_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

“ทำไมไม่พูดดีๆ”

หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเราเอง หรือ คนรอบข้างที่รู้จักว่า ทำไมเราหรือเขาจึงทำดีพูดดีมีไมตรีกับคนไกลตัวที่ไม่สนิทได้ง่ายๆ แต่คนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอด ทำไมเราหรือเขาจึงแสดงกิริยา หรือ พูดจาก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติ ไม่รักษาน้ำใจ เสมือนที่รองรับอารมณ์อยู่บ่อยๆ

เหตุใดเรา หรือ เขาจึงเป็นเช่นนั้น?

 

เชิงจิตวิทยาพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนใกล้ตัวนี้อาจมาจากหลายปัจจัย

  1. อิทธิพล “การเลี้ยงดูในอดีต” อาจเกิดจากการเคยถูกพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือ ผู้อุปการะ แสดงความก้าวร้าวโหดร้ายใส่ ไม่ว่าทางคำพูด พฤติกรรม กิริยาที่ไม่เหมาะสม จนกลายเป็นปมผูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกและรอเวลาระเบิดออกมาเมื่อมีโอกาส
  2. จิตใต้สำนึก “รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย” อาจเกิดจากที่บุคคลนั้นๆ เก็บตะกอนขุ่นมัวทางความรู้สึกเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมาก จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีคนรัก ดังนั้นจึงแสดงพฤติกรรม คำพูดที่ไม่ให้เกียรติ เหยียบย่ำคนใกล้ตัวให้รู้สึกว่าต่ำต้อยลงไปด้วยจะได้รู้สึกว่ามีพวกต่ำต้อยพอๆ กันอยู่ใกล้ชิดกัน
  3. คนใกล้ตัว “ของตาย” วิธีคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนใกล้ตัวต้องยอมรับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะทำกับเขาอย่างไร ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกให้ “ขาด” ความเกรงใจ หรือ ความให้เกียรติต่อกัน ซึ่งผู้ที่แสดงวิธีคิดที่ขาดความเกรงใจ หรือ ไม่ให้เกียรติบุคคลอื่นออกมาบ่อยๆ นั่นแสดงถึงความต่ำต้อยทางความรู้สึกด้านดีต่อเพื่อนมนุษย์และตนเอง
  4. ทำดีพูดดีกับคนใกล้ตัว “อาย” เช่น สามีบางคนอาจอายที่จะแสดงความรักกับภรรยา หรือ ลูกชายอาจอายที่จะกอดพ่อ หรือ แม่ ทั้งนี้สาเหตุของความอายเกิดจากการขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าลงมือทำสิ่งดีๆ พูดจาดีๆ เพราะคิดว่าขัดกับจริตของตัวเอง อันนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูในอดีตจึงปกปิดตัวเองด้วยการอาย แล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคุ้นชินแบบเดิมต่อไป

 

 

ทั้งนี้การที่บุคคลใดแสดงอาการก้าวร้าว หรือ ระบายอารมณ์กับคนใกล้ตัว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดังชาวออสเตรีย เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“เกิดจากความคับข้องภายในใจและความขัดแย้งภายในตัวเอง เพราะต้องแสดงออกโดยข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ทำให้จิตใจไม่มั่นคงและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องพยายามหาวิธีระบายความเครียดในใจออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้น เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถระบายความโกรธไปยังต้นเหตุได้ ก็จะมองหาเป้าหมายใหม่ที่มั่นใจมากพอว่าถ้าเปลี่ยนมาระบายอารมณ์เสียใส่แล้ว ตัวเองจะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากเท่าไหร่ ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ”

 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ “คนใกล้ชิด” จึงมักถูกการมองเป็นที่รองรับอารมณ์ และด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญการแก่งแย่งแข่งขันก็ยิ่งทำให้เราพบเห็นคนลักษณะนี้เพิ่มขึ้น บุคคลใดที่แสดงพฤติกรรม หรือ กิริยาเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้จักปรับปรุง เมื่อปล่อยไว้นานไปนอกจากสัมพันธภาพกับคนใกล้ตัวจะแย่ลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

 

ดังนั้น หันมาดูแลรักษาน้ำใจคนใกล้ตัวที่ดีต่อเราให้มากขึ้นกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ดีๆ กับคนกลุ่มนี้ต้องเสียไป อย่าให้เหมือนสำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” ที่เปรียบเปรย ผู้ที่อยู่ใกล้สิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่มองไม่เห็นคุณค่านั้นกลับไปหลงชื่นชมกับสิ่งที่ไร้ค่าด้อยราคา มองข้ามของดีที่อยู่ใกล้ตัวไปแบบน่าเสียดาย


_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2019

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต