Banner_welltitude_7-สัญญาณหัวใจาย.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

“หัวใจวาย” ภัยเงียบที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างเฉียบพลัน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบ 7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” ในร่างกายเรา หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“หัวใจวาย” อีกหนึ่งอาการที่คร่าชีวิตใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน และขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที และไม่ทุเลาลงโดยการพัก หรือได้รับยา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจจะตายลงได้ภายในไม่กี่นาที และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุด “หัวใจวาย” เกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ “อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี” ที่จากไปอย่างกระทันหัน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มแรก หรืออาจจะเป็นแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคหัวใจ

เว็บไซต์ Reader’s Digest ได้สรุป 7 สัญญาณเตือนเกี่ยวกับอาการ “หัวใจวาย” หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบทำการรักษาหรือพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” มีอะไรบ้าง?

1. มีอาการอ่อนเพลียมาก : ผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีอาการเหนื่อยจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ เพราะเมื่ออาการหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ฉะนั้น หากเกิดอาการอ่อยเพลียให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

2. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บริเวณหลัง แขน หน้าอก : อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเงียบของหัวใจวาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มขาดออกซิเจนจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเกิดอาการหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจจะถูกปิดกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ อาการนี้จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
สมองจะเกิดอาการสับสน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณอื่น ๆ

3. หายใจถี่ : หากมีอาการหายใจถี่ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ เพราะหัวใจนั้นมีส่วนสำคัญในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถ้าหากหัวใจเกิดทำงานผิดปกติก็อาจจะทำให้คุณหายใจถี่ได้

4. แสบร้อนกลางอก : อาการแสบร้อนกลางอกไม่ได้เป็นแค่เพียงอาการของโรคกรดไหลย้อนเท่านั้น เพราะอาการดังกล่าวส่งผลทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ ดังนั้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. คลื่นไส้ อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน : อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการลำไส้ปั่นป่วน เป็นสัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นหากพบว่าร่างกายไปต่อไม่ไหว อย่าฝืน! รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

6. อึดอัดบริเวณคอ และขากรรไกร : อาการอึดอัดเหล่านี้มักจะพบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทความรู้สึก แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่าอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

7. มีอาการบางอย่างผิดปกติ : ผู้ป่วยที่มีอาการบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม ถือเป็นสัญญาณเงียบที่ไม่ควรละเลย แม้ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด แต่การเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อาจทำให้คุณปลอดภัยจากอาการหัวใจวายรุนแรงได้

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย”

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย” ไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ คนสามารถเกิดอาการหัวใจวายได้

1. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินอาหารมันๆ
2. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
5. คนอ้วน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
6. เครียดง่าย เครียดบ่อย
7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น “หัวใจวาย” ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย หากเรารู้ตัวและรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ ฉะนั้น สุขภาพของทุกคนสำคัญที่สุด อย่าลืมใส่สุขภาพของตัวเองเสมอ ดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปเรื่อย ๆ น่าจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริญ”

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ Reader’s Digest


Banner_welltitude_ไม่ออกกำลังกายอันตรายยิ่งกว่าสูบบุหรี่.jpg

kinyupen_adminNovember 27, 2018

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และการที่คนเราไม่ออกกำลังกาย มีอัตราความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่งผลต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ง่าย

“การออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง” คำพูดที่ใครหลาย ๆ คน มักพูดกรอกหูอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนหันมาสนใจการออกกำลังกาย บางคนพอจะสละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดิน วิ่ง จ็อคกิ้ง แอโรบิค ไทเก็ก ฯลฯ ได้บ้าง แต่บางคนไม่มีเวลาจริง ๆ ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่บางคนก็ขอบายกับการออกกำลังกายไปเลย เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” แต่รู้ไหมว่าการไม่ออกกำลังกายเลย อันตรายต่อร่างกายอย่างมากที่สุด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Dr.Wael Jaber ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ ศูนย์การแพทย์คลีฟแลนด์ เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า การออกกำลังประเภทคาร์ดิโอส่งผลดีต่อร่างกาย ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ในทางกลับกันการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการไม่ออกกำลังกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แค่คุณนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ นั่งเฉยอยู่หน้าคอม นั่นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทีจะเข้ามาในชีวิตคุณ สุดท้าย วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาสุขภาพให้ดี ก็คือ “การออกกำลังกาย”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่ออกกำลังกายกับคนที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และหากเปรียบเทียบกิจกรรม 2 อย่าง ระหว่าง “การนั่งเฉย ๆ” และ “การสูบบุหรี่” ผลการวิจัยระบุว่า “การนั่งเฉย” มีความเสี่ยงสูงกว่า “การสูบบุหรี่” ถึง 3 เท่า

ส่วนคนที่ออกกำลังกายน้อยกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย ผลการวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนออกกำลังกายเป็นประจำถึง 390% เลยทีเดียว และอีกหนึ่งประเด็นคือ การที่คนเรามีอายุมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือนได้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะหนีไม่พ้นกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ทานข้าว แล้วก็นอน สุดท้ายแล้ว ขอย้ำเลยว่า การที่คุณไม่ออกกำลังกาย ต่อให้คุณไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ คุณก็มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายมากไปคนที่สุบบุหรี่ด้วยซ้ำ

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก สำนักข่าว CNN


Banner_welltitude_5พฤติกรรมเสี่ยงโรคเบาหวาน.jpg

kinyupen_adminNovember 14, 2018

14 พฤศจิกายน ของทุกปี “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก และเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ลองสำรวจ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรลด ละ เลิก ป้องกัน “โรคเบาหวาน” ที่อันตรายถึงขั้นตายได้

วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานอันตรายอย่างมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตา โรคไต เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทุก ๆ คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เรามี 5 พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง “โรคเบาหวาน” อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งต้องลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว

1. รับประทานอาหารรสจัดเป็นประจำ : หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด อาหารรสชาติที่กล่าวมาข้างต้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่แค่โรคเบาหวานที่จะเข้ามา แต่โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก็อาจจะเข้ามาด้วย แล้วยิ่งถ้าชอบอาหารรสหวานๆ ถึงขั้นหวานจัด ส่งผลให้เกิดการสะสมปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

2. ความอ้วน น้ำหนักเกินกำหนด ไขมันสูง : สำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสหวาหรือมีคอเลสเตอรอลสูง พฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานทั้งนั้น เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น มีไขมันสะสมเยอะ จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งอันตรายมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

3. ภาวะความเครียด : ความเครียดของบุคคลนั้นเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเบาหวาน เนื่องจากเวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา และฮอร์โมนนี้เองที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาล ยิ่งเครียดมาก ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเช่นกัน

4. กินเหล้า-สูบบุหรี่จัด : ข้อมูลจาก อ.นพ.เกบ เมียคิน เรื่อง Why Excess Alcohol Increases Diabetes Risk ระบุว่า จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างของชาวสวีเดนที่อายุระหว่าง 35-61 ปี มากกว่า 5,100 คน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ (แอลกอฮอล์ 48 กรัม) ในคนที่น้ำหนักตัวประมาณ 70 กก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เพราะตับที่เป็นอวัยวะหลักในการทำลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด จะต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงในการทำลายแอลกอฮอล์ 1 ดริ๊ง ฉะนั้น ถ้าดื่มเกิน 2 ดริ๊งค์ ตับจะเริ่มทำงานหนักเกินกำลัง เกิดการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ จนกลายเป็นภาวะไขมันเกาะตับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็จะยิ่งทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นนั่นเอง

5. ไม่ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองกับอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินปกติได้ดีขึ้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงาน เนื่องจากโรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งนี้ การหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะเวลาที่ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมามากเกินไป ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงต่อ “โรคเบาหวาน” ซึ่งหากไม่ดูแลตนเอง ก็อาจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ ฉะนั้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองสำคัญมากที่จะลดการเกิดโรคเบาหวานได้ ลองสำรวจตัวเราเองว่าคุณยังมีพฤติกรรมเสี่ยง 5 อย่างหรือไม่ ถ้ามีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าต้องมาทรมาณรักษาโรคเบาหวานในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือถ้าโคร้ายอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท


Banner_welltitude_ห้ามผู้ป่วยนวดแผนไทยโดยเด็ดขาด.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

รู้หรือไม่? การนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ ฉะนั้น ผู้ที่มี 10 อาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เชื่อว่าหลายๆ คนได้ใช้พละกำลังในการทำงาน แบกข้าวแบกของ หรือออกกำลัยกาย ส่งบางครั้งก็ทำให้เราเกิดอาการปวดโน่นปวดนี่ ไม่ว่าจะไหล่บ้าง หลังบ้าง แขนขาบ้าง ก็คงต้องการใครสักคนมาคอยบีบนวดเพื่อคลายความเจ็บปวดของร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ โชคร้ายก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็ว่าได้

อย่างล่าสุด ก็เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อมีชายท่านหนึ่งเข้ารับการนวดแผนไทยที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในตลาดน้ำ 4 ภาค จ.ชลบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่องนี้เปนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายท่านนี้เสียชีวิตได้

 

ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ที่มีอาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด เพราะอาจส่งอันตรายต่อร่ายกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งมีอาการต่างๆ 10 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

2. เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลัน

3. ห้ามนวดบริเวณที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ กระดูกหัก เปราะ ร้าว เคลื่อน

4. เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้อยู่ในระยะปกติไม่ได้

5. เป็นโรคผิวหนังที่มีบาดแผลเปิดเรื้อรัง

6. เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

7. เป็นโรคมะเร็ง

8. เข้ารับการผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท

9. มีอาการหลอดเลือดดำอักเสบ

10. กระดูกพรุนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การเลือกสถานบริการนวดแผนไทย ควรเลือกร้านที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงอันตรายจากการนวดได้ เพราะหากเลือกใช้บริการสถานบริการนวดแผนไทยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งคนนวดอาจไม่มีความรู้ว่านวดบริเวณใดหรือจุดใดที่ไม่ควรนวด อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ไม่ควรนวด คือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือด เช่น แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง ข้างคอ ใต้หู หลังหู ต่อมน้ำเหลืองใต้คาง จุดศูนย์รวมเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา นอกจากนี้ คนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด หรือสุภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่มีความเสี่ยงด้วย


Banner_welltitude_การลดน้ำหนักกับทฤษฎีแรงจูงใจ.jpg

kinyupen_adminOctober 19, 2018

คนส่วนใหญ่ย่อมปราถนาที่จะมีหุ่นดี ผอม ไม่อ้วน ซึ่งคนมีอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมากจึงพยายามหาทุกวิถีทางในการ “ลดน้ำหนัก” ซึ่งมีแรงจูงใจหลากหลายอย่างให้เขาได้ลงมือทำ นั่นคือ การที่มีหุ่นที่ดี สุขภาพที่ดี นั่นเอง

ผอม สวย หล่อ หุ่นดี เฟอร์เฟกซ์ เซ็กซี่ เชฟบ๊ะ สเลนเดอร์ คำเหล่านี้ใครหลายๆ คนก็ปราถนาที่จะมีรูปร่างที่เป๊ะ คือไม่อ้วน และไม่ผอมจนแห้งจนเกินไป หลายคนเกิดมาได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อไม่เหมือนกัน จนทำให้รู้จักกับว่า “ผอม สมส่วน อ้วน” หลายคนคงไม่อยากที่จะอ้วน เพราะความอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพร่างกายเราเลย มีแต่ผลเสียล้วนๆ ร่างกายเรามีแต่ไขมันตามส่วนของร่างกาย หากไม่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หรือทำให้ร่างกายอ้วนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนได้อย่างง่ายดาย

คนเราเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความอ้วนหรือรู้ตัวว่าเราน้ำหนักขึ้น เข้าข่ายอ้วนขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยหลักสำคัญก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน นั่นล่ะตัวที่ทำให้คุณอ้วนขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากเราไม่หาวิธีเบิรน์มันออกไป น้ำหนักคุณก็ขึ้น รูปร่างของคุณก็จะค่อยๆ ขยายพองขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วคนที่เขาผอม หุ่นดีล่ะ เขาทำอย่างไรถึงหุ่นดีได้ตลอด ก็เพราะว่าเขารู้จักเลือกรับประทานอาหาร และ ออกกำลังกายอยู่เสมอนั่นเอง

“คนอ้วนอยากผอม” แนวคิดนี้สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่? บอกเลยว่า สามารถทำได้แน่นอน ถ้าคุณมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือทำ อย่างที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดียหรือในกระทู้พันทิปที่มีการแชร์เรื่องราวการลดน้ำหนักจากอ้วนกลายเป็นผอม ในระยะเวลาสั้น และด้วยวิธีการต่างๆ คุณในฐานะผู้รับสารเมื่ออ่านคอนเทนท์นี้แล้ว ก็มีแรงจูงใจที่จะอยากทำบ้างใช่ไหมล่ะ? นั่นล่ะ คุณกำลังมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือลดน้ำหนักแล้ว

การเกิด “แรงจูงใจ” กับบุคคลนั้น อับราฮัม มาสโลว์ อธิบายความหมายของคำนี้ว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น ก่อนที่บุคคลจะมีพฤติกรรมใดๆ ขึ้นมา ต้องเริ่มด้วยกระบวนการของความคิดแล้วเกิดการตัดสินใจที่จะกระทำหรือมีพฤติกรรมขึ้น ส่วน Petri อธิบายความหมายของคำว่า “แรงจูงใจ” ว่าเป็นแนวคิดที่ใช้เมื่อต้องการอธิบายถึงพลังหรือแรง (Force) ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ขณะเดียวกันแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจสามารถอธิบายความแตกต่างในเรื่องของความรุนแรงของพฤติกรรมได้ด้วย กล่าวคือ ยิ่งมีระดับแรงจูงใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป “แรงจูงใจ” (Motivation) หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมแสดงออกมาอย่างมีทิศทาง เครื่องบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ทั้งนี้ แรงจูงใจประกอบด้วย ความต้องการ (Needs) , แรงขับเคลื่อน (Drive) , การกระตุ้นเร่งเร้า (Urges) และ แรงปรารถนา (Wishes) ซึ่งตัวแปรทั้งหมดก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมนั่นเอง

ฉะนั้น คนส่วนใหญ่ที่หันมาออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ควบคุมอาหาร หรือแม้กระทั่งเข้าคลินิกดูดไขมัน ทุกคนล้วนมีแรงจูงใจสำคัญนั่นคือการ “ลดน้ำหนัก” เป้าหมายของแรงจูงใจนี้ คือ การที่ตนเองจะได้ผอม หุ่นดี ไม่อ้วน และเมื่อเราผอมแล้ว คนรอบข้างเขาก็จะไม่มองเราหรือทักกับเราว่า “ไอ้อ้วน อีอ้วน อ้วนจัง” เพราะได้ยินคำนี้บ่อยๆ ก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตได้เช่นกัน


Banner_welltitude_5-โรคร้ายที่คนไทยกลัวสุดขีด.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

ผลสำรวจของ “ซุปเปอร์โพล” ได้สำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนกลัวมากที่สุด โดยส่วนใหญ่กลัวโรคมะเร็งมากที่สุด ร้อยละ 83.4 และกังวลสาเหตุของการเกิดโรคร้ายมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คำนิยามนี้ถือเป็นเรื่องจริงที่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม่แต่เพื่อนๆ มักจะอวยพรหรือสอนให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม สุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สตรอง เราก็จะทำอะไรได้หลายๆ อย่างแบบเต็มที่ แต่ถ้าสุขภาพของเราไม่ดี บางสิ่งบางอย่างเราก็อาจจะทำไม่ได้ เช่น เหนื่อยง่าย ก็ไม่สามารถลงวิ่งมาราธอนได้ เป็นต้น

โรคภัยไข้เจ็บมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แต่เมื่อมาเยือนจนเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราต้องรักษาให้หายและกลับมาเป็นปกติให้ได้ คนส่วนน้อยป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนกลายเป็นโรคประจำตัว รักษาไม่หาย ทำได้เต็มที่แค่เพียงรักษาเพื่อเยียวอาการเท่านั้น ซึ่งก็เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงไม่อยากที่จะเจ็บหรือป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ นาๆ

5-โรคร้าย-ที่คนไทย-กลัวสุดขีด!_FB

ล่าสุด สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลได้มีการสำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนเกิดอาการกลัวมากที่สุด จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวนทั้งสิ้น 1,048 ตัวอย่าง โดยผลสำรวจพบว่า อันดับ 1 คนไทยส่วนใหญ่กลัว “โรคมะเร็ง” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.4 รองลงมา อันดับ 2 คือ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 62.7 , อันดับ 3 โรคกรดไหลย้อน คิดเป็นร้อยละ 59.8 , อันดับ 4 คือ โรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 57.7 และ อันดับที่ 5 คือ โรคความดัน คิดเป็นร้อยละ 54.6

ทั้งนี้ ประชาชนแสดงความกังวลถึงสาเหตุของโรคร้าย โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 กังวลสาเหตุมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร เช่น ฟอร์มาลีน น้ำมันทอดเก่า สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 63.3 สาหตุจากการทานเหล้า สูบบุหรี่ , ร้อยละ 61.1 สาเหตุจากการไม่ได้ออกกำลังกาย

ส่วนประเภทอาหารที่มีสารพิษทำลายสุขภาพประชาชนมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.3 ระบุ อาหารปิ้งย่าง จานด่วน ฟาสต์ฟู้ดส์ รองลงมา ร้อยละ 68.9 อาหารตามสั่ง ของร้อนใส่กล่องโฟม ถุงพลาสติก นอกจากนี้ ร้อยละ 55.1 ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานรัฐดูแลเรื่องสุขภาพกับอาหารของประชาชนได้

จะเห็นได้ว่าจากผลการสำรวจ โรคมะเร็งถือเป็นโรคร้ายที่คนไทยกลัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะโรคมะเร็งจริงๆ แล้ว มีแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่นายแบบชื่อดัง ปาล์ม เปรมทัต กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ จนต้องตามหาสเตมเซลล์มาทำการรักษา นอกจากนี้ยังมีโรคมะเร็งปากมดลูก , มะเร็งลำไส้ , มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งผลข้างเคียงของโรคร้ายนั้นค่อนข้างที่จะรุนแรงและทรมาน ยากต่อการรักษา บายรายถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยซ้ำ ฉะนั้น หากคุณไม่อยากมีโรคภัยเจ็บหรือเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นั้น ก็จงให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพให้มากๆ เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานหรือประกอบอาชีพต่างๆ นาๆ รวมไปถึงการใช่ชีวิตด้วย


Banner_welltitude_เคล็ด-ไม่-ลับ-กินเจอย่างไร-ไม่ให้อ้วน.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลถือศีลกินเจ ระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 ก็มีทั้งเหล่าบรรดาคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยแท้ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการถือศีลกินเจในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้บุญแล้ว จิตใจและร่างกายของเรายังบริสุทธิ์อีกด้วย นอกจากนี้ เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ ล้วนเป็นเมนูที่ปราศจากเนื้อสัตว์ล้วนๆ ซึ่งอาหารที่ไม่นับประเภทการทอดดวยน้ำมันนั้น ล้วนมีแคลอรี่ต่ำทั้งนั้น อย่างเช่น แกงจืดเต้าหู้ อาหารเบสิคของทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งจริงๆ แล้ว มีปริมาณอยู่ที่ 90 แคลอรี่เท่านั้นเอง

แล้วรู้หรือเปล่าว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น รู้ไหม? จริงๆ แล้วไม่ยากเลย มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่หนุ่มสาวที่รักสุขภาพสามารถนำไปใช้กันได้

1. หลีกเลี่ยงอาหารเจที่ทำลอกเลียนเนื้อสัตว์จริง – โปรตีนเกษตร แป้ง ของจำพวกนี้ใช้สำหรับลอกเลียนเนื้อสัตว์ในการใช้ปรุงอาหารเจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า โปรตีนเกษตร แป้ง ล้วนมาจากส้วนผสมของแป้งล้วนๆ ประกอบกับเมนูดังกล่าวที่ใช้โปรตีนเกษตรนั้นส่วนใหญ่มาจากการประกอบอาหารแบบผัด ผอด โดยใช้น้ำมันไปอีก ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เราอ้วนขึ้นแน่นอน

2. เลี่ยงอาหารผัด ทอด – อาหารประเภทผัด ทอด ล้วนต้องใช้น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบอาหารเจ ซึ่งน้ำมันเนี่ยล่ะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นต้นตอของความอ้วน แล้วยิ่งอาหารจำพวกผัด ทอด เป็นสาเหตุสำคัญของความอ้วนเลยทีเดียว ฉะนั้น คุณลองเปลี่ยนเมนูอาหารจากผัด ทอด มาเป็นอาหารประเภทต้ม นึ่ง ยำ แทนจะดีกว่า เพราะปริมาณแคลอรี่มีน้อยกว่าอาหารประเภทผัด ทอด รับรองว่า ไม่อ้วนแน่นอน

3. ควรทานโปรตีน เพื่อเพิ่มพลังงานแทนเนื้อสัตว์ – ช่วงเทศกาลกินเจ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องงดทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มี่วนประกอบของเนื้อสัตว์ ฉะนั้น หากเราต้องการสารอาหารประเภทโปรตีน แต่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ก็ควรรับประทานเป็นถั่ว อัลมอนด์ งาดำ งาขาว ธัญพืชต่างๆ จะดีกว่า เพราะอาหารเหล่านี้มีสารอาหารของโปรตีน สามารถให้พลังงานแทนเนื้อสัตว์ได้

4. ใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร – หากต้องหารทำอาหารเจรับประทานเอง ควรเลือกใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร แต่อย่าใส่น้ำมันมากเกินไป ที่สำคัญควรใช้กระทะเคลือบเทฟลอน เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมัน และเลือกใช้เกลือลดโซเดียม เพื่อควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกายด้วย

5. ออกกำลังกาย – พยายามหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีก็ยังดี และช่วงออกกำลังกายสามารถรับประทาน “กล้วย” เพื่อเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกายได้ โดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลจากอาหารประเภทอื่นๆ

เชื่อว่าหากคุณสามารถทำได้ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ยังไงซะการกินเจของคุณก็จะไม่ทำให้ร่างกายคุณอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน มีแต่น้ำหนักจะลดลง ลดลง ด้วยซ้ำ ยังไงซะก็พยายามควบคุมอาหาร ไม่รับประทานอาหารเกิน 2,000 แคลอรี่/วัน และควรหาเวลาในการออกกำลังกายด้วย เพื่อที่ร่างกายจะให้ผอม สวย หล่อ ไม่อ้วนด้วย


-ภัยเงียบที่คร่าชีวิต-เฉลี่ยชั่วโมงละ-6-คน_web.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

“โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก เฉลี่ย 17 ล้านคนจากประชากรทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง

รู้หรือไม่ว่า “โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก รายงานว่า พบผู้ป่วยประมาณ 17 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตภาวะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านคนในปี 2573 ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยจากโรคหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 และมีผู้เสียชีวิตจากประชากรทั้งโลก 54,530 คน เฉลี่ย 150 คน/วัน หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง ซึ่งนับว่ามีจำนวนอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากทุกปี

นพ.นรศักดิ์ สุวจิตตานนท์ แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า หัวใจนับว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และทำหน้าที่ส่งเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมไปถึงการเลี้ยงหัวใจ หากหลอดเลือดใดหลอดเลือดหนึ่งของหัวใจมีความผิดปกติไป หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาหัวใจวาย หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจล้มเหลว” และเสียชีวิตในที่สุด

ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบันที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ หรือแม้กระทั่งรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจหยุดทำงาน

สำหรับโรคหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยเพื่อที่จะรักษาได้ตรงจุด มิฉะนั้นการรักษาจะเป็นเพียงการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งสาเหตุแบ่งออกเป็น (1.) สาเหตุจากตัวหัวใจเอง อาทิ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ , (2.) สาเหตุอื่นๆ เช่น โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ หลอดเลือดไปปอดอุดตัน และความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และ (3.) ไม่รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควบคุมอาหาร การซื้อยาแก้ปวดทานเอง การใช้สารเสพติด และดื่มแอลกอฮอล์

โดยอาการของโรคหัวใจมักส่งสัญญาณอันตรายด้วยอาการเหนื่อยง่าย แน่นและเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากที่สุด และหากมีการนั่งพักแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น และเป็นมากขึ้น ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ขณะที่บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเหงื่อออกมากร่วมด้วยก็นับว่าเป็นความเสี่ยงที่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นโรคหัวใจได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านหัวใจเต้นผิดปกติ ยาลดความดันโลหิตสูงที่มีฤทธิ์ชะลอการเสื่อมลงของกล้ามเนื้อหัวใจ ยาลดความดันที่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรืออาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน หรือในรายที่มีอาการมากๆ อาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการรักษาทั้งหมดนี้ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ดูแลรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงอย่าให้หัวใจล้มเหลวกลายเป็นภัยเงียบที่ทำอันตรายชีวิตคุณได้

“โรคหัวใจล้มเหลว” เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากคุณไม่ดูแลและใส่ใจเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บก็จะมาเยือนคุณอย่างแน่นอน และคุณก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคอันตรายที่มาแบบเฉียบพลันได้อีกด้วย ฉะนั้น ใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในการใช้ชีวิตวันข้างหน้าอย่างสง่างามต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพระรามเก้า


Banner_welltitude_เลือดข้น-มฤตยูเงียบ-อันตรายถึงตายได้.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2018

รู้หรือไม่? ภาวะเลือดข้น ส่งผลส่งต่อร่างกายมากแค่ไหน หากคุณให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ คุณก็จะรู้ว่า ภาวะเลือดข้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป

สำหรับ “ภาวะเลือดข้น” เกิดจากการที่ภาวะไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดในจำนวนที่มากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะ “เลือดข้น” มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้การไหลเวียนในร่างกายช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจเกินขึ้นจากสาเหตุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปัญหาที่เกี่ยวกับไต เช่น เนื้องอกในไตเป็นต้น ไม่เพียงแค่นั้น ภาวะเลือดข้นมักมีสาเหตุมาจากการที่คุณมีน้ำหนักตัวเกิน การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือจากภาวะขาดน้ำในร่างกาย ซึ่งอาการของผู้ป่วยโรคภาวะเลือดข้น จะมีอาการมึนงง ปวดศีรษะ เวียนหัว ผิวหนังเป็นสีแดง มีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรงบริเวณขา แขน มือ และ เท้า นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดข้นแบบ Polycythaemia Vera อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อาทิ โรคหลอดเลือดในสมอง หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด หลอดเลือดดำอุดตัน ฯลฯ ซึ่งเป็นภาวะที่ไขกระดูกทำงานลดลง ไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือด มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia) ได้ตามปกติ และภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อันตรายจนอาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

เมื่อพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะ “เลือดข้น” ควรพบแพทย์ทันที เพราะเบื้องต้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการ ตรวจเลือด ตรวจไขกระดูก และตรวจหาสารพันธุกรรม JAK2 ซึ่งวิธีการรักษาอันดับแรกๆ แพทย์มักจะเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยการนำเอาเลือดของคุณออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานที่นิยมกันมากที่สุด ช่วยลดปริมาณของเซลล์เม็ดเอกให้น้อยลง นอกจากนี้ แพทย์อาจจะให้ยารับประทาน เพื่อชะลอการทำงานของไขกระดูก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภาวะเลือดข้นและอยู่ในระหว่างการรักษา ก็สามารถดูแลรักษาตัวเองได้ด้วยการ หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เลือดไหลเวียนในร่างกายได้ดี , หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและอาการคันตามผิวหนัง และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศหนาวหรือร้อนจนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด และควรพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการเลือดข้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทางที่ดี ทุกๆ คนควรหาเวลาเข้าไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อที่เราจะได้ทราบว่า เราเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอะไรหรือไม่ หากตรวจพบจะได้หาวิธีรักษาได้ทันเวลา อย่าลืมว่า “สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้ความสำคัญในวันที่สายเกินไป”


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนควรรู้-“5-ของกินยอดนิยม”-ยิ่งกินบ่อย-ยิ่งแก่ไว.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน แต่จะรู้หรือไม่ว่า “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ยิ่งกินบ่อยเท่าไร ใบหน้าของคุณยิ่งแก่ไวเท่านั้น

อายุมากขึ้น ความแก่ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาหา เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ใครๆ ก็ไม่อยากแก่กันทั้งนั้น ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน เพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน

แต่หารู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเราต้องแปรสภาพกลายเป็นคนหน้าตาแก่กว่าอายุจริงนั่นเอง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่ต้องบอกเลยว่า ยิ่งคุณกินอาหารพวกนี้เข้าไปบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของคุณแก่ไวขึ้นเท่านั้น

1. เครื่องดื่มประเภท น้ำหวาน-คาเฟอีน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน ชา โกโก้ หรือแม้กระทั่ง น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่มาก แต่ความหวานจากเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ของใบหน้าเรา เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากๆ ส่งผลต่อเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน มีริ้วรอย

ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีนนั้น ส่งผลให้ใบหน้าของเรามีสภาพโทรม ร่างกายขาดความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ผิว ผิวไม่เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

 

 

 

 

 

2. อาหารประเภทของทอด
ปาท่องโก๋ กล้วยทอด หมูทอด ไก่ทอด ฯลฯ อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำบ่อยนี่แหละ ส่งผลเสียต่อผิวพรรณของตัวเองได้ เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทอดจากน้ำมันเก่า ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. อาหารขยะ (Junk Food)
พิซซ่า แฮมเบอรเกอร์ ไก่ทอด ฯลฯ อาหารพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้ใบหน้าของเราแก่เร็วได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีไขมันทรานส์ซ่อนอยู่ จากดีฟ ไฟร์ เนย มาการีน ฯลฯ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะไปอุดตันหลอดเลือดแดงและเส้นเลือดฝอย ส่งผลให้เลือดไหลเวียนลำบาก ผิดพรรณขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้

 

 

 

 

 

 

 

4. ขนมปัง-เบเกอรี่
ขนมเค้ก ขนมปัง คุกกี้ ฯลฯ ล้วนประกอบไปด้วยเนย มาการีน วิปปิ้งครีม ซึ่งมีไขมันทรานส์ละน้ำตาลซ่อนอยู่ในปริมาณมากพอสมควร ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่ก่อนวัยอันควร

 

 

 

 

 

 

 

5. ขนมกรุบกรอบ
มันฝรั่งทอดกรอบ ขนมถุง ฯลฯ ล้วนอันตรายต่อสุขภาพมาก เนื่องจากขนมเหล่านี้มีโซเดียมสูง ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นเร็ว เนื่องจากเกิดการบวมโซเดียม เซลล์ผิวอาจได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ใบหน้าของเราเกิดความหมองคล้ำบนใบหน้า มีสิว มีริ้วรอยบนใบหน้าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่ก็คือเหล่าของกินของมนุษย์เงินเดือนที่รับประทานบ่อยๆ แล้ว ก็ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่กว่าวัยได้แน่นอน ฉะนั้น ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยก็ลดพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหล่านี้ลง ทานในปริมาณพอดี หรือเลี่ยงได้ยิ่งดี หันมารับประทานเป็นพวกผลไม้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า