รู้ไว้ไม่เสี่ยงตกงาน ใครๆ ก็ต้องการตัวแน่นอน ใครปรับตัวได้ก่อนก็จะยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พนักงานประจำประเภทเช้าชามเย็นชามควรระวังไว้
รู้ไว้ไม่เสี่ยงตกงาน ใครๆ ก็ต้องการตัวแน่นอน ใครปรับตัวได้ก่อนก็จะยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พนักงานประจำประเภทเช้าชามเย็นชามควรระวังไว้
“เงินโบนัส” หนึ่งเครื่องมือสำคัญที่องค์กรและบริษัทจะตอบแทนพนักงานที่มีความขยันและตั้งใจสร้างผลงานดี ๆ ให้กับองค์กร เพื่อให้พนักงานเกิดแรงจูงใจสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย วันนี้ กินอยู่เป็น จะมาบอกเล่าแรงจูงใจจากการทำงานกัน
ใกล้สิ้นปีแล้ว เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นเงินโบนัสกันปลายปี ว่าปีนี้จะได้เงินโบนัสกี่เดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือมากกว่านั้น หรือโชคร้ายหน่อยก็ไม่มีโบนัสเพราะปัญหาการเงินของบริษัท สำหรับองค์กรหรือบริษัทนอกจากการมี “เงินโบนัส” แล้ว การปรับขึ้นเงินเดือน , คอมมิชชั่น ฯลฯ ก็ล้วนเป็นแรงจูงใจสำคัญและเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ
“เงินโบนัส” หรือที่ชาวต่างชาติเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Variable Pay เป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรและบริษัทยังคงใช้กันอยู่ เพื่อตอบแทนพนักงานที่มีความขยันและตั้งใจสร้างผลงานดี ๆ ให้กับองค์กร พนักงานคนไหนช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ก็จะได้โบนัสในอัตราที่สูงกว่า ดังนั้น “เงินโบนัส” จึงเกิดขึ้น เพื่อให้พนักงานเรียนรู้ว่า ถ้าเขาทำผลงานดี มีความตั้งใจ เขาจะได้รับรางวัลตอบแทน
สำหรับแรงจูงใจเป็นปัจจัยหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในการทำงานว่า “ทำไมคนจึงขยัน มีความมุ่งมานะ พากเพียร พยายาม และปฏิบัติงานได้ดี” แรงจูงใจจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยอธิบายถึงสาเหตุของพฤติกรรมและพยากรณ์พฤติกรรมของบุคคลได้ นอกจากนี้แรงจูงใจยังช่วยอธิบายถึงความมานะพากเพียรในการกระทำพฤติกรรมและทำพฤติกรรมหรือกิจกรรมนั้นอย่างกระตือรือร้นเต็มกำลังความสามารถ ดังนั้นในการจูงใจให้กลุ่มบุคคลนี้มีความขยันขันแข็งในการทำงาน ผู้บริหารอาจใช้มาตรการในเรื่องเงินจูงใจพนักงานในการปฏิบัติงาน ในขณะที่พนักงานระดับสูง สิ่งจูงใจในการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ความสำเร็จและการได้รับการยกย่อง เพื่อที่พนักงานปฏิบัติงานได้ดีจะได้คงระดับความพยายามในการทำงานต่อไป
การจูงใจมีความสำคัญในการที่จะช่วยกระตุ้นให้บุคคลกระทำพฤติกรรมต่าง ๆ ที่พึงประสงค์ด้วยความเต็มใจและพอใจ เช่น หัวหน้างานอาจใช้วิธีการจูงใจลูกน้องให้ใช้สิ่งแวดล้อมและพลังงานต่าง ๆ ในหน่วยงานของตนอย่างคุ้มค่าและไม่สิ้นเปลือง โดยอาจอาศัยแนวคิดเรื่องแรงจูงใจด้วยความเป็นธรรมและความคาดหวังมาใช้ โดยลูกน้องรับรู้ว่าส่วนที่ตนเองช่วยประหยัดในการใช้สิ่งแวดล้อมและพลังงานในหน่วยงานของตนนั้น จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาเป็นเงินบางส่วนที่จะร่วมแบ่งปันกัน เมื่อพนักงานสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้ พนักงานต่างรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถในการทำพฤติกรรม สิ่งเหล่านี้จะช่วยจูงใจให้พนักงานมีความเพียรพยายามที่จะกระทำพฤติกรรมนี้ต่อไป
สุดท้าย ท้ายสุด แรงจูงใจสำคัญมากกว่ามูลค่าทางตัวเลขนั้น ก็คือความมั่นคงในหน้าที่การงาน เนื้อหางานที่ไม่หนักเกินไป เราทำงานแล้วมีความสุขหรือไม่ การมีเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ดี ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับการทำงานของเหล่าพนักงานมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่จะได้ตั้งใจทำงานและอยู่กับบริษัทนี้ไปนาน ๆ และนี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เจดีดอทคอม” เปิดร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ อย่างเช่นที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่นี่ก็นำเอาเทคโนโลยีมาใช้แทนพนักงานของร้านสะดวกซื้อ โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “เจดีดอทคอม” ยักษ์อีคอมเมิร์ซจีน เปิดร้านสะดวกซื้อ “JD.ID X-Mart” ที่มีพื้นที่ขนาด 270 ตรม. ย่าน PIK Avenue ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จุดเด่นของร้านค้าแห่งนี้คือเป็นร้านไร้พนักงาน ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นความพยายามของเจดีฯ ที่จะนำเทคโนโลยีร้านไร้พนักงานมาขยายสู่ต่างประเทศ


ร้านแห่งนี้ขายสินค้าแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าไม่ต้องเข้าคิวชำระเงิน โดยเบื้องหลังการทำงานใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) โดยภายในร้านติดตั้งกล้องไว้ทั่วเพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และติดตามการเดินของลูกค้าที่เข้ามาในร้าน
ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะต้องเปิดแอปฯ” JD ID “เมื่อมาที่ประตูทางเข้าให้ทำการสแกน QR code โดยจะกล้องที่ใช้เทคโนโลยี Face Recognition จับใบหน้าเก็บข้อมูล ขณะที่สินค้าต่างๆ จะมีการติดตั้ง RFID ไว้ลูกค้าสามารถหยิบและเลือกซื้อได้ตามปกติ สำหรับในจุดชำระเงินจะทำการแสกนใบหน้าอีกครั้ง และตัดเครดิตตามที่ผูกข้อมูลไว้ในแอปฯ และระบบจะส่งรายละเอียดการสั่งซื้อทั้งหมดไปที่อีเมล และแอปฯ อีกที
ต้องบอกเลยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในสังมอย่างมาก ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลชื่อดังในญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานกำหนดวันหยุดได้ตามใจชอบ หากรู้สึกว่าไม่อยากมาทำงานในวันนั้น ซึ่งพบว่าพนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การได้หยุดงานของเหล่าพนักงานมนุษย์เงินเดือน อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ ของพวกเราในการที่จะได้มีโอกาสไปทำธุระส่วนตัว ไปเที่ยว ฯลฯ ในวันธรรมดา แต่กว่าจะได้หยุดงานทั้งที คุณเองก็ต้องเตรียมเหตุผลต่างๆ มากมายเขียนไปในใบลากิจ เพื่อที่หัวหน้างานของคุณจะอนุมัติวันหยุดให้ ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น มีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับหยุดงานของพนักงานที่นั่น กฎดังกล่าวทำเอาเหล่าบรรดาพนักงานในบริษัทนี้ยิ้มไม่หุบเลยไม่ใช่น้อย
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท The Papua New Guinea Seafood บริษัทแปรรูปอาหารทะเลชื่อดัง ในนครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีการประกาศกฎใหม่ของบริษัทที่ต้องบอกว่าเป็นที่ถูกออกถูกใจของพนักงานในบริษัทอย่างมาก ซึ่งกฎหใม่นั้นก็คือ ให้พนักงานในบริษัทกำหนดวันหยุดของตนเองได้ตามใจชอบ และหากรู้สึกว่าวันไหนไม่อยากมาทำงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ก็สามารถหยุดงานได้เลยตามอัธยาศัย
ภายหลังจากที่ออกกฎดังกล่าวไปนั้น ก็ทำเอาบรรดาพนักงานในบริษัทดีใจเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขามีวันหยุดเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 วันเท่านั้น (ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์) ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่า การให้พนักงานบริษัทหยุดงานได้ตามใจชอบแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อโรงงานหรือไม่ ซึ่งทางโรงงานก็ออกมายืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับพบว่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นการลดรายจ่ายของบริษัทลงอีกด้วย
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดสวัสดิการของเจ้าของบริษัทในญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับเหล่าบรรดาพนักงานในโรงงาน ที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานและตัดสินใจที่จะทำงานในบริษัทนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : Daily Mail
มนุษย์เงินเดือนทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ “ทำงาน” เพื่อแลกกับ “เงิน” งานบางประเภทเป็นงานแบกงานหามเงินอาจจะไม่มากนัก ขณะเดียวกัน งานบางประเภทเป็นสายราชการ , บริษัทเอกชน พนักงานส่วนใหญ่จะได้พบเจอกับภาวะงานหนักเอาการ แต่บางรายก็ต้องอดทน เพราะบางองค์กรถึงแม้ว่างานหนัก แต่ว่ามีเพื่อนร่วมงานดี ได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนค่อนข้างสูง
แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเหล่ามนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ คือการใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย แบบที่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ป ก็กดออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อโน่นซื้อนี่ไปซะหมด ประกอบกับข้าวของช่วงนี้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดก็มีราคาแพงมาก จนทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเกิดปัญหา “ไม่มีเงินเก็บ-เงินออม” สำหรับสำรองไว้ใช้ในกรณีจำเป็นหรือในช่วงบั้นปลายชีวิต
วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอสูตรการเก็บออมเงิน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินออมแบบรวยเละแน่นอน
สูตรที่ 1 : ออมเงินตามวันที่ (Daily saving money challenge)
ในกระทู้ของพันทิป โดยผู้ใช้งานชื่อ “พระสนมนางใน” ได้ตั้งกระทู้แบ่งปันวิธีการเก็บออมเงินตามแบบฉบับของเขาเอง การออมเงินในวิธีก็คือ ออมเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันนี้เป็นวันที่ 1 ก็หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท วันที่ 2 ก็หยอด 2 บาท วันที่ 3 หยอด 3 บาท ทำไปเรื่อยๆ พอถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 ก็หยอด 30 บาท เมื่อขึ้นเดือนใหม่ วันที่ 1 ก็หยอด 1 บาท ทำแบบนี้วนไป จนครบ 1 ปี มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเงินออมทั้งหมดกี่บาท


ครบ 1 ปี เก็บเงิน 5,738 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมจำนวน 172,140 บาท สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มการเก็บออมเงิน สบายๆ ที่ไม่เครียดกับการออมเงิน ออมเงินในปริมาณที่ไม่เยอะมาก เป็นเศษเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน มนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะมากนัก กินอยู่เป็นแนะนำให้ลองเก็บออมเงินโดยใช้วิธีนี้
สูตรที่ 2 : ออมเงินรายวัน แบบขั้นบันได (365 day saving money challenge)
ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Artinuch Lalita ได้โพสต์วิธีการเก็บออมเงินที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับสูตรที่ 1 แต่สูตรนี้มีการเก็บออมเงิน คือ เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ต้นปี (1. ม.ค.) ไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.) โดยเพิ่มจำนวนเงินขึ้นตามขั้นบันได อธิบายง่ายๆ คือ วันที่ 1 ของปี (1 ม.ค.) หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท , วันที่ 2 (2 ม.ค.) หยอด 2 บาท , วันที่ 10 (10 ม.ค.) หยอด 10 บาท , วันที่ 120 ของปี (30
เม.ย.) หยอด 120 บาท , วันที่ 320 ของปี (8 พ.ย.) หยอด 320 บาท ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของปี (31 ธ.ค.) หยอด 365 วัน


ครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 66,795 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมเป็นจำนวนสูงถึง 2,003,850 บาท เลยทีเดียว สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มองการณ์ไกล มีเงินเดือนสูง ใช้เงินเป็นในระดับหนึ่ง เพราะสูตรนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่ยาก แต่พอเข้าสู่วันที่ 100 ของปี จำนวนเงินออมจะเริ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้สูตรนี้อาจจะมีท้อ ปวดหัวบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หากสามารถเก็บเงินด้วยสูตรนี้ไปจนถึงสิ้นปีได้ คุณก็จะมีเงินเก็บมากมายมหาศาลแน่นอน
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการเก็บออมเงินของมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องบอกเลยว่า มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรฝึกนิสัยการเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อผ่านไป 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้หลายพันบาท และถ้าหมั่นเก็บออมเงินเป็นประจำแล้วลองจินตนาการตามดูว่าเมื่อเราทำงานเก็บออมเงินตามสูตรข้างต้นเป็นเวลาสัก 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมหลักแสนหลักล้านไว้ใช้ในยามเกษียณหรือแก่เฒ่าอย่างแน่นอนหรือจะพูดง่ายๆ เลยว่า “รวยตอนแก่” ก็ว่าได้ นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พระสนมนางใน / เฟซบุ๊ก Artinuch Lalita