Banner_welltitude_แพทย์ชี้-ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด-มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

อายุรแพทย์โรคหัวใจชี้ ผู้ป่วย “โรคหัวใจและหลอดเลือด” มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป

ปัจจุบัน คนไทยเข็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน , โรคมะเร็ง , โรคไต , โรคไข้หวัด , โรคหัวใจ เป็นต้น เมื่อพูดถึงโรคหัวใจจะพบว่าในแต่ละปี คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่า 250,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 20,000 คน/ปี ส่วนใหญ่พบในกลุ่มคนอ้วน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง และกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีความเสี่ยงมาก

ล่าสุด พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวภายในงาน “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา” ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่ามีคนไทยป่วยและเสียชีวิตมากขึ้นถึงร้อยละ 24 และร้อยละ 41.3 ขณะที่ความเสี่ยงผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดปี 2558 พบว่า ร้อยละ 29.9 เพิ่มขึ้นเป็น 32.3 ในปี 2559 ส่วนโรคหลอดเลือดสมอง จากร้อยละ 43.3 เพิ่มขึ้นเป็น 48.7 โดย 2 ปัจจัยเสี่ยงจากทางร่างกาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง พฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่ป้องกันได้ ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย คือ พันธุกรรม ที่ป้องกันและแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ และอาหารประเภทจังส์ฟู้ด ซึ่งจะเข้าไปเพิ่มระดับของไขมันไม่ดี หรือ LDL ในร่างกาย ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ และหมั่นออกกำลังกายแบบ Fat-burn เป็นการออกกำลังกายในช่วงอัตราการเต้นของหัวใจเหมาะสม


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนเสี่ยงป่วยโรคอัลไซเมอร์.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2018

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาเผยกลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต่างทำงานกันอย่างหนัก เพื่อแลกกับเงินเดือนในการนำมาใช้ดำรงชีวิต แต่กว่าจะได้เงินมานั้นก็ต้องแลกกับงานที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสพอสมควร มนุษย์เงินเดือนที่รักงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ารักงานมากจนเกินไป จนลืมใส่ใจเรื่องของสุขภาพ ก็อาจจะส่งผลส่งต่อสุขภาพร่างกายเราได้

ล่าสุด ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เปิดเผยว่า กลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ โรคนี้ไม่ใช่มีแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น สาเหตุก็เนื่องมาจากการใช้ชีวิตและพฤติกรรมบางอย่างของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุก็ตาม หมั่นหาเวลาตรวจสุขภาพร่างกายสม่ำเสมอ และต้องมีการบริหารสมองให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุต้องหมั่นเข้าสังคม ทำกิจกรรมที่ช่วยบริหารสมองให้แข็งแรง การใช้ทักษะการสื่อสาร เพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานอยู่ตลอดเวลาด้วยการตอบสนองทางอารมณ์

สำหรับวิธีในการบริหารสมองเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีอยู่ 5 วิธี ประกอบด้วย

1. พักผ่อนให้เพียงพอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว/วัน หรือ 2 ลิตร/วัน
3. ควรหาเวลาพักสมองจากการทำงานระหว่างวัน เพื่อไม่ให้สมองมีการทำงานหนักเกินไป
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง
5. หาเวลาออกกำลังกาย


Banner_welltitude_นอนหลับไม่เพียงพอ-อันตราย-เสียงเผชิญ-6-โรคร้ายแรง.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

รู้หรือไม่? การ “นอนหลับไม่เพียงพอ” ส่งผลเสียต่อร่างกาย นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ “กินอยู่เป็น” จึงขอรวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ หวังให้ทุกคนใส่ใจและไม่หักโหมจนลืมให้เวลากับตัวเอง

มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามนุษย์เงินเดือน นักเรียน นักศึกษา คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ก็ต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และด้วยภาระของงานที่ต้องสะสาง การบ้านที่ต้องรีบทำ ก็ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอนอนน้อย บางรายถึงขั้นไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนเลย เหมือนกับตัวละครที่ชื่อ “ยุ่น” จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนด์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” ที่บ้างานอย่างหนัก จนถึงขั้นส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเองเลย

การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเอง และถ้าทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ อาจจะส่งผลให้เผชิญกับโรคภัยต่างๆ อีกด้วย “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ เพื่อคอยเตือยสติทุกๆ คนว่า ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ก็จะเจ็บป่วยเป็นโรคดังต่อไปนี้แน่นอน

1. ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายปรับระบบการทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารในกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะหากใครหาอะไรทานตอนดึกๆ ไม่เป็นเวลา ส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร และระบบย่อยอาหารอื่นๆ ด้วย และเมื่อระบบย่อยอาหารมีปัญหา ทำให้มีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางรายมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อาจมีอาการปวดท้องแบบจุกเสียดได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลมาที่ระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา เกิดอาการท้องผูก ท้องเสียได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

2. โรคอ้วน

นอกจากการทานอาหารตอนดึกๆ ในระหว่างปั่นงาน อ่านหนังสือแล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายรวนไปด้วย ส่งผลให้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน กลายเป็นโรคอ้วนได้

 

 

 

 

 

 

 

3. โรคเบาหวาน

การนอนหลับไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงสูงตต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และอินซูลินเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินอีกด้วย ฉะนั้น ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่ ควรระวังอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการรักษาอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

4. โรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ เกิดจากการที่ตัวเรานอนไม่เป็นเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก การนอนไม่หลับนอกจากร่างกายจะเหนื่อยล้าสะสมจากการนอนไม่เพียงพอแล้ว ยังทำให้เกิดความเครียดสะสม จนทำให้ยิ่งนอนไม่หลับไปกันใหญ่ ฉะนั้น ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ต้องพัก อย่างหักโหมเด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

 

 

5. โรคหลอดเลือดหัวใจ

หากเรานอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ เนื่องจากมีสารโปรตีนเข้ามาเกาะสะสมที่หัวใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลต่อโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ซึ่งอาจจะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

6. โรคมะเร็งลำไส้

กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งลำไส้มากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย บวกกับการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย ส่งผลให้ระบบการทำงานของลำไส้ผิดปกติ จนอาจกลายเป็นลำไส้อุดตัน และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

 

 

 

 

 

และทั้งหมดนี้คือ 6 โรคอันตรายที่มาจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากใครที่รู้ตัวว่ากำลังนอนน้อย พักผ่อนน้อย ก็ควรจัดสรรเวลาให้ดีๆ พยายามนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วัน จะช่วยปรับเวลานอนของตัวเองให้เป็นปกติได้


Banner_welltitude_บริจาคสเต็มเซลล์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด-ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์.jpg

kinyupen_adminSeptember 4, 2018

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาติไทย ยืนยันการบริจาคสเต็มเซลล์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค และยังเป็นการต่อชีวิตให้เพื่อนร่วมโลกอีกด้วย

เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงจะทราบข่าวของนายแบบหนุ่มของ Men Health Thailand “ปาล์ม-เปรมทัต สิ้นกัง” ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งวิธีการเดียวที่จะช่วยรักษาได้ก็คือการใช้สเต็มเซลล์ในการปลูกถ่ายรักษาเท่านั้น แต่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะต้องหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ ซึ่งมีอัตราส่วน 1 ต่อ 10,000 คนเท่านั้น หลายคนเกิดความกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยบริจาคโลหิตและสเต็มเซลล์มาก่อน โดยเข้าใจไปว่าการบริจาคสเต็มเซลล์ต้องมีกระบวนที่ซับซ้อนกว่าการบริจาคโลหิต และอาจเป็นอันตรายต่อตัวเราเองก็ได้ ซึ่งต้องบอกเลยว่า คุณต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะจริงๆ แล้ว การบริจาคสเต็มเซลล์ไม่ได้เป็นอันตรายหรือร้ายแรงเลย

สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิตที่อาศัยอยู่ในไขกระดูก และจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดคอยหล่อเลี้ยงภายในร่างกาย นำสารอาหารที่เป็นประโยชน์และจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายของเรา การบริจาคสเต็มเซลล์สามารถบริจาคให้บุคคลอื่นได้ เหมือนการบริจาคโลหิตทั่วไป โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคแต่อย่างใด เนื่องจากร่างกายสามารถผลิตสเต็มเซลล์ขึ้นมาทดแทนของเก่าได้ และการบริจาคสเต็มเซลล์ถือเป็นความหวังเดียวที่จะรักษาผู้ป่วยโรคทางโลหิตให้หายขาดได้อีกด้วย สเต็มเซลล์จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีโรค ดังนี้ โรคธาลัสซีเมีย (โลหิตจาง) , โรคโลหิตจางชนิดที่เกิดจากไขกระดูกฝ่อ , มะเร็งเม็ดเลือดขาว , มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาติไทย ระบุว่า การบริจาคสเต็มเซลล์นั้นจะมีขั้นตอนโดยจะต้องไปลงทะเบียนแสดงความจำนงว่าจะบริจาคสเต็มเซลล์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างเลือดในระหว่างที่กำลังบริจาคโลหิต เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะเลือดของเราเอาไว้ก่อน จนกระทั่งมีผู้ป่วยที่มีข้อมูลเลือดที่เข้ากันได้และสามารถใช้เลือดของผู้บริจาคได้ ทางเจ้าหน้าที่จะเรียกผู้บริจาคเข้าไปขอเก็บสเต็มเซลล์ต่อไป ซึ่งการเก็บสเต็มเซลล์มี 2 วิธี ได้แก่

1. บริจาคสเต็มเซลล์ผ่านหลอดเลือดดำ

โดยเจ้าหน้าที่จะฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกจากไขกระดูกมากระจายตัวในกระแสเลือดก่อน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเก็บสเต็มเซลล์ โดยนำโลหิตผ่านเข็มที่แทงอยู่ในเส้นเลือดดำ แล้วจะนำไปแยกสเต็มเซลล์ออกจากเลือดผ่านเครื่อง Automated Blood Cell Separator โดยจะใช้เวลาเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง

2. บริจาคสเต็มเซลล์ผ่านไขกระดูก

โดยเจ้าหน้าที่จะใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง (บริเวณขอบกระดูกเชิงกราน) โดยทำในห้องผ่าตัด และจะใช้เวลาเก็บประมาณ 2 ชั่วโมง หลังเก็บสเต็มเซลล์ผู้บริจาคอาจต้องพักฟื้นจนถึงวันรุ่นขึ้น จึงสามารถกลับบ้านได้ และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5-7 วัน

ทั้งนี้ ผู้บริจาคจะเลือกใช้วิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริจาคและความคิดเห็นของเเพทย์ และย้ำว่าการบริจาคสเต็มเซลล์จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคอย่างแน่นอน ซึ่งสเต็มเซลล์ของผู้บริจาคอาจช่วยชีวิตให้กับผู้ป่วยที่จะรักษาโรคทางโลหิตให้หายขาดได้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลายคนคงไม่ต้องกลัวการบริจาคสเต็มเซลล์อีกต่อไป เพราะจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แถมยังเป็นการต่อชีวิตให้เพื่อนร่วมโลกอีกด้วย


Banner_welltitude_7-สัญญาณอันตราย-โรคไบโพลาร์.jpg

kinyupen_adminAugust 30, 2018

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 7 สัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ถ้าคุณมีพฤติกรรมดังกล่าว คุณอาจจะมีเปอร์เซนต์ที่กำลังจะเผชิญ “โรคไบโพลาร์”

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีข่าวของนักร้องชื่อดัง “เสก โลโซ” ได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์ถ่ายทอดสดมาราธอนแบบข้ามวันข้ามคืน จนทำให้คนในครอบครัวและเหล่าบรรดาแฟนคลับก็อดเป็นห่วงคุณเสกไม่ได้ จึงต้องนำตัวคุณเสกเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะสันนิษฐานว่าคุณเสกอาจจะเป็นไบโรคไบโพลาร์ จนทำให้ในปัจจุบันสังคมไทยเราเองมองไปว่า ถ้าใครมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ แปลกๆ ก็จะถูกมองว่าเป็นไบโพลาร์ไปซะแล้ว

สำหรับโรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) เป็นโรคความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีผลต่อประชากรระหว่าง 1-4.3 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอเมริกา มักจะแสดงออกมาเป็นช่วงที่มีอารมณ์คลุ้มคลั่ง (ภาวะแมเนีย) สลับกับช่วงอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งผลการวิจัยพบว่าอาการของไบโพลาร์มักจะเริ่มมีในเด็กและวัยรุ่นได้ถึง 1.8 % วันนี้ “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 7 สัญญาณอันตรายที่จะมาเตือนว่า ถ้าคุณมีพฤติกรรมตาม 7 ข้อที่กล่าวมานั้น นั่นหมายความว่า คุณมีเปอร์เซนต์ที่กำลังจะเผชิญโรคไบโพลาร์อยู่

1. มีความ “เยอะ” พูดเยอะ คิดเยอะ มั่นใจเยอะ
อาการประเภทนี้มีลักษณะที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตนเองมากจนเกินไป แสดงความโอ้อวด พูดมาก พูดไม่หยุด เนื่องจากการทำงานของสมองกำลังเกิดการปั่นป่วน จึงส่งผลต่อการกระทำที่แสดงออกมา

2. นอนน้อย ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย
ลักษระของอาการนี้ ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนหลับพักผ่อนน้อยลง แต่ในวันรุ่งขึ้นจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองมีอาการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด เพราะในุมมองของผู้ป่วยเข้าใจว่าพฤติกรรมการนอนน้อยของเขาเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปเสียแล้ว

3. พูดเร็วจนฟังไม่ทัน
คนที่มีอาการนี้จะเข้าใจว่าตนเองมีอะไรที่ต้องคิดหลายๆ อย่างในเวลาเดียว ทำให้ผู้ป่วยมีการพูดและคิดที่ค่อนข้างรวดเร็ว และไม่มีอาการที่แสดงความเหน็ดเหนื่อยในการพูดการจา ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองฟังไม่รู้เรื่อง

4. ไร้สมาธิ
ผู้ป่วยจะมีจิตใจที่วุ่นวาย เนื่องจากมีการที่ต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความกระสับกระส่ายอยู่ตลอด

5. มีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยจะมีอาการแผลงๆ แปลกๆ อาทิ การใช้เงินฟุ่มเฟือยผิดปกติ มีพฤติกรรมหวาดระแวง แสดงอาการกระสับกระส่ายทางกาย มีความต้องการทางเพศสูงขึ้น รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไร้ความหมาย ฯลฯ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้ป่วยเอง

6. มีอารมณ์หงุดหงิด-ฉุนเฉียวง่าย
ผู้ป่วยจะแสดงอาการไม่พอใจ เนื่องจากมีความอดทนที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างเช่นปัญหาเรื่องเล็กๆ ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอารมณ์หงุดหงิด แปรปรวน และแสดงออกทางพฤติกรรมในทางไม่เหมาะสม ถึงขั้นชวนทะเลาะและมีปากเสียงกับคนรอบข้างได้

7. มีความคิดหมกมุ่นเรื่องความตายและการฆ่าตัวตาย
ผู้ป่วยจะมีอาการที่อยู่ในวะซึมเศร้า เครียด หมดหวังในการดำเนินชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ และจะชอบคิดถึงเรื่องของความตายและวิธีในการฆ่าตัวตายอยู่ตลอด ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างอันตราย เพราะผู้ป่วยไบโพลาร์จะประพฤติสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น โดยเฉพาะการฆ่าตัวตาย ฉะนั้น คนรอบข้างสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือคนรอบข้างของคุณเริ่มมีพฤติกรรมตามที่กล่าวไป 7 ข้อแล้วนั้น ควรรีบทำการรักษาในทันที โดยเข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยอาการและหาสาเหตุเบื้องต้น และควรรับประทานตามที่คุณหมอแนะนำ อย่าหยุดยาด้วยตนเองหรือลืมการทานยา เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาและทำให้กลับมามีอาการแบบเดิมอีกครั้ง


-ทำ-“อัลลีชาเลนจ์”-อันตราย-ส่งผลเสียต่อเส้นประสาท.jpg

kinyupen_adminAugust 30, 2018

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสที่ใครหลายๆ ไม่พลาดที่จะทำตามกัน นั่นก็คือ “อัลลีชาเลนจ์” หรือการทำมือเป็นรูปโอเคแบบกลับหัวแล้วมาไว้ที่ตา ซึ่งมาจากการที่นักฟุตบอลชื่อดังทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ แห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อย่าง “เดเล อัลลี” แสดงท่าทางดีใจผ่านโลกสังคมออนไลน์ ภายหลังทำประตูได้ในเกมบุกเอาชนะทีมนิวคาสเซิล 2-1 กระทั่งกลายเป็นท่าสุดฮิตที่ใครหลายๆ คนต้องพยายามทำตามกัน บางคนทำได้ บางคนก็ทำไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า การพยายามที่จะทำท่าดังกล่าว ทั้งๆ ที่บางคนไม่สามารถทำได้นั้น เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา

เรื่องนี้ แฟนเพจ Sahavate ได้ออกมาเตือนผู้ที่พยายามทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” ว่า การทำท่าดังกล่าวส่งผลเสียต่อเส้นประสาท เนื่องจากการทำมือในลักษณะโอเคแบบกลับหัวเป็นท่ายืดเส้นประสาทส่วนหนึ่งของแขน หากทำเป็นเวลานานๆ จะส่งผลต่อเส้นประสาท และจะมีอาการปวดหรือตึงข้อศอกด้านใน แขนท่อนล่าง ข้อมือ จนถึงฝ่ามือด้านใน รวมถึงเกิดอาการชาปลายนิ้วนางและนิ้วก้อย

 

สำหรับการทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” เหมาะสำหรับคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานแล้วงอข้อศอกกับที่รองแขนเป็นเวลานาน หรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน โดยต้องกางแขนออกไปด้านข้าง 90 องศา พร้อมกับทำมือเป็นรูปโอเค แล้วงอข้อศอกพร้อมหมุนข้อมือเข้าหาตัว เอานิ้วที่ทำรูปโอเค ทำค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที จำนวน 5 ครั้ง จะช่วยยืดเส้นประสาทได้ ทั้งนี้ แล้วทำไมบางคนทำท่านี้ได้ บางคนทำท่านี้ไม่ได้ ก็เป็นเพราะโครงสร้างร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน ส่งผลให้นิ้วของแต่ละคนยาวไม่เท่ากัน ส่งผลให้คนที่มีนิ้วยาวกว่าจะทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” ได้ดีกว่าคนที่มีนิ้วสั้น

สุดท้ายนี้ การทำ “อัลลีชาเลนจ์” ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสนุกๆ ที่อย่างน้อยนอกจากจะเป็นกระแสที่ต้องทำตามในโลกออนไลน์แล้ว ยังเป็นการช่วยยืดเส้นประสาทสำหรับคนที่ต้องต้องทำงานงอแขน งอข้อศอกเป็นเวลานานๆ แต่ก็อย่าทำฝืนทำบ่อยจนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลเสียทำให้ปวดข้อมือ ปวดแขน ปวดนิ้วมือได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แฟนเพจ Sahavate


-100-ปี-ของ-“ศาสตราจารย์-ดร.ประเสริฐ-ณ-นคร”.jpg

kinyupen_adminAugust 23, 2018

“ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร” เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว เน้นการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” นี่เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดที่มีการบอกต่อๆ กันในวงสนทนาสุขภาพ วลีดังกล่าวต้องการสื่อสารให้แต่ละคนดูแลและรักษาสุขภาพของตัวเอง ไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2531 ที่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ถึงแม้ว่าท่านจะอายุเกือบ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่สุขภาพร่ายกายของท่าน ณ ตอนนี้ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เลย

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บอกว่าถึงเคล็ดลับที่ทำให้ตนมีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ทำให้ตนได้ฝึกเรื่องของสมาธิ ความจำ นอกจากนี้ เมื่อช่วงที่อายุ 69 ปี ตนได้เดินขึ้นเขาที่มีความสูงถึง 120 ขั้นบันได ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย ขณะเดียวกัน อาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญ ตนมีเคล็ดลับการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งตนจะเลือกทานอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีกลิ่นเหม็น งดการรับประทานอาหารดิบ รวมไปถึงการงดดื่มสุราหรือมึนเมา แค่นี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงและมีอายุยืนแล้ว

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต, ใกล้รุ่ง, ในดวงใจนิรันดร์, แว่ว, เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย ผลงานต่างๆ ของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา

ขอบคุณข้อมูลจาก : โครงการส่งเสริมป้องกัน คนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)


Banner_welltitude_แพทย์ห่วงใยผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic) ดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ แก้ปัญหารูปลักษณ์ภายนอกและภายในจิตใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่มีใบหน้าเบี้ยวผิดรูป ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเส้นประสาทควบคุมการทำงานกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ โดยอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุที่พบ เช่น อาการอักเสบของเส้นประสาท อุบัติเหตุฐานกะโหลกศีรษะแตก หรือหลังการผ่าตัดเนื้องอกเยื่อหุ้มเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งเส้นประสาทดังกล่าวควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาตาปิดไม่สนิท กระจกตาเป็นแผล หายใจไม่สะดวก เคี้ยวอาหารลำบาก พูดไม่ชัด ทำให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมและมีปัญหาทางด้านจิตใจ ทั้งนี้การรักษาจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดการอักเสบ ยาหยอดตา หากมีร่องรอยความพิการทางใบหน้าหลงเหลือมาก หรือเส้นประสาทเสียหาย  แพทย์จะพิจารณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อให้การรักษาต่อไป วิธีดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์หลายระบบ ซึ่งแพทย์ออกตรวจไม่ตรงกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลหลายครั้ง

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว สถาบันประสาทวิทยาจึงได้จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic)  เพื่อดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ บูรณาการทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งในและนอกสังกัดกรมการแพทย์ โดยมีจักษุแพทย์  ซึ่งประกอบด้วยทีม
ดร.นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท ประสาทศัลยแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา พญ.พัชรพิมพ์  มัศยาอานนท์ จักษุแพทย์   สถาบันประสาทวิทยา และนพ.ธิติ เชาวนลิขิต  นพ.ศุภศิษฎ์ จิรวัฒโนทัย ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการประเมินถึงปัญหาเบื้องต้น ตั้งแต่การมองเห็น ความผิดรูปของใบหน้า  ความสามารถในการทำงานของเส้นประสาท  ที่ยังเหลืออยู่ การหายใจ และสภาพจิตใจ ภายหลังการรักษาจะได้รับการดูแลจาก นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา ช่วยแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน ตลอดจนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  ให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ  เพื่อให้ผู้ป่วยยิ้มได้อีกครั้ง

เป็นเรื่องที่น่าปลื้มใจที่สถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในสังคมไทยที่มองคนที่ภายนอก ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดสภาวะปัญหาทางจิต  ขาดความมั่นใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ส่งผลไม่น้อยอย่างที่คิด!


Banner_welltitude_นอนวันละกี่ชั่วโมงถึงเหมาะสมต่อร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติเผยผลการวิจัย “ระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการทางร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย” โดยแต่ละช่วงวัยจะมีระยะเวลานอนหลับแตกต่างกันไป

โดยปกติมนุษย์จะใช้เวลาในการนอนหลับเฉลี่ยอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน หากนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ เพราะหมายถึงการพักผ่อนร่างกายหลังจากใช้พลังงานในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มาตลอดทั้งวัน แต่ในความจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า การนอนหลับในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์มีระยะเวลาในการนอนหลับแตกต่างกันออกไป ไม่ได้ยึดติดอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National sleep foundation) ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยถึงเรื่องของระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนของคนแต่ละช่วงวัย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

นอนหลับ

ทารกแรกเกิด (อายุตั้งแต่ 0 – 3 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 14 – 17 ชั่วโมง/วัน

ทารก (อายุตั้งแต่ 4 – 11 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 12 – 15 ชั่วโมง/วัน

เด็กเล็ก (อายุตั้งแต่ 1 – 2 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 11 – 14 ชั่วโมง/วัน

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 3 – 5 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 10 – 13 ชั่วโมง/วัน

เด็กวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 6 – 13 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 9 – 11 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่น (อายุตั้งแต่ 14 – 17 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่นตอนปลาย (อายุตั้งแต่ 18 – 25 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง/วัน

ผู้ใหญ่/วัยทำงาน (อายุตั้งแต่ 26 – 64 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมง/วัน

ผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่อยู่ในช่วงวัยใด และรู้ตัวว่าตนเองนั้นใช้เวลาในการนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ก็อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการให้เวลากับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อช่วงอายุในวัยนั้นๆ เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ในการลุกขึ้นมาทำงานสำหรับเช้าวันใหม่อย่างมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวัน