_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ช่วงกักตัวอยู่ห่าง ลดเสี่ยง เลี่ยงโควิด-19 ทำให้ต้องตุนเสบียงติดบ้านกันถ้วนหน้า แต่ก็ต้องระวังมดขึ้นกันด้วย ซึ่งวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 วิธีไล่มดเด็ดๆ แบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องฆ่า ไม่บาปแต่ปราบเรียบ

 

วิธีไล่มด ไม่บาป

 

  1. ปิดฝาภาชนะ แล้วซ้อนภาชนะอีกชั้นรองน้ำไว้
  2. หล่อน้ำใส่ภาชนะ รองขาโต๊ะ แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำ ป้องกันลูกน้ำยุงลาย
  1. ปิดทางเข้า-ออกของมดให้สนิท

ใช้ยางซิลิโคน เทปกาว หรือ ปิดพลาสเตอร์ยาไว้ชั่วคราวก่อนก็ได้ แต่ให้หมั่นสังเกตด้วยว่ามดเจาะรูเข้ามาอีก หรือ รูที่ปิดไว้เสื่อมสภาพหรือไม่

  1. พริกแห้งไล่มดและมอดออกจากข้าวสาร

นำพริกแห้ง 1 กำมือมาห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงไปในข้าวสาร

  1. น้ำส้มสายชู

นำมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:1 ไว้พ่นหรือเช็ดเพื่อลบทางเดินมด

  1. มะนาว

นำมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน (มะนาว) 1:3 (น้ำ) ไว้พ่นหรือเช็ดเพื่อลบทางเดินมด

  1. แป้ง

นำไปโรยดักทางเดินมด รับรองมดต้องถึงกับย้ายรังหนีเลยทีเดียว

  1. เปลือกไข่

นำไปเผาไฟจนแห้งเกรียม โรยไว้ตามทางเดินหรือรังมด กลิ่นเปลือกไข่จะทำให้มดถอยทัพ

  1. ชอล์กไล่มด ขีดดักทางเดินมด
  2. กากกาแฟ

นำมาโรยดักทางเดินมด หรือ จุดที่ให้มดขึ้น เช่น โต๊ะกินข้าว ตู้กับข้าว กลิ่นของกาแฟจะทำให้มดไม่กล้าเดินผ่านบริเวณนั้น

 

ล้อมกรอบ

ทราบไหมว่าสมัยก่อนแม้ไม่มียากำจัดมดก็ไม่มีปัญหา เพราะครัวไทยนิยมแขวนอุปกรณ์เครื่องครัวไว้ใต้หลังคา ทั้งการแขวนอาหารแห้งและสมุนไพร เช่น หัวหอม กระเทียม พริก ตะไคร้ ฯลฯ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ปลวก มดและแมลงอย่างดี


19_เกิดจากรองเท้า_Cover_4.jpg

zebertoothApril 1, 2020

จากกรณีที่มีการระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น
ล่าสุด (31 มีนาคม 2563) มีการชี้แจงจาก นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ว่ากรณีการติดเชื้อไวรัสจากรองเท้า “ไม่น่าจะเป็นจริง” เนื่องจากเชื้อเข้าร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ

1. การหายใจเอาเชื้อเข้าไปโดยตรง คือ มีคนไอจาม ละอองฝอยน้ำลาย ที่มาจากการคนติดเชื้อ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วคนหายใจเข้าไป

2. การเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งของเชื้อ

 

ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้าน ถ้าเรามองว่า เชื้อที่อยู่ตามพื้น แล้วเราใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจจะเป็นความเป็นจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจเป็นเพียงตัวกลางตัวหนึ่งในการเอาเชื้อเข้าบ้าน

 

แต่ทั้งนี้ จึงแนะนำประชาชน “หมั่นล้างมือบ่อยเมื่อต้องจับสัมผัสสิ่งของ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้าก่อนล้างมือ” 

 

สำหรับต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว มีที่มาจากการเผยแพร่ไวรัลที่เป็นคลิปเสียงของแพทย์ชาวอิตาลีบนโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า สาเหตุที่อิตาลีมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากต่อวันสาเหตุหนึ่ง เพราะได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดมากับรองเท้าที่สวมใส่ออกนอกบ้าน เนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่สวมรองเท้าเข้าบ้าน

 

ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยการดำรงชีวิตอยู่ของเชื้อโควิด-19 เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาแล้ว ว่าพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันทีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้า และนักจุลวิทยาได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บนพื้นรองเท้าถือเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งไวรัส เพราะเมื่อผู้คนสวมรองเท้าออกไปตามสถานที่ต่างๆ เชื้อโรคมักจะติดมาด้วย และหากมีการสวมใส่รองเท้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิต เช่น ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้

 

ดังนั้นแพทย์ด้านโรคติดต่อจึงออกมาเตือนว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการติดเชื้อโคโรนาที่ติดมาจากรองเท้า แต่ทุกคนควรระวังและไม่ควรใช้รองเท้าที่ใส่ออกนอกบ้านเข้ามาในบ้าน หรือควรแยกรองเท้าระหว่างรองเท้าที่ใช้ในบ้านกับรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นคนละคู่เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในบ้าน

 

ขณะที่สื่ออังกฤษระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อระบุว่า เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวข้องการทำรองเท้าโดยได้มีการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเชื้อโรคสามารถทนอยู่ในพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น เนื่องจากวัสดุทำรองเท้ามักจะเป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน รวมถึงสารประกอบเช่น ยาง หนัง และพีวีซี ก็เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียในระดับสูงอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้จากการศึกษาของ นักจุลชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอลิโซน่า สหรัฐอเมริกา ยังระบุว่า สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเปรอะเปื้อนลงบนรองเท้า ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์บางชนิดรวมถึงผ้าสแปนเด็กซ์ จะทำให้ไวรัสคงอยู่ต่อไปอีกได้ถึงสองสามวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้คนถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านและไม่ควรนำมันเข้าไปในบ้าน โดยควรมีจุดที่เก็บรองเท้าที่ถูกต้องมีการระบายอากาศได้ดี อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ติดมาจากรองเท้าโดยเฉพาะการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อหาความชัดเจนต่อไป

 

ขณะที่แพทย์ด้านโรคติดต่อ ได้ออกมาย้ำ และแนะนำผู้คนมีรองเท้าคู่หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อออกไปข้างนอกแล้วเปลี่ยนรองเท้าให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำงาน และควรเช็ดทำความสะอาดรองเท้าทำงานด้วยผ้าบ่อยๆ หรือกรณีเป็นรองเท้าที่ทำจากผ้า ควรทำความสะอาดด้วยการซักด้วยน้ำร้อนและสบู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

 

แม้ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ในประเทศอิตาลี นั้นจะมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่นิยมเปลี่ยนหรือถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านหรือไม่ แต่ขณะนี้ชาวตะวันตกก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่ติดมาจากรองเท้าดังกล่าว หลังจากทีมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวและ ความหวังที่จะยุติการระบาดที่ยังรุนแรงอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้


Content_Horo_April_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

กินอยู่เป็น x Horoscope บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศี ประจำเดือนเมษายน 2563 โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ท่านใดที่สนใจเช็คดวงชะตาแบบเอ็กซ์คลูซีฟสามารถติดต่อได้ที่ 081-838-9816

 

 

 

 

ราศีใดดวงดีแน่หลังสงกรานต์

 

 

ราศีมีน ราศีเมถุน ราศีกรกฎ ราศีสิงห์ ราศีตุลย์

////////////////////////////////////////////////////////////////

 

ราศีเมษ

“เงิน งาน ความรักสดใส อะไรก็ดีไปหมด”

การติดต่อเจรจาการงานจะได้ผลดี การเงินและความรักในเดือนนี้ก็จะดีตามไปด้วย เหตุผลที่ทำให้ทุกอย่างดีไปหมด เนื่องจากมีทั้งดาวอาทิตย์ ดาวพุธ และเกศมาร่วมในราศีเมษ ฉะนั้นจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป แต่ต้องระวังเรื่องการเข้าสังคมอาจทำให้เกิดศัตรู หรือ คู่แข่ง เพื่อนฝูงอาจคิดร้าย มีศัตรูที่เป็นเพื่อนเกิดขึ้น

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีเขียว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีพฤษภ

“เตรียมรับทรัพย์ แต่ระวังเก็บไม่อยู่”

การเงินดีขึ้นมีเกณฑ์จะได้รับทรัพย์จากการติดต่อเจรจา หรือ ได้รับเงินลับๆ เงินพิเศษเข้ามาช่วงนี้ แต่ถึงได้มาก็ยังเก็บไม่ค่อยอยู่ เพราะตกช่วงราหูค้นทรัพย์ ดังนั้นควรระวังการใช้จ่ายในเรื่องฟุ่มเฟือย ส่วนเรื่องอื่นถือว่าดีหมด ทั้งความรักไม่มีอะไรน่าห่วง สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีเหลือง

สีที่ควรใช้ คือ สีส้ม

 

ราศีเมถุน

“ฝึกมองโลกในแง่บวก อย่าเครียดเกินไป หลัง 13 เมษาชะตาจะดีขึ้น”

เดือนนี้ยังอยู่ในช่วงราหูทับลัคนาราศีเกิด ต้องระวังสุขภาพ ความคิดความอ่านอย่ามองแต่เรื่องลบ ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี มองมุมบวกบ้างจะได้ไม่เครียดจนส่งผลร้ายกับตัวเอง แต่หลังวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ดวงด้านการงาน และการติดต่อเจรจาจะดีขึ้น อาจมีโชคลาภ

อยากฝากถึงชาวเมถุน ให้หมั่นดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเครียด ให้มองโลกในแง่บวก อย่ายุ่งเรื่องคนอื่น ช่วงนี้ให้มีสติและอยู่อย่างสงบจะดีมาก ความรักไม่ค่อยดี ห่างเหินกัน ไม่ค่อยมีความเข้าใจกัน เพราะดาวพฤหัสปิดเข้าอยู่เดือนมรณะซึ่งเป็นเดือนคู่

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง สีเขียว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

 

ราศีกรกฏ

“น้ำขึ้นให้รีบตัก งานเด่นมาก แต่ลดเรื่องชาวบ้านลงบ้าง”

เดือนนี้ถือว่าชาวกรกฎดวงดีมาก เรียกได้ว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก แต่ต้องรอหลังจากวันที่ 13 เมษายนไปก่อน เพราะกลุ่มดาว ทั้งอาทิตย์ พุธ เกศ ขึ้นไปอยู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นเดือนกรรมมาของคนราศีกรกฎจะไปทำมุมให้เรื่องการงานโดดเด่นมาก การลงทุน หุ้นส่วนติดต่อเจรจาก็ดีและพอมีโชคลาภอยู่บ้าง แต่เตือนว่าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านมากหนักอาจทำให้ปวดหัว

สีที่ควรใช้ คือ สีม่วง

สี่ที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

 

ราศีสิงห์

“ต้นร้ายแต่ปลายดี ระวังสุขภาพและ คำพูด”

ช่วงนี้จนถึงวันที่ 13 เมษายน ให้ระวังเรื่องสุขภาพ เนื่องจากดาวอาทิตย์เข้าสู่เดือนมรณะ ควรระมัดระวังคำพูด เพราะยังมีอุปสรรคอยู่ ดังนั้นการตัดสินใจเรื่องงานใดๆ ควรชะลอไว้ก่อน ไม่ต้องรีบเร่งมากนัก ค่อยๆทำไป

แต่หลังจากวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ดวงจะดีมากทำอะไรก็ให้รีบทำ เพราะการงานดีติดต่อเจรจาดีขึ้น มีโชคมีลาภบ้างนิดหน่อย แต่บริวารยังไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องดูแลเป็นพิเศษ ช่วงนี้ถือว่าคนราศีสิงห์เจองานเยอะนิดหนึ่ง เกือบจะต้องทำเองทุกอย่าง ส่วนความรักยังเข้าใจกันดี ไม่มีอุปสรรคอะไร

สีที่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

สีที่ไม่ควรใช้คือ สีแดง

 

ราศีกันย์

“สุขภาพน่าห่วง ช่วงดวงตก”

เดือนนี้ถือว่าเป็นช่วงที่คนราศีกันย์ร่างกายจะอ่อนแอ เนื่องจากดาวประจำราศีกันย์คือดาวพุธ ซึ่งวันที่ 2 เมษาจะโคจรไปสู่ราศีที่เขาเรียกว่า “ปะ” ทำให้ดาวพุธเกิดความอ่อนแอขึ้นมา ฉะนั้นควรระวังเรื่องสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน จนถึงวันที่ 19 เมษายน หลังจากนั้นไปแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังต้องคอยระวังอยู่

การงานยังมีอุปสรรค เพราะราหูยังอยู่ในเรือนการงาน การติดต่อเจรจาความล่าช้า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คิด ถ้ามีเรื่องที่ต้องติดต่อเจรจาควรจะชะลอไว้ก่อน ส่วนดวงบริวารดี ฉะนั้นถ้าอะไรที่ให้บริวารทำแทนได้ ก็ควรให้ไปทำแทนในช่วงที่เราดวงตก แต่ถือว่าเครดิตยังดี ดังนั้นการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นยังพอได้ผลดีอยู่ สำหรับความรักไม่ค่อยดีนัก ไม่ควรคิดขยับขยายความสัมพันธ์ ดูกันไปยาวๆ ก่อนไม่ต้องรีบร้อน

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีตุลย์

“ระวังสุขภาพ หมั่นทำบุญ อาจมีเรื่องใช้เงินเกี่ยวกับบ้าน”

ดาวประจำราศีตุลย์ไปเป็นมรณะอยู่ในเรือนพฤษภ ฉะนั้นให้ระวังสุขภาพ หมั่นทำบุญเยอะๆ เพราะมีผลไปร่วมกับเกศด้วย สำหรับการงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ดี จะได้รับลาภผลจากการเดินทาง หลัง 13 เมษายนเป็นต้นไป หากลงทุนก็จะได้รับผลดี หุ้นส่วนก็ดีด้วย อย่างไรก็ตามอาจมีการปรับปรุงดูแลเกี่ยวกับบ้านเป็นพิเศษ

สีที่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีฟ้า

 

ราศีพิจิก

“ดวงขึ้นแต่ระวังเรื่องอารมณ์”

ดาวประจำราศีพิจิกจะโคจรย้ายไปอยู่ราศีมังกรซึ่งได้ตำแหน่งอุจจ์ ทำให้ชาวราศีพิจิกจะมีความแข็งแรง การงานดี การเข้าสังคม พบปะผู้คน ติดต่อเจรจาดี ความรักดี แต่หลังจากวันที่ 13 เมษายน การงานจะมีอุปสรรคเล็กน้อย แต่ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ด้วยดี อย่าใช้อารมณ์

สีที่ควรใช้ คือ ชมพู

สีทีไม่ควรใช้คือ สีแดง

 

ราศีธนู

“ระวังคำพูด หมั่นตรวจเอกสารให้รอบคอบ”

การเงินดีขึ้น การงานก็ไปได้เรื่อยๆ ให้ระวังเรื่องคำพูด และตรวจเช็คเอกสารให้ละเอียดด้วย  เพราะว่าดาวพุธที่เป็นเรือนการงานจะขยับไปสู่ราศีมีน ซึ่งถือว่าเป็น “ปะ” ในราศีมีน ฉะนั้นให้ดูเรื่องเอกสาร คำพูดต้องระมัดระวัง ความรักก็ยังไม่ดี เพราะว่าตกช่วงราหู มั่นดูแลสุขภาพ มีเวลาว่างให้ออกกำลังกายก็จะแข็งแรง

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีมังกร

“มีโอกาสได้เงินแบบไม่ทันตั้งตัว”

ถือว่าเป็นช่วงที่ดวงดี เพราะถือว่าดาวเสาร์ ดาวที่เป็นเกษตรมากุมลัคน์ ร่วม พฤหัส อังคาร ก็ถือว่ามีโชค มีลาภ เรื่องเงินๆทองๆดี การติดต่อเจรจาดี ความรักดี มีเงินลับๆ เข้ามา มีโอกาสได้เงินมาแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่คาดหวังว่าจะได้ก็ได้ ใครที่โดนยืมเงินไป เขาก็จะเอามาใช้คืน สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี สิ่งที่คนราศีมังกรต้องระวัง คือ เรื่องของอารมณ์ อย่าใช้อารมณ์มาก อย่าเอาแต่ใจตัวเอง อย่ามีทิฐิเยอะ ทุกสิ่งก็จะเป็นไปด้วยดี

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีกุมภ์

“งานปัง แต่อาจพังเพราะอารมณ์”

ช่วงนี้ดาวพุธยังกุมลัคน์อยู่แต่ก็จะย้ายวันที่ 2 เมษายน ฉะนั้นการติดต่อเจรจาเงินๆ ทองๆ จะได้รับข่าวดี เงินใครติดค้างอยู่ก็จะได้คืนมา แต่เนื่องจากราหูยังอยู่ในเรือนอารมณ์ อยู่ในเรือนราศีเมถุนจึงเป็นช่วงที่เอาแต่ใจตัวเอง คนรอบข้าง หรือ บริวารอาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ การเข้าสังคมมากๆ ก็ไม่เป็นผลดีนักเพราะอาจใช้อารมณ์ หรือ คำพูดที่ไม่เหมาะสมดังนั้นควรระมัดระวังเรื่องนี้ สำหรับสุขภาพก็ไม่มีอะไรให้ระวังเรื่องของอารมณ์เท่านั้น ส่วนความรักก็ยังดีอยู่

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง

สีที่ไม่ควรใช้คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน

 

ราศีมีน

“ระวังสุขภาพ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ”

ช่วงนี้จนถึงวันที่ 12 เมษายน ต้องระวังสุขภาพ ปวดหัว ตัวร้อน ร้อนใน เพราะดาวชิดยังอยู่ในราศีมีน แต่หลังวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป เงินทองจะดีขึ้น ติดต่อเจรจาได้ผลดี เพราะดาวพุธขยับไปวันที่ 19 เมษายน ดังนั้นการติดต่อเจรจาช่วงครึ่งเดือนหลังของชาวราศีมีนจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่ต้องเสียเงินจากการซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซ่อมที่อยู่อาศัยที่ยังมีอยู่เรื่อยๆ เพราะราหูก็ยังอยู่ในภพ 4 ส่วนความรักยังไปได้เรื่อยๆ แต่หลังจากวันที่ 19 เมษายนจะดีมาก เพราะดาวความรักไปอยู่ราศีเมษ ความรักที่คลุมเครือก็มีความชัดเจนมากขึ้น สรุปก็คือครึ่งเดือนแรกให้ดูแลเรื่องสุขภาพด้วย  ลาภผล พอมี

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีเขียว

 

///////////////////////////////////////////////////


2-ออกกำลังกาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

“สุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” นี่คือเรื่องจริงที่เราพบเห็นบทเรียนได้รอบตัว หลายคนที่หักโหมมุทำงานหาเงินจนละเลยการออกกำลังกาย ท้ายสุดเงินที่หามาได้ก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไปเสียหมด ดังนั้นในช่วงที่เราพอมีเวลาว่างแบบนี้ ก็อย่ามัวปล่อยตัวกินนอนอยู่บ้านเชียวให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาวางแผนพัฒนาตนเองและมาออกกำลังกายกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอวิธีออกกำลังกายที่บ้านแบบง่ายๆ มานำเสนอ

 

 

  1. กระโดดเชือก : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้ แต่ก็ได้ผลดีไม่แพ้ออกกำลังกายประเภทอื่นเลยนะ ลองชวนคนในบ้านมากระโดดเชือกด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

  1. จ๊อกกิ้ง : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 600 แคลอรี่

การวิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง ถ้าใครมีลู่วิ่งก็ใส่หูฟังแล้ววิ่ง ดูหนังไปวิ่งไป หรือ วิ่งเหยาะๆ รอบบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดีโอที่ดีต่อหัวใจ

  1. โยคะ(ร้อน) : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

ตีต่อร่ายกายและจิตใจ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ขอแค่มีเสื่อโยคะอย่างเดียวก็เพียงพอ ถ้าให้ดีที่สุดต้องเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  1. เต้นรำ : 45 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

เพียงขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง นอกจากคลายเครียดแล้วยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากโข ถ้าเต้นคนเดียวมันเหงา ชวนคนในบ้านมาเต้นด้วยก็ได้

  1. HIIT : 20-30 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายหนักสลับเบาแบบคาร์ดิโอ ซึ่งดีต่อหัวใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น อาทิ การวิ่งสลับเดิน แต่ HIIT ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ

 

การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด แม้แต่การทำความสะอาดบ้านก็ช่วยเรียกเหงื่อได้อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงมีวินัยมีความตั้งใจมากพอไม่ว่าที่ไหนก็ออกกำลังกายได้


_แจกอาหารเยียวยาโควิด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 25, 2020

ท่ามกลางบรรยากาศหดหู่สิ้นหวัง จากวิกฤติโควิด – 19 ที่พวกเราคนไทยกำลังเผชิญอยู่ทั้งการระบาดที่ลุกลามต่อเนื่อง ภาคธุรกิจปิดตัว กลุ่มแรงงาน ลูกจ้างตกงาน ว่างงานจำนวนมาก พ่อค้าแม่ค้าหาเช้ากินค่ำที่ได้รับผลกระทบหนัก แต่คำว่า “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ เนื่องเพราะจากวิกฤตินี้ได้ทำให้เกิดกิจกรรมจิตอาสาจากประชาชนหลายกลุ่มที่ออกมา “แจกอาหารฟรี” แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่ง กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต ขอเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และขอร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกท่านก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาจัดตั้งโรงทานช่วยผู้ประสบความยากลำบาก

เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้โพสต์ข้อความเผยพระบัญชาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีใจความสำคัญว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ได้มีพระบัญชาโปรดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาสั่งการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ประสานงานกับวัดทั่วราชอาณาจักรซึ่งมีศักยภาพเพียงพอ จัดตั้งโรงทาน ช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากในสถานการณ์โรคระบาด

 

อีกทั้งให้ประสานภารกิจร่วมกับหน่วยงานและบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งมีประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงทาน และการแจกจ่าย ให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย โดยต้องไม่มีการจัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรม หรือ การบริหารจัดการใด ๆ ที่ต้องให้บุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน และให้ปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการ และคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด

 

“ฮีโร่จิตอาสา” ทำสิ่งเล็กๆ แต่น้ำใจมหาศาล

 

  • กทม. : บอย พีซเมคเกอร์ และ เจี๊ยบ พิจิตตรา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะดังกล่าวเต็มๆ เช่นกัน เนื่องจากทั้งคู่เปิดร้านอาหาร Gotoku by Shabu King ด้วยกัน แต่ทั้งคู่ขอเป็นกำลังใจคนตกงาน ด้วยการแจกอาหารและเครื่องดื่มฟรี จำกัด 1 คนต่อ 1 ชุด โดยทั้งคู่บอกว่าขอเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้คนไทยผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน ร้านเราลำบาก แต่เชื่อว่ามีคนลำบากกว่าเรา พร้อมทั้งฝากแชร์ให้กับครอบครัวที่เดือดร้อน

 

  • กทม. : ร้านข้าวมันไก่โอชิน “แจกอาหารฟรี”ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด “โควิด-19” โดยทางร้านก็ได้ระบุว่า “สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 รวมถึงการประกาศปิดสถานที่ต่างๆ จนตกงานหรือไม่มีรายได้ ในช่วงวันที่ 22 มีนาคม – 12 เมษายน 2563 หากมาทานอาหารที่ร้านและไม่สามารถจ่ายได้จริงๆ ให้ทานฟรีได้ 1 คน/1ห่อ โดยร้านข้าวมันไก่โอชินแจกข้าวฟรีทั้ง 7 สาขา ได้แก่ สาขาพรานนก , สาขาตัดใหม่ราชพฤกษ์-ศิริราช, สาขาจรัญสนิทวงศ์ 37, สาขาพาณิชย์ราชดำเนิน, สาขาปั้มบางจาก, สาขาถนนกาญจนาภิเษก, สาขาปิ่นเกล้า #เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

 

  • กทม. : ร้านอาหารญี่ปุ่น Kabocha Sushi “แจกอาหารฟรี” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทย โดยโพสต์ผ่านเพจของร้านระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 23-31 มีนาคม 2563 จะมอบชุดอาหารฟรีให้ทุกท่านที่ต้องเฝ้าระวังกักตัวเองอยู่ในที่พัก “วันละ100ชุด” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถรับสิทธิ์ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/JGk58xcroZKapBSa9

 

  • นนทบุรี : ร้านข้าวหมูทอด วัดเฉลิม ซอย 9 ติดป้ายหน้าร้าน พี่ๆ น้องๆ ที่ตกงาน โดนพักงาน จากวิกฤตไวรัส COVID-19 ขอเป็นคนที่ไม่มีเงินซื้อข้าว จริงๆ ทานฟรี 1 กล่อง/ 1 คน #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

  • นนทบุรี : เจ้าของบ้านในหมู่บ้านแสนหวี ซอย 5 ใกล้ริมบึงเมืองทองธานีฯ เขียนป้าย “เชิญรับประทาน ข้าวไก่กระเทียมไข่ดาว ฟรี! พร้อมติดป้าย “สู้ไปด้วยกัน แบ่งปันน้ำใจ ทานให้อร่อย”

 

  • พัทยา : ร้าน Differ Club Pattaya ตั้งทีมจิตอาสา”อาหารแจกฟรี” อาทิ ข้าวไข่เจียว ข้าวหมูทอด น้ำดื่ม ตั้งแต่วันที่ 20-31 มีนาคม 2563 โดยเริ่มแจกในเวลา 17:00 น. เป็นต้นไป สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 กล่อง พร้อมโพสต์ข้อความ “ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ให้กำลังใจคนไทยกันด้วยนะ”

 

  • พัทยา : ร้านข้าวต้มปลาแสมสาร ประกาศ “แจกอาหารฟรี”ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในเมืองพัทยา จำนวน 1 รายการอาหารต่อคน ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป พร้อมกับโพสต์ข้อความให้กำลังใจว่า “หากเหนื่อยล้า พักทานข้าวซักหน่อยนะคะ จะได้มีกำลังในการต่อสู้ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน (รบกวนแสดงบัตรวิชาชีพ หมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่) ด้วยรัก ข้าวต้มปลาแสมสาร”

 

  • พัทยา : ร้านครัวลุงเท่ง “แจกอาหารฟรี”หลากหลายเมนู เช่น ขนมจีนน้ำยาป่า, น้ำยากะทิ, ข้าวกะเพราไก่ ไข่ดาว, ข้าวผัด รวมถึงน้ำดื่ม พร้อมโพสต์ข้อความว่า “ประกาศจากร้านครัวลุงเท่ง พร้อมแจกข้าวราดแกงคนละ 1 กล่อง สำหรับเพื่อนพี่น้องที่กำลังลำบาก ไม่มีงาน วินมอไซค์ และทุกคน แจกจนกว่าจะหมด เรียนเชิญที่ร้านเลยนะค่ะ ขอบคุณเจ้าภาพ คุณ Tomas ผู้สนับสนุนหลักวันนี้ค่ะ ขอบคุณพี่นู๋หนึ่งร้าน ส้มตำทองหล่อ ซอยเขาตาโล อร่อยจัดที่ 1 ในพัทยา ร่วมบริจาคเงินและน้ำดื่ม หากรับไปให้เด็กทาน สามารถบอกทางร้านนะคะ ว่าขอเป็นข้าวผัดหรือข้าวไข่เจียวได้ และมารับได้ที่ร้านอาหารครัวลุงเท่ง หน้าห้างท้อปฯ ซอยเขาน้อย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบปัญหาว่างงาน ไม่มีรายได้ ทางร้านขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคนผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้นะคะ”

 

  • ชลบุรี : สมาชิกเฟซบุ๊ก “แก้ว วงษา” เจ้าของห้องเช่า ประกาศไม่เก็บค่าเช่าคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโควิด โดยระบุข้อความว่า “ท่านใดที่อยู่ห้องเช่า พี่แก้ว ตกงานจากพิษโควิด แจ้งได้นะคะ ไม่เก็บค่าเช่าค่ะให้อยู่ฟรี จนกว่าจะเข้าภาวะปกติค่ะ” ทั้งยังโพสต์ต่ออีกว่า “ตอนโพสต์กะบ่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ ปกติกะโพสต์บอกลูกห้องเป็นปกติ มื้อนี้อย่าฟ้าวมาจ่ายตังค์เด้อไปธุระ มื้อนี้แจกหมูกะทะฟรี ห้องละ 1 ชุดเข้ามารับด้วยค่ะ ข่อยบ่อยากออกข่าวแหม..”

 

  • เชียงใหม่ : ร้านอาหาร Food4Thought และ ร้าน Bays café โดยคุณ พรรณปพร พิมพิสาร ประกาศแจกอาหารฟรี แก่ประชาชนทั่วไปในช่วงภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่และวิกฤตโควิด-19 พร้อมติดแฮชแท็ก #สู้ไปด้วยกันค่ะชาวเชียงใหม่ โดยหลังจากแชร์ในเฟซบุ๊กกลุ่มต่างๆ ในเชียงใหม่ ก็ได้รับความสนใจทั้งจากประชาชนทั่วไป รวมถึงบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ร้านผัก เนื้อ หมู ไก่ เมื่อทราบข่าวก็ติดต่อที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย

 

  • อุดรธานี : หนุ่มอุดรฯน้ำใจงาม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Tar Kachanon Khangkarn แจกไข่ไก่ให้กับคนที่ตกงาน โดยจะตระเวนขับรถไปแจกตามจุดต่างๆ พ้รอมติดป้ายไว้ว่า “เงินหมด พิษโควิด-19 ตกงานหยิบฟรี” ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความชื่นชมจำนวนมาก

 

  • ขอนแก่น : เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาร้านโต้งปลาเผาขอนแก่น ทำข้าวกล่องมาสำหรับพนักงานสถานบันเทิง-พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 พร้อมกับมีแอลกอฮอล์ให้ล้างมือทำความสะอาดด้วย โดยร้าน ระบุว่า แม้จะทำแค่วันเดียวก็ขอทำเพื่อช่วยคนที่ลำบากได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ พร้อมบอกว่า สู้ไปด้วยกัน เราจะผ่านมันไปด้วยกัน

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณและชื่นชมฮีโร่จิตอาสาทุกท่านด้วยใจจริง

///////////////////////////////////////////////////////


_ฝันไม่ต้องไกลแต่ขอให้ไปให้ถึง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เพราะคนเราย่อมมีฝันที่แปลกประหลาดลึกในใจกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชายชาวญี่ปุ่นคนนี้จะพยายามทำความฝันของเขาให้เป็นจริง ด้วยการใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารเป็นข้าวแกงกะหรี่ปริมาณมหาศาลเพื่อใส่ลงในอ่างอาบน้ำภายในบ้านก่อนที่จะถ่ายรูปและอัปโหลดลงบนทวิตเตอร์จนได้รับความสนใจจากชาวเน็ตยุ่น พากันรีทวิตและแชร์กันไปสังคมออนไลน์เป็นไวรัลในข้ามคืนเพราะชื่นชมในความมุ่งมั่น และความพยายาม ที่ตั้งใจทำแม้เป็นความฝันเล็กๆ ที่อาจจะมีคนดูถูก เรียกได้ว่าการลงทุนกว่า 5,000 เยน หรือราว 15,000 บาทครั้งนี้ทำให้เขาฟินสุดๆ ไปเลยทีเดียว

 

ภาพจาก Twitter @tsutomaru
ภาพจาก Twitter @tsutomaru

 

ภาพถ่ายดังกล่าวถูกอัปโหลดขึ้นภายใต้บัญชี Twitter @tsutomaru มันเป็นภาพถ่ายอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ อาหารที่ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบ โดยภาพมีความโดดเด่น จากความละเอียดอ่อนในการตกแต่งและจัดวางอย่างสวยงาม การใส่ข้าวและแกงลงในอ่างอาบน้ำถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความเลอะเทอะอะไรเลย แถมแกงกะหรี่ยังมองเห็นเนื้อวัว และแครอท ที่ถูกใส่ไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่ด้านหนึ่งของอ่างอาบน้ำยังมีมันฝรั่งทอด และ ผักดองและซอสถั่วเหลืองไว้ด้านข้าง นอกจากนี้เขายังเขียนข้อความด้วยว่า “ได้โปรดกินนี่สิ”

 

หลายคนอาจจะคิดว่าเขาสร้างอาหารในอ่างอาบน้ำขึ้นมาแบบลวกๆ อยากคิดก็ทำขึ้นมาเลยแบบบ้าคลั่ง แต่มันไม่ใช่เลย เพราะโครงการนี้ได้ถูกวางแผนไว้นานแล้ว และมีการจัดเตรียมทุกอย่างมาอย่างดี โดยใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารและจัดการกับ “อ่างอาบน้ำ” ทุกอย่าง รวมใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 5,000 เยน (ประมาณ 15,000 บาท) นอกจากนี้เขายังระบุในภาพว่า ภาพถ่ายดังกล่าวถ่ายเมื่อสิบปี ตอนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ใหม่ๆ ดังนั้นอ่างอาบน้ำจึงยังสะอาดอยู่ แต่ก่อนจะใส่ข้าวลงไปเขาก็ทำความสะอาดมันก่อนด้วย

 

“ความฝันของผมคืออยากจะเห็นอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และรู้สึกอยากเห็นมากขึ้นเรื่องและมันจะไม่ทำให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นเลยถ้าผมไม่สามารถทำความฝันให้สำเร็จได้” ดังนั้นเขาจึงเริ่มทำความฝันจากแผนที่วางไว้ทั้งหมดโดยเริ่มใช้กระดาษฟอยล์ลงไปบนอ่างอาบน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อ่างอาบน้ำเปรอะเปื้อนจากสีของแกงกะหรี่ และยังใช้แผ่นพลาสติกคลุมพื้นห้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย เรียกได้ว่าป้องกันการเลอะเทอะไว้อย่างดี และหลังจากถ่ายรูปเสร็จก็กินข้าวนั้นกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน

 

ภาพความฝันของชายคนนี้ ได้ถูกชาวเน็ตแชร์ไปมากกว่า 47,900 รีทวีตและ 189,400 ไลค์ @toadamemogura โดยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นความพยายามที่น่าทึ่ง และชื่นชมในความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จแม้จะเป็นเพียงสิ่งที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะแท้จริงแล้วความฝันของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน ความฝันเล็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้หากเทียบกับความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการจะเดินทางไปถึง

 

“คุณเป็นคนงี่เง่า (ชมนะ) ขอบคุณมาก ในอนาคตฉันอยากจะเป็นคนโง่ที่มีความมุ่งมั่นแบบคุณต่อไป” ชาวเน็ตรายหนึ่งคอมเมนต์ในทวิตเตอร์ของเขา

 

ขอบคุณภาพจาก Twitter @tsutomaru


_ออกกำลังกาย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

5 วิธี เลิกขี้เกียจ “ออกกำลังกาย”

หลายคนอยากมีสุขภาพดี รูปร่างดี และก็ทราบด้วยว่า เรื่องแบบนี้ทำได้ง่ายเพียง “ออกกำลังกาย” มีหลายวิธี ไม่ว่าจะ เดิน วิ่ง ปั่น แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มต้นได้เสียที วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ 5 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยพิชิตความขี้เกียจ “ออกกำลังกาย” มาฝากกัน

 

5 วิธี เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย

 

  1. กำหนดเวลาบังคับตัวเอง อาจขีดไว้ในปฏิทิน หรือ ตั้งเตือนบนสมาร์ทโฟน หรือ Gadget ต่างๆ กำหนดเวลาให้มั่นเหมาะว่า ต้องออกกำลังสัปดาห์ละกี่วัน ช่วงใดบ้าง ตามสะดวก โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น จะออกวิ่งทุกเช้า จันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 30 น. วันละ 30 นาที
  2. ตั้งเป้าทีละขั้นจากเรื่องง่ายๆ อาทิ ต้องเดินให้ได้วันละอย่างน้อย 10,000 ก้าว ต้องกลับมาใส่เสื้อตัวโปรด/กางเกงตัวโปรดนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 เดือน ต้องลดน้ำหนักให้ได้ 3 กิโลกรัม เพื่ออวดเพื่อนในงานเลี้ยงรุ่นเดือนหน้า ก่อนขยับขยาย หรือ ปรับสู่เป้าที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ใจต้องการ
  3. หาแรงจูงใจจากสิ่งรอบตัว บางคนอาจใช้วิธีลงทุนซื้อเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬาดีๆ หรือ Gadget ต่างๆ อาทิ Fit bit สายรัดข้อมูลดิจิตอล ฯลฯ ที่มีให้เลือกมากมาย บางคนก็ใช้แพคเกจฟิตเนสที่ซื้อไว้ คอยกระตุ้นว่าเมื่อลงทุนไปกับอุปกรณ์/แพคเกจเหล่านี้แล้ว ต้องเริ่มมาออกกำลังกายได้แล้วนะไม่งั้นไม่คุ้ม บางคนอาจใช้วิธีแข่งขันกับเพื่อน เช่น ในเวลา 15 วันใครจะสามารถเดิน – วิ่งได้ระยะทางมากกว่ากัน หรือ ลดน้ำหนักได้มากกว่ากัน แลกกับรางวัลจูงใจขำขันกันในหมู่เพื่อนฝูง
  4. แทคทีมไม่ฉายเดี่ยว ทำให้การออกกำลังกายมีอรรถรสมากขึ้น ไม่น่าเบื่อเกินไป เพราะจะมีคนคอยพูดคุย แลกเปลี่ยน ชวนกันเดิน ชวนกันวิ่ง ชวนกันปั่นไปตลอดเส้นทาง หรือ การรวมตัวกันไปเล่นกีฬา ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
  5. วัดผลเป็นระยะให้ชื่นใจ อาทิ รอบเอวลดลงไหม น้ำหนักเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เซลลูไลท์ที่มีอยู่ลดลง รูปร่าง กล้ามเนื้อกระชับขึ้นหรือไม่

 

ทีมงานหวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายได้ไม่มากก็น้อย…….ด้วยรัก และ ปรารถนาให้คุณสุขภาพดี


-ภัยแล้ง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

หากพูดถึงภัยแล้งแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานแต่ปีนี้ด้วยสภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่ผันผวนกว่าในอดีตทำให้ปีนี้ภัยแล้งมีท่าทีขยายวงกว้างและยืดเยื้อยาวนาน จนอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในอดีตที่เคยประสบมา

 

แม้กรมชลประทานออกมายืนยันว่าปีนี้ประชาชนจะมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้จากสัญญาณขาดแคลนน้ำที่เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เริ่มแห้งขอด แม่น้ำโขงลดต่ำสุดในรอบ 50 ปีจนเห็นสันดอนทราย ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็น้อยกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 12%

 

เหตุเพราะแหล่งน้ำสำคัญของไทยที่มีเพียงแหล่งเดียว คือ “น้ำฝน” เกิดทิ้งช่วงนาน ขณะที่เขื่อนกั้นลำแม่น้ำโขงตั้งแต่จีนลงมาจนถึงลาวปล่อยน้ำลงมาสู่ปลายลำน้ำน้อยลง นอกจากนี้บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงก็ทำให้น้ำประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคมีปัญหาน้ำเค็มตามมา ขณะที่การอุปโภค – บริโภคของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้น

 

แม้ขณะนี้ภาครัฐกำลังระดมมาตรการและมองหานโยบายแก้ภัยแล้งในปีนี้อย่างเร่งด่วน หากในความเป็นจริงนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งจะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ แต่ต้องแก้แบบบูรณาการที่องค์รวมให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งระดับนโยบายเชิงมหภาคต้องวางสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงแหล่งกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสมทั่วถึง ขณะที่เครือข่ายระดับชุมชนต้องรู้จักวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนระดับบุคคลก็ต้องช่วยกันประหยัดใช้น้ำอย่างรู้ค่า ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่เคยสัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์มาแล้วมากมายมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ

 

 

หลักการสำคัญมีอยู่ว่า พื้นที่ต้นน้ำต้องอนุรักษ์ฟื้นฟู พื้นที่กลางน้ำต้องจัดการกักเก็บน้ำและพื้นที่ปลายน้ำต้องบำบัดป้องกันโดยดำเนินการมุ่งทำทั้งกระบวนที่เกี่ยวเนื่องทั้งดิน น้ำ ป่า คนที่ต้องสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว สำหรับระดับบุคคลเช่นพวกเราทุกคนนั้นพระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า

 

“หน่วยเล็กๆ อย่างเราก็สามารถรักษาน้ำได้ การรักษาน้ำนั้นทำได้ไม่ยาก นั่นคือ เราควรคิดอยู่เสมอว่า สภาวการณ์ของน้ำตอนนี้อยู่ในภาวะที่กำลังจะขาดแคลน น้ำจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เราต้องใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดให้มาก รู้จักการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง ก็สามารถนำมารดน้ำต้นไม้ได้อีก นอกจากจะเป็นการไม่ทิ้งน้ำให้เปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำอีกด้วย”

 

ทั้งหมดนี้เพราะ “น้ำคือชีวิต” คือปัจจัยสำคัญที่คงอยู่คู่คนไทยเสมอมา

 

“…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพราะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


_cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก

 

สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้

 

 

การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย

หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้

ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 2  จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่­ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง

 

 

การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก

แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ

  1. Sporadic หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือไม่สม่ำเสมอ  3 เชื้อโรคที่เกิดจากอาหาร เช่น เชื้อ Salmonella หรือ Coli มักจะทำให้เกิดการระบาดของโรคประปราย
  2. Cluster หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นในจำนวนที่มากขึ้น แม้ว่าจำนวนหรือสาเหตุที่แท้จริงอาจไม่แน่นอน ตัวอย่างคือ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง มักรายงานหลังเกิดภัยพิบัติทางเคมีหรือนิวเคลียร์ ที่ 4
  3. Endemic หมายถึงการมีอยู่อย่างต่อเนื่องและ หรือความชุกของโรคในประชากรทางภูมิศาสตร์
  4. Hyperendemic หมายถึงโรคระดับสูงถาวรเหนือสิ่งอื่นที่เห็นในประชากรอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เอชไอวีเป็นภาวะเลือดคั่งเกินในส่วนของแอฟริกาในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากถึง 1 ใน 5 มีโรค และเป็นโรคประจำถิ่นในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ 1 ใน 300 ติดเชื้อ
  5. Epidemic หมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของจำนวนผู้ป่วยโรคที่สูงกว่าที่คาดไว้
  6. Outbreak การแพร่ระบาด มีคำจำกัดความเดียวกับการระบาด แต่มักใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่ จำกัด มากขึ้น
  7. Pandemic หมายถึงโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วหลายประเทศหรือหลายทวีปซึ่งมักส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

_Cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

ความเงียบเหงา และไร้ผู้คนของเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอย่าง โรม มิลาน และเวนิส ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังการประกาศปิดประเทศของจูเซปเป้ คอนเต้ นายกรัฐมนตรี ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยสื่อต่างประเทศต่างระบุตรงกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

 

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม และประวัติศาสตร์อันยาวนานทำให้ ประเทศอิตาลีเคยครองอันดับ 5 ของประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่เข้าชมประเทศอิตาลีในด้านศิลปะ, อาหาร, ประวัติศาสตร์, แฟชั่น และวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์, ฝั่งทะเลและชายหาดที่สวยงาม, ภูเขา และอนุสาวรีย์โบราณที่ล้ำค่า นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังมีมรดกโลกมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอีกด้วย  

 

หลังเกิดโรคระบาดโควิด19 กระจายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งอิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นอันดับ 2 รองจากจีน  และรัฐบาลประกาศปิดประเทศ สภาพบ้านเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวดังๆ จึงเงียบงันลงถนัดตา  ถึงขนาดที่สื่อบางแห่งถึงกับเรียกเมืองที่ไร้ผู้คนของอิตาลีเหล่านี้ว่า “เมืองร้าง” หรือ “เมืองผี” กันเลยทีเดียว

 

สภาพความเงียบงันของอดีตเมืองที่เคยคึกคัก อย่างโรม มิลาน หรือเวนิส  กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากชาวโลก ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์ก บรรยากาศบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด19 จึงถูกเผยแพร่ออกมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพความแตกต่างระหว่างความคึกคักและความเงียบเหงาของเมืองที่เห็นได้ชัดตอนนี้

 

 

ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์สำนักหนึ่งของอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่เคยเห็นสภาพของเมืองในลักษณะที่เปรียบเสมือนเมืองร้างแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะกรุงโรมที่เคยมีชื่อเสียงเรื่องของการจราจรที่คับคั่ง แต่ตอนนี้กลับแทบจะไม่มีรถวิ่งบนถนน ในขณะที่สำนักงานหลายแห่งขอให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน โรงเรียนถูกปิดลง และเด็กๆ ก็ต้องอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น ขณะที่เมืองที่เขาอยู่ เคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และมักจะได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษหรือรัสเซียเสมอ แต่ขณะนี้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน  แม้กระทั่งเสียงการพูดคุยในภาษาอิตาลีก็แทบจะไม่มี

 

คนขับแท็กซี่ในกรุงโรม ระบุว่า ตอนนี้ทุกอย่างในโรม เหมือนกับได้ตายไปแล้ว งานทุกอย่างเขาถูกยกเลิกหมดตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม บนถนนที่เคยคับคั่งไปด้วยรถยนต์ก็แทบจะไม่มีรถวิ่ง ดังนั้นการใช้เวลาบนถนนในเวลานี้จึงรวดเร็วกว่าเดิมมาก

 

“ตอนนี้หลายครอบครัวไม่มีรายได้ สิ่งที่กังวลมากกว่าการติดเชื้อนั่นคือพวกเขาจะใช้ชีวิตต่ออย่างไรหากไม่มีรายได้”

ขณะที่บัญชีทวิตเตอร์รายหนึ่งเล่าถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตในกรุงโรม ในระหว่างที่มีการปิดประเทศว่า เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนแต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเดิน รถรางไม่วิ่ง ขณะที่บนถนนก็มีรถอยู่น้อยมาก ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่น่าเชื่อและเหนือความเป็นจริงมาก

 

บาร์หลายแห่งมีผู้คนนั่งอยู่บางตา และแต่ละคนก็ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ขณะที่บาริสต้าเองรักษาความห่างระหว่างลูกค้าอยู่ที่ 1 เมตรแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มให้กันเพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดเกินไปนัก ในขณะที่อาหารที่เปิดขายที่เคยเปิดบริการตลอดเวลาตอนนี้ลดเหลือเพียงอาหารเช้า และอาหารกลางวันแบบเบาๆ  โดยการซื้อขายจะทำผ่านหน้าต่างๆ เล็กๆ ของร้านเท่านั้น

 

นอกจากนี้ชาวอิตาลียังพากันแชร์ภาพบรรยากาศต่างๆ ของความแตกตื่นหลังประกาศปิดเมืองของนายกรัฐมนตรีอิตาลี โดยเฉพาะการต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อสินค้าจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังไปยันสหกรณ์เล็กๆ สำหรับผู้สูงอายุเลยทีเดียว และสินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาซื้อตุนเก็บไว้คือพาสต้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถทำกินง่ายที่สุด

 

เมื่อสำรวจในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดท่องเที่ยว เช่น น้ำพุเทรวี ที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงผู้คนจอแจในการมาเยือนที่แห่งนี้ แต่ขณะนี้ไม่มีผู้คนเลย มีแต่เสียงน้ำพุที่ยังคงเปิด และดูเหมือนว่ามันจะมีเสียงดังกว่าปกติในช่วงนี้  ขณะที่ร้านค้าหรูในย่านช้อปปิ้งชื่อดัง บนถนน Via del Corso  ,Piazza del Popolo และ Piazza Venezia ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนเดินช้อปปิ้งเหมือนเคย

 

“ตอนนี้ผู้คนบนถนนที่ไม่เคยยอมแพ้กันเพื่อเบียดเสียดเดินบนถนน แต่วันนี้ทุกคนต่างๆ หยุดให้อีกฝ่ายเดินออกไปในระยะห่าง ในขณะที่ในสถานีรถไฟก็แทบไม่มีคน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากอนามัยและแยกตัวออกจากกันในระยะที่จะทำให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ส่วนที่ร้านขายยาเองก็มีประกาศปิดว่าไม่มีหน้ากากอนามัยขายอีกแล้ว ทุกอย่างดูเงียบเหงาไปหมด”

 

ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 977 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 168 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 10,149 คน และยอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 631 นับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด19 สูงสุดเป็นอันสองรองจากจีนในขณะนี้

 

เรียบเรียงจาก : https://www.bbc.com/news/in-pictures-51815536