_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 7, 2020

ปัญหาเรื่องการนอนมักเป็นหัวข้อพื้นฐาน โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงสูงวัยซึ่ง หนึ่งในหัวข้อคือการนอน ควรจะเลือกหมอนแบบไหนให้ถูกสุขลักษณะ ไม่ให้ปวดเมื่อย


Kinyupen-sleep-onsite.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2020

การนอนตะแคงจะลดแรงกดทับลงบนกระดูกสันหลังทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้นและยังดีกับหัวใจเพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ


-photoshop_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

จากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเดินทางท่องเที่ยวตามแผนต่างๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนักท่องเที่ยวตัวยงที่คิดหาวิธีการอย่างสร้างสรรค์เพื่อฉลองวันพักผ่อนที่หายไป อย่าง Mr. Pollak และ Ms. Palenzuela ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการท่องเที่ยวจากนครนิวยอร์กถึงปาตาโกเนียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรสบัสเดินทางในประเทศชิลี ภาพยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลงทางอยู่ในป่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกแชร์ผ่าน Instagram โดยเขาทั้งคู่จัดฉากและตกแต่งทริปการเดินทางด้วยโปรแกรม Photoshop

 

Not hiking the Fitz Roy mountain in Patagonia. Credit Suze Shih

 

Actually hiking in Bear Mountain State Park, about an hour’s drive north of Brooklyn. Credit Suze Shih

Ms. Palenzuela กล่าวว่า “พระเจ้าต้องหัวเราะกับแผนคุณอย่างแน่นอน” ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถมองหาความสุขได้ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม การมองดูแผนการเดินทางในแต่ละวันช่วยให้เราตระหนักถึงการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ และเราสามารถที่จะทำมันได้ทั้งปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น Laura Dannen Redman ผู้อำนวยการด้าน Digital Content ของ Afar บริษัทสื่อการท่องเที่ยวกล่าวว่า “เราเดินทางเพื่อหลีกหนี  เพื่อผ่อนคลาย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นในการทำสิ่งใหม่ทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่ลองคิดว่ามันเป็นวันหยุดพักผ่อน ถ้ามันจะทำให้เรายิ้ม หัวเราะและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ดีสักนาที ฉันมักจะวางแผนกิจกรรมทุกๆวัน ในวันหยุดพักผ่อนตลอด ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงการหยุดพักผ่อนจริงๆ” โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโพสต์หนึ่งของ Laura Dannen Redman ได้ติดแฮชแท็ก #TravelAtHomeChallenge โดยเธอสวมชุดสีขาวพร้อมเข็มขัดสีแดง พร้อมกับลูกสาววัย 2 ขวบ กำลังถูกไล่ล่าจากวัวกระทิงในสเปน

 

หรืออย่างที่ประเทศออสเตรเลีย มีคู่รักคู่หนึ่งสวมเสื้อคลุม ถือแก้วไวน์และดูภาพของมหาสมุทรจากช่อง YouTube บนจอทีวี ปรากฏเป็น Viral ออกมาอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกสาวของพวกเขาทวีตข้อความว่า “ล่องเรือถูกยกเลิกเหรอ? ไม่มีปัญหา”

 

โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกคน การใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนต้องการหาความสุขและทำในสิ่งที่อยากทำ ท่องเที่ยวสถานที่ที่อยากไป แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม

 

ขอบคุณที่มาจาก The New York Times


_เที่ยวบ้างอะไรบ้าง.jpg

kinyupen_adminOctober 19, 2019

เคยไหม? ทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง มันรู้สึกเครียดมากแค่ไหน จริง ๆ แล้ว การออกไปเที่ยวช่วยให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากภาวะความเครียด บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ให้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนวัยทำงานเมื่อทุ่มเทให้กับการทำงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายคนทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ทำให้เลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ในวันหยุด แทนการออกไปเที่ยวนอกบ้าน อีกทั้งความคิดที่ว่าการออกไปเที่ยวในแต่ละครั้งนั้นเสียทั้งเงินในกระเป๋าและเวลา แต่จริง ๆ แล้วการออกไปเที่ยวนั้นช่วยให้สมอง และร่างกายได้พักผ่อน จากการทำงานที่ต้องเผชิญทั้ง ความเครียด และ ความกดดัน

 

แต่ผลการวิจัยจาก Expedia เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานและการท่องเที่ยวพักผ่อนเอาไว้ว่า มนุษย์ทำงานกว่า 80% รู้สึกเครียด โดย  92% ทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ และกว่า 57% ไม่ได้ใช้วันลาหยุดพักผ่อนจนสิ้นปี ซึ่งจากการศึกษาของ Harvard Medical School ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสมองของคนเราได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะช่วยให้คนเราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

 

แล้วการออกไปเที่ยวมันดีจริงหรือ? สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าการออกไปเที่ยวช่วยคลายเครียดได้จริง ๆ หรือไม่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้วว่าทำไมเราต้องออกไปเที่ยว

 

  1. ก้าวออกจาก Comfort Zone : Comfort zone จะทำให้เรายึดติดกับความสบาย จนสุดท้ายชีวิตเหมือนกับหยุดนิ่ง เปรียบเหมือนต้นไม้ที่หยุดโต หากปล่อยให้เราแก่ลงในทุกวันไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้น ลองกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเองดู

 

  1. หลีกหนีความวุ่นวาย : เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้นช่างน่าอึดอัดและน่าเบื่อใช่ไหม? บางทีการที่เราได้หนีจากตรงนี้สักพักจะทำให้เราได้พักสมองและร่างกายอย่างแท้จริง ปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ เพื่อรีเฟรชตัวเอง เติมพลังให้กับชีวิตพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

  1. เปิดมุมมองใหม่ : การออกไปเที่ยว แน่นอนว่าจะคุณจะได้พบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้คุณได้เรียนรู้ และได้ลองทำ คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ทัศนคติและมุมของเราเปลี่ยนไป

 

  1. สร้างความทรงจำ : ในทุก ๆ ที่ ที่เราไปย่อมสร้างความทรงจำให้กับเรา และเมื่อเรามองย้อนกลับไปความทรงจำเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มพลังให้กับเรา และทำให้โหยหาการออกไปเที่ยวเพื่อสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีก

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราควรค่ากับการออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน รวมถึงผ่อนคลายความเครียดที่มีอยู่ บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ แต่หากคุณอยากรู้ว่ามันจะดีขนาดไหน ลองรีบหาวันหยุดแล้วออกไปเที่ยวกัน รับรองเลยว่า คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_Content_อาบป่า-1.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด

 

หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส

 

ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

 

สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้

– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง

-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง

– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้

– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป

 


-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

kinyupen_adminJuly 4, 2019

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


Banner_welltitude_นอนหลับไม่เพียงพอ-อันตราย-เสียงเผชิญ-6-โรคร้ายแรง.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

รู้หรือไม่? การ “นอนหลับไม่เพียงพอ” ส่งผลเสียต่อร่างกาย นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ “กินอยู่เป็น” จึงขอรวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ หวังให้ทุกคนใส่ใจและไม่หักโหมจนลืมให้เวลากับตัวเอง

มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามนุษย์เงินเดือน นักเรียน นักศึกษา คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ก็ต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และด้วยภาระของงานที่ต้องสะสาง การบ้านที่ต้องรีบทำ ก็ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอนอนน้อย บางรายถึงขั้นไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนเลย เหมือนกับตัวละครที่ชื่อ “ยุ่น” จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนด์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” ที่บ้างานอย่างหนัก จนถึงขั้นส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเองเลย

การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเอง และถ้าทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ อาจจะส่งผลให้เผชิญกับโรคภัยต่างๆ อีกด้วย “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ เพื่อคอยเตือยสติทุกๆ คนว่า ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ก็จะเจ็บป่วยเป็นโรคดังต่อไปนี้แน่นอน

1. ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายปรับระบบการทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารในกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะหากใครหาอะไรทานตอนดึกๆ ไม่เป็นเวลา ส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร และระบบย่อยอาหารอื่นๆ ด้วย และเมื่อระบบย่อยอาหารมีปัญหา ทำให้มีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางรายมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อาจมีอาการปวดท้องแบบจุกเสียดได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลมาที่ระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา เกิดอาการท้องผูก ท้องเสียได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

2. โรคอ้วน

นอกจากการทานอาหารตอนดึกๆ ในระหว่างปั่นงาน อ่านหนังสือแล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายรวนไปด้วย ส่งผลให้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน กลายเป็นโรคอ้วนได้

 

 

 

 

 

 

 

3. โรคเบาหวาน

การนอนหลับไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงสูงตต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และอินซูลินเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินอีกด้วย ฉะนั้น ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่ ควรระวังอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการรักษาอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

4. โรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ เกิดจากการที่ตัวเรานอนไม่เป็นเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก การนอนไม่หลับนอกจากร่างกายจะเหนื่อยล้าสะสมจากการนอนไม่เพียงพอแล้ว ยังทำให้เกิดความเครียดสะสม จนทำให้ยิ่งนอนไม่หลับไปกันใหญ่ ฉะนั้น ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ต้องพัก อย่างหักโหมเด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

 

 

5. โรคหลอดเลือดหัวใจ

หากเรานอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ เนื่องจากมีสารโปรตีนเข้ามาเกาะสะสมที่หัวใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลต่อโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ซึ่งอาจจะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

6. โรคมะเร็งลำไส้

กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งลำไส้มากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย บวกกับการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย ส่งผลให้ระบบการทำงานของลำไส้ผิดปกติ จนอาจกลายเป็นลำไส้อุดตัน และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

 

 

 

 

 

และทั้งหมดนี้คือ 6 โรคอันตรายที่มาจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากใครที่รู้ตัวว่ากำลังนอนน้อย พักผ่อนน้อย ก็ควรจัดสรรเวลาให้ดีๆ พยายามนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วัน จะช่วยปรับเวลานอนของตัวเองให้เป็นปกติได้


Banner_welltitude_นอนวันละกี่ชั่วโมงถึงเหมาะสมต่อร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติเผยผลการวิจัย “ระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการทางร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย” โดยแต่ละช่วงวัยจะมีระยะเวลานอนหลับแตกต่างกันไป

โดยปกติมนุษย์จะใช้เวลาในการนอนหลับเฉลี่ยอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน หากนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ เพราะหมายถึงการพักผ่อนร่างกายหลังจากใช้พลังงานในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มาตลอดทั้งวัน แต่ในความจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า การนอนหลับในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์มีระยะเวลาในการนอนหลับแตกต่างกันออกไป ไม่ได้ยึดติดอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National sleep foundation) ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยถึงเรื่องของระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนของคนแต่ละช่วงวัย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

นอนหลับ

ทารกแรกเกิด (อายุตั้งแต่ 0 – 3 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 14 – 17 ชั่วโมง/วัน

ทารก (อายุตั้งแต่ 4 – 11 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 12 – 15 ชั่วโมง/วัน

เด็กเล็ก (อายุตั้งแต่ 1 – 2 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 11 – 14 ชั่วโมง/วัน

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 3 – 5 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 10 – 13 ชั่วโมง/วัน

เด็กวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 6 – 13 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 9 – 11 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่น (อายุตั้งแต่ 14 – 17 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่นตอนปลาย (อายุตั้งแต่ 18 – 25 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง/วัน

ผู้ใหญ่/วัยทำงาน (อายุตั้งแต่ 26 – 64 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมง/วัน

ผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่อยู่ในช่วงวัยใด และรู้ตัวว่าตนเองนั้นใช้เวลาในการนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ก็อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการให้เวลากับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อช่วงอายุในวัยนั้นๆ เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ในการลุกขึ้นมาทำงานสำหรับเช้าวันใหม่อย่างมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวัน