-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com


colorfood_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวล้วนมีผลต่อความคิด ความรู้สึก ไปจนถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ “สี” เวลามองเห็นสีแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ นั่นเพราะสีไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมอง ชื่อว่า “ต่อมไพเนียล” ที่เกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ส่งผลต่อฮอร์โมนด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา หรือแม้แต่ความอยากอาหารในชีวิตประจำวัน

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าทาน กระตุ้นให้น้ำลายสอ มองแล้วรู้สึกน่าทาน ทั้งที่ไม่ได้หิวเลยสักนิดนั่นหมายความว่าสมองของคุณกำลังถูกครอบงำและดึงดูดด้วยสีสันที่เย้ายวนชวนให้ทานชนิดที่ว่าต่อให้อ้วนก็ยอม

 

 

5 สีกระตุ้นความอยากอาหาร

สีแดง โดยธรรมชาติของสีแดงเวลาที่เห็นจะรู้สึกถึงความร้อน มีพลัง กระตุ้นให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหิวก็ด้วย เพราะเหตุนี้บรรดาแบรนด์อาหารชั้นนำจึงใช้พลังแห่งสีแดงมาเป็นองค์ประกอบ ชวนให้อยากกิน อยากเดินเข้าร้านซื้อมันซะเดี๋ยวนี้เลย

สีเหลือง สีแห่งความรู้สึกร่าเริงสดใส สนุกสนาน เห็นเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความสุข และเมื่อมีความสุขเราก็จะกินได้มากขึ้น เรียกง่ายๆว่า แฮปปี้กับการกินนั่นเอง

สีส้ม เหมาะกับความรู้สึกอบอุ่น สดชื่น กระฉับกระเฉง ส่งผลมุมบวกให้รู้สึกว่าอาหารอร่อย มีประโยชน์ ต้องกินนะ เพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก

สีเขียว สายเฮลตี้ต้องมา ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียว ความอยากจะมีมากกว่าปกติเพราะรู้ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบทานผักจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกินเลย แต่ควรกินบ้าง ถ้าไม่อยากขาดสารอาหาร

สีขาว สื่อถึงความบริสุทธ์ อ่อนโยน เวลาทานอาหารที่มีสีขาวทำให้รู้สึกปลอดภัยว่าอาหารนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย จนบางทีลืมนึกถึงเจ้าแคลลอรี่ตัวร้ายที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็หมดจานไปซะแล้ว

 

 

3 สี เผาผลาญน้ำหนัก

รู้กันหรือไม่ว่าสีบางสีเห็นแล้วความอยากถึงขั้นติดลบเลยก็มี อิทธิพลของสีกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมาะสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำเลย

สีม่วง ช่วยลดความอยากอาหารได้ เพราะในธรรมชาติแล้วพืชผักสีม่วงมีให้เห็นตามท้องตลาดน้อยมาก ดังนั้นอาหารสีเข้มๆ อย่างสีม่วงมันทำให้รู้สึกว่าปลอม สกปรก หรือมีพิษ

สีน้ำเงิน หรือ ฟ้า ให้ความรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผ่อนคลาย เมื่อสมองมีความรู้สึกดังกล่าวความอยากอาหารก็จะลดลง ใครที่อยากลดน้ำหนักลองหาอาหารสีนี้มาทาน แต่ถ้ามันยากเกินไปลองเปลี่ยนจานที่ใช้มาเป็นจานสีน้ำเงินหรือฟ้าแทนก็ช่วยได้ ลองดูสักอาทิตย์เผื่อจะผอม

สีดำ หรือ เทา ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว คล้ายมีเรื่องเศร้า มองยังไงก็ไม่มีความสุข ความรู้สึกไม่อยากใดๆ เกิดขึ้นทันที ช่วยลดความรู้สึกอยากกินอาหารได้มาก เช่น สปาร์เก็ตตี้เส้นดำ ครั้งแรกที่บางคนเห็นอาจคิดในใจว่ากินได้จริงหรือ

 

นอกจากสีจะมีอิทธิพลทางความเชื่อ การแต่งตัว การตกแต่งบ้านแล้ว สียังมีผลกับเรื่องปากท้องอีกด้วย การเลือกทานอาหารนอกจากมองเรื่องสีสันที่ชวนให้ทานแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่จะได้รับด้วย บางอย่างสีอาจไม่สวย แต่ถ้าทานแล้วดีก็ต้องทานบ้าง บางมื้อก็ยังดี


_Cover_2.jpg

zebertoothApril 16, 2020
  • มีเรื่องเล่าว่า “หมูกระทะ” มีที่มาจากทหารมองโกลนำเนื้อแกะมาย่างบนหมวกเหล็กเพื่อคลายหิวขณะออกศึก
  • เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ญี่ปุ่นเนื้อแกะล้นตลาดจึงนำมาปิ้งจนนิยมแพร่หลายเรียกเมนูนี้ว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ก่อนที่จะกลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักกัน
  • คาดว่าหมูกระทะเข้ามาในไทย ราวปี พ.ศ. 2510 โดยขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ส่วนทางอีสานนิยมเรียก “เนื้อย่างเกาหลี” ก่อนปรับสูตรมาเป็นหมูกระทะในปัจจุบัน
  • ช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของร้านหมูกระทะ โดยเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงมักลงทุนเปิดร้านหมูกระทะจนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเหมือนร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

“เพราะอาหารการกินคือความสุขแบบหนึ่งของมนุษย์”

 

เชื่อได้ว่าเวลานี้ “หมูกระทะ” คือหนึ่งในอาหารที่หลายท่านถวิลหาในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะนอกจากรสชาติและกลิ่นที่หอมโชยยั่วลิ้นแล้ว บรรยากาศการสังสรรค์เฮฮาหน้าเตาหมูกระทะช่วงสงกรานต์ร่วมกับญาติพี่น้องและ เพื่อนก็เป็นอีกปัจจัยที่หลายท่านยังคงคิดถึงเช่นเดียวกัน

 

แต่ทราบไหมว่าหมูกระทะที่กลายมาเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยจริงแล้วมีที่มาจากที่ใด เป็นเมนูไทยแท้หรือไม่ วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาให้ได้ทราบกัน (อ่านประกอบ : “หมูกระทะ” กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์ )

 

ฟังเขาเล่าว่า..มีต้นกำเนิดจากนักรบมองโกล

จุดเริ่มต้นหมูกระทะไม่มีการบันทึกยืนยันหลักฐานแน่ชัดหากมีเรื่องเล่าหลายที่มา หนึ่งในตำนานน่าสนใจ มีอยู่ว่า ต้นกำเนิดหมูกระทะมาจากทางอาณาจักรจีนทางตอนเหนือในสมัยโบราณ เกิดขึ้นช่วงสงครามของเผ่ามองโกลระหว่างพักรบเหล่าขุนพลท่านข่านเกิดหิวจนตาลาย แม้มีเนื้อแกะติดตัวแต่ก็ไม่มีอุปกรณ์มาทำกิน จึงเอาหมวกเหล็กสำหรับออกรบมาไฟใช้แทนเตาเอาเนื้อแกะมาวาง ก็จะได้เป็นเตาย่างเนื้อแกะแบบพิเศษที่ทำให้เนื้อสุกเร็วและมีความอร่อยจนกลายเป็นที่มาแรกของการทำกระทะเพื่อนำมาทำอาหารปิ้งย่าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงเรื่องเล่าไม่ได้มีหลักฐานอ้างอิงใดชัดเจน

 

เนื้อย่างเจงกิสข่านสู่ยากินิคุ

เรื่องของหมูกระทะที่มีบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเกิดขึ้นที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2461 สมัยนั้นเกาะแห่งนี้มีการเลี้ยงแกะเป็นจำนวนมากเพื่อเอาหนังไปใช้งาน นั่นทำให้ปริมาณของเนื้อแกะล้นตลาด รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเนื้อแกะซึ่งวิธีที่นิยมกันก็คือนำมาย่างไฟนั่นเอง ต่อมาได้มีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ขึ้นมาคาดว่าคิดขึ้นมาโดยนายโทคุโซะ โคมาอิ หนุ่มจากเมืองซัปโปโร่ เกาะฮอกไกโด โดยคาดกันว่าที่เขาตั้งชื่อนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อย่างสไตล์จีนตอนเหนือนั่นเอง ต่อมาในปี พ.ศ.2479 มีการเปิดร้านเนื้อย่างเจงกิสข่านขึ้นครั้งแรกที่กรุงโตเกียว โดยใช้ชื่อร้านว่า Jingisu-sō ที่แปลว่า ร้านเจงกิส ก่อนที่ร้านแนวนี้จะได้รับความนิยมและเปิดกันมากมายทั่วกรุงโตเกียวในเวลาต่อมา

 

ทั้งนี้เมื่อมีผู้ที่นิยมรับประทานเนื้อแกะปิ้งย่างกันอย่างแพร่หลาย บวกกับญี่ปุ่นมีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา จากเดิมที่มีเพียงเนื้อแกะก็มีการปรับเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู กลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักนั่นเอง

 

เกาหลีก็มีนะ

ชาวเกาหลีนั้นมีความเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ถือกำเนิดอาหารปิ้งย่างเช่นกัน เพราะมีรับประทานมาอย่างยาวนาน โดยเมนูนี้ทางเกาหลีจะเรียกว่า “บูโกลกิ” ที่มีความหมายว่าเนื้อแกะย่างเช่นกัน โดยอาหารประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างเกิดขึ้นภายในเกาหลีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ร้านอาหารเกาหลีที่เสิร์ฟปิ้งย่างยังเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นโดยจะเรียกว่าเป็นเมนูแบบโฮะโรมอนยากิ หรือ เรียกสั้นๆ ว่าอาหารโชซอน

 

แพร่หลายเข้ามาไทยนานกว่า 50 ปี

สำหรับประเทศไทย คาดกันว่าหมูกระทะเริ่มเข้ามาแพร่หลายราวปี พ.ศ.2510 มีการขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกีสข่าน” ในยุคแรกนั้นจะเน้นเสิร์ฟเป็นชุดๆ มีพนักงานย่างให้บนกระทะที่หน้าตาคล้ายปัจจุบัน โดยใช้เนื้อวัวเป็นหลักมีมันหมูสำหรับย่างให้น้ำมันไหลเคลือบกระทะและมีผักสำหรับย่างด้วย

 

ทั้งนี้ทางภาคอีสาน นิยมเรียกว่า “เนื้อย่างเกาหลี” โดยร้านต้นตำรับของอีสานที่ผู้คนมักกล่าวถึง คือ “หมื่นทิพย์เนื้อย่างเกาหลี” ที่จังหวัดอุบลราชธานี อีกร้านที่เรียกว่าเป็นต้นตำรับและคุ้นหูสำหรับวัยโจ๋ยุค 90 เป็นอย่างดี คือ “ไดโดม่อน” ที่ทำร้านปิ้งย่างแนวใหม่ ในยุคนั้น (ประมาณ พ.ศ.2528 – 2529) เป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ที่เลือกอาหารได้ตามใจชอบจากเมนูที่ทางร้านมี

 

ในเวลาต่อมาร้านประเภทปิ้งย่างเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นเรื่อยมีร้านผุดขึ้นมากมาย ซึ่งมักใช้ชื่อว่า “ร้านเนื้อย่างเกาหลี” ส่วนเมนูสำหรับผู้ไม่นิยมทานเนื้อวัวก็ดัดแปลงเป็น หมู ไก่ และอาหารทะเล โดยเฉพาะช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือว่าเป็นยุคที่ร้านหมูกระทะเฟื่องฟูมาก กลายเป็นธุรกิจยอดฮิตของเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงของไทย ทำให้เรามักพบร้านหมูกระทะทั่วทุกหนแห่งเช่นเดียวกับร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

จนถึงทุกวันนี้ “หมูกระทะ” ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากขึ้น รวมถึงมีพัฒนาการที่เป็นทางเลือกหลากรูปแบบ อาทิ บุฟเฟ่ต์นานาชาติ ตลอดจนการปรับวัตถุดิบเมนูที่หลากหลายถูกปากคนไทยในแต่ละเทศกาล หรือ ให้บริการแบบเดลิเวอรี่ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน และกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่คนไทยต้องมีควบคู่กับการฉลองโอกาสพิเศษ ช่วยสร้างความอร่อย อิ่มอกอิ่มใจ สานสัมพันธ์สร้างความสนุกสนานไปพร้อมกัน

 

ช่วงสงกรานต์นี้ แม้หลายท่านไม่สามารถกลับไปรวมตัวสังสรรค์กับญาติ พี่น้อง เพื่อนๆ ที่บ้านเกิดได้ ก็ลองปรับมาใช้วิธีสังสรรค์ทางวิดีโอคอลบน Line Group แล้วแข่งกันปิ้งหมูกระทะอวดชาวแก๊ง หรือ ญาติดูก็น่าจะช่วยบรรเทาความคิดถึงกันได้ไม่น้อยเลย #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

ขอบคุณข้อมูล

  • Chiangmainews
  • Foodpanda
  • Pantip

Content_น้ำพริกกะปิ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

น้ำพริกกะปิ เคล็ดลับ ทำอร่อย

น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่อยู่คู่สำรับอาหารไทยมาช้านาน เป็นเมนูประจำที่ต้องมีติดบ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ในแต่ละภูมิภาค แต่ละบ้านมีความชอบแตกต่างกันไป แต่สุดแล้วเมนูขวัญใจของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นน้ำพริกกะปิ เคยสงสัยหรือไม่ว่า น้ำพริกกะปิ ต้องปรุงรสอย่างไรให้อร่อย มีกลิ่นหอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวกคนชอบรับประทานน้ำพริก เมนูง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์ อร่อยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

 

อิ่ม อร่อยฉบับครัวไทย

หากถามถึงประโยชน์ของน้ำพริกกะปิต้องเริ่มจากวัตถุดิบตัวชูโรงหลักนั่นคือ กะปิ หากนำมาปรุงรสรวมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในครัว เช่น พริก กระเทียม มะอึก มะนาว น้ำตาลปี๊บ เราสามารถแปลงโฉมให้กะปิธรรมดากลายเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางอาหาร

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่ากะปิ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ เคย มีแคลเซียมสูงมาก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน การรับประทานกะปิในแต่ละครั้งเท่ากับเราทานสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัว ทำให้ได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนไปแบบเต็ม ๆ

นอกจากประโยชน์ที่ได้จากกะปิแล้ว ยังมีกระเทียมที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และ พริก ตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่าง ผักชนิดต่าง ๆ ที่ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่

 

เล่าถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกกะปิกันขนาดนี้แล้ว มาเข้าสู่ขั้นตอนการทำตามสไตล์กินอยู่เป็นกัน

เมนูน้ำพริกกะปิไม่ใช่เมนูที่ทำยาก สามารถเลือกหาวัตถุดิบใกล้ตัวจากห้องครัว หรือตลาดนัดทั่วไป คือ กะปิ กระเทียม มะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะเขือพวง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีทำ ดังต่อไปนี้

1.โขลก – นำกระเทียม พริก กะปิ มาโขลกจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำมะอึกที่เตรียมไว้มาขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาดผ่าครึ่งซีกซอยตามยาว หลังจากนั้นใส่กุ้งแห้งตำพอแหลกเล็กน้อย

เคล็ดไม่ลับ ใช้ใบตองห่อกะปิแล้วนำไปเผาไฟอ่อนๆ ช่วยให้กะปิมีกลิ่นหอม เลือกใส่น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทรายเพราะจะทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นอร่อยกว่า และการที่ใส่มะอึกจะช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวของน้ำพริกกะปิ และทำให้เกิดกลิ่นหอม

2.ปรุงรส – ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสอีกครั้งโดยยึดหลักให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม หวาน เผ็ด หรือแล้วแต่รสชาติที่ชอบของแต่ละบ้าน ปิดท้ายด้วยมะเขือพวงบุบ (นำมาทุบพอประมาณ) ล้างให้สะอาด แล้วตักใส่ภาชนะเสิร์ฟพร้อมผักลวกหรือผักสด เช่น ดอกแค มะระ มะเขือสด แครอท แตงกวา ฯลฯ เลือกเครื่องเคียงตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ระหว่างปรุงรสให้เข้ากัน สามารถเติมน้ำอุ่นสักเล็กน้อย เพื่อเจือจางรสชาติให้สมดุลกัน

 

เมื่อมีน้ำพริกกะปิแล้วอีกหนึ่งเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ต้องทานคู่กัน คือ ปลาทูทอด

กินอยู่เป็นจึงขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการเลือกปลาทู โดยวิธีการเลือกให้สังเกตบริเวณดวงตา ไม่ควรเลือกปลาทูที่มีลักษณะตาไม่สมบูรณ์ ขอบตาแดง เหลือง เพราะหมายความว่าเป็นปลาที่คุณภาพไม่ดี เนื้อไม่แน่น เวลานำไปทอดเนื้อจะเละยุ่ย…

 

เรียกได้ว่าเครื่องเคียงของน้ำพริกกะปิทั้งจานนี้อุดมไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ นี่แหละวิธีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก

: บทความ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ผักเครื่องเคียง กับ ข้าวสวยจานนี้ได้อะไร : นิตยสารหมอชาวบ้านเขียนโดย รศ. ดร.สมเกียรติ โกศัลวัฒน์


-ข้าวเหนียวมะม่วง-ทำไมถึงอร่อย-โดนใจ-จนติดอันดับโลก_web.jpg

kinyupen_adminFebruary 10, 2019

ไขรหัสลับ สิ่งที่ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม ถูกปากและโดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม มีส่วนประกอบของข้าวเหนียว เนื้อมะม่วงสุก น้ำกะทิรสชาติกลมกล่อม และได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีสรรพคุณเป็นของร้อนรสหวาน ช่วยบำรุงพลัง บำบัดอาการเหงื่อออกมาก ท้องเสีย โดยเฉพาะมะม่วงที่มีรสหวานปนเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับลมได้

จากความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทย จนตอนนี้ได้รับความนิยมและเริ่มมีเมนูนี้ในร้านอาหารต่างประเทศหลายร้านแล้ว อะไรเป็นมนต์เสน่ห์ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่โดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

1. เป็นของหวานที่ให้ไฟเบอร์-พลังงานสูง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นของหวานที่ให้พลังงานสูง ทั้งจากน้ำตาล กะทิ ข้าวเหนียว และมะม่วง ในทางกลับกัน หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นอันตรายและเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรคต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำมีไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี ไฟเบอร์ช่วยทำให้ผู้ที่เบื่ออาหารมีความสดชื่น

2. ถือเป็นอาหารมื้อหนักมื้อหนึ่ง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” 1 จาน เทียบเท่ากับการรับประทานอาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แนะนำว่าควรรับประทานในช่วงกลางวัน เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้พลังงานทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมื้อเย็น เนื่องจากพลังงานที่ได้รับเข้าไปอาจเผาผลาญและนำไปใช้ไม่หมด และเกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้

3. มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความ “อร่อย”

“มะม่วง” เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความอร่อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีกลิ่มหอม เนื้อนุ่ม ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป ทานกับข้าวเหนียวมูนน้ำกะทิ โรยหน้าด้วยงาคั่วหรือถั่วหอมๆ ใส่เกลือ และน้ำตาลทรายขาว ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีความอร่อย ถูกปากใครหลายๆ คน

4. ติดโผของหวานอร่อยที่สุดในโลก

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นทราเวล จัดอันดับของหวาน 50 ชนิด ที่อร่อยที่สุดในโลก โดยขนมไทยจำนวน 2 ชนิด อย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” และ “ทับทิมกรอบ” ติดโผ 50 อันดับในครั้งนี้ด้วย

5. ต่างชาติการันตี “ข้าวเหนียวมะม่วง” คือ เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล

เพราะความอร่อย หวาน นุ่ม หอม ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่มีรสชาติหวานละมุนแบบดั้งเดิม มีข้าวเหนียวที่นุ่มนวลน่ารับประทาน พร้อมด้วยน้ำกะทิที่มีกลิ่นหอมชวล นอกจากจะถูกปากถูกใจคนไทยเองแล้ว ชาวต่างชาติยังต้องยกนิ้วให้ การันถึงความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จนต้องพูดว่า “โอ้ คุณพระช่วย! มันคือสวรรค์อย่างมาก” จนต้องยกข้าวเหนียวมะม่วงให้เป็น เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล เลยทีเดียว

น่าภาคภูมิใจอย่างมากที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานของไทย เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกจนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีรสชาติหวานแบบดั้งเดิม อร่อย และกลมกล่อม จึงไม่แปลใจเลยที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบจากคนทั้งโลกได้ขนาดนี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ในช่วงใกล้สิ้นเดือน หลาย ๆ คนคงจะปวดหัวกับวิธีการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หนึ่งในอาหารประทังชีวิตของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน ที่ราคาไม่แพง แค่เติมน้ำร้อนก็สามารถรับประทานได้เลย

“ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คนคงจะชินกับสิ่ง ๆ นี้ไปแล้ว ซึ่งมันทรมานมาก ๆ เพราะกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก เราก็ต้องบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด ให้มีเงินประทังชีวิตให้ได้จนถึงวันเงินเดือนออก หลายคนเงินเดือนมีมากก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนเลย เดินทางออกมาทำงานแต่ละครั้ง แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ทั้งค่าเดินทาง , ค่าอาหารกลางวัน , ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงหนี้สิน ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ก็คงไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเงินเดือนออกปุ๊ป ถึงหมดปั๊บ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อาหาร” เพราะอาหารคือเครื่องประทังชีวิตของมนุษย์ มนุษย์เราต้องรับประทานอาหารให้ได้ 3 มื้อต่อวัน ในชีวิตจริงการซื้ออาหารรับประทานตามร้านอาหารตามสั่ง ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำไปอย่างน้อย 50 บาท ยิ่งถ้าไปร้านอาหารหรู ๆ แพง ๆ หน่อย ราคาก็จะสูงขึ้นอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ถามว่าอาหารราคาที่ถูกที่สุดมีหรือไม่ บอกเลยว่ามี เมื่อพูดถึงอาหารที่ราคาไม่แพง มนุษย์เงินเดือนทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” นั่นเอง ราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยห่อละ 6 บาท เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว บาท 6 บาท กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ถือเป็นการลงทุนไม่มาก ไม่แพงด้วย แค่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง กับน้ำร้อน ก็สามารถอิ่มได้ ลองเปรียบดูว่า อาหาร 1 มื้อ มูลค่า 50 บาท 3 มื้อมูลค่า 150 บาท ถ้าหากเอา 150 บาท ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรับประทาน จะได้ประมาณ 30 ห่อ สามารถรับประทานได้ 10 วันเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ หนำซ้ำเป็นอันตรายต่อร่างกายเราด้วย เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังมีคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการใส่สี ใส่สารที่ทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมาก รวมทั้งถูกนำไปทอดในน้ำมันซ้ำๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังมีแคลเลอรี่สูง ซึ่งหากรับประทานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูงด้วย

และทราบไหมว่า ต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น โดย “โมโมฟุกุ อันโด” ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ที่มีไอเดียริเริ่มการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาเกิดภาวะล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก “โมโมฟุกุ อันโด” จึงนำแป้งสาลีที่ได้รับบริจาคมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้ง ๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อน ๆ จัด ก่อนนำไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นาน ๆ โดยเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที

ทฤษฏีลำดับขั้นความความต้องการ โดยนักวิชาการ มาส์โลว์ ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยธรรมชาติแล้วมีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดี หากได้รับความต้องการตามลำดับ ซึ่งแสดงไว้ในรูปของฐานพีระมิด โดยความต้องการลำดับแรกจะมีมากที่สุดเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ ไปจนถึงความต้องการสูงสุดในบันไดขั้นที่ 5 โดยความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ที่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดร่างกายจะกระตุ้นให้บุคคลทำกิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้

ดังนั้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ช่วยเยียวยาและประทังชีวิตของมนุษย์ในช่วงที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 7 วันอันตราย เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปจนถึงวันสิ้นเดือน วันเงินเดือนออกจนได้ในที่สุด บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปถือเป็นอาหารที่นับว่าสามารถรับประทานได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมาย แต่ต้องรู้วิธีที่จะกินอยู่เป็น ด้วยการรู้จักปรุงให้ถูกวิธี และไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจํานาน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้น ควรรับประทานสลับกับอาหารประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะการรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซาก จะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรับประทานได้ แต่ต้องใส่ใจ รับประทานให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์และผักทุกครั้ง เพื่อโภชนาการของร่างกาย และเราเองก็สามารถประทังชีวิตได้ไปถึงวันสิ้นเดือนอย่างมีคุณภาพต่อไป

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ปัจจัยสำคัญกับความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของมนุษย์_web.jpg

kinyupen_adminNovember 8, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวกล่อง” ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการใช้ชีวิตในช่วงเร่งรีบของมนุษย์ที่ต่างมีภารกิจต่างๆ ให้ได้ทำในแต่ละวัน เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้นเลย

