_หลงตัวเอง-โรคระบาดของคนในสังคมสมัยใหม่_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

“หลงตัวเอง” โรคนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้ เกิดจากความมั่นใจในตัวเราที่มีอยู่ในตัว แต่บางทีก็มีมากจนเกิดไป ทำให้ความ “หลงตัวเอง” ครอบงำจิตใจเราจนได้ และในที่สุดก็ส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างโดยทันที

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวกับโรคชนิดหนึ่ง ที่ตอนนี้บอกเลยว่ากำลังแพร่ระบาดอย่างในสังคมสมัยใหม่ โรคที่ว่านั้นก็คือ “โรคหลงตัวเอง” ฟังไม่ผิดแน่นอน จะบอกว่าโรคหลงตัวเองกำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้

จะว่าไป ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองอยู่ในตัวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่าความมั่นใจในตัวเรา จริง ๆ แล้วมันดีมากน้อยแค่ไหนกัน? บางครั้ง “ความมั่นใจ” ในตัวเราที่มีมาก ๆ อาจจะส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างก็เป็นไปได้

ความหลงตัวเอง หากเรายิ่งคิดว่าตัวเองดีเลิศเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมองไม่เห็นหัวคนอื่น ถ้าเรามองโลกแบบตรงไปตรงมาก็จะเห็นว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่คนหลงตัวเองจะไม่คิดดูถูกคนอื่น แล้วนิสัยดูถูกคนอื่นก็จะนำมาซึ่งนิสัยที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อนิสัยชอบเปรียบเทียบมาถึง คราวนี้มันก็จะพานิสัยที่ชอบตัดสินคนอื่นติดมาด้วย คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ฉลาด ทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ก็ไม่เข้าท่า คนหลงตัวเองจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเทวดาน้อย ๆ ผู้ไม่เคยทำอะไรผิด เริ่มติดกับความเก่งของตนเอง เริ่มติดกับความสำเร็จที่มีอยู่ เริ่มทำตัวเป็นคนธรรมดาที่ไม่สำคัญไม่เป็น

ทั้งหมดนี้ คือภัยคุกคามมิตรภาพและความสุขในชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ในความเป็นจริง ยิ่งเราเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะสามารถถ่วงน้ำหนัก ทำให้เท้าของเราติดดิน ไม่ลอยขึ้นฟ้า ฉะนั้น ยิ่งเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังความหลงตัวเอง ที่มันคอยจะแว้งกัดตัวเราเอง

ความหลงตัวเองไม่ใช่อะไรที่โง่เขลาเลย มันไม่ใช่อะไรที่เราจะอวดดีและประมาทได้ ตรงกันข้าม มันมีความเฉียวฉลาดกว่าเราหลายเท่า คนที่อิ่มในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพูดบอกใครต่อใครว่าฉันอิ่ม แต่คนที่ขาดต่างหาก ต้องอวดเพื่อสร้างเกราะกำบังให้คนอื่นไม่รู้ว่าฉันขาด

ในทางจิตวิทยาระบุว่า หากใครชอบอวดอะไร ลึก ๆ แล้วในใจ คือ เขาเคยขาดสิ่งนั้นมาก่อน ยิ่งอวดมากเท่าไหร่ ในใจจะเหมือนมีพายุที่ไม่มีวันสงบสิ้นได้ซักที ความสุขปลอม ๆ ของคนขี้อวด คือ การได้รู้สึกเหนือกว่าใครซักคนในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว มีหรือที่เราจะเป็นขี้ข้าของมันมาได้เนินนานเพียงนี้

ฉะนั้น การเห็นคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และเป็นเรื่องชอบธรรมที่ควรกระทำแต่อย่าให้มันลุกลามถึงขนาดทำให้เรากลายเป็นคน “หลงตัวเอง” เพราะคน “หลงตัวเอง” ไม่ต่างจากคนป่วยโรคประเภทหนึ่ง เปรียบเสมือนคนแพ้ตัวเอง แพ้ทุกสิ่งทุกอย่าง ชนะคนเป็นแสนล้าน ถ้าแพ้ตัวเองเสียแล้ว ทุกอย่างก็คือจบ ฉะนั้นแล้ว ภูมิใจได้แต่อย่าให้มากถึงขนาด “หลงตัวเอง” จะดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : บทความดี ๆ จาก คุณพศิน อินทรวงค์


-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_เชื้อดื้อยา-ซุปเปอร์บัค.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

ข้อมูลจาก EOCD ระบุว่า หากมนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุขและสุขลักษณะ เชื้อดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” อาจจะทำลายชีวิตมนุษย์หลายล้านคนภายในปี 2050

จากกรณีการพบเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ของสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเป็น “ซุปเปอร์บัก” เชื้อที่ต้านทานยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด ส่งผลลทำให้เกิดการตื่นตัวของเชื้อดื้อยา ซึ่งหลายคนหวั่นวิตกว่าอาจจะคุกคามโลกของเราโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมาก่อน

ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ EOCD เปิดเผยว่า ประชาชนหลายล้านคนอาจเสียชีวิตจากเชื้อโรคดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” ภายในปี 2050 และค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการติดเชื้อโรคเหล่านี้อาจจะมีราคาสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญต่อปีเลย ที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ใช้งบประมาณถึงร้อยละ 10 ไปกับการรักษาอาการจากเชื้อโรคดื้อยาเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับเชื้อโรค “ซุปเปอร์บัก” เป็นเชื้อดื้อยาชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก และดื้อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด ซึ่งคำว่า “ซุปเปอร์บัก” หมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะแบคทีเรียสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ซุปเปอร์บักกลายพันธุ์จนสามารถย่อยทำลายยาปฏิชีวนะได้ ทำให้ยาหมดประสิทธิภาพ และยิ่งมนุษย์บริโภคยาปฏิชีวนะมากขึ้น ก็จะทำให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาการต่อต้านยาเหล่านี้ได้มากขึ้นอีก ไม่เพียงแค่รับประทานยาโดยตรง แต่ผ่านการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ รายงานของ OECD ระบุว่า ประเทศอินโดนีซีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชนิดสูงถึง 60% และยังคาดการณ์ว่าอัตราการติดเชื้อซุปเปอร์บักจะสูงกว่าทุกวันนี้ 4-7 เท่าภายในปี 2030 และวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุข เพิ่มมาตรการทางสุขลักษณะและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ปรับมาตรการทางสุขลักษณะทั้งในโรงพยาบาลและคลินิก ทำเทสต์หาเชื้อว่าเป็นซุปเปอร์บักหรือไม่ พร้อมย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ล้างมือและปฏิบัติตามระเบียบความปลอภัยอย่างเคร่งครัด


-ทำลายอนาคตของมนุษย์_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ที่ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ซึมเศร้า กังวล เครียดสะสม หากพูดถึงสิ่งเหล่านี้คงเปรียบเสมือนความมืด “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ความมืดนี้ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง…

จากสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยที่พุ่งสูงมากถึง 3,934 คนในปี พ.ศ. 2560 ขณะที่อีกกว่า 50,000 คนพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ… คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับครอบครัว คนรัก คนรอบข้าง เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็ตาม ซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากสมัยเด็ก จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่เรียกว่า “แผลในใจ” ไม่ว่าจะทางกาย ทางอารมณ์และจิตใจ ทางเพศ หรือการถูกละเลย จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ล่าสุดในเวทีระดับโลกศิลปินบอยแบนด์เกาหลีวง BTS จับมือกับ Unicef ในการเปิดตัว Campaign #LoveMyself พร้อมระดมทุนรายได้จากการขายอัลบั้ม ‘LoveYourself’ ให้กับ Campaign #ENDviolence ที่รณรงค์ยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน… ซึ่งช่วงหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนาย Kim Nam Jun ได้กล่าวว่า “Speak yourself… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากที่ไหน ผิวสีอะไร เป็นเพศไหน ลองพูดคุยกับตัวคุณเองดู ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ”

“True love first begins with loving myself”

การที่เวทีสหประชาชาติ หรือ UN ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ หรือจะกล่าวได้ว่า รังสีความมืดนี้ได้กระจายไปทั่วโลก… ไม่เพียงแต่ประเทศไทย

การจะหยุดปัญหาในอนาคต เห็นทีคงต้องเริ่มจากการปลูกฝังจุดเล็กๆ อย่างเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือปลายน้ำในอนาคต ให้มีคุณภาพ เข้าใจตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะหันมารักตัวเอง นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต