เที่ยวบางปู..มากกว่าดูสะพานและนกนางนวล

เที่ยวครึ่งวันในยุคนิวนอมอล .. คนเดียวก็เที่ยวได้

เมื่อโควิดผ่อนคลาย ตอนนี้ก็ได้เวลาออกท่องเที่ยวกันแล้ว สำหรับชาว กทม. ที่ยังไม่อยากออกไปไหนไกลๆ แต่อยากสูดอากาศธรรมชาติแบบทะเลๆ แบบเดินทางสะดวกรถไฟฟ้าไปถึง “สถานพักตากอากาศบางปู” น่าจะเป็นอีกทางเลือกน่าสนใจ

 

วันนี้ “กินอยู่เป็น 360 องศา” ขอแนะนำการเที่ยว “บางปู” แบบคนเดียวก็เที่ยวได้ เพราะถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางสะดวก ที่สำคัญประหยัดงบ สำหรับคนชาวกรุงเทพฯ

 

แม้ว่า บางปู จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักมาถูกแนะนำในข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย แต่การกลับไปบางปูคราวนี้อาจจะสร้างอารมณ์ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะในยุคนิวนอมอล ที่กว่าจะเข้าถึงจุดไฮไลท์ของบางปู คุณต้องผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคหลายจุด ถึงแม้จะมองดูว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการปฏิบัติแบบ “การ์ดไม่ตก” แต่ดูเหมือนว่าการมีกิจกรรมตรวจวัด กลั่นกรองเชื้อโรคจะทำให้การเที่ยวบางปูมีสีสันขึ้นไม่มากก็น้อย

 

“ที่นี่มีอะไรให้ดู” เป็นคำถามที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังสงสัย นอกจากสะพานที่ทอดยาวไปออกไปในทะเลและมีร้านอาหารเก่าๆ ปลายสะพาน มีอะไรที่น่าสนใจนอกจากนั้นอีกหรือหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราอยากให้คำตอบ

 

บางปู_กินอยู่เป็น

 

ช่วงเช้าวันเสาร์ของกลางเดือนกรกฎาคม ในวันที่ฝนไม่ตกท้องฟ้าสดใส ทำให้บรรยากาศของทะเลอ่าวไทยสดใสตามไปด้วย มาตรการการป้องกันการระบาดของโรคโควิด 19 ยังเข้มข้น แต่สถานพักอากาศบางปูเปิดให้เที่ยวชม รวมถึงร้านอาหาร “ศาลาสุขใจ” ที่ตั้งอยู่ปลายสะพานสุขตาไฮไลท์ของที่นี่ก็พร้อมเปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

 

บางปู โดดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งอพยพของนกนางนวลที่จะอพยพจากไซบีเรียมาในฤดูหนาว ทำให้ผู้คนมักจะแวะมาถ่ายรูป และดูพวกมันหากิน แม้ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ไม่มีนก แต่ทิวทัศน์ที่สวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของที่นี่ก็อาจจะทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ โดยใช้เวลาสั้นๆ ได้

 

หากจะเที่ยวสถานพักตากอากาศบางปูให้สนุก คุณอาจจะต้องทราบประวัติของสถานที่แห่งนี้ไปบ้าง เพราะนอกจากที่จะสนุกกับการโพสต์ท่าถ่ายรูปกับทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว การได้เดินชมสถานที่ที่เคยมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์และนึกภาพตามก็อาจจะทำให้การเที่ยวบางปูสนุกขึ้น เพราะสะพานสุขตาและร้านอาหารที่อยู่ปลายสะพาน ที่ยังคงสภาพสถาปัตย์กรรมเก่าในอดีต ที่เคยมีชีวิตชีวา

 

ในวันนี้เมื่อไปบางปู นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องผ่านจุดกลั่นกรองตรวจอุณหภูมิจากจุดรักษาความปลอดภัยหน้าประตู และจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดการท่องเที่ยว เดินชมสถานที่ แต่อาจจะมีการอนุโลมได้บ้างหากบางคนต้องการจะโพสต์ท่าถ่ายรูปให้สวยงาม ก็สามารถถอดหน้ากากอนามัยออกได้ชั่วขณะ

 

บางปู_กินอยู่เป็น

 

จากประตูทางเข้าสะพานที่ยังคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมตั้งแรกเริ่มสร้างสะพานแห่งนี้ ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในราวปี พ.ศ. 2480 แม้จะถูกบูรณะหลายครั้ง แต่สภาพของสถาปัตยกรรม ป้ายชื่อ “สะพานสุขตา” ก็ยังคงรูปแบบตัวอักษรในอดีต ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิมมากนัก เป็นอีกหนึ่งจุดที่เหมาะกับการถ่ายรูปอวดบนโซเชียล

บนสะพานสุขตา สามารถเดินชม และแวะถ่ายรูปไปได้ตลอดทาง โดยเฉพาะในวันที่ฟ้าสดใส สีของท้องฟ้าตัดกับทะเลอ่าวไทย ทำให้ทิวทัศน์สวยงาม และหากเป็นช่วงเวลาที่น้ำทะเลลด ก็จะทำให้มองเห็นสภาพโคลนชายเลน ที่ถูกตะไคร่น้ำเกาะเป็นสีเขียวเข้ม กว้างสุดลูกหูลูกตา ก็ทำให้ได้ภาพสวยแปลกตาไปอีกแบบ

 

บางปู_กินอยู่เป็น

 

เมื่อถึงปลายของสะพานจะพบกับอาคารร้านอาหารศาลาสุขใจ ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคเดียวกัน ภายในยังคงสภาพสถาปัตยกรรมเก่าเช่นเดียวกับด้านหน้าซุ้มประตู สามารถเดินเข้าไปชมได้แม้จะไม่รับประทานอาหารของร้านก็ตาม แต่ก่อนเข้าก็ต้องวัดอุณหภูมิ และเช็คอินกันก่อน และที่สำคัญต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง

สำหรับร้านอาหารศาลาสุขใจ เคยถูกใช้เป็นสถานบันเทิงชื่อดังในอดีด ของเหล่าบรรดาวัยรุ่น หรือผู้คนระดับสูง ไฮโซทั้งหลายในยุคปี 2480 เป็นต้นมา ผู้คนจากพระนครจะพากันมาพักผ่อน พบปะ พูดคุย เต้นรำ ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน หากเปรียบกับสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากย่านบันเทิงทองหล่อ

 

 

เมื่อเข้ามาถึงตรงจุดทางเข้าเป็นเหมือนโถงต้อนรับเพดานสูง ถูกแยกออกเป็นทางเข้าด้านฝั่งทิศตะวันตก และตะวันออก ด้านหน้าติดภาพบุคคลสำคัญ แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็จะพบกับโถงขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นโถงหลัก ด้านหน้าตั้งเวทีขนาดใหญ่ บริเวณลานกลางโถงใช้เป็นลานเต้นรำ สามารถนึกภาพหนุ่มสาวในชุดราตรีทันสมัยในอดีตกำลังสนุกสนานกับการร้องเล่นเต้นรำได้ไม่ยาก แม้ว่าปัจจุบันพื้นที่จะถูกปิดไม่ให้มีการจัดกิจกรรมใดๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมของคนกลุ่มใหญ่ ป้องกันการระบาดก็ตาม

 

แม้จะถูกสร้างมาในปี พ.ศ. 2480 แต่สถานตากอากาศแห่งนี้กลับใช้ ต้องหยุดดำเนินการไปหลังจากนั้น 4 ปีต่อมา และไม่ได้เปิดให้บริการยาวนานถึง 10 ปี เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเพื่อใช้เป็นทางผ่านในการสู้รบกับฝ่าย สัมพันธมิตรในสงครามมหาเอเชียบูรพา จนเมื่อ พ.ศ.2490 เหตุการณ์สงบลงจึงได้เปิดดำเนินการใหม่อีกครั้ง และได้ตกอยู่ในการดูแลของกองทัพบก เปิดบริการขายอาหารและเครื่องดื่มที่บริเวณปลายสะพานสุขตา และจัดตั้งสถานพักฟื้นสำหรับทหารที่บาดเจ็บ แต่เนื่องจากสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่มีทหารบาดเจ็บพักผ่อน สถานพักฟื้นจึงถูกยุบไป คงเหลือไว้เพียงสถานพักผ่อน และมีการซ่อมแซมร้านอาหารหลายครั้งกระทั่งเดือนสิงหาคม 2543 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ศาลาสุขใจ” จนปัจจุบัน

 

ภายในของร้านอาหารศาลาสุขใจ นอกจากจะแบ่งเป็นโซนทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ที่สามารถนั่งรับประทานอาหารพร้อมชมวิวอ่าวไทยแล้ว ภายในร้านยังมีร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ สำหรับการจัดเลี้ยง หรือจะสั่งเครื่องดื่มนั่งจิบระลึกถึงบรรยากาศในอดีตก็ได้ด้วยเช่นกัน

 

บางปู_กินอยู่เป็น

 

สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปก็สามารถเลือกจุดถ่ายรูปเก๋ๆ ได้ เพราะในแต่ละจุดของร้านอาหารปลายสะพาน ยังคงสภาพการตกแต่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เหมือนกับการได้ย้อนยุคไปเมื่อ 90 ปีที่แล้ว และสามารถซื้อของฝากเป็นพวกอาหารทะเลแปรรูป และขนมท้องถิ่นได้อีกด้วย

 

 

การเที่ยวชมสะพานสุขตา และร้านอาหารศาลาสุขใจ สามารถใช้เวลาสั้นๆ เพียงครึ่งวันเท่านั้น ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มากนักกับการท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพ การเดินทางสะดวก โดยสามารถใช้รถไฟฟ้าจากใจกลางกรุงเทพฯ นั่งชมวิวไปจนถึงสถานีเคหะ แล้วต่อรถสาธารณะไปอีก 8 กิโลเมตรเท่านั้น

 

ถ้าวันนี้ยังไม่มีคน “เที่ยวด้วยกัน” ก็อาจจะลองพิจารณา ไปบางปูดู ประหยัดงบ ประหยัดเวลา เลือกเข้าสู่โครงการ “คนเดียวก็เที่ยวได้” โดยไม่ต้องไปแย่งกับใคร!!!!