-ส่งผลต่อสุขภาพ-เทียบเท่าสูบบุหรี่วันละ-15-มวน_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 24, 2018

นักวิจัยเผย 3 ช่วงอายุที่มนุษย์จะเผชิญ “ภาวะความเหงา” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว

เพราะ “ความเหงา” เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยอยู่เสมอ การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาวะความเหงา จึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของภาวะความเหงาจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นดังกล่าว

ดร.ดิลิป เจสเตอ อาจารย์ด้านจิตเวชและระบบประสาทวิทยา จาก University of California ซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัย ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ International Psychogeriatric โดยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในซานดิเอโก เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงอายุระหว่าง 27-101 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า “ความเหงา” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความเศร้าจากความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต้องการกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่จริง

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ในช่วงชีวิตของมนุษย์สามารถจะเกิดความเหงาได้ 3 ช่วงอายุหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 20 ตอนปลาย (ประมาณ 28-29 ปี) , ช่วงอายุ 50 กลางๆ (ประมาณ 54-57 ปี) และช่วงอายุ 80 ตอนปลาย (ประมาณ 88-89 ปี) และเกิดขึ้นทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม สามารถเผชิญกับความเหงาได้ในระดับที่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มคนช่วงอายุ 20 ตอนปลาย จะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต คนในช่วงอายุนี้มักจะมีความรู้สึกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันตัดสินใจดีกว่าตน และมีความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเองในหลายด้าน ซึ่งภาวะเครียดนี้จะเพิ่มระดับความอ้างว้างในจิตใจไปอีก

กลุ่มคนช่วงอายุ 50 ตอนกลาง จะมีภาวะที่เรียกว่า mid-life crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน จากภาวะร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วย สุขภาพถดถอย และกลุ่มคนช่วงอายุ 80 ตอนปลาย จากเดิมหลายคนเชื่อว่าคนวัยนี้น่าจะรู้สึกดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเผชิญกับสุขภาพที่ย่ำแย่ ปัญหาทางการเงิน และความตายของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ในงานวิจัย ดร.วิเวค เมอร์ธี อดีตอธิบดีกรมอนามัยสหรัฐฯ กล่าวยืนยันว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว โดยภาวะความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะระบบการรับรู้ที่ลดลง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ภาวะพิการ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แอนโธนี ออง อาจารย์ด้าน Human Development จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างความเหงากับความคิดได้คิดเป็น หากเรายิ่งมีสติ รู้คิด รู้ทำ ก็จะช่วยลดโอกาสของความเหงาเดียวดาย อาจจะส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้พร้อมรับมือกับความเหงาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้

สุดท้าย ภาวะความเหงา หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบบข้าง คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ VOA Thai


Banner_welltitude_โรคขาดความรักกับทฤษฎีความเหงา.jpg

kinyupen_adminOctober 25, 2018

“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ความเหงา” เข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพในระยะยาว

“อยู่คนเดียวมันเหงา….ใครเข้าใจบ้าง” หลายคนเผชิญกับความเหงา การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ความเหงาจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์เกิดมาย่อมต้องการความรัก ความเอ็นดู ความใส่ใจจากคนรอบข้าง เพื่อสร้างกำลังใจและแรงจูงใจของตัวเราเองในการดำเนินชีวิตหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด

คนที่ต้องเผชิญอยู่กับความเหงาบ่อยๆ นานๆ หากบางคนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจจะรับมือและหาวิธีใช้ชีวิตเพื่อให้ไม่เดือดร้อนตนเองหรือคนรอบข้าง แต่ถ้าคนไหนไม่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจเนี่ยสิอันตรายมาก เพราะว่าเข้าข่าย “โรคขาดความรัก” เลยก็ว่าได้
.
“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหงาเข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาการของโรคขาดความรักก็จะแสดงอาการออกมา ซึ่ง “ความเหงา” นั้น มีนิยามจากนักวิชาการซึ่งอธิบายไว้ว่า เป็นความรู้สึกโศกเศร้าที่มาพร้อมกับการรับรู้ความโดดเดี่ยว ซึ่งการที่บุคคลจะมีความเหงาในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุปัจจัยใดที่ผลักดันให้ตนเองนั้นคิดปรุงแต่งไปมากน้อยเพียงใด ความเหงาอาจส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า โดดเดี่ยว แยกตัวออกมาจากสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมไปถึงสุขภาพที่อาจจะส่งผลต่อโรคข้างเคียงอย่าง โรคซึมเศร้า , อาการเจ็บป่วย , ภูมิคุ้มกันในร่างกาย หากใครรู้ตัวว่ากำลังเหงา รู้สึกเศร้า โดดเดี่ยวเดียวดาย รู้สึกว่าเหมือนอยู่ตัวคนเดียว คุณอาจจะกำลังเผชิญกับ “โรคขาดความรัก” อยู่ก็ได้ ฉะนั้น อย่ารอช้า มาทำความรู้จักกับโรคขาดความรักกันดีกว่า

“โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” แต่ช้าก่อน อย่างเพิ่งตกใจไป โรคฮิสทีเรีย (Histeria) ไม่ใช่โรคขาดผู้ชายไม่ได้หรือว่าขาดความต้องการทางเพศ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิด ผิด และผิดทำความเข้าใจเสียใหม่ ดังนี้ “โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ โรคประสาทฮิสทีเรีย และ บุคลิกภาพแบบฮิสทีเรีย ซึ่งอาจพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง คนกลุ่มโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียนี้จะมีการแสดงออกมากจนเหมือนเล่นละคร ยั่วยวน แสดงออกเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง เนื่องจากมีความเป็นเด็กในตัวสูง ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความรักในวัยเด็ก ทำให้พวกเขาโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา ขณะที่คนกลุ่มโรคประสาทฮิสทีเรีย เวลาที่มีความเครียดหรือกังวลใจมากๆ จะเกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ชาที่แขนและขา พูดไม่มีเสียง พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก หรือสูญเสียความจำในบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจจนไม่ต้องการรับรู้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ จำเวลา สถานที่ บุคคลไม่ได้ เป็นต้น

ดังนั้น ใครที่เข้าข่ายโรคขาดความรัก หรือ ฮีสทีเรียนี้ อย่าเพิ่งเครียดหรือตกใจ ทุกปัญหามีทางออก ทุกโรคมีวิธีการรักษา ซึ่งการดูแลรักษานั้นควรเข้าพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาหาวิธีแก้ปัญหา อย่ากลัว หรือ อย่าอายที่จะเข้าพบจิตแพทย์แล้วจะถูกล้อว่าเป็นคนป่วยทางจิต เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ นอกจากนี้ ตัวคุณเองต้องพยายามปรับตัวให้เช้ากับสังคมนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจ