4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


Content_แก่ไม่มีไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

ผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักคิดว่า แก่แล้วไม่มีอะไรดี กินอยู่เป็นขอชวนมาเพิ่มพลังบวก นำความคิดดีๆ  จากบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ มาฝากเป็นแง่คิดดีๆ กัน

10 พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามอายุ

 

 

  1. รักตัวเองมากขึ้น จากที่เคยรักและแคร์คนรอบตัวมากกว่า
  2. ไม่ต่อราคาพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผักขายผลไม้ เพราะคิดว่าอาจช่วยให้เขามีเงินเก็บหรือมีใช้จ่ายมากขึ้นขณะที่ตัวเองก็ไม่กระทบ
  3. ให้ทิปคนขับแท็กซี่เล็กน้อย ไม่รอเงินทอนเพราะเขาหาเลี้ยงชีพลำบากกว่า
  4. ทำให้คนสูงอายุมีความสุข โดยไม่ขัด หรือบอกว่าเป็นเรื่องวนซ้ำสำหรับเรื่องราวที่เป็นความทรงจำหรือการรำลึกอดีต
  5. หยุดแก้ไขความไม่สมบูรณ์แบบของคนรอบข้าง แม้จะเป็นความตั้งใจดี เพราะอาจทำให้คนเสียความรู้สึก
  6. มองผู้อื่นด้วยมุมบวกและชื่นชมมากกว่าตำหนิ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีและเป็นผลดีกับเรา
  7. ผมจะไม่กังวลกับจุดเปื้อนบนเสื้อหรือข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่น เพราะจิตใจสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
  8. อยู่ห่างๆ คนที่ดูถูก หรือไม่เห็นคุณค่าในตัวเราเพราะใจจะได้ไม่ขุ่นมัว
  9. ไม่ยึดความคิดของตัวเองจนทำลายมิตรภาพ เพราะการอยู่คนเดียวไม่ได้มีความสุขเสมอไป
  10. ให้ถือว่าทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อจะทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีและไม่เสียดายหากเกิดอะไรขึ้น

_พฤติกรรมcover.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2019

โลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ แทบไม่ต่างจากชีวิตจริง ที่เต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัย จากมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ เราจำต้องเรียนรู้ให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ อันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อเตรียมรับมือกับอันตรายมองไม่เห็นเหล่านี้ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีผลสำรวจน่าสนใจของ สพธอ. | ETDA เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

การแบ่งกลุ่มคนตามหลักสากลในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 8 Generation แต่ Generation ที่โดดเด่นและเป็นกลุ่มเป้าหมายของบรรดานักการตลาดทั้งหมาย คือ GEN Z , GEN Y และ Baby Boomer กลุ่มคนประเภทนี้มีพฤติกรรมท่องออนไลน์แตกต่างกันออกไป ความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพบนโลกอินเทอร์เน็ตลวงลับนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย

 

เมื่อความลับไม่ใช่ความลับ…อีกต่อไป

เริ่มกันด้วย Gen Z คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2538 – 2552 เป็นช่วงวัยกำลังจะก้าวสู่วัยทำงาน เข้าถึงโลกออนไลน์ ข้อมูลข่าวสารระดับสูงอย่างมาก เพราะโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีออนไลน์กำลังเฟื่องฟู มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ชอบใช้เวลาว่างเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ การเล่นโซเซียลมีเดียเช่น Facebook, Twitter, Instagram ,Youtube

แม้จะเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงโลกออนไลน์และข้อมูลข่าวสารในระดับสูง แต่กระนั้นก็ยังมีความเสี่ยงต่อการโดนขโมยข้อมูล จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1.กรอกวันเดือนปีเกิดแท้จริง โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะผ่านโลกออนไลน์ พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการให้ผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลไปใช้หาผลประโยชน์

2.ไม่เปลี่ยน Password หรือ รหัสผ่าน ในคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือทุก ๆ 3 เดือน เหมือนเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงอุปกรณ์และข้อมูลส่วนบุคคลได้

3.เปิดอีเมลของคนไม่รู้จักหรือคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก อาจเปิดช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าขโมยข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ของเจ้าของข้อมูลได้

ก็เป็นคนเปิดเผย…ทำอะไรโลกต้องรู้

ตามติดกันด้วย GEN Y เจเนอเรชั่นนี้ ค่อนข้างคุ้นหูเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยของคนรุ่นใหม่นั่นเอง โดยคน GEN Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2524-2543 ซึ่งเป็นช่วงที่วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ไอที ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เท่านั้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความสามารถในการนำโลกออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน ติดต่อสื่อสาร โดยกิจกรรมยอดนิยมของกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่พ้นการเล่นโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagram เป็นต้น

ความฉลาดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ของคนกลุ่มนี้แม้จะมีมาก แต่ก็ยังถือมีความเสี่ยงต่อการโดนขโมยไม่ต่างกัน จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1.อัพรูปถ่าย หรือ วิดีโอ ขณะถ่ายเสร็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทันที โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำให้ผู้ที่ไม่หวังสามารถทราบความเคลื่อนไหวได้ทันที ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย กรณีที่มีผู้ไม่หวังดีต่อเจ้าของข้อมูล

2.บอกรหัสผ่านในการเข้าใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ให้กับเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจ เสี่ยงต่อการถูกขโมยส่วนตัว และนำข้อมูลไปทำธุรกรรมทางด้านการเงินโดยไม่รู้ตัว

3.แชร์ตำแหน่งที่ใช้งานแบบ Realtime ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้ผู้ไม่หวังดีทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าของข้อมูลอย่าง Realtime ว่าขณะนี้อยู่ไหน ทำอะไร เสี่ยงต่อการเกิดเหตุอันตรายได้

 

แต่ตัดใจไม่ลง และลบไม่ทัน เท่ากับการเปิดช่องโหว่

ปิดท้ายกันด้วย Baby Boomer กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2489 – 2507 เป็นเจเนอเรชั่นที่เกิดในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัยมากเท่าไหร่นัก ทำให้มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลมากที่สุด กิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตยอดนิยมของคนกลุ่มนี้ คือ เล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างจากกลุ่มอื่นเช่นกัน โดยพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลของ Baby Boomer มีดังต่อไปนี้

1.เข้าเว็บไซต์ธนาคารเพื่อทำธุรกรรม แต่ไม่สังเกตเครื่องหมายความปลอดภัยว่า https:// ถือเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เจ้าของข้อมูลเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารปลอม ที่มีหน้าตาเหมือนเว็บจริงเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูลและขโมยเงินจากบัญชี

2.เมื่อใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของผู้อื่นไม่ลบประวัติการใช้หรือรหัสผ่าน พฤติกรรมนี้เสี่ยงถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้าสู่ข้อมูลหรือขโมยตัวตน ไปทำเรื่องไม่ดีได้

3.ไม่ตั้งค่าล็อกหน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงอุปกรณ์ขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการขโมยข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวบนโลกออนไลน์นี้ หากลองสังเกตกันให้ดีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคน  Generation ใดก็ตาม ต่างมีแนวโน้มถูกขโมยข้อมูลด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อเป็นการระมัดระวังเรื่องนี้ “เราควรรู้เท่าทัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป” นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต


_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2019

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต