_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

ผู้คนเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น และอเมริกา พากันย้ายถิ่นฐานออกนอกเมืองใหญ่ที่แออัดหลังสถานการณ์โรคโควิด 19 กำลังระบาดหนัก จนหลายบริษัทให้พนักงานทำงานผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจากทางไกลได้ เป็นเหตุให้หลายคนพากันไปซื้อบ้านและที่ดินตามชนบทเพราะได้ทั้งบ้าน และที่ดิน รวมทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในเมือง จนนักประชากรศาสตร์วิเคราะห์ว่าเมื่อย้ายกลับสู่ชนบทแล้วพวกเขาจะไม่คิดกลับมาอยู่ในเมืองอีกเลย

 

หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศญี่ปุ่นที่ดูเหมือนกว่าจะยังไม่คลี่คลาย ทำให้ล่าสุดสำนักข่าวเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่นรายงานว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังมีแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานจากเมืองมุ่งสู่ชนบทมากขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการทำงานผ่านระบบ “เทเลเวิร์ก” หรือการทำงานผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ผู้คนยังสามารถทำงานจากบริษัทเดิมได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่บริษัท จึงสามารถจะทำให้พวกเขาสามารถเลือกที่อยู่อาศัยที่ไกลออกไปจากในเมืองได้ นับเป็นการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และ การทำงานของชาวญี่ปุ่น หลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 จนทำให้เกิดวิธีใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต จากก่อนหน้านี้เคยแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ กลายเป็นความต้องการที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิตออกนอกเมืองมากขึ้น

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_0

 

จากข้อมูลการโยกย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นกว่า 74 แห่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนกว่า 6,500 คนกำลังมองหาบ้านใหม่ที่เหมาะสมเพื่ออยู่อย่างปลอดภัย และมีอิสระแทนการต้องแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ละต้องเสี่ยงกับโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆ ด้วย โดยจากการตอบแบบสอบถามของประชาชนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานระบุว่า โรคโควิด 19 เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องการย้ายบ้านใหม่ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็สนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้ชีวิตนอกเมืองมากขึ้น โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สนใจจะย้ายบ้าน เพื่อจัดทำข้อมูลและจัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการที่สามารถซื้อที่ดินเป็นของตัวเองในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม ทำให้พวกเขาสามารถมีที่ดินเป็นของตัวเองแทนการอยู่เช่าบ้านอยู่ในเมือง

 

“การทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทเลเวิร์ก ที่หลายบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนใจการย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัยมากขึ้น” เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นระบุ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกที่จะออกไปอาศัยอยู่นอกเมืองมากขึ้น แทนการที่จะต้องแย่งกันกินใช้อยู่ในเมืองใหญ่ๆ จนทำให้เกิดความแออัด ส่งผลต่อเรื่องค่าครองชีพของประชาชน รวมไปถึงเรื่องของสุขภาพเพราะในเมืองมีคนมากเกินไป จนทำให้ในหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า กลายเป็นเมืองที่ติดอันดับที่พักอาศัยคับแคบและมีราคาแพงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งการย้ายถิ่นฐานสู่ชนบทมีข้อดีไม่เพียงแต่สำหรับผู้ย้ายถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เพราะจะทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ย้ายถิ่นได้ทดลองทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรม เช่นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรืออื่นๆ ที่พวกเขาสนใจ หรือใช้เวลาว่างจากงานไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงจนทำให้ท้องถิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_2

 

ทากาโกะ นิชิมูระ เคยทำงานบัญชีอยู่ในโตเกียว แต่กำลังมองหาบ้านใหม่เพื่อย้ายถิ่นฐานใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้โดย ให้เหตุผลว่า ที่ต้องการย้ายออกจากโตเกียวเพราะเบื่อหน่ายต่อการต้องใช้เวลาเดินทางไปทำงานด้วยเวลานาน และยังรู้สึกว่ายังมีความเสี่ยงสูงกับภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงโรคระบาดอย่างโควิด 19 ยังทำให้บริษัทของเธอพัฒนาระบบการทำงานเทเลเวิร์กได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจย้ายบ้าน แนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคิตามิ

 

สำหรับบ้านใหม่ของทากาโกะ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยในบริเวณใกล้เคียงมีสำนักงานดาวเทียมของเมืองคิตามิ ที่เธอจะสามารถเข้าไปใช้งานด้วย โดยเสียค่าบริการในราคาที่เหมาะสม ภายในมีอินเทอร์เน็ตและการประชุมออนไลน์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานทางไกล

 

 

“หากเราสามารถเอาเวลาที่ต้องเครียดระหว่างการเดินทางไปทำงานในเมืองมาใช้ในการทำอย่างอื่น ฉันคิดเราสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ทากาโกะกล่าว

 

เทรนด์การย้ายถิ่นฐานออกจากนอกเมืองยังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ อีก รวมถึงฟากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างรุนแรง การที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นจากการระบาดของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มนึกถึงการย้ายถิ่นฐานออกนอกเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเติบโตอยู่ชนบท แต่ต้องเข้ามาทำมาหากินในเมือง เริ่มคิดถึงการกลับไปทำงานที่บ้านเกิด นอกจากจะเป็นการหนีจากโรคระบาดพวกเขายังคิดถึงเรื่องการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ถูกทิ้งไว้ในชนบทอีกด้วย

 

 

ตัวอย่างเช่น จิงกี้ เดมาเรส เดอริเวร่า ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินขององค์กรไม่หากำไรแห่งหนึ่ง ในแมนฮัต ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายกลับเมืองฮัดสันริเวอร์วัลเลย์ บ้านเกิดหลังจากที่ทำงานของเขามีนโยบายใหม่ที่ให้สามารถทำงานระยะไกลอย่างไม่มีกำหนด

 

ภรรยาของจิงกี้ บอกว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดเพราะแม้ว่าได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่เมื่อโตขึ้นและผ่านเหตุการณ์โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เห็นคุณค่าของการอยู่ใกล้กับครอบครัวและมีที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อดำรงชีวิตในบั้นปลายไม่ได้อาศัยอยู่แค่ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เท่านั้น

 

ครอบครัวริเวร่า ไม่ใช่ครอบครัวเดียว เพราะมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ด้วยการย้ายออกจากเมือง เพราะสำหรับบางคนมันเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับครอบครัว ท่ามกลางความหวาดกลัวด้านสุขภาพกับโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับโลก ซึ่งประโยชน์ของการย้ายออกนอกเมืองยังทำให้สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น และนั่นคือผลจากสไตล์การทำงานรูปแบบใหม่ในการทำงานระยะไกล

 

 

จากการสำรวจของมูลนิธิครอบครัวไกเซอร์ในเดือนพฤษภาคมพบว่าร้อยละ 34 ของคนทำงานบอกว่าทำงานจากที่บ้าน และผู้คนในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรค ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลกำลังค้นหาโอกาสในการทำงานจากระยะไกล โดยข้อมูลด้านการจัดหาบ้านของอเมริกาชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนกำลังพิจารณา หรือย้ายไปยังเมืองเล็ก ๆ หรือชานเมือง

 

อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ของนักประชากรศาสตร์ เห็นว่าการเทรนด์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเช่นนี้ มีเหตุผลสำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโรคทำให้เกิดความกลัวความใกล้ชิด การอาศัยอยู่ในเมืองหมายถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน และหากผู้คนสามารถที่จะทำงานทางไกลจากที่ใดก็ได้ การย้ายออกนอกเมืองอย่างถาวรจะเกิดขึ้น และยากที่พวกเขาจะกลับเข้าสู่ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ และสามารถมีความสุขอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยู่แล้วนั่นเอง


Cover_2-1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

แต่การออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นานาประเทศคิดค้นมาใช้เพื่อป้องกันการออกนอกบ้านของประชาชน ที่แตกต่างออกไป เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นปัญหากระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนมากเกินไป และเหล่านี้คือมาตรการที่สำนักข่าวบีบีซี ได้รวบรวมมาได้นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

 

ที่ประเทศ ปานามา รัฐบาลออกมาตรการให้ผู้ชายและผู้หญิงออกนอกบ้านคนละเวลากัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ผู้ชายและผู้หญิงต้องออกนอกบ้านคนละวัน และครั้งละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยวันอาทิตย์ห้ามไม่ให้ใครออกนอกบ้านเลยต้องอยู่แต่บ้านกันทั้งครอบครัว

 

ในขณะที่รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย มีข้อกำหนดออกจากบางเมืองของประเทศว่าผู้ที่จะออกนอกบ้านได้จะต้องดูตามเลขบัตรประชาชนตัวสุดท้าย ตัวอย่าง เช่น ชาวเมืองบาร์รันกาเบอร์เมฮา คนที่เลขบัตรประชาชนลงท้ายด้วย 0, 7 และ 4 สามารถออกจากบ้านได้วันจันทร์ ส่วนคนที่เลขบัตรลงท้ายด้วย 1, 8 หรือ 5 ออกจากบ้านได้วันอังคาร ซึ่งจะลดจำนวนผู้คนให้ออกมานอกบ้านได้วิธีหนึ่ง

 

ในประเทศเซอร์เบีย ยกเลิกเวลาอนุญาตให้นำสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่ก่อนหน้านี้กำหนดให้มีเวลาระหว่าง 2 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม แต่ก็ยกเลิกไปแล้วแต่มาตรการนี้ดูเหมือนจะถูกต่อต้านจากคนรักสุนัขและสัตวแพทย์ที่ออกมาบอกว่าการไม่ได้นำสุนัขออกไปเดินเล่นอาจจะส่งผลถึง ปัญหาระบบปัสสาวะของน้องหมาเหล่านี้ที่ปกติก็มีปัญหาอยู่อยู่แล้วยิ่งอาการแย่เข้าไปใหญ่ และยิ่งทำให้สุขอนามัยในบ้านผู้เลี้ยงแย่ลง

 

ส่วนที่ประเทศเบลารุส ประธานาธิบดีแนะนำว่าการดื่มวอดก้าและอบซาวน่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ไม่เชื่อว่าประเทศต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยบอกว่าเขาไม่เห็นไวรัสลอยไปมาในอากาศเลย แถมตอนที่เขาไปดูฮอกกี้น้ำแข็งว่า คนที่มาดูกีฬาล้วนสุขภาพดีเพราะความเย็นในสนามจะสกัดไม่ให้ไวรัสแพร่ระบาด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่านี่เป็นเรื่องจริง และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเห็นไวรัสโคโรนาด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งการออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็ถูกชาวโลกตำหนิไปพอสมควร

 

สำหรับสวีเดน ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่เข้มงวดนัก โดยพวกเขาหวังว่าประชาชนจะประพฤติตัวเองอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ เพราะชาวสวีเดนมักจะมีความรับผิดชอบของตัวเองเมื่อป่วยจะไม่ออกมาเดินนอกบ้าน ดังนั้นประชาชนที่เดินอยู่ตามท้องถนนจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามเชื้อโคโรนาอาจจะไม่ได้แสดงอาการแม้ผู้นั้นจะติดเชื้อก็ตามแต่การนำเสนอเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความรับผิดชอบของประชากรสวีเดน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการประกาศห้ามคนมากกว่า 50 คนขึ้นไปชุมนุมแล้ว แต่โรงเรียนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังเปิดอยู่ ผับและร้านอาหารก็ยังเปิดให้ลูกค้าเข้าไปกินดื่มได้อยู่ ประชาชนก็ยังสังสรรค์ไปมาหาสู่ตามปกติ แต่ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีรับมือนี้ คงต้องรอดูกันว่ามาตรการแบบนี้จะส่งผลดีหรือเสียกันแน่

 

ส่วนที่มาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาขอโทษหลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสตรีและครอบครัวโพสต์รูปการ์ตูนในโลกออนไลน์ แนะนำให้ผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ แต่งหน้าทาปาก และหยุดบ่นสามีในช่วงที่ต้องปิดประเทศบางส่วนเพื่อให้พ่อบ้านอยู่บ้าน แต่ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อ โดนคนในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องลบโพสต์การรณรงค์นี้ทิ้งไป

 

ส่วนเติร์กเมนิสถาน มีมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาที่ดูน่าตกใจกว่าประเทศอื่น เพราะรัฐบาลสั่งให้ห้ามเขียนคำว่า โคโรนาไวรัส ไว้ในเอกสารสาธารณสุข โดยข่าวนี้หลุดรอดออกมาจากเว็บไซต์ข่าวอิสระ เดอะเติร์กเมนิสถาน ครอนนิเคิล (Turkmenistan Chronicle) ซึ่งถูกบล็อกในประเทศ บอกว่ารัฐบาลได้ลบคำว่าไวรัสโคโรนาออกจากแผ่นพับให้ความรู้ด้านสาธารณสุข นักข่าวที่ทำงานให้กับช่องรายการวิทยุอาซาตลิค (Radio Azatlyk) บอกว่า คนที่พูดถึงไวรัสโคโรนา หรือใส่หน้ากากอนามัย อาจโดนจับกุมตัวได้ ทางการเติร์กเมนิสถานบอกว่าไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศแม้ว่าจะอยู่ติดกับอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหนักที่สุดประเทศหนึ่ง

 


Trump-Chinese-virus_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด19 ยังไม่ทุเลาลงโดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่ดูเหมือนว่าการรับมือของผู้นำบางคนอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก  เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาทวิตข้อความส่วนตัว กล่าวถึงการรับมือการระบาดในสหรัฐอเมริกา แต่กลับใช้คำว่า “ไวรัสจีน” จนสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายฝ่าย เพราะคำกล่าวของทรัมป์ อาจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และเหยียดเชื้อชาติระหว่างชาวตะวันตกและชาวเอเชีย แม้กระทั่งองค์กรด้านสิทธิพลเมืองของสหรัฐเองก็ออกมาตำหนิการใช้คำที่ไม่สมควรของเขาในครั้งนี้

 

ซินเทีย ซอย ผู้อำนวยการขององค์กร Chinese for Affirmative Action ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลด้านสิทธิของชุมชนชาวจีนในซานฟรานซิสโก ระบุว่า คำกล่าวของทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ใช้คำว่า “ไวรัสจีน” “กังฟู” หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” จะเป็นการปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านชาวเอเชียขึ้นจนกลายเป็นเหตุรุนแรงที่กระทำระหว่างกัน โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะเรียกชื่อโรคให้ถูกต้อง ตามที่แพทย์และองค์การอนามัยโลกกำหนดว่า คือ โรคโควิด 19  หรือ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยยังใช้คำที่อาจจะทำให้เกิดความแตกแยก และเขายังไม่รับฟังเสียงเรียกร้องเรื่องความอ่อนไหวในการใช้คำพูดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่กล่าวอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Jabin Botsford/The Washington Post , Reuters

 

หลังการทวิตข้อความของทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกไป องค์กรของซินเทีย ก็ได้เปิดศูนย์เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยและรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและแปซิฟิก ชาวเกาะทั่วประเทศทันที โดยปรากฏว่าหลังเปิดทำการศูนย์แห่งนี้ได้รับรายงานเรื่องร้องเรียนถึง 60 เรื่องภายใน 2 วัน  

 

เคสหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเด็กชายชั้นมัธยมต้นชาวเอเชียอายุ 12 ปี  ที่อาศัยอยู่ย่านซานเฟอร์นันโด ในลอสแองเจลิส ถูกเพื่อนร่วมชั้นทุบตีอย่างรุนแรงจนต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล หรืออีกกรณีหนึ่งมีหญิงชาวจีนที่ถูกชาวอเมริกันรุมด่ากล่าวหาบนถนน และระหว่างเดินอยู่บนถนนก็ถูกผู้คนสาปแช่งอย่างไร้เหตุผล

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ชายจากพม่าและลูกชายคนเล็กของเขา ถูกชายคนหนึ่งแทงที่ร้านขายของชำในมิดแลนด์  รัฐเท็กซัส ซึ่งเชื่อว่าการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีสาเหตุมาจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

จากข้อมูลยังพบด้วยว่าชาวจีนที่อาศัยในสหรัฐอเมริกาต่างพากันไปซื้อปืนเพื่อป้องกันตัวมากขึ้น ทำให้ร้านขายปืนซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของคนจีน มียอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตามทรัมป์ออกมา ปฏิเสธว่าการใช้คำว่า “ไวรัสจีน” ของเขาไม่ใช่การเหยียดสีผิว แต่ไวรัสมาจากประเทศจีน และนั่นคือเหตุผลที่เขาใช้คำนี้

 

ทั้งนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองอเมริกันด้วยกัน เช่น นางฮิลลารี คลินตัน ว่า ทรัมป์พยายามใช้คำพูดที่สร้างความสนใจเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นในการบริหารประเทศของเขาโดยเฉพาะความล้มเหลวในการบริหารจัดการ กรณีการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะที่ผ่านมาเขาออกมาปฏิเสธความร้ายแรงของโรคระบาดหลายครั้ง ตั้งแต่โรคเริ่มระบาด  ขณะที่ผู้นำหลายประเทศได้ออกมากล่าวว่า ในช่วงเวลานี้ทุกประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเดียวกันอยู่ ในขณะที่ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทุกคนจะมาช่วยกันแก้ปัญหา แทนที่จะมาดูหมิ่นกล่าวหากัน

 

ด้านนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การที่องค์การอนามัยโลกออกมากำหนดให้ใช้ชื่อ COVID-19 เพื่อป้องกันการใช้ชื่ออื่น ที่อาจไม่ถูกต้องหรือถูกตีตราให้กับประเทศที่เกิดโรคในครั้งแรก ซึ่งเป็นความพยายามขององค์การอนามัยที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่กลับปรากฏว่ามีเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ปัญหาการเหยียดชาวเอเชียเคยเกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่เริ่มการระบาดในประเทศจีน นักการทูตชาวไทยเคยถูกทำร้ายในระหว่างเดินอยู่ในประเทศอังกฤษ ขณะที่ล่าสุดนักแสดงตลกชาวญี่ปุ่นก็ออกมาทวิตข้อความว่าถูกชาวตะวันตกถามว่าเขาเป็นชาวจีนหรือไม่ และแสดงท่าทางรังเกียจ เขาจึงตอบโต้ด้วยการถามกลับชาวตะวันตกไปว่า “แล้วคุณล่ะ เป็นชาวอิตาลีหรือไม่” ทำให้ข้อความของเขาถูกรีทวิตไปจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันออกที่ชื่นชมว่าเขาสามารถตอบโต้การเหยียดผิวจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างดี