_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 20, 2020

หนุ่มสาวชาวศรีลังกายกเลิกงานฉลองแต่งงานเป็นการแจกของให้กับคนจนในระหว่างถูกล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดของโรคโควิด 19 แทน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคู่อื่นทำตาม ชี้รอยยิ้มของผู้รับเป็นของขวัญวันแต่งงานที่มีค่าทำให้มีความสุขจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

 

ท่ามกลางความยากลำบากในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ชีวิตที่เคยปกติของผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงชีวิตของหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่กำลังจะจัดงานแต่งงานในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถจัดงานแต่งงานที่ใหญ่โตขึ้นได้ แต่แทนที่จะเลือกจะล้มเลิกพิธีทั้งสองกลับเปลี่ยนแปลงการฉลองในระหว่างญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นการใช้เงินที่เตรียมในการซื้อของแจกจ่ายให้กับผู้คนยากจน และกำลังลำบากระหว่างที่ต้องกักกันตัวเองอยู่ในบ้าน จนไม่สามารถออกไปอาหาร หรือสิ่งจำเป็นได้อย่างเพียงพอ

 

 

ดาชานา คุมารา วิเจนารายา และ วานี รางายา เป็นสองหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่เลือกจะแบ่งปันความสุขในวันสำคัญของพวกเขาหลังจากที่ใช้เวลาวางแผนเพื่อจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่มากว่า 1 เดือนต้องหยุดชะงักลงเพราะการระบาดของโรคโควิด 19 ที่แพร่ระบาดไปยังเกาะศรีลังกาด้วย

 

ดาชานา เล่าว่า ทั้งสองได้เตรียมการแต่งงานทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แหวนแต่งงาน เค้ก และการจองห้องจัดเลี้ยง และจะเชิญแขกเข้าร่วมงานจำนวน 250 คน แต่เมื่อเกิดการระบาดและรัฐบาลขอให้ทุกคนช่วยกันระงับการจัดงานรวมตัวเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับงานแต่งงานและทุกอย่างที่เตรียมไว้แล้ว แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ บอกให้เลื่อนงานแต่งงานออกไป แต่เขาเห็นว่าสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้วน่าจะมีประโยชน์กว่าหากสามารถเปลี่ยนจากเงินทองที่ต้องใช้ในงานจัดเลี้ยงเป็นการแบ่งปันให้กับผู้คนที่ยากจนแทน

 

 

ดาราชานา เป็นเจ้าของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ขณะที่คู่หมั้นของเขา เป็นผู้ช่วยห้องปฏิบัติการในโรงเรียนของรัฐ ตัดสินใจที่จะยังคงวันแต่งงานของพวกเขาไว้ โดยจัดพิธีจดทะเบียนสมรส ทำพิธีตามประเพณีของศรีลังกากับครอบครัวเพียงไม่กี่คน และมีการเลี้ยงฉลองเล็กๆ เท่านั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะสวมหน้ากากอนามัย และนำสิ่งของจำเป็นจำพวก อาหารสำเร็จรูป ของใช้ส่วนตัว รวมทั้งของเล่นสำหรับเด็ก จนถึงน้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ออกไปแจกจ่ายตามบ้านเรือของผู้ยากไร้ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นละแวกที่มีผู้คนยากจนอาศัยอยู่ บ้านบางหลังใช้เพียงแผ่นไม้เล็กๆ เลอะเทอะด้วยโคลน ใช้เป็นที่หลับนอนเท่านั้น  บางบ้านมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อาศัยกับแม่เพียงลำพัง เมื่อทั้งคู่นำสิ่งของไปมอบให้ทำให้ทุกคนดีใจมาก และต่างอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขกับชีวิตแต่งงานตลอดไป

 

 

เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ร้านของดาราชานา กลายเป็นจุดสนใจ มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมชมและช่วยซื้อสินค้าจากร้านของเขา เพราะชื่นชมในความมีน้ำใจของทั้งคู่

 

“เรารู้สึกมีความสุข และดีใจมากที่ได้ทำสิ่งที่มีค่า แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งของเล็กน้อยแต่สำหรับพวกเขาแล้วมันสำคัญมาก รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาคือคำอวยพรที่เราไม่สามารถจะอธิบายได้ และเราก็รู้สึกว่างานแต่งงานของเราเป็นวันที่มีความสุขที่สุด”

 

ประเทศศรีลังกามีผู้ติดเชื้อคนแรกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กระทั่งต่อมามีการระบาดไปยังชาวศรีลังกามากขึ้นในเดือนมีนาคม จนรัฐบาลต้องประกาศล็อกดาวน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ทำให้กิจกรรมต่างๆ ถูกหยุดลงโดยสิ้นเชิงรวมถึงงานแต่งงานของทั้งสอง กระทั่งสถานการณ์ดีขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน ทำให้หลายอย่างคลี่คลาย แต่ข่าวความมีน้ำใจของสองหนุ่มสาวกลับยังไม่หายไป ทุกวันนี้ยังคงมีคนแวะไปเยี่ยมร้านของดาราชานาและภรรยาของเขาเพื่อชื่นชมและ ยังเผยแพร่ข่าวนี้ออกไป จนทำให้คู่บ่าวสาวอื่นๆ ทำตามเพิ่มอีกหลายคู่อีกด้ว


Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2020

“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

วลีที่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ได้เคยกล่าวไว้ในอดีตไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปียังคงอมตะเสมอ แม้กระทั่งในวิกฤติโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้

 

เมื่อไม่กี่วันผ่านมา หลายท่านคงทราบถึงเรื่องราวดีๆ ของโครงการขนข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นการแลกเปลี่ยนปลาทะเลตากแห้งของเครือข่ายชาวเลภูเก็ตและพังงา กับข้าวสารและพริกแห้งของเครือข่ายชาวนาจังหวัดยโสธร ภายใต้การประสานงานของมูลนิธิชุมชนไท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์จนขาดรายได้ และเป็นการช่วยกระจายอาหารคุณภาพจากชาวเลให้แก่ชาวนาในภาคอีสาน

 

เหตุการณ์นี้ นอกจากเป็นธารน้ำใจที่เกิดขึ้นในวันที่คนไทยต้องเผชิญวิกฤตร่วมกัน ยังสะท้อนภาพวัฒนธรรมด้านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กลับมาสู่สังคมอีกครั้ง ด้วยการนำสิ่งที่ตนมีอยู่พอเหลือพอกินมา “แบ่งปันโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ไม่ใช้เงินเป็นตัวกลาง และไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ซึ่งเคยถูกมองว่าหาได้ยากในสังคมที่ถูกทุนนิยม หรือ วัตถุนิยมชี้นำในปัจจุบัน

 

น่ายินดีที่โครงการได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเริ่มเกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างมหาสารคามและตราด พังงาสนใจส่งปลาเข้ามาเพิ่ม อำนาจเจริญก็อยากนำข้าวมาแลกปลา ศรีสะเกษก็ส่งหอมแดง กระเทียม พริกเข้ามาแลกปลา โดยใช้โมเดลของโครงการฯ เช่นกัน

 

นอกจากนี้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย โดยชาวปกาเกอะญอ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ รวบรวมข้าวสารพันธุ์พื้นเมืองที่พวกเขาปลูกได้ในหมู่บ้าน มาเตรียมจัดส่งให้ผู้เดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วย เพื่อตอบแทนน้ำใจคนเมืองที่ได้บริจาคอุปกรณ์ดับไฟป่าให้พวกเขาในช่วงก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครั้งแรก ถ้าย้อนไปก็จะพบว่าสังคมไทยมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของในลักษณะแบ่งปันพึ่งพาอาศัยระหว่างกันมานานแล้ว อาทิ วัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำมูลแถบอีสานตอนล่างในอดีตที่เรียกว่า “วัฒนธรรมข้าวแลกปลา-ปลาแลกข้าว” ที่นำปลาสดและปลาแดกปลาส้ม มาแลกกับข้าวสารของชาวนาบ้านโคก ปีละ 2ครั้ง คือ เดือนอ้ายกับเดือนหก (ลาว)

 

การแลกข้าวแลกเกลือ การนำผ้าทอ หมอน ไปแลกข้าว ปลา พริก หอมและกระเทียมแทนการซื้อขายระหว่างหมู่บ้านของชาวอีสาน ตลอดจนการแลกข้าวปลาอาหารระหว่างชาวเลชายฝั่ง –ชาวนา-ชาวสวนทางภาคใต้ และการแลกเปลี่ยนข้าว พืชผลการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ระหว่างชุมชนที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกภูมิภาค แต่ระยะหลังจะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในชุมชนเมือง มักเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนเกษตร ประมง หรือ ปศุสัตว์ ที่ห่างออกไปมากกว่า

 

วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนพึ่งพาอาศัยกันของคนไทย ไม่เพียงมีผลแค่เรื่องของปากท้องชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงถึงการกระชับสัมพันธ์ มิตรภาพ รวมถึงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชุมชน สังคม ภูมิภาคที่ผูกพันในวิถีคนไทยมาตลอด นั่นจึงทำให้เมื่อพื้นที่ใดต้องเผชิญวิกฤตก็จะพบว่าน้ำใจคนไทยไม่เคยเหือดแห้ง พร้อมยื่นมือนำสิ่งที่มีอยู่เข้าไปให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังเช่นในวิกฤตโควิด-19 ที่เราทุกคนเผชิญอยู่นี้

 

ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด หากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยสะท้อนอีกแง่มุมได้ว่า ท้ายสุดแล้วชีวิตคนเราเพียงแค่พออยู่ พอกิน มีเหลือ เผื่อปันก็เป็นสุขได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รอบตัวต้องตกอยู่ในวิกฤต และบางครั้งการเป็นผู้ให้ก็อาจช่วยสร้างสุขได้มากกว่าเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
  • เทคโนโลยีชาวบ้าน
  • บีบีซีไทย