_web.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

องค์การนาซาเตรียมหาวิธีการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารภายในอีก 25 ปีข้างหน้า เล็งส่งยานสำรวจสภาพแวดล้อมและค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในปี 2020

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะไปเหยียบดาวอังคารสักครั้งหนึ่งก่อนตาย แต่คงได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะเดินทางไปดาวอังคารในชีวิตจริงเป็นได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง ล่าสุด ความฝันของใครหลาย ๆ คนกำลังจะเป็นความจริง เพราะเร็ว ๆ นี้ มนุษย์จะได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศว่า จะใช้เวลาราว 25 ปีในการเร่งหาวิธีเพื่อที่จะสามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ อย่างรังสีจากอวกาศ อาจส่งผลเสียทำให้มนุษย์ตาบอด กระดูกเสื่อม หรือถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเร่งหาทางออกให้กับอุปสรรคดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 225 ล้านกิโลเมตร นักบินอวกาศต้องใช้เวลาเดินทางถึง 9 เดือนเพื่อไปถึงดาวอังคาร และ 9 เดือนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นภาวะที่จะกระทบต่อสุขภาพของนักบิน ด้วยความกังวลว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับหลอดเลือดที่จอตา ทำให้ตาเสื่อม และทำให้กระดูกอ่อนแอจนกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

กระทั่งล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาซ่าได้ส่งยานสำรวจชื่อ อินไซท์ (InSight) ออกเดินทางไปยังดาวอังคาร คาดว่าจะลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้วันที่ 26 พ.ย. นี้ โดยภารกิจหลักคือการสำรวจด้านวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ นาซายังมีแผนจะส่งหุ่นยนต์สำรวจที่ชื่อว่า Science Rover ไปดาวอังคารในปี 2020 เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ประเมินทรัพยากรธรรมชาติของดาว และประเมินภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์หากส่งไปเหยียบดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยพบว่า บนดาวอังคารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้เป็นครั้งแรก และยังขุดพบสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อน จากใต้พื้นผิวดาวอังคาร บริเวณแอ่งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนอีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Backpacker-เตรียมตัวให้พร้อม-เมื่อวันหนึงฉันเดินเข้าป่า_web-2.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “การเดินป่า” ถือเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดท้าทายของคนที่ชื่นชอบการลุย ต้องกายพร้อม ใจพร้อม และต้องสตรองอย่างหนักด้วย แต่การจะเดินป่าทั้งที โดยเฉพาะมือใหม่หัดเข้าป่า ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรดี เพื่อให้การเดินเข้าป่าเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ตะกุกตะกะ เที่ยวป่าอย่างมีความสุข

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า…..ช่วงนี้หมดช่วงฤดูฝน เข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้ว สาวกคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติก็เตรียมแผนที่จะเดินเท้าเข้าป่ากางเต้นท์ ไปสัมผัสการใช้ชีวิตสุดชิคส์ ๆ ท่ามกลางธรรมชาติรุมล้อม ตื่นตอนเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น ทำอาหารกินเองกลางป่า ถ่ายรูปสวย ๆ สำหรับคนที่ไปบ่อยก็จะคุ้นจะชินกับการเข้าป่าอยู่แล้ว แต่สำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าป่า แต่ไม่เคยไปเลย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพื่อให้การเดินป่าเป็นไปอย่างสนุกมีความสุขสุดสุด

โดยปกติ การเดินป่า ถือเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดท้าทายอีกกิจกรรมหนึ่งของคนที่ชื่นชอบการลุย ต้องใช้พละกำลังและร่างกายในการเดินป่าหลายกิโลเมตร อย่างต่ำ 4-8 ชั่วโมง/วัน บวกกับการที่คุณต้องแบกสัมภาระหนัก ๆ อีกด้วย บอกเลยว่า ใครที่อ่อนแองานนี้ก็ต้องแพ้ไปตามระเบียบแน่นอน กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่กายพร้อม ใจพร้อม และต้องสตรองอย่างหนักด้วย ถึงจะลุยป่าได้

แต่การจะเดินป่าทั้งที โดยเฉพาะมือใหม่หัดเข้าป่า ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรดี เพื่อให้การเดินเข้าป่าเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ตะกุกตะกะ ต้องเตรียมตัวในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

1. เตรียมร่างกายให้พร้อม : ร่างกายสำคัญที่สุด เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันที่จะแบ็คแพคเข้าป่า ควรดูแลร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบอุบัติเหตุจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เพราะหากป่วยหรือบาดเจ็บขึ้นมา อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินป่าของคุณได้ ดังนั้น เตรียมร่างกายของคุณให้แข็งแรง ฝึกเดินหรือวิ่งตามสวนสาธารณะเพื่อสัมผัสกับการเดินทางระยะไกล เพราะเดี๋ยวตอนเดินเข้าป่าของจริง ร่างกายจะไม่ไหวเอาเสียก่อน

2. เตรียมอุปกรณ์สำหรับการเดินป่า : อุปกรณ์สำหรับการเดินป่าในที่นี้หมายถึงระหว่างที่เราเดินเข้าไปในป่า ต้องมีอุปกรณ์สำคัญ ๆ ที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่ง ประกอบด้วย เข็มทิศ , รองเท้าสำหรับเดินป่า (งดพวกรองเท้าแตะหรือรองเท้าส้นสูง) เอาเป็นรองเท้าที่ใส่สบาย , ถุงกันทาก , เสื้อกันฝน (กรณีฝนตก) , ไม้เท้าเดินป่า ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานระหว่างการเดินป่า เพราะพื้นที่ภายในป่าไม่ได้ราบเรียบหรือเดินสะดวกเหมือนพื้นถนนทั่วไป บางจุดเป็นทางที่มีความชัน มีหลุม มีบ่อ ถ้าเราไม่เตรียมของพวกนี้ไป อาจเป็นอันตรายเช่น โดนทากกัด , หกล้มระหว่างเดินในป่า เป็นต้น

3. เตรียมอุปกรณ์สำหรับค้างแรม : อุปกรณ์สำหรับค้างแรมกรณีที่นอนค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน สำคัญที่สุดคือ เต้นท์ , ถุงนอน , เปล , หมอน , เสื่อ , ผ้าใบ ฯลฯ อุปกรณ์พวกนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการเข้าป่า กรณีค้างแรมอย่างน้อย 1 คืน เพราะช่วงกลางคืนไม่เหมาะอย่างยิ่งในการเดินป่า ส่วนใหญ่จะปักหลักพักผ่อนนอนหลับ เพื่อเก็บแรงไว้เดินป่าต่อในวันรุ่งขึ้น

4. เตรียมอุปกรณ์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ : กรณีที่ต้องค้างแรมมากกว่า 1 คืน อาจจะต้องเปลี่ยนชุด ฉะนั้น เตรียมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไปอย่างน้อย 2-3 ชุด (ไม่ควรเอาไปเยอะ) แะอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ อาทิ ผ้าขนหนู , แชมพู , สบู่ , โฟมล้างหน้า , แปรงสีฟัน , ยาสีฟัน ฯลฯ เพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกายให้สะอาด กรณีที่บางพื้นที่มีห้องน้ำไว้ให้บริการ แต่พื้นที่บางแห่งอาจจะอยู่กลางป่าเลย อาจจะไม่มีห้องน้ำ แต่มีเป็นน้ำตกหรือลำธารแทน อาจจะต้องอาบน้ำจากจุดนั้น นอกจากนี้ ไฟฉาย , พาวเวอร์แบงค์ , อุปกรณ์ปฐมพยาบาล

5. เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค : อาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการประทังชีวิตขณะเดินเข้าป่า ฉะนั้น ควรเตรียมอาหารสำเร็จรูปที่ประกอบอาหารได้ง่าย ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป , ไข่ เป็นต้น แต่ถ้าหากอยากจะประกอบอาหารด้วยตนเองภายในป่า ก็เตรียมอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารที่เป็นลักษณะของการเข้าป่า เช่น ไฟแช็ค ,หม้อใบเล็ก ๆ ,ช้อน-ส้อม ,วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร พวก ข้าว เนื้อหมู ไข่ไก่ ผัก เป็นต้น และก็ขนมถุง ขนมปัง น้ำดื่ม ก็อย่าลืมเตรียมไปด้วย แต่ไม่ต้องเตรียมไปเยอะมากนัก เอาไปแค่พอจำเป็นเท่านั้น

เตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจรวมถึงสิ่งของที่จะต้องแบกไปด้วย อย่างไรซะ พกเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ๆ ไปเท่านั้น ไม่ต้องแบกไปเยอะแยะ หนักกระเป๋าเสียเปล่า อย่าลืมว่าเราต้องเดินป่าด้วย การจัดกระเป๋าเป้สำหรับเดินป่าพยายามอย่าให้เกิน ร้อยละ 15-20 ของน้ำหนักตัวเรา มิฉะนั้น เราจะเดินป่าอย่างยากลำบาก สุดท้าย การเดินป่าของเราจะไม่สนุกขึ้นมาทันที ถ้าเราเตรียมตัวมาดี เตรียมตัวมาพร้อม การเดินป่าก็จะเป็นเรื่องสนุก ๆ และเราก็จะมีความสุขกับการท่องเที่ยวสีเขียวตามแบบฉบับแบ็คแพ็คเกอร์เดินป่าอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอให้สนุกกับการเดินป่านะครับ…

 


-ชลมารควิถี-อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ควรค่าแก่การท่องเที่ยว_web-1.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

สุดสัปดาห์นี้ คุณวางแผนไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกันที่ไหนเอ่ย? หากคุณยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวไหน ขอแนะนำ “สะพานชลมารควิถี” สะพานเลียบชายทะเล จ.ชลบุรี ที่เที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจไม่แพ้เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เลยทีเดียว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของสะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 มีการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 5 ช่วง แต่เสร็จสมบูรณ์เปิดใช้งานได้ ก็คือช่วงที่ 3 งานสะพานเลียบชายทะเล จากเทศบาล ต.บางทราย ถึงบางทรายซอย 83 ระยะทางโดยรวม 1.5 กิโลเมตร ส่วนช่วงอื่น ๆ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานภายในปี 2563

สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” ถือเป็นสะพานแห่งแรกของประเทศไทยที่สร้างสะพานเลียบชายทะเลของ จ.ชลบุรี ขึ้น สะพานแห่งนี้หลังจากเปิดใช้งานแล้ว ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางที่ผู้ใช้ถนนสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวมุ่งหน้าออกสู่ถนนสุขุมวิทและเข้ากรุงเทพฯ ได้ และสามารถเลี่ยงการจราจรติดขัดบริเวณเส้นตัวเมืองชลบุรีได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังควรค่ากับการมาสูดอากาศชมวิวแบบ 360 องศา ริมชายทะเล ช่วงเช้าๆ เย็นๆ สามารถเดินทางมาออกกำลังกายที่นี่ได้ แถมยังสามารถเดินทางมาถ่ายรูปสวยๆ ที่นี่ได้เช่นกัน

ส่วนในช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ นักท่องเที่ยวคนไหนอยากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารซีฟู้ด ต้องมาที่ตลาดประมงท่าเรือพลี บริเวณสะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” ที่เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายช็อปปิ้งอาหารซีฟู๊ดสดๆ สามารถซื้อมานั่งรับประทานที่นี่ในบรรยากาศเย็น ๆ สบาย ๆ หรือจะเอากลับไปทำอาหารที่บ้านก็ได้ โดยตลาดประมงท่าเรือพลีจะเปิดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป

สำหรับใครที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศสวยๆ ริมทะเล สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางไปท่องเที่ยว สนใจเดินทางไปกันได้ อยู่ที่ จ.ชลบุรี ไม่ไกลเลย และเชื่อเลยว่า สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” แห่งนี้จะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของ จ.ชลบุรี ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาแวะเวียนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ บอกเลยว่าที่นี่สวยสดงดงามไม่แพ้พัทยา บางสน หรือเกาะล้านเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_เชื้อดื้อยา-ซุปเปอร์บัค.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

ข้อมูลจาก EOCD ระบุว่า หากมนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุขและสุขลักษณะ เชื้อดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” อาจจะทำลายชีวิตมนุษย์หลายล้านคนภายในปี 2050

จากกรณีการพบเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ของสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเป็น “ซุปเปอร์บัก” เชื้อที่ต้านทานยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด ส่งผลลทำให้เกิดการตื่นตัวของเชื้อดื้อยา ซึ่งหลายคนหวั่นวิตกว่าอาจจะคุกคามโลกของเราโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมาก่อน

ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ EOCD เปิดเผยว่า ประชาชนหลายล้านคนอาจเสียชีวิตจากเชื้อโรคดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” ภายในปี 2050 และค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการติดเชื้อโรคเหล่านี้อาจจะมีราคาสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญต่อปีเลย ที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ใช้งบประมาณถึงร้อยละ 10 ไปกับการรักษาอาการจากเชื้อโรคดื้อยาเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับเชื้อโรค “ซุปเปอร์บัก” เป็นเชื้อดื้อยาชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก และดื้อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด ซึ่งคำว่า “ซุปเปอร์บัก” หมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะแบคทีเรียสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ซุปเปอร์บักกลายพันธุ์จนสามารถย่อยทำลายยาปฏิชีวนะได้ ทำให้ยาหมดประสิทธิภาพ และยิ่งมนุษย์บริโภคยาปฏิชีวนะมากขึ้น ก็จะทำให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาการต่อต้านยาเหล่านี้ได้มากขึ้นอีก ไม่เพียงแค่รับประทานยาโดยตรง แต่ผ่านการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ รายงานของ OECD ระบุว่า ประเทศอินโดนีซีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชนิดสูงถึง 60% และยังคาดการณ์ว่าอัตราการติดเชื้อซุปเปอร์บักจะสูงกว่าทุกวันนี้ 4-7 เท่าภายในปี 2030 และวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุข เพิ่มมาตรการทางสุขลักษณะและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ปรับมาตรการทางสุขลักษณะทั้งในโรงพยาบาลและคลินิก ทำเทสต์หาเชื้อว่าเป็นซุปเปอร์บักหรือไม่ พร้อมย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ล้างมือและปฏิบัติตามระเบียบความปลอภัยอย่างเคร่งครัด


Banner_welltitude_5พฤติกรรมเสี่ยงโรคเบาหวาน.jpg

kinyupen_adminNovember 14, 2018

14 พฤศจิกายน ของทุกปี “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก และเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ลองสำรวจ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรลด ละ เลิก ป้องกัน “โรคเบาหวาน” ที่อันตรายถึงขั้นตายได้

วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานอันตรายอย่างมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตา โรคไต เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทุก ๆ คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เรามี 5 พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง “โรคเบาหวาน” อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งต้องลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว

1. รับประทานอาหารรสจัดเป็นประจำ : หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด อาหารรสชาติที่กล่าวมาข้างต้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่แค่โรคเบาหวานที่จะเข้ามา แต่โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก็อาจจะเข้ามาด้วย แล้วยิ่งถ้าชอบอาหารรสหวานๆ ถึงขั้นหวานจัด ส่งผลให้เกิดการสะสมปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

2. ความอ้วน น้ำหนักเกินกำหนด ไขมันสูง : สำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสหวาหรือมีคอเลสเตอรอลสูง พฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานทั้งนั้น เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น มีไขมันสะสมเยอะ จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งอันตรายมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

3. ภาวะความเครียด : ความเครียดของบุคคลนั้นเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเบาหวาน เนื่องจากเวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา และฮอร์โมนนี้เองที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาล ยิ่งเครียดมาก ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเช่นกัน

4. กินเหล้า-สูบบุหรี่จัด : ข้อมูลจาก อ.นพ.เกบ เมียคิน เรื่อง Why Excess Alcohol Increases Diabetes Risk ระบุว่า จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างของชาวสวีเดนที่อายุระหว่าง 35-61 ปี มากกว่า 5,100 คน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ (แอลกอฮอล์ 48 กรัม) ในคนที่น้ำหนักตัวประมาณ 70 กก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เพราะตับที่เป็นอวัยวะหลักในการทำลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด จะต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงในการทำลายแอลกอฮอล์ 1 ดริ๊ง ฉะนั้น ถ้าดื่มเกิน 2 ดริ๊งค์ ตับจะเริ่มทำงานหนักเกินกำลัง เกิดการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ จนกลายเป็นภาวะไขมันเกาะตับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็จะยิ่งทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นนั่นเอง

5. ไม่ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองกับอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินปกติได้ดีขึ้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงาน เนื่องจากโรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งนี้ การหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะเวลาที่ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมามากเกินไป ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงต่อ “โรคเบาหวาน” ซึ่งหากไม่ดูแลตนเอง ก็อาจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ ฉะนั้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองสำคัญมากที่จะลดการเกิดโรคเบาหวานได้ ลองสำรวจตัวเราเองว่าคุณยังมีพฤติกรรมเสี่ยง 5 อย่างหรือไม่ ถ้ามีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าต้องมาทรมาณรักษาโรคเบาหวานในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือถ้าโคร้ายอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท


5-สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์ลงโซเชียลฯ-เพื่อความปลอดภัย-ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ_web.jpg

kinyupen_adminNovember 14, 2018

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ระมัดระวัง 5 สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์เด็ดขาด! เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะหากพลาดเมื่อไหร่ อาจเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

ในยุคที่สังคมมีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกในหลาย ๆ ด้าน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสื่อที่นับได้ว่าตอนนี้แทบจะสำคัญกับทุก ๆ คนเลยก็ว่าได้ เมื่อมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาบนโลกนี้ก่อให้เกิดโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินตาแกรม ฯลฯ งานนี้สาวกโซเชียลมีเดียก็ไม่พลาดที่จะใช้งานอย่างสนุกสนาน ทั้งโพสต์ ข้อความ โพสต์ภาพ วีดิโอ กดไลท์ กดแชร์ ฯลฯ เรียกได้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตเลยก็ว่าได้

การโพสต์ข้อความหรือรูปของแต่ละคน ในความเป็นจริงแล้วมีอันตรายแอบแฝงอยู่ เพราะเมื่อพูดถึงโทษของโซเชียลมีเดียแล้ว คือ ช่องทางการก่อเหตุอาชญากรรมของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ สุดท้ายคุณอาจจะกลายเป็นหนึ่งใน “เหยื่อ” อาชญากรรมบนโลกออนไลน์ก็เป็นไปได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย แนะนำทุก ๆ คนถึงการใช้งานโซเชียลมีเดีย ให้ระมัดระวังการใช้งาน โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความหรือภาพผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เพราะหากพลาดไป อาจะเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว

1. บัตรประจำตัวประชาชน บัตรนักเรียน-นศ. หรือบัตรที่ทางราชการออกให้

การโพสต์ภาพบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะข้อมูลในบัตรประชาชน ที่มีทั้งเลขประจำตัวทั้ง 13 หลัก , ชื่อ-นามสกุล , ที่อยู่ รวมถึงรูปถ่ายบนบัตร หากโพสต์ลงไปบนสื่อออนไลน์ แล้วมิจฉาชีพมาเจอเข้า งานนี้เสร็จโจรทันที เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะนำข้อมูลจากบัตรหรือภาพบัตรประชาชนไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน และที่หนักที่สุดคือการปลอมแปลงเอกสารรูปภาพบนบัตรประชาชน ซึ่งคนที่จะเดือดร้อนก็คือตัวเจ้าองบัตรนั่นเองที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดแทนมิจฉาชีพ

2. ข้อมูลส่วนตัว

ข้อมูลส่วนตัว ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ วันเกิด ชื่อของสมาชิกครอบครัว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เด็ดขาด เพราะข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุของเหล่ามิจฉาชีพ ในการขโมยอัตลักษณ์บุคคลไปใช้ในทางเสียหาย หรือแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

3. ตั๋วเครื่องบิน

จะว่าไปหลายคนอาจจะคิดว่าการโพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย เพราะมันก็แค่ตั๋วเครื่องบินเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้ว ตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสถ้าโพสต์ลงไปในโซเชียลมีเดียเมื่อไหร่ มิจฉาชีพมียิ้มแน่ๆ เพราะตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสมีข้อมูลที่ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล , จุดออกเดินทาง-จุดหมายปลายทาง , บาร์โค้ด มิจฉาชีพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรา สั่งยกเลิกเที่ยวบิน หรือที่หนักสุดคือการตัวเลขบัตรเครดิตบนตั๋วเครื่องบินสามารถนำไปสวมรอยใช้บัตรเครดิตได้ วิธีป้องกันคือ โพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินได้ แต่ในภาพห้ามมีข้อมูลส่วนตัวของเราหลุดออกไปเด็ดขาด หรือหากเดินทางเสร็จแล้วควรทำลายตั๋วทิ้ง

4. ภาพวาบหวิว-อนาจาร

เพราะหุ่นเราดี เฟอร์เฟค เป็นใคร ๆ ก็อยากอวดให้คนอื่นได้เห็นบ้าง แต่ในทางกลับกัน ภาพวาบหวิวของของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาพชุดว่ายน้ำ ถือเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำภาพของเราไปใช้ในทางที่เสียหาย เช่น ภาพโฆษณาภาพยนตร์สื่อลามก-อนาจาร เป็นต้น อาจะส่งผลเสียต่อตัวคุณ เพราะคุณอาจจะถูกโรคจิตตามมารังควาญในโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งไปสู่การคุกคามทางเพศในที่สุด ฉะนั้น การโพสต์ภาพวาบหวิวขอให้ระมัดระวัง คำนึงถึงความเหมาะสมสักเล็กน้อย

5. บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต

บัตรที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต หลายคนอาจจะโพสต์อวดเพราะคิดว่าลายบนบัตรที่มีรูปการ์ตูนสวยดี เลยอาบยากอวดให้เพื่อนๆ ในโลกออนไลน์เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโพสต์รูปบัตรดังกล่าว หากเราไม่ได้เซ็นเซอร์หมายเลขบนบัตร ก็ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลในบัตรเหล่านั้นได้ แล้วยิ่งปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ร้าน ฉะนั้น เหล่ามิจฉาชีพสามารถเจาะเข้าข้อมูลของบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ในการนำไปใช้แอบซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วย

การโพสต์อะไรต่าง ๆ นา ๆ ในโซเชียลมีเดีย เราอย่าคำนึงถึงความสนุกสนานหรือความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น จะโพสต์อะไรก็ตามขอให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น มิฉะนั้น คุณเองอาจจะตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ฆ่าตัวตาย-ทางออกหรือเรียกร้อง.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2018

ปัญหาการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเราที่มักเลือกแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการจบชีวิตของตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว “ฆ่าตัวตาย” เป็นการหาทางออกของชีวิต หรือ เป็นแค่เรียกร้องความสนใจกันแน่?

ปัญหาชีวิตของแต่ละคนล้วนมีอยู่มากมาย บางคนมีปัญหาก็เลือกที่จะสู้กับปัญหานั้น แต่คนส่วนหนึ่งมีปัญหาก็เกิดอาการเครียด ไม่คิดแก้ปัญหา จมอยู่กับความเครียด และท้ายที่สุด ก็เลือกหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการ “จบชีวิต” ของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นการยุติปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรอบข้างที่จะต้องมารับภาระแทนทั้งหมด

ปัญหาการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเรา ที่มักจบปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เพียงเพราะปัญหาที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายๆ ด้วยซ้ำ จากสถติการฆ่าตัวตาย โดย World Population Review ได้มีการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี 2018 ใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด ได้แก่ ประเทศศรีลังกา รองลงมาคือ ลิทัวเนีย , กายอานา ตามลำดับ ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 28 มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คน/ประชากร 1 แสนคน ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายเกิดจากปัญหาดังนี้ (1.) ความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล , (2.) สุรา-ยาเสพติด , (3.) สังคม-เศรษฐกิจ , (4.) โรคประจำตัว-อาการทางจิต และ (5.) ความเครียดส่วนตัว จากปัญหาของชีวิต ที่นำมาสู่การจบชีวิต ที่ก่อนฆ่าตัวตายจะเขียนจนหมายระบายความในใจในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียเข้ามา หลายคนก็ใช้วิธีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ระบายความในใจก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตลง ซึ่งนั่นนำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า “การฆ่าตัวตาย” จริงๆ แล้วคือต้องการหาทางออกของชีวิต หรือ เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างให้เขามาสนใจเรา

เรื่องนี้ รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า วิธีการป้องกันการฆ่าตัวตาย จะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย ได้แก่ (1.) ปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติการฆ่าตัวตายมาก่อน ครอบครัวเคยมีการฆ่าตัวตาย มีการใช้สารเสพติด หรือมีโรคทางจิตเวช จะต้องใช้วิธีในการเฝ้าระวัง ,(2.) ปัจจัยกระตุ้น เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน แต่ฝึกเรื่องวิธีการจัดการปัญหาได้ และ (3.) ปัจจัยปกป้อง คือ ดูแลสุขภาพกายและจิตได้ดี การเชื่อมโยงกับคนรอบๆ มีทักษะชีวิตดี ยอมรับนับถือตัวเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลงได้

ถึงแม้ว่าการฆ่าตัวตายจะเป็นปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยลดจำนวนผู้คนที่ตัดสินใจจบชีวิตลง แต่เบื้องต้นสามารถป้องกันได้ หากดำเนินการอย่างทันท่วงที แต่จริง ๆ แล้ว “กำลังใจจากคนรอบข้าง” สำคัญมากที่จะช่วยบรรเทาและลดปัญหาการฆ่าตัวตายได้ ครอบครัวจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คนรอบข้างอาจจะไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาให้ได้ แต่ช่วยรับฟังปัญหาของเขา ซึ่งวิธีนี้เคยมีผลวิจัยว่า หากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ 3-4 คน จะมีอัตราลดการฆ่าตัวตายลง 75% ขณะเดียวกันหากมี 5-6 คน จะช่วยลดได้ 89%

โดยวิธีการสร้างความสัมพันธ์นั้น หากเป็นคนในครอบครัว ควรเริ่มจากการใช้เวลาทำอะไรร่วมกันและไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป อาทิ ดูทีวีร่วมกัน ออกไปรับบประทานอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเพื่อนนั้นควรเริ่มจากการเปิดใจคบอย่างผิวเผินก่อน แล้วดูว่าคนไหนเข้ากับเราได้ สุดท้ายก็จะเปิดใจกันมากขึ้นและยอมรับกันมากขึ้นจนเป็นคนที่เราไว้ใจได้


-5G-เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไรบ้าง_web.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทคโนโลยี 5G จะเดินทางเข้ามามีบทบาทบนโลกของเราในปี 2020 5G จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไรบ้าง แล้วคุณพร้อมปรับตัวรับมือกับยุค 5G ที่กำลังจะเข้ามาถึง พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วหรือยัง?

ต้องบอกเลยว่าอีกไม่นาน เทคโนโลยี 5G จะเดินทางเข้ามามีบทบาทในโลกของเราอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อ 5G เข้ามาบนโลกใบนี้เมื่อไหร่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นอย่างมาก ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะสามารถส่งและข้อมูลในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จะสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้น ประมาณ 1 ใน 10 วินาที (Reduce Latency) ซึ่งในประเทศไทยบ้านเรานี่เองจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G พร้อมๆ กับหลายประเทศ ในปี 2020 (พ.ศ.2563 ) ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตมนุษย์อย่างไร และต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง

เทคโนโลยี 5G (5th Generation) คือ ระบบการสื่อสารแบบไร้สายในยุคที่ 5 ซึ่งเชื่อกันว่า มีความทรงพลังที่สุดในโลก 5G จะเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เชื่อมต่อกันในทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เทคโนโลยี 5G มีความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าระบบ 4G ถึง 10 เท่า มีความหน่วงลดลง 5 เท่า และสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและสิ่งต่างๆได้มากขึ้นถึง 1,000 เท่า ดังนั้น จึงเป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่เพียงแค่เราจะดาวน์โหลดหรืออัพโหลดไวขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดบริการใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Smart Car, eHealth, Connected House, Smart Grids หรืออื่น ๆ อีกสารพัด

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน คุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ช่วยบริหารจัดการทรัพยากร ระบบอุตสาหกรรม ทั้งในส่วนของรัฐบาลและเอกชนที่จะประหยัดงบประมาณแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้น ประชาชน รวมไปถึงทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับยุค 5G ที่กำลังจะเข้ามาถึง พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ IoT (Internet Of Things) ,AI (Artificial Intelligence) ,เทคโนโลยีความจริงเสมือน ,เทคโนโลยีความจริงแบบแต่งเติม เป็นต้น สิ่งที่ทุก ๆ คนที่จะได้รับผลกระทบ หลังจากการการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G มีด้วยกันหลายภาคส่วนที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ประกอบด้วย

การเงินการธนาคาร : เนื่องจากความสามารถของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้ระบบ Mobile Banking เข้ามาแทนที่ ไม่ต้องทําธุรกรรมผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคาร ขณะเดียวกันการวิเคราะห์สินเชื่ออาจใช้ปัญญาประดิษฐ์แทนได้ พนักงานธนาคารเองก็ต้องเพิ่มทักษะความรู้ต่าง ๆ ด้วย

ภาคอุตสาหกรรม : เมื่อ 5G เข้ามา จะมีการใช้หุ่นยนต์ในการผลิตและเชื่อมโยงหน้าที่ต่าง ๆ มากขึ้น คนที่ทํางานในภาคอุตสาหกรรมต้องคิดแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้มีความพร้อมในการทํางานด้านอื่นๆ ได้

ภาคการเกษตร : หลังใช้ระบบ 5G มูลค่าการผลิตต่อไร่สูงขึ้น เมื่อ IOT เข้ามาช่วยในการจัดการสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ดิน น้ำ และทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรเองก็ต้องมีการเตรียมพร้อมทํา smart farming ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน

ภาคการขนส่งโลจิสติกส์ : หลังจากที่เริ่มมีการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการขนส่ง เช่น Uber Grab ถ้า 5G เข้ามา แท็กซี่ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคมากกว่าที่เป็นอยู่ เทคโนโลยีที่ช่วยใน การขับขี่ยานพาหนะถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการประยุกต์ใช้ IoT กับการคมนาคมขนส่ง เช่น รถยนต์ไร้คนขับ การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างยานพาหนะด้วยกันเอง และเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะและระบบควบคุมการจราจร เป็นต้น

การแพทย์ : เมื่อเทคโนโลยี 5G เข้ามา วงการแพทย์จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน เช่น การรักษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การผ่าตัด ไม่ต้องให้หมอเดินทางไปผ่าตัดในสถานที่ห่างไกลหรือในกรณีเร่งด่วน โดยใช้อินเทอร์เน็ตแบบสื่อสัมผัส ที่สามารถผ่าตัดหรือทําการรักษาคนไข้ได้เสมือนอยู่ในห้องผ่าตัด

ภาคการค้า : ในภาคการค้าโดยเฉพาะการค้าปลีก ทําเลทองจะเปลี่ยนมาอยู่ในโลกออนไลน์แทบจะทั้งหมด การเช่าพื้นที่ค้าขายจะลดลง อีกทั้งยังมีนวัตกรรมที่ทําให้การซื้อสินค้าสะดวกสบาย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เช่น การทดลองสินค้าผ่านออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีความจริงเสมือน ได้ลองสวมใส่เสื้อผ้าโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้าน

ภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน : ปัจจุบันแวดวงดังกล่าวได้รับผลกระทบอยู่แล้ว แต่เมื่อมี 5G เข้ามาบนโลกใบนี้ จะเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อสารมวลชนไปอีกขั้น การโฆษณาผ่านโทรทัศน์เป็นรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น คนรับข้อมูล ละคร เนื้อหาต่างๆ ผ่านโทรทัศน์ ผ่านยูทูป ผ่านแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ เทคโนโลยี 5G สามารถรองรับความต้องการในการรับส่งข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว เช่น สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์และสื่อบันเทิงความคมชัดสูงในระดับ 4k ได้ในเวลาไม่กี่วินาที แม้ในช่วงที่มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจํานวนมากก็ไม่เป็นปัญหา

ภาคสาธารณูปโภค : ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart meter) จะถูกนํามาใช้ในการบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าโดยอาศัยเทคโนโลยี IoT เพื่อการวางแผนการผลิตและจ่ายไฟให้เพียงพอกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงเพื่อไม่ให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง การคิดราคาไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุปสงค์และอุปทาน รวมไปถึงการบริหารจัดการทั่วไปอย่างการแจ้งยอดการใช้ไฟแก่ลูกค้าโดยไม่ต้องให้พนักงานออกไปจดมิเตอร์อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม กสทช. ตั้งเป้าจะให้ประเทศไทยได้ใช้เทคโนโลยี 5G ภายใน เดือน ต.ค.2563 โดยได้เตรียมความพร้อมเรื่องคลื่นความถี่ไว้รองรับแล้ว เช่น คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์, คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ,คลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ ,28 กิกะเฮิรตซ์ จะนํามาปรับปรุงใช้งาน ประเทศไทยเข้าสู่ 3G ช้ากว่านานาประเทศราว 11 ปี เข้าสู่ 4G ก็ช้ากว่า 6 ปี ฉะนั้น การเข้าสู่ยุค 5G เราควรดําเนินการพร้อมๆ กับประเทศอื่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดัน ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งต้องเร่งดําเนินการ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ประเทศไทยต้องตามให้ทัน

ฉะนั้น ต้องบอกเลยว่า เทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุนระบบต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศ โดยปลายปี 2562-2563 จะเริ่มมีการใช้งานทั่วโลก ซึ่งสหรัฐฯ จีน เกาหลีญี่ปุ่น และยุโรป มีการดําเนินยุทธศาสตร์รุก 5G แล้ว 5G เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะบุคคล สิ่งที่สําคัญไม่น้อยกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีคือการตระหนักถึงผลกระทบอันหลีกเลี่ยงไม่ได้การจัดเตรียมแผนการรองรับจากภาครัฐ การสร้างความรู้ความเข้าใจ เท่าทันเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมควบคู่กัน หากทุกคน ทุกภาคส่วนปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยี 5G ได้ แน่นอนเลยว่า %G จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตเราได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : บทความ เทคโนโลยี 5G จุดเปลี่ยนของเทคโนโลยครั้งใหญ่ของไทย


-1111-จาก-วันคนโสด-สู่เทศกาล-ช็อปปิ้งแห่งชาติ_web.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทศกาล 11/11 “วันคนโสด” วันสำคัญของเหล่าคนโสด สู่การช็อปปิ้งแบบลดแลกแจกแถม เอาใจคนโสดทั้งหลาย มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ 11 เดือน 11 ด้วย

เพิ่งผ่านไปหมาดๆ สำหรับวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งในบ้านเราส่วนใหญ่มองว่าอาจจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะมันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง แต่สำหรับคนโสดทั้งหลาย โดยเฉพาะขาช็อป วันนี้ถือเป็นวันสำคัญอย่างมากของเขา เพราะวันดังกล่าวหลายประเทศก็จะจัดกิจกรรมให้กับเหล่าคนโสดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น การช้อปปิ้ง ลดแลกแจกแถม ฯลฯ รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มากมาย เรามาย้อนดูกันดีกว่าว่า วันคนโสด มีที่มาที่ไปอย่างไรกันบ้าง แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ 11 เดือน 11 ด้วย

11/11 ถือกำเนิด “วันคนโสด”

เทศกาลวันคนโสด (Singles Day) มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า 光棍节 ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัยหนานจิงของกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่อาศัยในประเทศจีน เป็นวันฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี กระทั่งในปี 1993 ได้เริ่มมีการตั้งชื่อ “วันคนโสด” ขึ้นในวันที่ 11 เดือน 11 เนื่องจากในวันดังกล่าวมีตัวเลขหนึ่งถึง 4 ตัว เพราะตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว เปรียบเสมือนท่อนไม้ 4 ท่อน หลังจากนั้นเป็นต้นมา การจัดกิจกรรมวันฉลองคนโสดก็จัดขึ้นทุกปีเป็นประเพณีติดต่อกันมา จนกระทั่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลก อินเทอร์เน็ตจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยแพร่กระจายเทศกาลวันคนโสดออกไปสู่วงกว้าง ไปยังสังคมภายนอก และนอกประเทศอย่างรวดเร็ว

ไขรหัสลับ 11/11

เพราะอะไร ทำไมถึงกำหนดให้วันที่ 11 เดือน 11 เป็นเทศกาลวันคนโสด ตัวเลข 1 มีความเกี่ยวข้องอย่างไร แล้วตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันอย่างไร
ตัวเลข 1 ตัวเดียว มีความหมายถึงคนไร้คู่ 1 คน
ตัวเลข 1 จำนวน 2 ตัว มีความหมายถึงคนโสดสองคน ตามหาคู่ของตนเอง และได้มาพบเจอกัน
ตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว เปรียบเสมือนท่อนไม้ 4 ท่อน มีความหมายถึงเทศกาลของคนโสดหลายๆ คน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน และทำลายความโสดนั้นลง ในวันดังกล่าว

11/11 ได้รับความนิยม จนต้องผุดโปรโมชั่นเอาใจคนโสด

จากเทศกาลวันคนโสด ในวันที่ 11 เดือน 11 ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1993 จนกระทั่งเริ่มได้รับความนิยมและกระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ เกือบทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย กระทั่งปี 2009 เทศกาลวันคนโสดเริ่มมีกระแสตอบรับที่ดี มีการรวมตัวกันของเหล่าคนโสด ร้านค้าต่าง ๆ จึงไม่พลาดที่จะจัดกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ เอาใจคนโสดทั้งหลาย โดยมีทั้งการลดราคาสินค้า อาหาร และบริการ ให้กับคนโสดที่มาใช้บริการเพียงคนเดียว ซึ่งในวันดังกล่าวเหล่าคนโสดทั้งหลายจะออกมาฉลองชีวิตโสดด้วยการช้อปปิ้งทั้งบนร้านค้าทั่วไปและทางร้านค้าออนไลน์กัน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวก็ขยายไปสู่เว็บไซต์ E-Commerce ที่มีการแข่งขันลดราคาสินค้าและบริการ เอาใจคนโสดทุก ๆ ปี กระทั่งวันที่ 11 เดือน 11 กลายเป็นวันที่จะต้องกระตุ้นให้เป็น “วันช็อปปิ้งแห่งชาติ” ไปอีกด้วย

11/11/11 วันคนโสดแห่งศตวรรษ

ในวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 ที่ประเทศจีนจัดงานเทศกาลฉลองวันคนโสดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสนใจประชากรที่อยู่ในสถานะ “โสด” โดยเฉพาะสุภาพสตรี โดยมอว่านี่เป็นปัญหาระดับประเทศ ทำให้ในวันดังกล่าว ปี 2011 มีประชาชนจำนวนมากตั้งใจเดินทางมาจดทะเบียนสมรสมากถึง 3,000 คู่ เพื่อทำลายความโสดกันในเทศกาลวันคนโสด

“อาลีบาบา” เผยยอดขายถล่มทยายในวันคนโสด

และในวันเดียวกัน เว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba) ภายใต้การนำของ “แจ็ค หม่า” มหาเศรษฐีนักการตลาดมือหนึ่งของจีน เจ้าของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดเผยว่า อาลีบาบาสามารถทำยอดขายถล่มทลายในวันที่ 11/11/11 สูงถึง 833 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.83 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ) ทำให้อาลีบาบาให้ความสำคัญกับวันที่ 11/11 เป็นอย่างมาก กระทั่งวันคนโสดในปี 2012 ยอดขายของอาลีบาบาพุ่งทะยานสูงถึง $3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.02 แสนล้านบาทโดยประมาณ) ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011 และปีนี้ 2018 อาลีบาบาเดินหน้าสร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยยอดขายรวมที่มีมูลลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3.30 แสนล้านบาทโดยประมาณ) ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 48 วินาที แสดงให้เห็นถึงกระแสตอบรับเทศกาลคนโสดจากทุกพื้นที่ของประเทศจีนอย่างถล่มทะลาย

กระแส “วันคนโสด” มาแรง เฟซบุ๊กเปิดตัวฟีเจอร์จับคู่ออกเดทผ่าน Apps ครั้งแรกในไทย

จากกระแสเทศกาลวันคนโสดในปี 2018 นี้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากทุกคน ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ทำให้แอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง “เฟซบุ๊ก” ได้ผุดฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด คือ Facebook Dating เพื่อเปิดโอกาสให้คนโสดทั้งหลายสามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ผ่านทางฟีเจอร์ดังกล่าว ซึ่งฟีเจอร์ Dating นี้ สามารถจำกัดการใช้งานได้ โดยผู้ใช้งานต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่เริ่มมีการใช้งานฟีเจอร์ Dating ในภูมิภาคเอเชีย

ซึ่งฟีเจอร์ Dating ของเฟซบุ๊กในขณะนี้ สามารถใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ Android ในรูปแบบ Application เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนระบบ iOS อีกไม่นานเกินรอ จะสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้อย่างแน่นอน

ต้องบอกเลยว่ากระแสการเฉลิมฉลองเทสกาลวันโสดทุกๆ ปี รวมไปถึงปีนี้ ได้รับความนิยมและมีกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คนโสดหลาย ๆ คนต่างเฝ้ารอโอกาสดี ๆ แบบนี้ในการช็อปปิ้งครั้งใหญ่ เพราะหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียว ขณะเดียวกัน บรรดาร้านค้าช้อปปิ้งรวมไปถึง E-commerce จำนวนมากต่างอิงกระแสเทศกาลวันคนโสด กอดคอกันจัดโปรชั่นลด แลก แจก แถม เอาใจคนโสดกันอย่างจัดหนักและจัดเต็มกันเลยทีเดียว ปีนี้การันตีเลยว่า “คนโสด” ไม่เหงา ไม่เศร้า และไม่เดียวดายอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โดรนติดอาวุธ-หวังแข่งขันเทคโนโลยีสหรัฐฯ_web.jpg

kinyupen_adminNovember 12, 2018

ประเทศจีนเปิดตัว “โดรนติดอาวุธ” อากาศยานไร้คนขับรุ่นล่าสุดสู่ตลาดโลก ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร หวังแข่งขันกับเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐฯ คาดขึ้นบินครั้งแรกปลายปีหน้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวเอพี รายงานว่า ที่ประเทศจีนได้มีการเปิดตัวยุโธปกรณ์สงครามหลายชนิดในงานแสดงเครื่องบินผาดโผนที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เมืองจูไห่ของจีน ซึ่งอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือโดรนที่ติดตั้งปืนไรเฟิล AK-47 ถือเป็นหนึ่งในสินค้าตัวสำคัญที่จีนหวังจะตีตลาดอาวุธสงครามที่สหรัฐฯ ครองอยู่ นอกจากโดรนแล้ว ก็ยังมีการแสดงเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับโดรนตัวใหม่ที่มีการเปิดตัวมีชื่อว่า CH-7 อากาศยานไร้คนขับสีเทา ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร สามารถบินได้เร็วถึง 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ความสูง 13,000 เมตร โดยบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของจีนหรือ CASC ผู้ผลิตโดรนตัวใหม่นี้คาดว่า โดรนตัวใหม่นี้จะสามารถขึ้นบินครั้งแรกได้ปลายปีหน้า ปัจจุบัน CASC มีลูกค้าในราวๆ 10 ประเทศ แต่ทางบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าเพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหว

ก่อนหน้านี้ ประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตโดรนติดอาวุธ แต่สหรัฐฯ มีกฎระเบียบและข้อจำกัดมากมายในการส่งออก เนื่องจากความกังวลว่าจะถูกเลียนแบบเทคโนโลยีและนำมาใช้ต่อต้านประเทศตนเอง ซึ่งกฎระเบียบบางส่วนก็ได้ถูกยกเว้นให้พันธมิตรสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อแข่งขันกับยุทโธปกรณ์ที่เป็นของเลียนแบบจากจีน ซึ่งกฎระเบียบที่เข้มงวด รวมถึงราคายุทโธปกรณ์ของจีนที่ต่ำกว่า ถือเป็นช่องโหว่ให้จีนสามารถขายโดรนให้หลายประเทศได้ ที่ผ่านมาจีนได้ส่งออกอากาศยานติดอาวุธให้หลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางแล้ว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว AP