มนุษย์ทุกคนมีภารกิจและมีหน้าที่ให้ทำในแต่ละวัน ทั้งการไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน ไปท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต แต่ถึงจะเร่งรีบขนาดไหนก็ตาม อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรับประทาน เพราะเราต้องใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การรับประทานอาหารมื้อเช้า จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเรามีพละกำลังและมีเรี่ยวแรงที่จะทำกิจกรรมในชีวิตเรา

เมื่อมนุษย์มีความเร่งรีบในชีวิต การรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร รวมไปถึงการประกอบอาหารเองที่บ้านอาจจะไม่สะดวกมากนักในช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดความเร่งรีบ ดังนั้น “ข้าวกล่อง” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญความเร่งรีบของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปใส่จานหรือนำไปประกอบอาหาร เพราะข้าวกล่องมีให้ครบตามความต้องการของมนุษย์

จะว่าไป วันนี้เราอยากกินอะไร ก็แค่เดินไปสั่งที่ร้านอาหารตามสั่งหรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีข้าวกล่องสำเร็จรูปแบบแช่แข็งจำหน่าย หรือบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัว คุณแม่ก็อาจจะทำข้าวใส่กล่องหรือปิ่นโตไว้ให้เราด้วย นี่ล่ะรูปแบบของ “ข้าวกล่อง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล่องโฟมเท่านั้น ลักษณะของข้าวกล่องเป็นได้ทั้งข้าวกล่องแช่แข็งที่เมื่อหิวแล้วก็ต้องเอาไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ หรืออาจจะเป็นกล่องใส่ข้าวพลาสติก ที่มีวิวัฒนาการมาจากปิ่นโตใส่ข้าว หรือบางคนยังเลือกใช้ปิ่นโตใส่ข้าวด้วยซ้ำ เพราะสามารถบรรจุอาหารได้หลากหลายอย่าง เผื่อว่าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ รับประทานด้วย

ข้อดีของ “ข้าวกล่อง” เราเห็นกันอยู่แล้วว่า สะดวกสบายในการใช้ชีวิต สามารถรับประทานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งรีบสุดๆ เป็นต้น แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว “ข้าวกล่อง” ที่บรรจุใส่ในกล่องโฟมหรือใส่ในถุงพลาสติก เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้ เพราะพลาสติกจะทำให้เราเป็นมะเร็งได้ ถ้าจะให้ดีวันหลังก็ควรให้ร้านใส่กล่องข้าวให้เราน่าจะดีกว่า แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติ รัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม บอกว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง ซึ่งข้าวกล่องที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ออกฤทธิ์ให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติและเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด หากผู้ชายทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถึงแม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำก็ตาม

สุดท้าย แนวโน้มพฤติกรรมการบริโภค “ข้าวกล่อง” ของคนไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคในเรื่องอาหารและโภชนาการ แต่ก็อย่ามัวหลงความสะดวกสบายจนลืมใส่ใจสุขภาพของตนเอง หากไม่จำเป็นพยายามหาเวลาไปรับประทานอาหารที่ร้านหรือที่บ้านกับครอบครัวน่าจะอบอุ่นใจกว่า ดีกว่าต้องเป็นมนุษย์ข้าวกล่องไปตลอดชีวิต และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_เคล็ด-ไม่-ลับ-กินเจอย่างไร-ไม่ให้อ้วน.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลถือศีลกินเจ ระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 ก็มีทั้งเหล่าบรรดาคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยแท้ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการถือศีลกินเจในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้บุญแล้ว จิตใจและร่างกายของเรายังบริสุทธิ์อีกด้วย นอกจากนี้ เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ ล้วนเป็นเมนูที่ปราศจากเนื้อสัตว์ล้วนๆ ซึ่งอาหารที่ไม่นับประเภทการทอดดวยน้ำมันนั้น ล้วนมีแคลอรี่ต่ำทั้งนั้น อย่างเช่น แกงจืดเต้าหู้ อาหารเบสิคของทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งจริงๆ แล้ว มีปริมาณอยู่ที่ 90 แคลอรี่เท่านั้นเอง

แล้วรู้หรือเปล่าว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น รู้ไหม? จริงๆ แล้วไม่ยากเลย มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่หนุ่มสาวที่รักสุขภาพสามารถนำไปใช้กันได้

1. หลีกเลี่ยงอาหารเจที่ทำลอกเลียนเนื้อสัตว์จริง – โปรตีนเกษตร แป้ง ของจำพวกนี้ใช้สำหรับลอกเลียนเนื้อสัตว์ในการใช้ปรุงอาหารเจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า โปรตีนเกษตร แป้ง ล้วนมาจากส้วนผสมของแป้งล้วนๆ ประกอบกับเมนูดังกล่าวที่ใช้โปรตีนเกษตรนั้นส่วนใหญ่มาจากการประกอบอาหารแบบผัด ผอด โดยใช้น้ำมันไปอีก ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เราอ้วนขึ้นแน่นอน

2. เลี่ยงอาหารผัด ทอด – อาหารประเภทผัด ทอด ล้วนต้องใช้น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบอาหารเจ ซึ่งน้ำมันเนี่ยล่ะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นต้นตอของความอ้วน แล้วยิ่งอาหารจำพวกผัด ทอด เป็นสาเหตุสำคัญของความอ้วนเลยทีเดียว ฉะนั้น คุณลองเปลี่ยนเมนูอาหารจากผัด ทอด มาเป็นอาหารประเภทต้ม นึ่ง ยำ แทนจะดีกว่า เพราะปริมาณแคลอรี่มีน้อยกว่าอาหารประเภทผัด ทอด รับรองว่า ไม่อ้วนแน่นอน

3. ควรทานโปรตีน เพื่อเพิ่มพลังงานแทนเนื้อสัตว์ – ช่วงเทศกาลกินเจ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องงดทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มี่วนประกอบของเนื้อสัตว์ ฉะนั้น หากเราต้องการสารอาหารประเภทโปรตีน แต่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ก็ควรรับประทานเป็นถั่ว อัลมอนด์ งาดำ งาขาว ธัญพืชต่างๆ จะดีกว่า เพราะอาหารเหล่านี้มีสารอาหารของโปรตีน สามารถให้พลังงานแทนเนื้อสัตว์ได้

4. ใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร – หากต้องหารทำอาหารเจรับประทานเอง ควรเลือกใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร แต่อย่าใส่น้ำมันมากเกินไป ที่สำคัญควรใช้กระทะเคลือบเทฟลอน เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมัน และเลือกใช้เกลือลดโซเดียม เพื่อควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกายด้วย

5. ออกกำลังกาย – พยายามหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีก็ยังดี และช่วงออกกำลังกายสามารถรับประทาน “กล้วย” เพื่อเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกายได้ โดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลจากอาหารประเภทอื่นๆ

เชื่อว่าหากคุณสามารถทำได้ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ยังไงซะการกินเจของคุณก็จะไม่ทำให้ร่างกายคุณอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน มีแต่น้ำหนักจะลดลง ลดลง ด้วยซ้ำ ยังไงซะก็พยายามควบคุมอาหาร ไม่รับประทานอาหารเกิน 2,000 แคลอรี่/วัน และควรหาเวลาในการออกกำลังกายด้วย เพื่อที่ร่างกายจะให้ผอม สวย หล่อ ไม่อ้วนด้วย


-กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราว “หมูกระทะ” กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการมากมาย โดยเฉพาะเรื่องกิน เพื่อเยียวยาจิตใจจากปัจจัยหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต

หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง… คำพูดนี้ที่หลายคนคุ้นหู ไม่ว่าจะเศร้าจากงาน ความรัก สอบตก เจอเรื่องแย่มาแค่ไหน… การกินจะช่วยได้

ในความเป็นจริงการกินจะช่วยได้จริงหรือไม่? ซึ่งตามทฤษฎีควรจะเป็น “Time heals all wounds” หมายความว่าเวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง หรืออันที่จริง การเยียวยาด้วยการกิน เป็นเพราะเรามีเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง ผสานกับเสียงหัวเราะที่ได้พูดคุยกับคนสนิทกัน?

ถ้าจะให้พูดตามหลักทฤษฎีและความเป็นไปได้คงพูดถึงทฤษฎีของ Maslow ‘ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้น’ ประกอบไปด้วย 5 ระดับ (1.) ความต้องการทางสรีระ , (2.) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย , (3.) ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ , (4.) ความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า และ (5.) ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและพัฒนาศักยภาพของตน หากเปรียบการผิดหวังหรือการอกหัก ตามทฤษฎีนี้ คงเสมือนว่าผิดหวังจากลำดับที่ 3 หรือ 4 ตามทฤษฎี

ตามทฤษฎีของ Maslow กล่าวไว้ว่า “มนุษย์จะแสวงหาสิ่งใหม่ตามลำดับขั้นความต้องการ” กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อผิดหวัง มนุษย์จะย้อนกลับมาที่ข้อ 1 คือขั้นพื้นฐาน(ความต้องการทางสรีระ) นั่นคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ฉะนั้นการกินแบบไร้ขีดจำกัดนี้ จึงทำให้มนุษย์รู้สึก Success ในขั้นพื้นฐานในระยะเวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นคำที่กล่าวว่า “หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” อาจจะไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสนุกปากอีกต่อไป

เมื่อเราทำความเข้าใจกับลักษณะความนึกคิดหรือการเข้าใจมนุษย์แล้ว หากการกินแบบไร้ขีดจำกัดนี้จะเยียวยาได้จริงอย่างที่ว่า ปัญหาที่จะตามมาจากการกินไร้ขีดจำกัดนี้ คือ “อาการแน่นท้อง” หากมันเป็น Lifecycle ปกติของมนุษย์ในการไต่ลำดับความต้องการ คงต้องหาวิธีเยียวยาอาการที่จะตามมา…

เกร็ดความรู้: ในความเป็นจริงการกินอาหารที่ไม่ดีเข้าไป ถึงจะอิ่มแค่ไหนก็ต้องได้รับอาหารที่ดีเข้าไปเพื่อหักล้าง วันนี้แนะนำอาหาร 5 ชนิด ช่วยย่อยลดอาการแน่นท้อง หลังเยียวยาจิตใจ!

1. เปปเปอร์มินท์ เคยได้รับลูกอมรสมินท์จากการกินอาหารมื้อหนัก ตามร้านอาหารไหม? เนื่องจากมินท์มีสรรพคุณในการช่วยลดแก็สในกระเพาะอาหาร และกระตุ้นการย่อยให้ดีขึ้น
2. โยเกิร์ต ซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร เนื่องจากมีแบคทีเรียแล็คโตบาซิลัส ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ จึงช่วยลดอาการท้องอืดได้ดี
3. น้ำมะนาว ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แถมยังช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากกรดในมะนาวจะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารในกระเพาะอาหารถูกย่อยเร็วขึ้น
4. ชาคาโมมายล์ ช่วยเรื่องขับลม บรรเทาอาการอักเสบและยับยั้งการเกิดแผลในทางเดินอาหาร
5. สับปะรด เนื่องจากเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ในสับปะรดมีฤทธิ์ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง ทำให้ร่างกายย่อยเนื้อสัตว์เหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และเอนไซม์ในสับปะรดยังมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร

หากการกินที่ว่าคือการเยียวยาจิตใจ เป็นการหาทางออกกับปัญหาที่เกิดของมนุษย์ในระยะเวลาหนึ่งแล้ว การจัดการกับปัญหาที่ถูกวิธีแบบยั่งยืนคงสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งวิธีการหาทางออกของแต่ละคนคงแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ในแง่มุมของเรื่องแย่ๆ อาจมีมุมเล็กๆ ที่เป็นข้อดีอยู่… “จะดีหรือร้ายอยู่ที่ใจจะเลือกมอง” นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนควรรู้-“5-ของกินยอดนิยม”-ยิ่งกินบ่อย-ยิ่งแก่ไว.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน แต่จะรู้หรือไม่ว่า “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ยิ่งกินบ่อยเท่าไร ใบหน้าของคุณยิ่งแก่ไวเท่านั้น

อายุมากขึ้น ความแก่ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาหา เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ใครๆ ก็ไม่อยากแก่กันทั้งนั้น ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน เพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน

แต่หารู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเราต้องแปรสภาพกลายเป็นคนหน้าตาแก่กว่าอายุจริงนั่นเอง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่ต้องบอกเลยว่า ยิ่งคุณกินอาหารพวกนี้เข้าไปบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของคุณแก่ไวขึ้นเท่านั้น

1. เครื่องดื่มประเภท น้ำหวาน-คาเฟอีน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน ชา โกโก้ หรือแม้กระทั่ง น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่มาก แต่ความหวานจากเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ของใบหน้าเรา เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากๆ ส่งผลต่อเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน มีริ้วรอย

ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีนนั้น ส่งผลให้ใบหน้าของเรามีสภาพโทรม ร่างกายขาดความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ผิว ผิวไม่เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

 

 

 

 

 

2. อาหารประเภทของทอด
ปาท่องโก๋ กล้วยทอด หมูทอด ไก่ทอด ฯลฯ อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำบ่อยนี่แหละ ส่งผลเสียต่อผิวพรรณของตัวเองได้ เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทอดจากน้ำมันเก่า ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. อาหารขยะ (Junk Food)
พิซซ่า แฮมเบอรเกอร์ ไก่ทอด ฯลฯ อาหารพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้ใบหน้าของเราแก่เร็วได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีไขมันทรานส์ซ่อนอยู่ จากดีฟ ไฟร์ เนย มาการีน ฯลฯ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะไปอุดตันหลอดเลือดแดงและเส้นเลือดฝอย ส่งผลให้เลือดไหลเวียนลำบาก ผิดพรรณขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้

 

 

 

 

 

 

 

4. ขนมปัง-เบเกอรี่
ขนมเค้ก ขนมปัง คุกกี้ ฯลฯ ล้วนประกอบไปด้วยเนย มาการีน วิปปิ้งครีม ซึ่งมีไขมันทรานส์ละน้ำตาลซ่อนอยู่ในปริมาณมากพอสมควร ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่ก่อนวัยอันควร

 

 

 

 

 

 

 

5. ขนมกรุบกรอบ
มันฝรั่งทอดกรอบ ขนมถุง ฯลฯ ล้วนอันตรายต่อสุขภาพมาก เนื่องจากขนมเหล่านี้มีโซเดียมสูง ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นเร็ว เนื่องจากเกิดการบวมโซเดียม เซลล์ผิวอาจได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ใบหน้าของเราเกิดความหมองคล้ำบนใบหน้า มีสิว มีริ้วรอยบนใบหน้าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่ก็คือเหล่าของกินของมนุษย์เงินเดือนที่รับประทานบ่อยๆ แล้ว ก็ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่กว่าวัยได้แน่นอน ฉะนั้น ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยก็ลดพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหล่านี้ลง ทานในปริมาณพอดี หรือเลี่ยงได้ยิ่งดี หันมารับประทานเป็นพวกผลไม้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า