5-วิธีบริโภคน้ำดื่มเลี่ยงเชื้อ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ

  • 2 – 8 ชั่วโมง สำหรับภาชนะอะลูมิเนียม
  • 2 วัน สำหรับภาชนะประเภทเหล็ก สเตนเลส
  • 4 วัน สำหรับภาชนะประเภทแก้ว
  • 5 วัน สำหรับภาชนะพลาสติก

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่

> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.

> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา

2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ

3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร

4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว

 

หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย

 

เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก

 

ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

 

ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

 

พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น

 

 

ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง

2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ

3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที

 

นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

ป่วยแบบไหนเป็นไข้เลือดออก

อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้

  1. ไข้สูง 2-7 วัน (ประมาณ 38.5-41 องศาเซลเซียส) บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. เลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งอาจมีเลือดดำ หรือ เลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย กรณีขั้นรุนแรง อาจอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
  3. ตับโตกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงขวา ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือ ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจจะมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มือเท้าเย็น ชีพจรเบาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • honestdocs.co

1ปี_Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์  วิเคราะห์สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ อาจยาวไปถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าหรือราวเดือนก.ย. 2564 เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยหยุดโรคไม่ได้ 100% จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโรค

 

“วัคซีนจำเป็นอย่างยิ่ง  อะไรๆ จะยังไม่เป็นปกติอย่างแท้จริงจนกว่าจะมีวัคซีน และการเปิดเมืองจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำจะยังอยู่จนกว่า เราจะระดมฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง การเว้นระยะห่างทางสังคมจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ โดยวิธีการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้อยู่ในระดับที่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด เพื่อนำตัวทุกคนมากักกันโรค

 

นอกจากนี้เกตส์ยังฉายถึงภาพในอีก  6-12 เดือนข้างหน้าว่า “ควรจะใช้โมเดลประเทศจีนเป็นตัวอย่าง ขณะที่กำลังเปิดให้คนกลับไปทำงาน แต่ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยและตรวจไข้อยู่ และยังไม่มีการจัดอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อซ้ำเป็นวงกว้าง ส่วนมาตรการ “เปิดเมือง” แบบอนุญาตจับกลุ่มได้เฉพาะกลุ่มสามารถเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมชนขนาดใหญ่  ยังไม่ควรจัดขึ้นจนกว่าจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนเสร็จสิ้น

 

ขอบคุณภาพจาก geekwire


4วิธีสู้โควิด19_Mindset_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ในช่วงนี้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน และเริ่มมีความถามจากทุกภาคส่วนว่า “เมื่อไหร่จะจบ?” ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบนี้ได้

 

ล่าสุด “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า ไวรัสโควิด-19 ถือเป็น Airborne (ละอองที่มีขนาดเล็กมากน้อยกว่า 5 ไมครอน) หรือ ละอองเสมหะที่ระเหยไปจนมีขนาดเล็กและมีเชื้อโรคที่มีชีวิตเกาะอยู่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล โดยที่ผ่านมาเชื้อโรคลักษณะนี้ที่วงการแพทย์รู้จักมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคสุกใสหรืองูสวัด และแบคทีเรียวัณโรคโดยสาเหตุสำคัญที่ WHO ต้องออกมาเตือนก็เพื่อให้ปรับรูปแบบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้เหมาะสมและทันต่อสถานภาพของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เราจำเป็นต้องปรับ Mindset เกี่ยวกับโควิด-19 เสียใหม่

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่ามีอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของ ดร. Eric Friedman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการกำราบไวรัสอีโบล่า อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งคุณจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ นักธุรกิจชื่อดังได้นำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก Tom Julpas Kruesopon โดยใจความสรุปมีดังนี้

 

  • ไม่จริง! ที่กล่าวกันว่าเดี๋ยวโควิด-19 ก็หายไปแล้วชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม เจ้าไวรัสนี้จะยังอยู่กับเราไปตลอดเหมือนอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส เอดส์ ที่ทุกวันนี้เราควบคุมมันได้แต่มันก็ไม่หายไปเสียที
  • ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่กับไวรัสโควิด-19 อย่างไร เพราะไวรัสตัวนี้แม้ว่าจะติดคนได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดแล้วทำให้ตาย โดยถือว่ายังไม่รุนแรงและอันตรายเท่ากับอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส
  • โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า 1% หากผู้ที่ติดไวรัสโควิด-19 อายุน้อยกว่า 65 ปี มีภูมิคุ้มกันและไม่มีโรคประจำตัว แต่หากผู้ที่ติดมีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป โอกาสเสียชีวิต หรือ ไม่สบายหนักขึ้นเกือบ 100% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำตอนนี้ คือ พยายามจำกัดการระบาดไม่ให้มากกว่านี้ โดยควบคุมให้คนอยู่บ้าน หมั่นล้างมือ ดูแลความสะอาด รักษาระยะห่าง แต่นี่คือการควบคุมไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ได้เป็นการทำให้หายไป

 

“4 วิธีที่ทำให้สามารถอยู่กับโควิด-19 ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม”

 

  1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพราะในโลกไม่มียาอะไรที่จะรักษาตัวเราเองได้ดีเท่ากับร่างกายเราที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาตัวเองได้ แต่เรามักเผาผลาญสิ่งดีๆ ในร่างกายมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลพักผ่อนซ่อมแซมร่างกายให้เพียงพอ
  2. ทานวิตามินมากๆ โดยเฉพาะ B Complex D และ C เพิ่มเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. ควบคุมน้ำตาลในร่างกาย พยายามเลี่ยงน้ำตาลที่มาจากเคมี หากน้ำตาลธรรมชาติ จากผักผลไม้ยังทานได้ แต่ให้ควบคุมปริมาณ นอกจากนี้น้ำตาลยังกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคต่างๆ จะเติบโตได้ดีจากการกินน้ำตาลในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อต่างๆ มาก
  4. หมั่นออกกำลังกายให้ปอดแข็งแรง งดบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์

_โรคหน้าร้อน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

ในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่แฝงตัวมากับอากาศร้อน คือ “โรค” ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีช่วงอากาศร้อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมโรคที่มากับอากาศร้อน รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อเตรียมตัวสู้โรคได้อย่างถูกต้องไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม…

 

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง และอาการเบื้องต้นเป็นอย่างไร !!!

 

 

  1. โรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาด สุกๆ ดิบๆ ทำให้ท้องเสีย ส่วนใหญ่ไม่อันตรายร้ายแรง แต่บางรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ เพราะมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก
  2. โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อย ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีสารพิษจากเชื้อโรคบางชนิดเข้าไป ส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าอาการหนักมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม
  3. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ
  4. โรคผิวหนัง ได้แก่ เม็ดผดผื่นคัน ป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก หรือ น้ำที่ไม่สะอาด
  5. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่อากาศเย็นสบาย เช่น ห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หางานอดิเรก หรือ นั่งสมาธิ
  6. โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดทุกปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในปีหนึ่งๆ ไม่น้อย ทั้งที่มีวัคซีนป้องกัน แต่ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ดี เมื่อถูกสัตว์อย่างสุนัขและแมวกัด ให้ทำความสะอาดแผลแล้วไปพบแพทย์ทันที

 

หากรู้สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้น การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องยาก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอควรทำติดตัวให้เป็นนิสัย

 

วิธีการป้องกันโรคง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองในช่วงฤดูร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ทำตาม คือ

  • เลือกทานอาหารที่สดใหม่ สะอาด ปรุงให้สุกด้วยความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ลดทานอาหารที่เป็นของหมักดอง และล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารที่ต้องใช้มือเปล่าจับ รวมไปถึงการเลือกทานอาหารจากร้านที่คำนึงถึงเรื่องความสะอาด “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” คือสิ่งที่สำคัญ
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการทานผักและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งผักและผลไม้บางชนิด สามารถช่วยปรับสมดุลในร่างกาย พร้อมบรรเทาโรคเบื้องต้นได้ เช่น มะระ ช่วยดับร้อน ถอนพิษไข้ ดอกแค ช่วยรักษาอาการร้อนใน ลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ปวดหัว ฟักเขียว ช่วยถอนพิษ ขับความร้อนในร่างกาย ช่วยให้แผลร้อนในยุบตัวเร็ว รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร แตงโม ผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่มาก ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย มะตูม ต้มเป็นน้ำสมุนไพร ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย รางจืด สมุนไพรฤทธิ์เย็น ลดอาการแพ้ การอักเสบ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก ทำเป็นน้ำฉีดพ่นลดความร้อนที่ผิวกาย ผิวหน้า ลดอาการแสบแดงและผิวไหม้จากแสงแดดได้ดี
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป พักเหนื่อยเป็นระยะๆ การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับสบายและหลับนานขึ้น ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่ร้อนจัด และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อ การปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกาย ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียได้

 

ผักและผลไม้บางชนิด ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

 

การดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ห่างไกลความเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 โรคติดต่ออันตรายที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน และทุกประเทศทั่วโลก การที่คุณมีสุขภาพที่ดีเท่ากับมีเกราะป้องกันตนเองในระดับหนึ่งแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก liekr.com/post_153768.html


COVID19จะหายจริงหรือ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงสร้างความวิตกกังวลเมื่อมันเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่ามันจะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนได้นานนัก ดังนั้นความหวังว่าหากฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อนในเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ชะลอการแพร่กระจายลงได้

แต่ความหวังนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีใครออกมายืนยันได้

 

และด้วยคำถามที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายนี้ ทำให้มีความพยายามในการค้นหาความจริงนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ล่าสุดที่มีการเผยแพร่อยู่ทั่วไป กลับพบเพียงว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วโลก ต่างก็ตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าอากาศอุ่นจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย หรืออาจจะทำให้มันสิ้นสุดการระบาดลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ประสิทธิภาพของตัวไวรัสเอง สภาพอากาศ รวมไปถึงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร. เกรกอรี่ เกรย์ จากแผนกโรคติดเชื้อทั่วโลกของสถาบันสุขภาพมหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะลดน้อยลงหรือหายไปในช่วงฤดูร้อนหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างนั้น แต่ก็มีความหวังว่าช่วงฤดูร้อนอาจทำให้การแพร่เชื้อลดลงเล็กน้อย เพราะโดยปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาปกติที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปมักจะจางหายไปในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากอาคารมีการไหลเวียนของอากาศมากกว่า ผู้คนก็สัมผัสกับแสงยูวีมากกว่าซึ่งสามารถฆ่าไวรัสได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะมีการชะลอตัวของการแพร่ระบาดประมาณ 10% ถึง 20% แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ดีว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

“ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ ซึ่งมันก็อาจจะหายไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็จะยังมีการแพร่กระจายอยู่ในมุมอื่นๆ ทั่วโลก”

 

ขณะที่เว็บไซต์ของศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ว่า ยังไม่มีใครทราบว่าสภาพอากาศและอุณหภูมิจะส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ และแม้ว่าฤดูร้อนจะทำให้มีโอกาสน้อยที่เกิดอาการป่วยไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ก็มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ทุกคนจะสามารถเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคนี้ตลอดทั้งปี

 

นอกจากนี้จากการตรวจสอบของนักวิชาการด้านสาธารณสุข โดยทำการศึกษาจากสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคเมอร์ส หรือ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) พบว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในอดีตไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าอุณหภูมิหรือฤดูกาลจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการระบาด โดยพบว่าการระบาดของโรคซาร์สสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม ที่สภาพอากาศยังไม่ชัดเจน ขณะที่โรคเมอร์สไม่ได้แสดงว่าฤดูกาลเกี่ยวข้องกับการระบาด

 

แม้จะพบว่ากลุ่มประเทศที่มีการระบาดใหญ่ที่สุดอยู่ในตำแหน่งเหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่, เกาหลีใต้, อิตาลี, ญี่ปุ่นและอิหร่าน ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจจะส่งผลต่อการแพร่ระบาดอย่างหนักได้ แต่ในตอนนี้ไวรัสกลับแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา ซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ เช่นบราซิล และออสเตรเลียในซีกโลกใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในซีกโลกเหนือ แต่ฤดูกาลที่แตกต่างกันก็อาจจะความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายมากขึ้นในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ

 

ถึงตอนนี้จะดูว่า COVID-19 มีความรุนแรงของการแพร่ระบาดน้อยลงในช่วงฤดูร้อน แต่มันก็อาจกลับมาและก็กลายเป็นไวรัสตามฤดูกาลในทุกประเทศทั่วโลกไปในที่สุด หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้