aaa_aa_a-aeaaaaaaaaaaa_aaaeaaa_a_cover_1.jpg

kinyupen_adminAugust 18, 2020

เมื่อลูกเห็นต่างทางการเมือง อย่าเพิ่งคิดว่าบ้านแตก การสื่อสารอย่างสันติคือทางออก


-การเมือง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เสือร้ายตัวที่ 3 “ความเห็นต่างทางความคิด” ไม่มีผู้ชนะ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน

 

ความเห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะด้านการเมืองเป็นเรื่องปกติทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครถูก – ใครผิด” เพราะทุกฝ่ายล้วนอยากให้บ้านเมืองดีขึ้นดั่งภาพตามอุดมคติของตน  หากภาพที่เพ้นท์ขึ้นของแต่ละฝ่ายมักเป็นภาพที่ต่างกันอันเกิดจากสิ่งรอบตัวที่บ่มเพาะปลูกฝังมาของแต่ละคน ซึ่งความเห็นต่างในบ้านเราวันนี้ หากพิเคราะห์แล้วพบได้ว่า “ความต่างของช่วงวัย” เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกันของแต่ละ Gen ส่งผลให้การเมืองในอุดมคติ มุมมอง ความคาดหวังสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

 

 

มุมที่หนึ่ง เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกอยู่ในคนรุ่น Gen Y (เกิดปี พ.ศ.2523-2543) เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นการแสดงออกของคนกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนวัย Gen Z หรือปลาย Gen Y ที่มีอายุราว 18-23 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน แสวงหาความสำเร็จ แสวงหาอนาคต ต้องการสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แบ กล้าเสี่ยง รวมถึงมักเปิดรับมุมมองความคิดและวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างซึ่งคิดว่าจะช่วยให้มีอนาคตที่ดีขึ้น จึงมักเรียกร้องและแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจขัดต่อขนบที่คนอีกกลุ่มไม่คุ้นเคย

 

วิธีคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูก หรือ ผิดไปเสียหมด บางมิติเป็นเรื่องดี อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นธรรม แต่บางมิติยังขาดการมองผลกระทบที่รอบด้าน อันเป็นเรื่องปกติตามประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มนี้แสดงออกมาก็อาจเป็นสิ่งที่คนกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อาจเคยผ่านและแสดงออกมาก่อนแล้วในอดีต

 

มุมที่สอง สังคมนี้ก็ดีอยู่แล้ว มักเป็นมุมมองของคนกลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมอันแตกต่างจากอีกกลุ่มโดยสิ้นเชิง จึงเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ให้ความสำคัญต่อหน้าที่พลเมือง ดังนั้นจึงนิยมมองหาความสงบสุขและการขับเคลื่อนสังคมตามระเบียบ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ตนไม่คุ้นเคย

 

ความขัดแย้งทางความคิดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่คนในสังคมต้องตั้งสติให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้กงล้อแห่งความรุนแรงในอดีตเวียนกลับเข้ามา ดังนั้นจึงควร “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เปิดใจรับฟังเพื่อนำมุมที่ดีสองฝ่ายมาปรับหาจุดร่วม

 

เพราะผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์อาจมีมุมมองรอบคอบกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ได้เห็นหลายมุมในอดีตที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยเห็น ขณะที่ทัศนคติการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป เพราะอาจมองว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกลจึงต้องการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตนในอนาคต แต่วันหนึ่งเมื่อช่วงวัยเปลี่ยนไปมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมุมเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันมองอยู่ก็เป็นได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งสติย้อนมองบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะพบว่า มักเริ่มจากจุดปะทุเล็กๆ หรือ  ความขัดแย้งในสภาที่ลุกลามขยายวงสู่ท้องถนนจนบานปลาย นำสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ สูญเสียเกินควบคุม ซึ่งทุกเหตุการณ์ขัดแย้งบนโลกใบนี้ ท้ายสุดแล้ว “ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะแท้จริง ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้แพ้ทั้งนั้นและผู้แพ้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดก็คือประชาชน” นั่นเอง

 

 

“เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่จะต้องเอาชนะแล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////

 


_การเมือง-เรื่องใกล้ตัว-มีแต่เรื่องปวดหัว-ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี_web.jpg

kinyupen_adminJune 6, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปติดตามเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้ คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “การเมือง” ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องของ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยแล้ว สังเกตได้จากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาของคนวัยไหนหรือกลุ่มไหนก็ตาม “การเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงสนทนา หรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องของการเมืองกลางเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งกลายเป็นวาระสำคัญในวงการสนทนาของกลุ่มคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา

1. เพราะเราทุกคนอยู่ภายใต้การปกครอง : มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำประเทศ ต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากทำผิดก็จะถูกลงโทษ

2. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย : ความสัมพันธ์ของประชาชนกับการเมืองการปกครองมีความเกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิตอย่างมากไปจนตาย อย่างเช่น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนแต่งงานก็จะต้องจดทะเบียนสมรส เพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐรับรู้การแต่งงาน เห็นดีเห็นชอบ และมีผลทางกฎหมาย หรือหากคนในครอบครัวเสียชีวิต ก็จะต้องดำเนินการแจ้งตาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีบุคคลเสียชีวิตลงและสาบสูญแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตของเราจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจกฎเกณฑ์ของการเมืองการปกครองแต่ละรัฐบาลที่มีนโยบายต่าง ๆ สำหรับการบริหารประเทศแตกต่างกันไป เราเองก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้

3. เพราะการเมืองมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน : เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมีอำนาจในการออกคำสั่งต่าง ๆ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม อย่างเช่น การประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศที่ห้ามประชาชนอกนอกเคหะสถานในยามวิกาล เป็นต้น ดังนั้น การเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

4. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้ที่รัฐบาลนั้นๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ : ชีวิตเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหนนั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่หลายหน่วยงานต้องปิดกิจการ มีพนักงานถูกเลิกจ้าง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ครอบครัวบางรายที่เคยมีฐานะร่ำรวยก็กลับกลายเป็นคนจนเลยก็มี บางครอบครัวต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินมาประทังชีวิตครอบครัว เป็นต้น

 

เมื่อ “การเมือง” มีแต่เรื่องปวดหัว แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี?

เมื่อประชาชนเปิดรับข่าวการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการบอกต่อ ๆ กันของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเรา ทำให้เรารู้สึกปวดหัว เครียดไปกับเรื่องนี้ด้วย แต่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะเลิกติดตามข่าวการเมืองก็ตาม ชีวิตของคุณก็ยังต้องวนเวียนและพบเจอกับมันอยู่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าหากเรื่องการเมืองทำให้เราปวดหัว เราจะรับมืออย่างไรดี เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกรณีติดตามข่าวการเมือง เปิดรับข่าวอย่างไรให้ห่างไกลจากความเครียด โดยมี 5 ข้อ ดังนี้

1. ควรใช้เวลาสำหรับติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ เบี่ยงความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง อาทิ ไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน หรือใช้เวลาว่างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดตามข่าวการเมืองหรือการสนทนาประเด็นการเมือง

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง โดยไม่ติดตามข่าวการเมืองหรือรับข้อมูลข่าวการเมืองเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้ตัวเราเกิดอารมณ์รุนแรง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้ความเครียดลดลง

5. หาเวลาไปออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

หลังจากนี้ ไม่ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหนเราไม่รู้ แต่เราในฐานะประชาชนผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ จะต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในได้อย่างมีความสุข หากเราสามารถทำได้  เราก็จะรับมือได้และอยู่บนโลกใบนี้ได้ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-20-ปี-เดินหน้า-หรือ-ถอยหลัง_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” สุดท้ายแล้ว จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

ถึงเวลาทำตามสัญญาแล้ว! ช่วงนี้กระแสการเมืองไทยเรียกได้ว่ากำลังร้อนระอุกันเลยทีเดียว ทั้งการประกาศการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 , การจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีพรรคการเมืองน้องใหม่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก , การโยกย้ายหรือชักชวนนักการเมืองมากฝีมือเข้าสังกัดพรรคคู่แข่งหรือพรรคน้องใหม่ และล่าสุด เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับการประกาศใช้ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ราชกิจจานเบกษาได้มีการเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

รู้จักยุทธศาสตร์ชาติ

รู้หรือไม่? “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” มีสาระสำคัญคือเป็นแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อใหประเทศไทยสามารถเดินหน้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีวิสัยทัศน์คือนำประเทศชาติเดินไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่พัฒนาด้วยการนำหลักตามปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มั่นคง : ความมั่นคงและปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคม ตลอดจนความมั่งคงในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง เป็นต้น

มั่งคั่ง : ประเทศไทยจะต้องมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

ยั่งยืน : แผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการวางกรอบการพัฒนาไว้จะต้องสร้างความเจริญทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การผลิตและการบริโภคจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขที่ยั่งยืนด้วย

6 ยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สามารถสรุปได้ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง : มุ่งพัฒนาเพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลและเครื่อง ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน : มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนแนวคิดพื้นฐาน 3 ประกาศ ได้แก่ ต่อยอดอดีต , ปรับปัจจุบัน และ สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต
3. ยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ : พัฒนาคนในทุกมิติ ทุกช่วงวัย ให้เป็นผู้้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณภาพ
4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม : ให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อน และเตรียมความพร้อมให้ประชากรเป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งภาครัฐจะให้หลักประกันการเข้าถึงและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม
5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การดำเนินการบนพื้นฐานของการเติบโตร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนและมั่งคั่่งต่อไป
6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ : เน้นการพัฒนาที่สำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่จากเดิมยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวม” ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทของภารกิจ และต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่เสมอ

จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

หลังจากที่มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้อย่างเป็นทางการนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆ นาๆ โดยนายสุริยะใส กตะศิลา มีความเห็นว่า

“ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ออกมาใช้ เพราะประเทศไทยจะได้มีการวางแผนและสามารถขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ซึ่งในหลายประเทศที่มีการพัฒนาก็มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน”

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีความเห็นต่อแผนดังกล่าวในทางกลับกันว่า

“แผนดังกล่าวไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ส่วนตัวมองว่าเป็นแค่การเขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปตามใจของคนเขียนเท่านั้น อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ซึ่งถ้าทำตามทุกอย่าง บอกเลยว่า เจ๊งแน่นอน เนื่องจากทรัพยากรมีไม่เพียงพอ และถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอีก”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ประเทศไทยจะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง” นั้น เราไม่สามารถทำนายหรือคาดเดาได้แน่นอน ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว คุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางไหน ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นประชาชนคนไทยสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าไปในทางที่ดีต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต