจการขนาดเล็ก จำนวน 5 ล้านราย วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไปกำหนดวิธีการคืนเงินอีกครั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทั้งการหักเป็นค่าไฟฟ้า หรือคืนเงินสด ซึ่งจะเริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิลเดือนมีนาคมนี้
  2. ลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.- พ.ค.) ซึ่งปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยที่ 64 บาทต่อหน่วย ลดลงเหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย โดยใช้วงเงินราว 10,000 ล้านบาท หรือราว 23.2 สตางค์ต่อหน่วย
  3. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านที่อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก และโรงแรม สามารถขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นเวลา 6 เดือน โดยคาดว่าช่วงดังกล่าวจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงน้อยอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในกลุ่มนี้
  4. ใช้เงินจากกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า วงเงิน 4,000 ล้านบาท นำมาสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ขุดบ่อบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของมาตรการที่ 1 ในการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว (เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 มี.ค. 63) ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานมาตรการนี้ ถือเป็นเงินที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะได้รับเงินคืนโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เท่านั้น ทำให้มีการสอบถามถึงรายละเอียดการคืนเงินดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

 

 

ต่อที่ 1 : เช็คด่วน !!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กบง. มีมติสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้านพลังงาน โดยให้การไฟฟ้าฯ คืนดอกผลจากจากเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าด้วย โดยจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์จากเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือเงินมัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

 

สำหรับเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้านี้ ในส่วนของการไฟฟ้าทั้งนครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค จะเรียกว่า “เงินประกันการใช้ไฟฟ้า”เป็นเงินที่ผู้ขอใช้ไฟฟ้าจะต้องจ่ายเมื่อเริ่มต้นขอใช้ไฟฟ้าตามขนาดที่ขอใช้ โดยเงินส่วนนี้การไฟฟ้าฯ จะเก็บไว้เพื่อเป็นประกัน  เนื่องจากการให้บริการไฟฟ้า เป็นการให้บริการก่อนเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นการประกันกรณีที่ไม่มีการจ่ายค่าไฟ ก็จะมีการยึดเงินประกันการใช้ไฟฟ้าของผู้ที่ไม่จ่ายเงินส่วนดังกล่าวกลับเข้ารัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะได้คืนเมื่อมีการทำเรื่องยกเลิกใช้ไฟฟ้า และจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าซึ่งจ่ายไว้ตั้งแต่เริ่มขอใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย  โดยได้เริ่มจ่ายคืนให้กับประชาชนโดยทั่วไปตั้งแต่เดือน ก.พ.63 ตามรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง ที่นำเงินสดมาเป็นหลักประกันการใช้ไฟฟ้า จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยท้ังปีของธนาคารกรุงไทย ต้ังแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
  2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทยคืนทุก 5 ปี เนื่องจากดอกผลเงิน ประกันเป็นจำนวนเงินน้อย โดยจะเริ่มจ่ายในปี 2563

 

โดย กฟน. จะพิจารณาดำเนินการคืนดอกผลสะสม 5 ปี โดยจะคืนเงินดังกล่าวในรูปแบบการหักลดกับค่าไฟฟ้า ในบิลค่าไฟฟ้ารอบเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมามีข้อกำหนด ดังนี้

 

  1. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดมากกว่าดอกผลที่จะได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลมาหักออกจากยอดค่าไฟฟ้า ทำให้คงเหลือยอดที่ต้องชำระลดลง
  2. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดน้อยกว่าดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้า และจะแสดงยอดเงินดอกผลที่ยังเหลืออยู่เป็นเงินล่วงหน้า เพื่อใช้หักลดยอดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือคืนที่ได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต
  3. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระเท่ากับดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด และแสดงค่าไฟฟ้าที่ต้องชำระเป็นเงินจำนวน 0 บาท
  4. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระ 0 บาท (ไม่มีการค้างชำระ) ดอกผลที่ได้รับจะแสดงให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเห็นบนใบแจ้งค่าไฟฟ้า ซึ่ง กฟน. จะนำยอดเงินดังกล่าวไปหักลดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินดังกล่าวคืนได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต

 

ทั้งนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ถูกดำเนินการผ่านบิลค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว

 

ต่อที่ 2 : เตรียมขอคืนค่าประกันมิเตอร์ (การใช้ไฟฟ้า) ได้เดือน มี.ค.นี้

 

ผู้ที่จะได้รับเงินคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า มีจำนวนประมาณ 21.5 ล้านราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยอัตราค่าธรรมเนียมเงินประกันคืนเมื่อยกเลิกใช้ไฟฟ้า มีรายละเอียดเบื้องต้นคือ

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท (บ้านพักขนาดเล็ก ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก)
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท (เป็นขนาดมิเตอร์ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้)
  • มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท (บ้านพักขนาดใหญ่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด) มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท (ประชาชนไม่นิยมใช้ จะมีประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับอัตราเงินจำนวนนี้)

 

ขั้นตอนการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า

 

  1. เริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิล “สิ้นเดือนมีนาคม 2563”
  2. สามารถดำเนินการขอคืนเงินกับหน่วยงานที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า แบ่งเป็น
    – กฟน. ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ
    – กฟภ. ให้บริการในทุกจังหวัดของประเทศไทย ยกเว้น 3 จังหวัดในข้อ 1
  1. ผู้ที่ได้รับเงินจะเป็นผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ขอเสียชีวิตแล้ว สามารถให้ผู้อื่นรับแทนได้

 

ขอบคุณภาพจาก Facebook  : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA