วันที่แย่ ตกงาน ยังมีทางออกอยู่เสมอ มองหาประตูที่เปิดอยู่ หลีกหนีโรคซึมเศร้า โดยมนุษย์ป้า
วันที่แย่ ตกงาน ยังมีทางออกอยู่เสมอ มองหาประตูที่เปิดอยู่ หลีกหนีโรคซึมเศร้า โดยมนุษย์ป้า
“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน กินอยู่เป็น แนะนำให้ลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด
“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป
จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6


“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้
“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน
ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
การใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” อย่างไม่ถูกวิธี ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุณอาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด
สมัยนี้คนรุ่นใหม่นิยมใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่พยายามหาทุกวิถีทางในการทำ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ถ้าเป็นบัตรเครดิตนั้นก็ไว้สำหรับรูดซื้อสินค้าที่ต้องการ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นสำหรับกรณีร้อนเงิน ฉุกเฉินเรื่องเงิน ก็กดขอเงินมาใช้ได้เลย แต่หารู้หรือไม่ว่า บัตรพวกนี้ถ้าใช้งานไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี คุณก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาทันทีก็ได้ เพราะนอกจากที่คุณจะต้องหาเงินมาใช้หนี้คืนแล้ว อย่าลืมว่าบัตรพวกนี้เมื่อใช้งานแล้ว ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอีกด้วย ยืมมากก็ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน ก็ทำเอาเหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกันเลยทีเดียว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด
1. หยุดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก่อนอื่นคุณต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ขอให้มีความรอบคอบในการใช้จ่าย ควรเสียเงินในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่บ้าน ค่ากิน-ค่าเดินทางไปทำงาน มีเท่าไหร่ ใช้เพียงเท่านั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ควรกดขอเงินจากบัตรกดเงินสดเด็ดขาด ไม่ควรสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด ท่องเอาไว้ว่า คุณกำลังเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างหนี้โดยเด็ดขาด
2. หมั่นเก็บหอมรอมริบให้เป็นนิสัย
เมื่อถึงสิ้นเดือน นั่นคือวันเงินเดือนออก คุณต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ดีๆ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายแล้ว คุณก็อย่าลืมเก็บหอมรอบริบสักเดือนละ 1,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ก็ยังดี หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ เดือน รับรองเลยว่า คุณมีเงินเก็บแน่นอน อยากได้ของสิ่งใดหรือว่าฉุกเฉินเรื่องเงิน คุณก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องง้อ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เลย
3. ตั้งใจและขยันทำงาน-หารายได้พิเศษ
ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะงานคือเงิน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีโอกาสก็ทำงานล่วงเวลา (OT) เก็บเงินเสียเลย และถ้ามีเวลาเหลือก็หารายได้เสริมทำช่วงวันหยุดหรือนอกเวลางานก็ได้ เช่น รับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา เป็นต้น ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขอให้เหล่ามนุษยเงินเดือนทั้งหลายจงนำไปปรับใช้เสีย จะได้ไม่เป็นหนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต พยายามฝึกไว้เป็นนิสัย ถ้าคุณทำได้ รับรองเลยว่าคุณก็สามารถปลดหนี้จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้อย่างสบายๆ และช่วยป้องกันการเกิดหนี้ก้อนใหม่อีกด้วย จำเอาไว้เลยว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภันประเสริฐ” นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง
เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ
“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้


1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้
ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า


2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร
ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย


3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป
ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน


4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย
ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย


5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย


6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย
นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต