-รับเทรนด์รักษ์โลก_cover_1.jpg

kinyupen_adminAugust 31, 2020

เทรนด์การใช้รถไฟฟ้ากำลังมา เปิดตัว Honda e ทำขนาดกะทัดรัดบังคับให้ลดขนาดและความจุของแบตเตอรี่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


19_รถยนต์ไร้คนขับ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 5, 2020

อเมริกา – รัสเซีย นำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง หุ่นยนต์และรถรับส่งออกจากห้องทดสอบสู่การใช้งานจริงหลังการระบาดของโรคโควิด – 19

 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส จำกัด (GM.N) ได้เปิดตัว รถยนต์ รุ่น “SF COVID-19 Response” ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งอาหารให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ หลังจากที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านได้ จากการระบาดของโรคโควิด 19 โดยรถแต่ละคันมีคนขับสองคนเพื่อความปลอดภัย หนึ่งสวมหน้ากากและถุงมือเพื่อวางถุงที่ประตู และจากสถานการณ์นี้เองทำให้แนวคิดเรื่องของยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง สามารถถูกนำกลับทดลองอีกครั้งหลังจากที่ต้องหยุดการทดสอบไปก่อนหน้านี้ โดยความหวังว่ารถยนต์ที่ไร้คนขับจะกลายเป็นพาหนะสำคัญสำหรับการจัดส่งแบบไม่สัมผัสกันระหว่างผู้คนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

 

 

บริษัท Pony.ai ซึ่งได้รับการสนับสนุนการทดสอบการใช้รถยนต์แบบได้คนขับจากบริษัทรถยนต์ โตโยต้า กล่าวว่ารถยนต์ของบริษัทที่เคยทำการทดสอบก่อนหน้าและยุติไป ได้กลับมาอยู่บนถนนในแคลิฟอร์เนียอีกครั้ง โดยตอนนี้ได้มีการเพิ่มการทดสอบการส่งของจากการซื้อของออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นไปยังลูกค้า และยังทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อส่งอาหารให้กับโครงการที่พักพิงฉุกเฉินในพื้นที่อีกด้วย

 

ขณะที่ในช่วงต้นเดือนเมษายนบริษัทนูโร ก็กลายเป็น บริษัทที่สองในแคลิฟอร์เนียได้ได้รับใบอนุญาตในการใช้ยานพาหนะไร้คนขับบนถนนสาธารณะได้ โดยบริษัทนี้ได้นำรถยนต์ R2 รุ่นล่าสุดมาใช้ในการนำอุปกรณ์การแพทย์ไปส่งยังโรงพยาบาล ชั่วคราวในซาคราเมนโตและศูนย์การแพทย์ชั่วคราวในซานมาเทโอ

 

ทั้งนี้การที่บริษัทรถยนต์นำรถยนต์ของตนมาใช้ในการส่งมอบของในกิจกรรมต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นการทำเชิงธุรกิจหรือได้เงินจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการจัดส่งที่จะถูกนำไปใช้พัฒนารถยนต์รูปแบบนี้ในอนาคต

และเมื่อวันพุธที่ผ่านมาบริษัท เยนเด็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของรัสเซียซึ่งมีการทดสอบรถยนต์แบบไร้คนขับอยู่ด้วย ก็ออกมาระบุว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ถือเป็นการช่วยให้มีการตัดสินใจในการลงนามเชิงธุรกิจเกี่ยวกับการใช้รถยนต์แบบไร้คนขับนี้มากขึ้นด้วย โดยล่าสุดบริษัทได้เซ็นต์สัญญากับรัฐบาลเมือง Skolkovo ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อประกอบธุรกิจการส่งจดหมายและพัสดุขนาดเล็กโดยใช้รถชนิดนี้ร่วมกับหุ่นยนต์ส่งของด้วย


Good-tech-for-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2020

สถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คนทั่วโลกต้องคำนึงถึงระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น หลายประเทศนำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้เพื่อหาทางระงับเหตุอย่างจริงจัง ส่งผลองค์กรธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน แม้กระทั่งวงการแพทย์ บันเทิง กีฬาล้วนได้รับผลกระทบกันทั้งสิ้น

 

แต่ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ยุคนี้เรายังมี “เทคโนโลยี” เป็นโซ่ข้อกลางประสานให้คนแต่ละทุกวงการยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แม้ไม่ 100% แต่ก็ยังดีกว่าหยุดชะงักไปเลย และวันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ขอรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดีๆ ที่เกิดขึ้นว่าในช่วงวิกฤตวงการไหน ใครทำอะไรมาให้ท่านได้ทราบกัน

 

1.ภาคธุรกิจ หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้การทำงานรูปแบบ Work from Home และรวมถึงใช้วิธีพบปะเผชิญหน้าให้น้อยลง ซึ่งแอพพลิเคชั่นน่าสนใจและได้รับความนิยมในสถานการณ์นี้ได้แก่

  • Zoom แอพพลิเคชั่นประชุมทางไกลที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านคนต่อวัน (ข้อมูล ณ มีนาคม 2563) แต่หลังถูกพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลในบัญชีผู้ใช้ จนมีหลายหน่วยงานทั่วโลกออกมาประกาศห้ามบุคลากรใช้แอพฯ นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามล่าสุด Zoom ประกาศเตรียมยกระดับความปลอดภัยของแอพพลิเคชันให้มากยิ่งขึ้น โดยประกาศอัปเดตเวอร์ชัน 5 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • Microsoft Teams แอพพลิเคชั่นที่ทำได้ทั้งส่งข้อความ โทร ส่งไฟล์ ประชุมผ่านระบบ VDO Call ซึ่งเป็นผู้ช่วยทำให้พนักงานทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา เลือกใช้ Microsoft Teams ไปแล้วกว่า 91 บริษัท

 

2. วงการแพทย์ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสู้กับโควิด-19 อย่างจริงจัง ทั้งบางส่วนก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจชั้นนำระดับโลกอีกด้วย

อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เปิดตัวระบบรหัส QR สุขภาพที่จะสัมพันธ์กับขอบเขตการเดินทางท่องเที่ยวและติดต่อพบปะกับผู้อื่น โดยกำหนดรหัสสีให้กับประชาชนเพื่อวัดระดับความเสี่ยง ดังนี้

  • รหัสสีเขียว เดินทางได้อย่างอิสระ
  • สีเหลืองต้องกักตัว 7 วัน
  • สีแดงคือต้องกักตัว 14 วัน

ระบบนี้มีการเปิดใช้ครั้งแรกในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวน ไหหลำ และฉงชิ่ง มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 200 ล้านคนแล้ว ถึงแม้ว่าระบบจะยังไม่เสถียรก็ตาม

แอปเปิ้ล และ กูเกิ้ล  สองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเพิ่มระบบ API (ฟังก์ชันเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ) บนแอนดรอยด์ และ iOS  เพื่อให้แอพฯ ติดตามกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ที่หน่วยงานรัฐต่างๆ กำลังพัฒนาออกมา เพื่อสามารถทำงานได้เต็มที่บนทั้งสองแพลตฟอร์ม  โดยระบบ API ดังกล่าวชื่อว่า Contact Tracing Bluetooh Specification และหากพบว่าใครในเครือข่ายเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ระบบจะแจ้งเตือนไปยังเจ้าของมือถือทันที อย่างไรก็ตามระบบยังอยู่ระหว่างทดสอบในอาสาสมัครเท่านั้น

โรงพยาบาลอาร์มิเดล รัฐนิวเซาท์เวลล์ ออสเตรเลีย เริ่มทดลอง “โรงพยาบาลเสมือนจริง” โดยให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน โดยใช้ “อุปกรณ์ติดตามที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยเฝ้าระวังอาการและรายงานสัญญาณชีพ” เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยได้จากระยะไกล และแจ้งให้กลับมารักษาที่โรงพยาบาลหากอาการแย่ลง ซึ่งถ้าการทดลองนี้สำเร็จโมเดลนี้อาจถูกนำไปใช้งานทั่วออสเตรเลีย

 

3. วงการบันเทิง แม้ถูกกักตัวแต่คนในวงการยังคงออกมาครีเอทความบันเทิงผ่านแอพฯ ต่างๆ สร้างความหฤหรรย์ เฮฮาอยู่เสมอ ถ้าในไทย Tik Tok น่าจะมาแรงแซงโค้งกว่าทุกแอพฯ ที่นี้มาดูกันว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน

คริส มาร์ติน แห่งวง Coldplay กล่าวว่า “ดนตรีเหมือนเครื่องช่วยบำบัดให้มนุษย์เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ช่วยส่งพลังบวกให้กับทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน และผู้ฟัง” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำลองโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram Live หรือ Twitter ให้เป็นเวทีคอนเสิร์เพื่อให้กำลังใจทุกๆ คน รวมถึงตัวเขาเอง

นอกจากนี้ ด้วยข้อดีสำคัญของแอพพลิเคชั่น Zoom คือการ join พร้อมกันได้ทีละหลายๆ คน จึงช่วยให้เหล่าศิลปินรวมตัวกันพัฒนา MV ให้เรารับชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิ

ดูอา ลิปา ศิลปินสาวตาคมชาวอังกฤษ เชื้อสายอัลเบเนีย ใช้ช่วงเวลาของการกักตัวมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในตอนพิเศษรายการ The Late Late Show ที่ใช้ชื่อว่า Home Fest โดยเธอเอาเพลง Don’t Start Now มาโชว์แบบไลฟ์สดในห้องพัก พร้อมวีดีโอคอลผ่านชวนเพื่อนสมาชิกวงแบ็คอัพ, นักร้องคอรัส, แดนเซอร์ มาร่วมสนุกในโชว์นี้พร้อมกันอีกด้วย จะเห็นได้เลยว่าเป๊ะทั้งทีมจนถูกแชร์ต่อจนเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

 

 

ขณะที่ จิมมี่ แฟลลอน นักแสดงและพิธีกรชื่อดังก็ชวนวง The Roots มาร่วม Cover เพลง  “Stuck in the Middle with You” จากบ้านของพวกเขาแต่ละคนผ่าน Zoom หรือ จอห์น คราซินสกี้ หนึ่งในนักแสดงละครเพลงบรอดเวย์ ที่หันมาร้องเพลงในสื่อโซเชียลมากขึ้น

 

 

รวมถึงไทย Zoom ก็ถูกใช้เป็นช่องทางของ ละครเวทีทึนทึก ตอนทางไกล A New Short Play ละครเวทีเฉพาะกิจในรูปแบบ Tele Theatre ซึ่งกระบวนการทำงานเป็นทางไกลทั้งหมด โดยการทำงานต่างๆ ใช้โปรแกรม Zoom เป็นหลัก ทั้งในการซ้อมและบันทึกภาพไว้ในระหว่างที่แสดง โดยทีมงานมีเพียงนักแสดง ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ที่ต่างคนต่างทำงานจากบ้านของตัวเอง

วงการบันเทิงจีนเองก็ปรับตัว โดยมีรูปแบบรายการแนวใหม่เอาใจคนกักตัวที่บ้านที่ใช้วิธีบันทึกรายการเเบบ Cloud Recording โดยศิลปินต่างๆ จะใช้วิธีสร้างโชว์จากที่บ้านและบันทึกผ่านสมาร์ทโฟน หรือ โน๊ตบุค เช่น ทอล์กโชว์ยอดนิยมอย่าง Day Day Up ก็ปรับปรุงรูปแบบให้เป็นการประชุมวิดีโอกับแขกรับเชิญแทนการมาบันทึกวิดีโอพร้อมกันในสตูดิโอ

 

4. วงการกีฬา Zoom ถูกผนวกใช้กับการฝึกซ้อมของสโมสรฟุตบอลระดับโลก อาทิ บาเยิร์น มิวนิค ทีมชั้นนำแห่งเยอรมนี ลิเวอร์พูล ทีมดังจากเกาะอังกฤษ เพื่อแก้โจทย์ที่ว่าจะซ้อมในช่วง Social Distancing ให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร เพราะแม้ไม่มีการแข่งขันแต่สภาพร่างกายยังคงต้องพร้อมอยู่เสมอนี่คือเรื่องสำคัญของนักกีฬา

 

 

วิธีการนักเตะและทีมสตาฟฟ์ต้องรวมกลุ่มกันทุกวัน เพื่อฝึกซ้อมตามคำแนะนำในยิมที่บ้านของตัวเองโดยแสดงตัวผ่านสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ททีวี โดยทีมจะแจกจ่ายเครื่องมือติดตามผลตให้ทุกคนเพื่อตรวจเช็กว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ซ้อมเต็มที่ไหม ไขมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โดยมีเกณฑ์ของแต่ละคนอยู่ บ้านใครขาดอุปกรณ์ออกกำลังกาย สโมสรก็จะจัดส่งให้ถึงบ้านเลย

การฝึกซ้อมรูปแบบนี้นอกจากช่วยด้านสภาพร่างกายแล้ว ยังช่วยกระชับสัมพันธ์ของทีมให้กลมเกลียวในช่วงที่แต่ละคนต้องห่างหายไปอีกด้วย ดังที่เราจะเห็นการแซว หยอกล้อ  กิจกรรมสนุกๆ อาทิ การให้ลูกทีมแต่ละชาติอวยพรวันเกิดเพื่อนตามภาษาท้องถิ่นของตนที่ปรากฎเรียกเสียงหัวเราะอยู่บนโลกออนไลน์

 

ดินเนอร์ออนไลน์

ทีมงานคุณภาพจากเทศการดนตรีและศิลปะ Wonderfruit เปิดตัว Virtual Chef’s Table Fruitfull แบรนด์ใหม่ล่าสุดซึ่งเดิมทีวางแผนไว้ว่าจะจัดขึ้นในรูปแบบของ Mini Festival ขนาด 1-2 วันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของอาหารในแง่มุมของความยั่งยืน (Sustainability) แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ออฟไลน์อีเวนต์เกิดขึ้นได้ยาก

ทีมงานจึงคิดวิธีนำเสนอใหม่ทั้งหมดกลายเป็น Virtual Chef’s Table ที่ให้ชื่อซีรีส์แรกว่า Lockdown โดยมีขั้นตอนมีดังนี้ 1.จองที่นั่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Fruitfull.co และระบุที่อยู่จัดส่งอาหารให้เรียบร้อย 2.เมื่อถึงวันอาหารจากเชฟจะไปส่งถึงบ้าน พร้อมลิงก์ให้เปิดเข้าไปในไลฟ์สตรีม และเริ่มทานอาหารพร้อมกัน ส่วนหนึ่งของรายได้จากการจองดินเนอร์ ยังนำไปสมทบทุนให้กับองค์กรการกุศล Covid Relief เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อีกด้วย

 

กักตัวแต่กักความรักไม่ได้…มงคลสมรสออนไลน์จึงเป็นทางออก

วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้งานอีเวนต์ทั่วโลกมีอันต้องยกเลิกไป แต่ยังทำให้งานแต่งงานของบ่าวสาวทั่วโลกต้องถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ล่าสุด“แอนดรูว์ คัวโม” ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าอนุญาตให้พลเมืองของรัฐจดทะเบียนสมรส และจัดพิธีแต่งงานผ่านการประชุมทางไกลหรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ต่อจากนี้คู่รักชาวนิวยอร์กสามารถทำพิธีมงคลสมรสผ่าน Zoom ได้แล้ว”


Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอ..(เสียงดนตรี) ทึนทึก ทางไกล ในยูทูปสำหรับผู้ที่คิดถึงละครเวที โดยละครเรื่องทึนทึก ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นโปรเจคทดลองเพราะนักแสดงก็ต่างอยู่คนละที่ หากแสดงร่วมกันโดยใช้เทคโนโลยี Zoom  และดำเนินเรื่องตามสถานการณ์โควิด -19 ความยาวของละครประมาณ 20 นาทีสะท้อนความคิดและความรู้สึกของกลุ่มเพื่อนในวัยเกินกลางคนในวันที่ “Impossible  is Possible”  หรือง่ายๆ ก็ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรทำคือยอมรับและปรับตัว

ละครเวที “ทึนทึก” เริ่มเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2535 และได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะจัดเป็นละครตลกชั้นดีที่สะท้อนชีวิตวิถีคนเมือง ผ่านตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนคนชั้นกลางปัจจุบัน เรื่องราวยั่วคิดชวนขันของกลุ่มเพื่อนที่อุปนิสัยหลากหลาย แต่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันทั้งฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล รสนิยม

ในแต่ละตอนของทึนทึกจะสะท้อนผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ละครเรื่องนี้ทั้งตลกขบขันให้แง่คิด สะท้อนทัศนคติร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองชนิดโดนใจ โดยแทรกการเหน็บแนมแบบสร้างอารมณ์ขันเพราะบางอย่างก็สะท้อนอาการของแต่ละคนในแต่ละช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ทึนทึก ได้จัดแสดงตอน  ทึนทึก 4 กลัวน้ำ (รู้สึกไปเอง) เมื่อปี 2555 คือหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

ละครทึนทึก ทางไกล สร้างสรรค์และแสดงโดยทีมเดิมคือ ดรีมบ๊อกซ์ เป็นผู้สร้าง ดารกา วงศ์ศิริ  เขียนบทละคร  สุวรรณดี จักราวรวุธ กำกับการแสดง แสดงโดย อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ วสันต์ อุตมะโยธิน  ธิติมา สังขพิทักษ์ ผอูน จันทรศิริ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล ศิรินุช เพ็ชรอุไร กนกวรรณ บุรานนท์ และ พล ตัณฑเสถียร

เมื่อดูละครทึนทึก ทางไกลจบแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเปิดดูเบื้องหลังการถ่ายที่เห็นถึงความสนุกไปกับการเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ของกลุ่มนักแสดง โดยเฉพาะ ป้าจิ๊ “อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” ที่จะเรียกรอยยิ้มในวันที่เราก็ต้องกักและปรับตัว

 

สำหรับ Tele Theatre ทึนทึกทางไกล ตอนที่ 2 มีชื่อตอนว่า “ไร้สาระ” ร่วมสนุกสนานและหัวเราะพร้อมกันได้ ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ เวลา.14.00 น. ทางเพจเฟสบุ๊ค DreamboxTheatre Bkk


_พึ่งพา-เทคโนโลยี-มากไป-เสี่ยง-สมองเสื่อม_web.jpg

kinyupen_adminJuly 1, 2019

รู้หรือไม่? การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปอาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมองเป็นสนิม” และเสี่ยงเกิดภาวะ “สมองเสื่อม”

 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการหันมาใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปก็อาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะยุค 5G ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ปัญหา “โรคสมองเสื่อม” ถือเป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ย้อนกลับไปดูผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. เมื่อปี 2557 พบว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้

สาเหตุเกิดจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 คือ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ฉะนั้น หากใครที่ไม่อยากตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยมีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป/ครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2. ฝึกลับคมสมอง : หมั่นฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่าง ๆ ซึ่งช่วยฝึกกระตุ้นสมองได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

3. หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ : ยกตัวอย่าง ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น

4. เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม : กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

สุดท้าย เทคโนโลยีล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องหรือชาญฉลาดหรือไม่ หากเราใช้ในทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา แต่ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นโทษทำร้ายร่างกายของเรา เรียกได้ว่า เทคโนโลยี เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_สมาร์ทโฟน-ภัยเงียบ-ทำลายครอบครัว_กินอยู่เป็น.jpg

kinyupen_adminJune 26, 2019

 ผลการวิจัยพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มมีปัญหาขาดการปฎิสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ดีในครอบครัว หนึ่งในปัจจัยที่เกิดให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” ที่ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็น สังคมก้มหน้า กันแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวใกล้ตัวกับทุก ๆ ท่าน เกี่ยวกับการใช้ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งมีฟังก์ชั่นและคุณสมบัติมากมายต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นโลกแห่งสังคมก้มหน้ากันไปแล้ว ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มีงานวิจัยโครงการวิจัยครอบครัวในเขตเมืองปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ครอบครัวคนเมืองมีสัมพันธภาพที่น่าเป็นห่วงกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากขาดการปฎิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” เราจะเห็นได้บ่อยครั้งก็คือบนโต๊ะรับประทานอาหาร ที่สมัยก่อนทุกคนในครอบครัวจะทานอาหารพร้อมพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ในปัจจุบัน คนในครอบครัวพูดคุยขณะทานอาหารกันน้อยลง แต่กลับหันไปสนใจ “สมาร์ทโฟน” กันมากขึ้น บางคนแชทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน บางคนเล่นเกมส์ บางคนเล่นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

จากปัญหาสังคมก้มหน้าสะท้อนถึงปัญหาระดับครอบครัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มมีโลกส่วนตัวสูง การดูแลเอาใจใส่ การสื่อสารด้วยความเข้าใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น นำมาสู่การหาทางออกที่ว่าทำอย่างไรให้การสื่อสารของคนในครอบครัวกลับคืนมาเช่นเดิม หรืออย่างน้อยเปิดพื้นที่การปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้มากขึ้นอฉะนั้น บทบาทของการเป็นพ่อแม่จึงมีความสำคัญมาก จะต้องกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกรักและห่วงใย เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพทางครอบครัวดีขึ้น

ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ลองหาเวลาอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง/วัน หรือ 1-2 วัน/สัปดาห์ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ทั้งการออกไปท่องเที่ยว รับประทานอาหารในบ้านหรืออาจจะนอกสถานที่ เพื่อลดปัญหาการใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนลง แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้สมาร์ทโฟนในทางที่เหมาะสม เช่น ใช้สำหรับถ่ายรูปคนในครอบครัวบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้บันทึกภาพความประทับใจ การใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว

สุดท้าย “สมาร์ทโฟน” หากเราใช้อย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ก็จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ไม่หมกมุ่นมากเกินไป จนกลายเป็นสังคมก้มหน้าในที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศางแห่งการใช้ชีวิต


_ทำความรู้จัก-Snap-Chat-แอปฯ-ยอดฮิตเปลี่ยนหน้าเด็ก_web.jpg

kinyupen_adminMay 22, 2019

Snapchat แอปพลิเคชั่นที่ช่วยแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้แลดูเด็กลงราวกับวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนทั้งโลกอย่างมาก

ช่วงนี้ในโลกสังมออนไลน์มีเทรนด์ใหม่ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงบนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ หากใครได้มีโอกาสเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram คงจะเห็นใครหลาย ๆ คนมีใบหน้าเปลี่ยนไปราวกับเด็กวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ คงจะสงสัยกันใช่ไหมว่าพวกเขาใช้แอปพลิเคชันอะไรกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้จักกับแอปฯ ที่มีชื่อว่า Snapchat แอปฯ นี้นี่ล่ะที่ใครหลาย ๆ กำลังโหลดมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแอปฯ Snapchat เป็นแอปฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ภายในแอปฯ จะมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือฟิลเตอร์สำหรับแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้เป็นเด็กนั่นเอง

สำหรับวิธีการใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ทุกคนมีไอโฟนหรือสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้งานได้ เริ่มต้นจาก

1. เข้าไปที่เมนู App Store สำหรับ iOS หรือ Play Store สำหรับ Android

2. สมัครสมาชิก โดยกรอก ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกรอกรหัส OTP เพื่อเข้าสู่การใช้งาน

3. เข้าไปสนุกสนานกับการใช้งานฟิลเตอร์ต่าง ๆ ใน Snapchat ได้ทันที โดยวิธีทำใช้ฟิลเตอร์หน้าเด็กก็ไม่ยาก เพียงแค่เปิดกล้องหน้าหรือกล้องหลังก็ได้ จากนั้นเลือกฟิลเตอร์ที่ต้องการ โดยเลื่อนไปที่สัญลักษณ์สีเหลือง ๆ ฟิลเตอร์ทำหน้าเด็กแบบในภาพ จากนั้นกดถ่ายภาพหรือกดค้างเพื่อถ่ายวีดีโอ ทั้งนี้ ภาพและวีดีโอดังกล่าวหากจะเอาไปใช้ในแอปฯ อื่น จะต้อง Export หรือ Save ออกมาไว้บนเครื่องก่อน จึงจะนำไปใช้ในแอปฯ อื่นได้

นอกจากฟิลเตอร์สำหรับทำใบหน้าให้ดูเด็กลงแล้ว แอปฯ Snapchat ยังมีฟิลเตอร์อื่น ๆ ไว้ให้เล่นอีกมากมาย ฉะนั้น หากใครไม่อยากตกเทรนด์หน้าเด็ก สามารถไปดาวโหลดใช้งานกันได้ ซึ่งแอปฯ Snapchat ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครใช้งานได้แบบฟรี! ไปลองใช้งานกันดู รับรองเลยว่าคุณเองจะติดใจกับแอปพลิเคชันนี้อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2019

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

kinyupen_adminApril 11, 2019

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต