-19-กลายพันธุ์_กินอยู่เป็น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 8, 2021

เตรียมรีบมือไว้แล้ว แต่โควิด-19 ทำไมกลับกลายพันธุ์เร็วนัก กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตจะมาเล่าให้ฟัง


-–-เมียนมาร์_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 3, 2020

ส่องช่องทางธรรมชาติไทย – เมียนมาร์ ยาวกว่า 2000 กิโลเมตร แม่น้ำสาย – แม่น้ำเมย ง่ายที่สุด แค่ข้ามมาก็จ๊ะเอ๋ เมืองไทย สบายๆ


acaaaaeaayaeaoeacaeaaa_aeaaeaa_aaoea_ayaaaoeaauaaaaaazasauaaaaau_cover_1.jpg

kinyupen_adminSeptember 8, 2020

ยูนิเซฟเปิดรายงานคุณภาพชีวิตเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่ร่ำรวย 38 ประเทศ พบ เด็กเนเธอร์แลนด์มีความสุขที่สุด ส่วนเด็กญี่ปุ่นมีปัญหาขาดความมั่นใจและหาเพื่อนใหม่ยากขณะเด็กในนิวซีแลนด์มีอัตราฆ่าตัวตายเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว


_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

ผู้คนเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น และอเมริกา พากันย้ายถิ่นฐานออกนอกเมืองใหญ่ที่แออัดหลังสถานการณ์โรคโควิด 19 กำลังระบาดหนัก จนหลายบริษัทให้พนักงานทำงานผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจากทางไกลได้ เป็นเหตุให้หลายคนพากันไปซื้อบ้านและที่ดินตามชนบทเพราะได้ทั้งบ้าน และที่ดิน รวมทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในเมือง จนนักประชากรศาสตร์วิเคราะห์ว่าเมื่อย้ายกลับสู่ชนบทแล้วพวกเขาจะไม่คิดกลับมาอยู่ในเมืองอีกเลย

 

หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศญี่ปุ่นที่ดูเหมือนกว่าจะยังไม่คลี่คลาย ทำให้ล่าสุดสำนักข่าวเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่นรายงานว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังมีแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานจากเมืองมุ่งสู่ชนบทมากขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการทำงานผ่านระบบ “เทเลเวิร์ก” หรือการทำงานผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ผู้คนยังสามารถทำงานจากบริษัทเดิมได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่บริษัท จึงสามารถจะทำให้พวกเขาสามารถเลือกที่อยู่อาศัยที่ไกลออกไปจากในเมืองได้ นับเป็นการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และ การทำงานของชาวญี่ปุ่น หลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 จนทำให้เกิดวิธีใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต จากก่อนหน้านี้เคยแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ กลายเป็นความต้องการที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิตออกนอกเมืองมากขึ้น

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_0

 

จากข้อมูลการโยกย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นกว่า 74 แห่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนกว่า 6,500 คนกำลังมองหาบ้านใหม่ที่เหมาะสมเพื่ออยู่อย่างปลอดภัย และมีอิสระแทนการต้องแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ละต้องเสี่ยงกับโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆ ด้วย โดยจากการตอบแบบสอบถามของประชาชนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานระบุว่า โรคโควิด 19 เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องการย้ายบ้านใหม่ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็สนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้ชีวิตนอกเมืองมากขึ้น โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สนใจจะย้ายบ้าน เพื่อจัดทำข้อมูลและจัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการที่สามารถซื้อที่ดินเป็นของตัวเองในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม ทำให้พวกเขาสามารถมีที่ดินเป็นของตัวเองแทนการอยู่เช่าบ้านอยู่ในเมือง

 

“การทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทเลเวิร์ก ที่หลายบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนใจการย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัยมากขึ้น” เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นระบุ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกที่จะออกไปอาศัยอยู่นอกเมืองมากขึ้น แทนการที่จะต้องแย่งกันกินใช้อยู่ในเมืองใหญ่ๆ จนทำให้เกิดความแออัด ส่งผลต่อเรื่องค่าครองชีพของประชาชน รวมไปถึงเรื่องของสุขภาพเพราะในเมืองมีคนมากเกินไป จนทำให้ในหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า กลายเป็นเมืองที่ติดอันดับที่พักอาศัยคับแคบและมีราคาแพงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งการย้ายถิ่นฐานสู่ชนบทมีข้อดีไม่เพียงแต่สำหรับผู้ย้ายถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เพราะจะทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ย้ายถิ่นได้ทดลองทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรม เช่นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรืออื่นๆ ที่พวกเขาสนใจ หรือใช้เวลาว่างจากงานไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงจนทำให้ท้องถิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_2

 

ทากาโกะ นิชิมูระ เคยทำงานบัญชีอยู่ในโตเกียว แต่กำลังมองหาบ้านใหม่เพื่อย้ายถิ่นฐานใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้โดย ให้เหตุผลว่า ที่ต้องการย้ายออกจากโตเกียวเพราะเบื่อหน่ายต่อการต้องใช้เวลาเดินทางไปทำงานด้วยเวลานาน และยังรู้สึกว่ายังมีความเสี่ยงสูงกับภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงโรคระบาดอย่างโควิด 19 ยังทำให้บริษัทของเธอพัฒนาระบบการทำงานเทเลเวิร์กได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจย้ายบ้าน แนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคิตามิ

 

สำหรับบ้านใหม่ของทากาโกะ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยในบริเวณใกล้เคียงมีสำนักงานดาวเทียมของเมืองคิตามิ ที่เธอจะสามารถเข้าไปใช้งานด้วย โดยเสียค่าบริการในราคาที่เหมาะสม ภายในมีอินเทอร์เน็ตและการประชุมออนไลน์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานทางไกล

 

 

“หากเราสามารถเอาเวลาที่ต้องเครียดระหว่างการเดินทางไปทำงานในเมืองมาใช้ในการทำอย่างอื่น ฉันคิดเราสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ทากาโกะกล่าว

 

เทรนด์การย้ายถิ่นฐานออกจากนอกเมืองยังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ อีก รวมถึงฟากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างรุนแรง การที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นจากการระบาดของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มนึกถึงการย้ายถิ่นฐานออกนอกเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเติบโตอยู่ชนบท แต่ต้องเข้ามาทำมาหากินในเมือง เริ่มคิดถึงการกลับไปทำงานที่บ้านเกิด นอกจากจะเป็นการหนีจากโรคระบาดพวกเขายังคิดถึงเรื่องการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ถูกทิ้งไว้ในชนบทอีกด้วย

 

 

ตัวอย่างเช่น จิงกี้ เดมาเรส เดอริเวร่า ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินขององค์กรไม่หากำไรแห่งหนึ่ง ในแมนฮัต ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายกลับเมืองฮัดสันริเวอร์วัลเลย์ บ้านเกิดหลังจากที่ทำงานของเขามีนโยบายใหม่ที่ให้สามารถทำงานระยะไกลอย่างไม่มีกำหนด

 

ภรรยาของจิงกี้ บอกว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดเพราะแม้ว่าได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่เมื่อโตขึ้นและผ่านเหตุการณ์โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เห็นคุณค่าของการอยู่ใกล้กับครอบครัวและมีที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อดำรงชีวิตในบั้นปลายไม่ได้อาศัยอยู่แค่ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เท่านั้น

 

ครอบครัวริเวร่า ไม่ใช่ครอบครัวเดียว เพราะมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ด้วยการย้ายออกจากเมือง เพราะสำหรับบางคนมันเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับครอบครัว ท่ามกลางความหวาดกลัวด้านสุขภาพกับโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับโลก ซึ่งประโยชน์ของการย้ายออกนอกเมืองยังทำให้สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น และนั่นคือผลจากสไตล์การทำงานรูปแบบใหม่ในการทำงานระยะไกล

 

 

จากการสำรวจของมูลนิธิครอบครัวไกเซอร์ในเดือนพฤษภาคมพบว่าร้อยละ 34 ของคนทำงานบอกว่าทำงานจากที่บ้าน และผู้คนในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรค ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลกำลังค้นหาโอกาสในการทำงานจากระยะไกล โดยข้อมูลด้านการจัดหาบ้านของอเมริกาชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนกำลังพิจารณา หรือย้ายไปยังเมืองเล็ก ๆ หรือชานเมือง

 

อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ของนักประชากรศาสตร์ เห็นว่าการเทรนด์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเช่นนี้ มีเหตุผลสำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโรคทำให้เกิดความกลัวความใกล้ชิด การอาศัยอยู่ในเมืองหมายถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน และหากผู้คนสามารถที่จะทำงานทางไกลจากที่ใดก็ได้ การย้ายออกนอกเมืองอย่างถาวรจะเกิดขึ้น และยากที่พวกเขาจะกลับเข้าสู่ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ และสามารถมีความสุขอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยู่แล้วนั่นเอง


-ไอเดียเด็ก-9-ขวบ-_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 9, 2020

โควิด 19 เปิดประตูความฝันเด็กน้อยเคนยาวัย 9 ขวบ หลังมีไอเดียสร้างเครื่องล้างมือแบบไม่ต้องใช้มือสัมผัส จนได้รับรางวัลจากประธานาธิบดี นับเป็นชาวเคนยาที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ และยังจะได้ทุนการศึกษาเรียนต่อในชั้นประถมและมัธยมฟรีจากผู้ว่าฯ ของเมืองเพื่อต่อยอดความฝันที่อยากเป็นวิศวกรในอนาคต

 

ด.ช.สตีเว่น วามุโกตะ (Stephen Wamukota) เด็กชายวัย 9 ขวบจากเมือง Bungoma ทางตะวันตกของเคนยานับเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศเคนยาที่ได้รับรางวัลจากนายอูฮูโร เคนยัตตา (Uhuru Kenyatta) ประธานาธิบดีของประเทศเคนยา หลังจากที่เขาสามารถคิดค้นสร้างเครื่องล้างมือกึ่งอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับพื้นผิวของก๊อกน้ำ ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งปัจจุบันเคนยามีผู้ติดเชื้อแล้ว 2,000 ราย

 

 

พ่อของสตีเว่น กล่าวว่า ลูกชายเริ่มมีแนวคิดสร้างเครื่องนี้หลังจากที่ได้ดูวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อจากโรคโควิด 19 ที่มีการเผยแพร่ในโทรทัศน์ท้องถิ่น โดยหนึ่งในวิธีป้องกันก็คือการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ โดยประธานาธิบดีเคนยาเป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้ชาวเคนยาล้างมือบ่อยๆ ทำให้สตีเว่น อยากจะสร้างเครื่องที่ช่วยให้การล้างมือง่ายขึ้น

 

สตีเว่นรวบรวมไม้ ตะปู และถังเก็บน้ำขนาดเล็กเพื่อมาสร้างเครื่องล้างมือตามที่เขาคิด กลายเป็นเครื่องล้างมือที่มีคันเหยียบสองอัน เพื่อบังคับให้ปล่อยสบู่และน้ำออกมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถกดคันเหยียบโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับพื้นผิวซึ่งจะช่วยลดความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อโคโรนาไวรัส

 

“สตีเว่น เรียนรู้วิธีการทำเครื่องนี้จากโรงเรียนที่สอนให้เด็กๆ ใช้สิ่งของที่มาอยู่มาสร้างของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สตีเว่นสนใจมาก” พ่อของเด็กชายวัย 9 ขวบที่ตอนนี้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศเคนย่ากล่าว

 

 

หลังจากที่ได้รับรางวัลจากประธานาธิบดีแล้ว สตีเว่น ยังจะได้รับทุนการศึกษาจากผู้ว่าของเมืองที่เขาอาศัยอยู่เพื่อการศึกษาระดับประถมและมัธยม แต่ตอนนี้เรื่องของรายละเอียดทุนการศึกษายังคงไม่มีการมอบอย่างเป็นทางการเนื่องจากโรงเรียนเคนยายังไม่เปิดเรียนจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 และครอบครัวกำลังรอให้โรงเรียนเปิดเพื่อติดตามเรื่องทุนการศึกษาของสตีเว่นเพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือและทำตามความฝันของเด็กชายที่บอกว่าอยากจะเป็นวิศวกร ซึ่งการสร้างเครื่องล้างมือครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูให้กับลูกชายที่อาจจะเติบโตเป็นวิศวกรที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศเคนยาในอนาคต


_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

องค์การอนามัยโลก,องค์การยูนิเซฟ และ องค์กรด้านอาหารทารกนานาชาติ (International Baby Food Action (IBFAN)) ได้ออกมากล่าวเตือนให้สตรีที่กำลังให้นมกับทารก อย่าเชื่อข้อมูลเท็จจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายอาหารทดแทนนมแม่ที่ออกมาระบุว่า การให้นมของแม่ที่ป่วยเป็นโรคโควิด 19 จะส่งผลต่อสุขภาพของทารก ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยองค์กรทั้งสามยืนยันว่านมแม่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากต่อทารก เพราะจะช่วยเพิ่มแอนติบอดีที่ช่วยให้ทารกมีสุขภาพที่ดีและปกป้องอาการเจ็บป่วยในวัยเด็กด้วย

 

ทั้งนี้ WHO และ UNICEF ระบุว่า ยังคงที่จะสนับสนุนให้สตรีให้นมลูกต่อไปแม้ว่าแม่จะได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าเป็น โควิด 19 ก็ตาม ในขณะที่นักวิจัยยังคงทำการทดสอบนมแม่จากผู้ที่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ทั้งนี้หลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ว่าเชื้อโควิด 19 ไม่น่าจะถูกถ่ายทอดผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และยืนยันว่าประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร.ฟรานซิสโก้ บลังก้า ผู้อำนวยการแผนกโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การตลาดเชิงรุกของกลุ่มอาหารเสริมที่ทดแทนนมแม่ของบริษัทผู้ผลิต เป็นอุปสรรคสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ทั่วโลกในการที่จะได้รับสารอาหารจากนมแม่ ซึ่งหน่วยงานด้านสุขภาพของแต่ละประเทศจะต้องให้ความเชื่อมั่นกับกลุ่มแม่ ๆ ว่า การเลี้ยงดูทารกด้วยนมแม่ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพื่อไม่ให้การตลาดเชิงรุกของอุตสาหกรรมอาหารทดแทนนมแม่เข้ามาอิทธิพลจนทำให้แม่ ๆ ยกเลิกการให้นมแม่กับทารกแรกเกิด

 

 

องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำว่าเด็กทารกควรได้รับอาหารเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกและควรเริ่มได้รับอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัยอื่น ๆ รวมกับการให้นมแม่ต่อไปถ้าเป็นไปได้จนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ถึง 14 เท่า

 

อย่างไรก็ตามในวันนี้มีเพียง 41% ของทารกอายุ 0-6 เดือนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่ แต่องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟต้องการให้เปอร์เซ็นต์การได้รับนมแม่ของทารกในวัยนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2568 แต่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสารทดแทนนมแม่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการปรับปรุงอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายกิจกรรมถูกสั่งให้หยุดทำงาน

การให้บริการด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้นมแม่อย่างถูกวิธี ในหลายประเทศก็ต้องหยุดดำเนินการไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรมทดแทนนมแม่ก็ได้เปิดตัวในการเข้าหา และทำการตลาดเชิงรุกเพื่อหาประโยชน์จากวิกฤตและลดความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในช่วงของการป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งรัฐบาลและองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ก็ไม่ควรแสวงหาหรือยอมรับการบริจาคนมทดแทนในสถานการณ์ของความกลัวที่จะติดเชื้อ ทำให้เด็กทารกจำนวนมากถูกแยกออกจากแม่ที่ให้นมตั้งแต่แรกเกิด ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมอาหารเด็กกำลังใช้ประโยชน์จากความกลัวของการติดเชื้อส่งเสริมและแจกจ่ายสูตรฟรีและคำแนะนำที่ทำให้เข้าใจผิดโดยอ้างว่าการบริจาคเป็นเรื่องมนุษยธรรมและพวกเขามอบอาหารเหล่านั้นด้วยความห่วงใย

 

ในการเรียกร้องดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด 19 ตรวจพบในนมแม่ของแม่ที่มีการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้นเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ที่ไวรัสจะส่งผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือโดยการให้นมแม่จากแม่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคโควิด 19

 

สำหรับการให้นมแม่ในระหว่างการระบาดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นแม่ควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือใช้มือถูที่ทำจากแอลกอฮอล์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสัมผัสทารก,สวมหน้ากากอนามัยในระหว่างสัมผัสกับทารกรวมถึงในขณะที่ให้อาหาร ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นประจำหลังจากสัมผัสทารก ทั้งนี้แม้ว่าคุณแม่จะไม่มีหน้ากากทางการแพทย์ แต่ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ตามรายการและให้นมลูกต่อไป

ภาพจาก : irishtimes.com


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 20, 2020

หนุ่มสาวชาวศรีลังกายกเลิกงานฉลองแต่งงานเป็นการแจกของให้กับคนจนในระหว่างถูกล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดของโรคโควิด 19 แทน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคู่อื่นทำตาม ชี้รอยยิ้มของผู้รับเป็นของขวัญวันแต่งงานที่มีค่าทำให้มีความสุขจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

 

ท่ามกลางความยากลำบากในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ชีวิตที่เคยปกติของผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงชีวิตของหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่กำลังจะจัดงานแต่งงานในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถจัดงานแต่งงานที่ใหญ่โตขึ้นได้ แต่แทนที่จะเลือกจะล้มเลิกพิธีทั้งสองกลับเปลี่ยนแปลงการฉลองในระหว่างญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นการใช้เงินที่เตรียมในการซื้อของแจกจ่ายให้กับผู้คนยากจน และกำลังลำบากระหว่างที่ต้องกักกันตัวเองอยู่ในบ้าน จนไม่สามารถออกไปอาหาร หรือสิ่งจำเป็นได้อย่างเพียงพอ

 

 

ดาชานา คุมารา วิเจนารายา และ วานี รางายา เป็นสองหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่เลือกจะแบ่งปันความสุขในวันสำคัญของพวกเขาหลังจากที่ใช้เวลาวางแผนเพื่อจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่มากว่า 1 เดือนต้องหยุดชะงักลงเพราะการระบาดของโรคโควิด 19 ที่แพร่ระบาดไปยังเกาะศรีลังกาด้วย

 

ดาชานา เล่าว่า ทั้งสองได้เตรียมการแต่งงานทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แหวนแต่งงาน เค้ก และการจองห้องจัดเลี้ยง และจะเชิญแขกเข้าร่วมงานจำนวน 250 คน แต่เมื่อเกิดการระบาดและรัฐบาลขอให้ทุกคนช่วยกันระงับการจัดงานรวมตัวเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับงานแต่งงานและทุกอย่างที่เตรียมไว้แล้ว แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ บอกให้เลื่อนงานแต่งงานออกไป แต่เขาเห็นว่าสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้วน่าจะมีประโยชน์กว่าหากสามารถเปลี่ยนจากเงินทองที่ต้องใช้ในงานจัดเลี้ยงเป็นการแบ่งปันให้กับผู้คนที่ยากจนแทน

 

 

ดาราชานา เป็นเจ้าของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ขณะที่คู่หมั้นของเขา เป็นผู้ช่วยห้องปฏิบัติการในโรงเรียนของรัฐ ตัดสินใจที่จะยังคงวันแต่งงานของพวกเขาไว้ โดยจัดพิธีจดทะเบียนสมรส ทำพิธีตามประเพณีของศรีลังกากับครอบครัวเพียงไม่กี่คน และมีการเลี้ยงฉลองเล็กๆ เท่านั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะสวมหน้ากากอนามัย และนำสิ่งของจำเป็นจำพวก อาหารสำเร็จรูป ของใช้ส่วนตัว รวมทั้งของเล่นสำหรับเด็ก จนถึงน้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ออกไปแจกจ่ายตามบ้านเรือของผู้ยากไร้ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นละแวกที่มีผู้คนยากจนอาศัยอยู่ บ้านบางหลังใช้เพียงแผ่นไม้เล็กๆ เลอะเทอะด้วยโคลน ใช้เป็นที่หลับนอนเท่านั้น  บางบ้านมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อาศัยกับแม่เพียงลำพัง เมื่อทั้งคู่นำสิ่งของไปมอบให้ทำให้ทุกคนดีใจมาก และต่างอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขกับชีวิตแต่งงานตลอดไป

 

 

เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ร้านของดาราชานา กลายเป็นจุดสนใจ มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมชมและช่วยซื้อสินค้าจากร้านของเขา เพราะชื่นชมในความมีน้ำใจของทั้งคู่

 

“เรารู้สึกมีความสุข และดีใจมากที่ได้ทำสิ่งที่มีค่า แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งของเล็กน้อยแต่สำหรับพวกเขาแล้วมันสำคัญมาก รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาคือคำอวยพรที่เราไม่สามารถจะอธิบายได้ และเราก็รู้สึกว่างานแต่งงานของเราเป็นวันที่มีความสุขที่สุด”

 

 

ประเทศศรีลังกามีผู้ติดเชื้อคนแรกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กระทั่งต่อมามีการระบาดไปยังชาวศรีลังกามากขึ้นในเดือนมีนาคม จนรัฐบาลต้องประกาศล็อกดาวน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ทำให้กิจกรรมต่างๆ ถูกหยุดลงโดยสิ้นเชิงรวมถึงงานแต่งงานของทั้งสอง กระทั่งสถานการณ์ดีขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน ทำให้หลายอย่างคลี่คลาย แต่ข่าวความมีน้ำใจของสองหนุ่มสาวกลับยังไม่หายไป ทุกวันนี้ยังคงมีคนแวะไปเยี่ยมร้านของดาราชานาและภรรยาของเขาเพื่อชื่นชมและ ยังเผยแพร่ข่าวนี้ออกไป จนทำให้คู่บ่าวสาวอื่นๆ ทำตามเพิ่มอีกหลายคู่อีกด้ว


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 19, 2020

ครูชาวเขมรวัย 64 ปี ลงทุนขับรถตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนนักเรียน หลังโรงเรียนถูกปิดจากปัญหาการระบาดของโควิด 19 ระบุ แม้รัฐบาลจะให้เด็กเรียนออนไลน์ แต่โรงเรียนในชนบททำไม่ได้ แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องให้ความรู้เด็ก

 

ในระหว่างที่นักเรียนในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการเรียนในระบบออนไลน์ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการของไทย จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะที่ แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา กลับมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป แม้จะดูไม่ทันสมัยแต่ก็อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่หลายคนมองว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าการให้นักเรียนนั่งเรียนจากจอโทรทัศน์

 

สำนักข่าวซินหัว ของจีนรายงานว่า ที่พื้นที่ชนบทแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา มีคุณครูชื่อว่า เซ็น วันนา (Sen Vanna) ได้ใช้วิธีการขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ ของเขาออกไปจากบ้านในระยะทางกว่า 20 กิโลเมตรทุกวัน เพื่อไปสอนนักเรียนของเขาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือไม่มีแม้กระทั่งโทรทัศน์ที่รับชมรายการต่างๆ โดยการเดินทางไปสอนนักเรียนของเซ็นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กๆ ต้องประสบปัญหาการเรียนเนื่องจากโรงเรียนต้องปิดลงจากผลกระทบของโรค COVID-19 .

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ ของรัฐบาลกัมพูชาได้สนับสนุนให้นักเรียนศึกษาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือช่องทีวีที่จัดให้ เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก แต่เนื่องจากนักเรียนของครูเซ็น วันนา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทำให้มีปัญหาในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและช่องทีวี ไม่สามารถเข้าถึงการจัดการของกระทรวงศึกษาธิการได้ ทำให้เขาและเพื่อนครูจากโรงเรียนเดียวกัน ได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปหานักเรียนด้วยตัวเอง และจัดการเรียนการสอนที่บ้านของเด็กๆ จากบทเรียนที่ได้เตรียมไว้แล้ว

 

“ในชุมชนนักเรียนไม่สามารถเรียนออนไลน์เพราะไม่มีสมาร์ทโฟนและบริการอินเทอร์เน็ตที่นี่แย่มากในขณะที่การเรียนรู้เกี่ยวกับช่องทีวีที่ให้นั้นเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณ” ครูเซ็น วันนา ซึ่งปัจจุบันอายุ 64 ปี และเขาเป็นครูชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ กล่าวและเล่าต่อว่าเขาต้องขับมอเตอร์ไซค์ของเขาประมาณ 20 กม. ทุกวันทำงานไปมาระหว่างบ้านของเขากับบ้านของนักเรียน ซึ่งในตอนแรกอาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าน เช่นเรื่องสถานที่ เพราะบ้านของเด็กๆ มักจะมีสถานที่ไม่เพียงพอต่อการเรียน ต่อมาจึงมีการแก้ปัญหาเป็นการจัดกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เด็กเรียนร่วมกัน โดยจะสอนให้กับนักเรียนแต่ละกลุ่มครึ่งชั่วโมง โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละกลุ่ม และเขาก็สามารถที่จะสอบนักเรียนได้ประมาณ 4 กลุ่มใน 1 วัน

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ในการเรียนการสอน เด็กๆ ทุกคนจะต้องรักษาสุขอนามัยที่ดี เพื่อป้องกันการระบาดของโรคระบาด โดยนักเรียนทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่างทางสังคมตามที่รัฐบาลกำหนด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเดินทางไปสอนนักเรียน แต่ว่าเด็กบางคนก็อาจจะไม่ได้เข้ามาร่วมเรียนด้วยเพราะต้องช่วยพ่อแม่ทำนา เพราะในขณะนี้เป็นช่วงการทำนาของประเทศกัมพูชา

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ครูเซ็น วันนา บอกว่า การที่จะต้องเดินทางไกลทุกวันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อย และน่าเบื่อหน่ายเหมือนกันเพราะต้องไปแต่ละหมู่บ้าน แต่นั่นคือภาระหน้าที่ของเขาในฐานะที่เป็นครูมานานกว่า 40 ปี ที่จะต้องให้ความรู้กับเด็ก และเขาก็รู้สึกสงสารเด็กนักเรียนที่จะไม่ได้เข้าห้องเรียนเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหา COVID-19

 

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการของกัมพูชา ระบุว่าสำหรับนักเรียนในพื้นที่ชนบทที่ไม่สามารถเข้าชั้นเรียนออนไลน์หรือไม่มีทีวีพวกเขาสามารถรวมตัวกันเพื่อการศึกษา แต่ต้องไม่เกิน 10 คนและจะต้องรักษาสังคมและทำตามคำแนะนำด้านสุขภาพ จัดทำโดยหน่วยงานด้านสุขภาพท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

 

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาประกาศว่าประเทศกัมพูชามีผู้ติดเชื้อโควิด 19 ภายในประเทศจำนวน 122 ราย และได้รับการรักษาแล้ว ขณะนี้ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว