5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน แล้วคิดหรือตั้งใจที่จะลองเริ่มเก็บเงินใส่กระปุกสักครั้ง วันนี้ กินอยู่เป็น พามาลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกโดยใช้ 5 วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บเงินออมสำหรับเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ 

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว ลองถามตัวเองดูว่ามีเงินเก็บเหลืออยู่ตอนนี้กี่บาท บางคนมีเงินเก็บ บางคนไม่มีเงินเก็บเลย เพราะไม่เคยคิดเรื่องของการออมเงินเลย ปีหน้าฟ้าใหม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มฝึกกการออมเงิน ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย อย่างน้อยสักเดือนละ 500-1,000 บาท ก็ยังดี เพราะในยามจำเป็นหรือมีเรื่องฉุกเฉินที่จะต้อใช้เงิน เราก็จะได้หยิบเงินจากส่วนนี้ไปใช้งานได้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน ไม่คิดว่าไม่รู้จะออมไปทำไม ออมไปเพื่ออะไร แล้วถ้าจะออมเงินจริง ๆ จะใช้วิธีไหนบ้างในการออมเงิน ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้

1. เปิดบัญชีสำหรับเงินออม เงินฉุกเฉิน เงินใช้จ่ายประจำเดือน : วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการจะออมเงิน โดยเปิดบัญชีฝากเงินแบบฝากประจำ จะช่วยฝึกวินัยการออมเงินของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะบัญชีฝากประจำถอนเงินไม่ได้

2. เก็บธนบัตร 20 หรือ 50 บาท เอาไว้ อย่านำมาใช้ : ในทุก ๆ วันลองตรวจสอบเงินในกระเป๋าดูว่า มีธนบัตร 20 หรือ 50 ติดกระเป๋าอยู่บ้างไหม ถ้ามีลองเก็บออมสักวันละ 1 ใบ ฝึกจนเป็นวินัย ครบ 1 ปี คุณจะมีเงินประมาณ 7,300 บาท (หากเก็บเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท ทุก ๆ วัน ครบ 1 ปี จะมีเงินอยู่ประมาณ 36,500 บาท)

3. เก็บเศษเหรียญที่เหลือหยอดใส่กระปุก : ต่อจากธนบัตร ถ้าสมมุติว่าธนบัตรมันดูหนักไป ลองเปลี่ยนเป็นเหรียญบาท เหรียญ 5 บาท เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญสลึง วันไหนที่มีเหรียญหลงมาในกระเป๋าสตางค์ ก็หยอดใส่กระปุกออมสินซะเลย ทำแบบนี้้ทุก ๆ วัน จนครบ 1 ปี ก็มีเงินเก็บแล้ว

4. พกเงินให้น้อยลง บังคับตัวเองให้ทำได้ ใช้เงินภายในงบจำกัด : ในต่ละวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรืออาจจะออกไปทำภารกิจนอกสถานที่ต่าง ๆ ต้องกำหนดวงเงินที่จะใช้ให้ชัดเจนว่าวันนี้จะใช้เงินกี่บาท พยายามพกเงินไปให้น้อย และใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปหยอดกระปุก

5. สร้างแรงบันดาลใจ : ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองด้วยการเก็บออมเงินใส่กระปุก โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้เลยว่าจะนำเงินไปทำอะไร เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ เพื่อที่คุณจะได้มีแรงบันดาลใจและแรงจูงใจในการเก็บเงินใส่กระปุก มีเงินออมเป็นของตัวเองบ้าง

ยังไงซะ เข้าสู่ปี 2562 ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลองใช้ 5 วิธีนี้ฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าถ้าคุณมีความตั้งใจ คุณทำได้อย่างแน่นอน แล้วปลายปี 2562 มานับเงินดูว่าออมไปได้กี่บาท หากคุณสามารถทำได้ นั่นล่ะคือความภาคภูมิใจของคุณเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณเองต้องซื่อสัตย์กับตัวเองว่าจะไม่แคะกระปุกหรือแอบถอนเงินออกมาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณขาดวินัยในการออมเงิน และสุดท้ายคุณก็จะไม่มีเงินออมเป็นของตัวเองในที่สุด…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_7ประโยชน์จากการปั่นจักรยาน.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

การปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง เมื่อเรามีเวลาสัก 20-30 นาทีในการปั่นจักรยาน สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของเราแข็งแรงได้ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพเราทั้งสิ้น

ปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งหนึ่งกระแสความนิยมที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่นอกจากจะเห็นว่าการปั่นจักรยานไม่ใช่แค่เพียงยานพาหนะเท่า แต่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วย

การปั่นจักรยาน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีชมรมคนรักจักรยานเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นงานการกุศลในปัจจุบันที่ได้ให้ความสนใจในการเลือกใช้จักรยานมาเป็นกิจกรรมหลักในงานเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงาน และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยาน เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดปริมาณรถยนต์และรถจักรยานบนท้องถนนได้อีกด้วย จึงทำให้การปั่นจักรยานถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการช่วยลดและแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้น การปั่นจักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง สำหรับผู้ขับขี่ต้องเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกาย เพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทางร่างกาย ซึ่งเมื่อเราได้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของท่านแข็งแรงได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังมีประโยชน์ดี ๆ รออยู่อีกเพียบ

1.ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย : การปั่นจักรยานช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ จะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือ การเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่อง หลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญพลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วย

2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น มีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้สามารถขับถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

3. ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus โดยเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30 ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

4. ช่วยลดโรคความดัน : เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

5. ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน : การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

6. ช่วยลดอาการปวดในร่างกาย : ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

7. ช่วยให้นอนหลับได้สนิท ทำให้จิตใจเบิกบาน : การปั่นจักรยานช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน

สุดท้ายแล้ว การปั่นจักรยานถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายสำหรับคนที่อยากออกกำลังกาย แต่ไม่ชอบการวิ่งจ็อคกิ้งเท่าไหร่ การขี่จักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในสังคมไทย ผู้ขับขี่ควรมีการเตรียมพร้อมทางร่างกายที่ดีเพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น อย่าลืมหาเวลาอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ในการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก lifecenterthailand


Banner_welltitude_9-อันตรายน้ำอัดลม.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

“น้ำอัดลม” เครื่องดื่มคลายความร้อน ให้ความสดชื่น หากรับประทานบ่อย ๆ เป็นประจำ คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายนัก ฉะนั้น ควรต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ ที่มากับน้ำอัดลม

เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องการความสดชื่น “น้ำอัดลม” จึงเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งประเภทที่หลายคนต้องการ เพราะทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทานปุ๊ปก็ทำให้ร่างกายเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที และยิ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อนแล้ว น้ำอัดลมยิ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ภายใน “น้ำอัดลม” จะมีส่วนผสมที่มีทั้งคาเฟอีนและน้ำตาลซึ่งเป็นสารให้ความหวาน หากนาน ๆ ครั้งรับประทานอาจจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้ารับประทานบ่อย ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน เพราะภายในน้ำอัดลมมีก๊าซที่บรรจุอยู่ในขวดน้ำอัดลม ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด , กรดคาร์บอนิคที่เกิดในน้ำอัดลมจะเข้าไปกัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ , คาเฟอีนภายในน้ำอัดลมไปกระตุ้นสมอง อาจทำให้เกิดใจสั่นและปวดศีรษะได้ ฉะนั้น คนที่ชื่นชอบการรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ ต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ

 

1. กระดูกพรุน – การดื่มน้ำอัดลมที่มีกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) เป็นส่วนประกอบมาก ๆ อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด – การบริโภคน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับโอกาสเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจที่สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมัน ปัจจัยการเกิดการอักเสบ และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย
3. น้ำหนักเพิ่ม – จากงานวิจัยและการทดลองต่าง ๆ พบว่า การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ฉะนั้น การบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูงนั้นไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ
4. นอนไม่หลับ – เพราะในน้ำอัดลมบางชนิดมีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีแรงกระตุ้น หากรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลทำให้นอนไม่หลับได้
5. แผลในกระเพราะอาหาร – ภายในน้ำอัดลมมีส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดในน้ำอัดลมที่เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร หากทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เป็นแผลในกระเพราะอาหารได้
6. โรคมะเร็ง – เพราะในน้ำอัดลมมีสารที่ก่อมะเร็ง หากรับประทานน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลต่อการเป็นโรคมะเร็งได้
7. ส่งผลต่อระบบประสาท , สมองเสื่อม – ในงานวิจัยมีการกล่าวถึงอันตรายจากการดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลหรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีที่มาจากงานวิจัยหนึ่งที่ติดตามพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมของผู้เข้าร่วม ผลลัพธ์เผยว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาลมีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลถึง 3 เท่า
8. ฟันผุ – อาหารที่มีน้ำตาลสูงย่อมเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพฟัน เนื่องจากน้ำตาลที่ตกค้างจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียภายในปาก ทำให้เกิดการจับตัวของแบคทีเรียกับน้ำตาลกลายเป็นคราบหินปูนในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีรสหวานและน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ แม้แต่น้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการฟันผุได้เช่นกัน
9. เบาหวาน – การดื่มน้ำอัดลมผสมน้ำตาลในปริมาณสูงอาจนำไปสู่กลุ่มอาการอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ซึ่งถือเป็นการค้นพบข้อพิสูจน์ที่ผู้ดื่มน้ำอัดลมทุกคนควรตระหนักและจำกัดการดื่มให้ลดน้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงซึ่งส่งผลให้มีระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง เกิดไขมันสะสมรอบเอวมาก รวมถึงมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือดในสมองตามมา

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ให้คำแนะนำสำหรับคนที่ชื่นชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ โดยแนะนำวิธีการเลิกดื่มน้ำอัดลม ซึ่งมี 2 วิธี คือ

(1.) หาสิ่งอื่นมาทดแทน – หากเราไม่ดื่มน้ำอัดลมแล้วเราจะดื่มเครื่องดื่มอะไร อาจจะค่อย ๆ เลิก หรือหักดิบก็ได้ แต่ถ้าจะค่อย ๆ เลิก แนะนำให้เลือกดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยกว่า หรืออาจจะลดปริมาณการดื่มลง จะช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคจนชินเป็นนิสัย

(2.) หาแรงบันดาลใจ – หาแรงจูงใจในการเลิกดื่มนำอัดลมให้เจอ เช่น ศึกษาข้อเสียของน้ำอัดลมว่ามีอะไรบ้าง เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนหันมาเลิกดื่มน้ำอัดลม เพราะมองว่าน้ำอัดลมเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะอ้วน และโรคภัยต่าง ๆ หรือบางรายกลัวว่าจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงเลิกน้ำอัดลมเพราะต้องการมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งเป็นสิ่งที่แพทย์ห้ามไม่ให้กินอยู่แล้วอีกด้วย

ทั้งนี้ ใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลม พอทราบถึงอันตรายของน้ำอัดลมแล้ว อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนการบริโภค ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้นว่ารับประทานน้ำอัดลมไม่ได้ คือสามารถทานได้ แต่เพียงพยายามลดการดื่มน้ำอัดลมให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ขวด ก็เพียงพอ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ที่สำคัญ “การออกกำลังกาย” ก็สำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้ ให้เวลาตัวเองสัก 30 นาทีในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.pobpad.com


-ซีถัง-เมืองโบราณกลางสายน้ำ-ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 7, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ซีถัง” หนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี สัมผัสสุนทรียแห่งความเงียบสงบ และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวเมือง ถือเป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่

เมื่อพูดถึงประเทศจีน ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาเทียนจื่อ , อุทยานแห่งชาติหวงหลง , อุทยานธรณีวิทยา จางเย่ ตันเซี๋ย , กำแพงเมืองจีน , ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวในอดีต ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงความเป็นมาที่น่าศึกษาและเรียนรู้

เช่นเดียวกับ “ซีถัง” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่อดีต ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด โดย “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำ ตั้งอยู่มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศจีน มีอายุเก่าแก่นับพันปี มีแม่น้ำ 9 สายล้อมรอบ เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ภายในมีถนนที่ถูกปูด้วยก้อนหิน อาคารเก่า สะพานโค้งพาดผ่านคลอง และเรือที่พายไปมาภายในลำคลอง ล้วนเป็นเอกลักษณ์สร้างเสน่ห์ให้กับที่แห่งนี้ แต่ปัจจุบันมีการสร้างหรือปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในบางแห่ง อาทิ สะพาน เพื่อเสริมความแข็งแรง แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

หากมองทิวทัศน์จากมุมสูงจะเห็นระลอกน้ำกระเพื่อมหยอกล้อเล่นกับแสงอาทิตย์ เปล่งประกายอยู่บนผืนน้ำ เห็นวิถีชีวิตของผู้คนริมฟากสองฝั่งคลอง บรรยากาศในตอนเช้า มีไอหมอกลอยล่องดุจใยไหมอยู่เหนือสายน้ำที่ไหลรินอยู่ใต้สะพาน ส่วนตอนเย็น มีเสียงดนตรีจากเรือลำน้อยบรรเลงคลอเคล้าไปกับโคมไฟน้อยใหญ่ที่เริ่มส่องแสงนวลอ่อน สร้างบรรยากาศแห่งค่ำคืนอันแสนโรแมนติก

เนื่องจาก “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น หากมาเที่ยวที่นี่จะต้องลิ้มลองอาหารเมนูปลา อาทิ เนื้อปลาฝังจวี้คั่วพริกเกลือ , ไข่ตุ๋นเนื้อปลาไช่ฮวา ส่วนของฝากติดไม้ติดมือแนะนำเป็นไวน์ข้าวฟ่างรสเลิศ , เค้กสมุนไพร เป็นต้น

“ซีถัง” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่ควรพลาด และควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ ศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยก่อน รับรองเลยใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก : China Xinhua News


-หุ่นยนต์บาริสต้า-ตัวช่วยในการชงกาแฟ_web.jpg

kinyupen_adminDecember 7, 2018

ซานฟรานซิสโกคิดค้น “หุ่นยนต์บาริสต้า” หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และไฮไลท์ของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้คือ เป็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่สามารถชงเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ได้

ต้องบอกเลยว่านวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ อาทิ หุ่นยนต์เสิร์ฟของ เป็นต้น การมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ก็ถือเป็นข้อดีที่เทคโนโลยีมีส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ให้เบาแรงขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่ซานฟรานซิสโกได้มีการคิดค้นหุ่นยนต์โรบิน หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ ที่ไม่ได้เป็นเพียงตู้หยอดเหรียญซื้อกาแฟเท่านั้น เพราะหุ่นยนต์โรบินนี้เป็นหุ่นยนต์ที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญคือสามารถชงกาแฟรสชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ที่ชงโดยหุ่นยนต์ ซึ่งมีเพียงหุ่นยนต์โรบินเท่านั้นที่สามารถทำได้ และต้องบอกเลยว่าอร่อยเหมือนกับพนักงานชงด้วยตนเอง นอกจากนี้หุ่นยนต์โรบินยังถูกเพิ่มฟังก์ชั่นให้สามารถโบกมือทักทายลูกค้า ยื่นกาแฟให้ลูกค้า และเต้นเพื่อดึงดูดลูกค้าและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอีกด้วย

หุ่นยนต์โรบินตั้งอยู่ภายในร้านคาเฟ่ เอ็กซ์ ภายใต้สโลกแกน “Come for the Robot, Stay for the Coffee” โดย Cynthia Yeung หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของร้านกาแฟนคาเฟ่ เอ็กซ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์โรบินเปรียบเสมือนตู้จำหน่ายกาแฟ แต่จุดเด่นคือ ที่นี่จะเลือกใช้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพเดียวกัน ใส่นมหรือน้ำในปริมาณเท่ากัน และใช้อุณหภูมิคงเดิม และรสชาติเหมือนเดิม สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ หุ่นยนต์โรบินยังมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อแก้วกาแฟหรือวัตถุดิบในการชงกาแฟใกล้จะหมดอีกด้วย

Cynthia Yeung กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวของหุ่นยนต์โรบินถือเป็นการทำงานร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกาแฟที่มีอยู่แล้ว และถึงแม้ว่าทางร้านจะมีการใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟ แต่พนักงานของทางร้านก็จะยังคงดูแลภาพรวมของการทำงานของหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่ไม่ห่าง ทั้งนี้ เพื่อคอยสอดส่องดูแลกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

ซึ่งภายหลังจากหุ่นยนต์โรบินถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดจำหน่ายกาแฟที่ร้านคาเฟ่ เอ็กซ์แล้วนั้น ก็ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าผู้มาใช้บริการอย่างมาก ส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นเลยว่าหุ่นยนต์กับมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ในร้านกาแฟ โดยไม่มีความกังวลว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์แต่อย่างใด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย


-รถจักรยานยนต์แห่งอนาคต-พร้อมคุณสมบัติสุดล้ำ-ด้วยราคาเหยียบ-4-ล้าน_web.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ชื่อว่า “เวคเตอร์ (Vactor)” ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติหลายอย่าง ด้วยราคาเหยียบ 4 ล้านบาท

ปัจจุบัน นวัตกรรมต่าง ๆ ถูกคิดค้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการต่อยอดนวัตกรรมที่มีอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์บนโลกใบนี้ ทั้งการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่บนโลกมาปรับใช้ ทำให้เกิดผลงานชิ้นใหม่ ๆ ขึ้น เป็นที่ต้องการของมนุษย์เป็นจำนวนมาก อย่างรถจักรยานยนต์ก็ถือเป็นยานพาหนะอีกหนึ่งอย่างที่มีการพัฒนาอย่างเนื่อง ตอบสนองผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจรไปมา

ล่าสุด รถจักรยานยนต์ก็การพัฒนาให้ล้ำสมัยมากขึ้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าว VOA รายงานว่า บริษัท ARC สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ชื่อว่า “เวคเตอร์ (Vactor)” ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติหลายอย่าง อาทิ การใช้พลังงานไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟเต็มถังใน 45 นาที , ความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีระบบสัมผัส , ความเร็วที่สามารถขับได้เร็วสูงสุด 200 ไมล์ , ใช้พลังงานที่สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์เวคเตอร์ยังมีระบบ haptic sensor technology หรือ เทคโนโลยีระบบสัมผัสผ่านเสื้อแจ็คเก็ตอัจฉริยะ สามารถเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการขับขี่ , หมวกกันน็อคอัจริยะที่เชื่อมโยงกัน ให้สามารถขับขี่ได้ 3 รูปแบบ นอกจากนี้ สามารถเปิดฟังเพลงและมีกล้องหลังที่สามารถฉายภาพผ่านกระจกหมวกกันน็อคที่สวมใส่ได้ด้วย

สำหรับราคารถจักรยานยนต์เวคเตอร์ บริษัท ARC ตั้งราคาไว้ที่ 117,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 3,800,000 บาท โดยตั้งเป้าผลิตรถจักรยานยนต์แห่งอนาคตให้ได้ 400 คันในปีแรกของการเปิดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

เปิดตัว-รถจักรยานยนต์แห่งอนาคต-พร้อมคุณสมบัติสุดล้ำ-ด้วยราคาเหยียบ-4-ล้าน_web

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย


Banner_welltitude_7-สัญญาณหัวใจาย.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

“หัวใจวาย” ภัยเงียบที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างเฉียบพลัน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบ 7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” ในร่างกายเรา หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“หัวใจวาย” อีกหนึ่งอาการที่คร่าชีวิตใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน และขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที และไม่ทุเลาลงโดยการพัก หรือได้รับยา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจจะตายลงได้ภายในไม่กี่นาที และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุด “หัวใจวาย” เกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ “อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี” ที่จากไปอย่างกระทันหัน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มแรก หรืออาจจะเป็นแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคหัวใจ

เว็บไซต์ Reader’s Digest ได้สรุป 7 สัญญาณเตือนเกี่ยวกับอาการ “หัวใจวาย” หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบทำการรักษาหรือพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” มีอะไรบ้าง?

1. มีอาการอ่อนเพลียมาก : ผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีอาการเหนื่อยจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ เพราะเมื่ออาการหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ฉะนั้น หากเกิดอาการอ่อยเพลียให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

2. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บริเวณหลัง แขน หน้าอก : อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเงียบของหัวใจวาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มขาดออกซิเจนจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเกิดอาการหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจจะถูกปิดกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ อาการนี้จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
สมองจะเกิดอาการสับสน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณอื่น ๆ

3. หายใจถี่ : หากมีอาการหายใจถี่ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ เพราะหัวใจนั้นมีส่วนสำคัญในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถ้าหากหัวใจเกิดทำงานผิดปกติก็อาจจะทำให้คุณหายใจถี่ได้

4. แสบร้อนกลางอก : อาการแสบร้อนกลางอกไม่ได้เป็นแค่เพียงอาการของโรคกรดไหลย้อนเท่านั้น เพราะอาการดังกล่าวส่งผลทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ ดังนั้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. คลื่นไส้ อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน : อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการลำไส้ปั่นป่วน เป็นสัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นหากพบว่าร่างกายไปต่อไม่ไหว อย่าฝืน! รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

6. อึดอัดบริเวณคอ และขากรรไกร : อาการอึดอัดเหล่านี้มักจะพบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทความรู้สึก แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่าอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

7. มีอาการบางอย่างผิดปกติ : ผู้ป่วยที่มีอาการบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม ถือเป็นสัญญาณเงียบที่ไม่ควรละเลย แม้ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด แต่การเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อาจทำให้คุณปลอดภัยจากอาการหัวใจวายรุนแรงได้

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย”

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย” ไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ คนสามารถเกิดอาการหัวใจวายได้

1. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินอาหารมันๆ
2. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
5. คนอ้วน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
6. เครียดง่าย เครียดบ่อย
7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น “หัวใจวาย” ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย หากเรารู้ตัวและรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ ฉะนั้น สุขภาพของทุกคนสำคัญที่สุด อย่าลืมใส่สุขภาพของตัวเองเสมอ ดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปเรื่อย ๆ น่าจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริญ”

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ Reader’s Digest


-อาคารภูเขา-โดดเด่นริมชายหาดกว่างซีของจีน_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของประเทศจีนได้เปิดตัว “อาคารภูเขา” สิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของจีน ด้วยอาคารที่มีรูปทรงแปลกตาคล้าย ๆ กับภูเขา พร้อมห้องพักไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในประเทศจีนนั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน , สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ , เขาสายรุ้งตันเซี่ย , พระพุทธรูปเล่อซาน , ฯลฯ ที่สำคัญประเทศจีนถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีคนจากหลายหลายประเทศเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ล่าสุด มีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเมืองจีน

โดยสำนักข่าว China Xinhua News รายงานว่า ประเทศจีนได้เปิดตัว “อาคารภูเขา” ซึ่งถือเป็นสิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ ตั้งอยู่เมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ที่ต้องบอกว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของจีนเลยก็ว่าได้ ด้วยอาคารที่มีรูปทรงแปลกตาคล้าย ๆ กับภูเขา มีความสูงพอ ๆ กับตึกสูง ๆ ทั่วไป มีห้องพักไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สำหรับโรงแรมริมชายหาดแห่งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกว่างซีและภูมิภาคจีนตอนใต้ นักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณนั้น หรือไปที่บริเวณชายหาดกว่างซี ก็ไม่พลาดที่จะได้ยลโฉมตึกสูง ๆ คล้ายภูเขา และไม่พลาดที่จะได้หยิบสมาร์ทโฟนหรือกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายรูปเก็บภาพความสวยงามของอาคารดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกด้วย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้ ที่ประเทศจีนได้มีการก่อสร้างอาคารรูปทรงลักษณะแปลกตาแปลกใจ อย่างในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางใต้ของจีน ได้มีการสร้างอาคารศูนย์สื่อแห่งใหม่ของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และเป็นที่ทำการของสถานีโทรทัศน์กว่างซี โดยหลายคนมองอาคารดังกล่าวนี้คล้ายกับปลัดขิก ซึ่งทางสถาปนิกเปิดเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาขั้นบันไดบนภูเขา ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก China Xinhua News


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น-1.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน กินอยู่เป็น แนะนำให้ลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด

“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2560 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


10-เรื่องจริงของ-ถุงพลาสติก-ต้นกำเนิดที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม_web.jpg

kinyupen_adminDecember 4, 2018

เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบว่า “ถุงพลาสติก” เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ถุงพลาสติก” หนึ่งสิ่งที่มีตามร้านค้า ร้านขายของชำ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ที่มาใช้บริการ ในการหิ้วสินค้าจำนวนมาก ๆ กลับบ้าน ข้อดีของถุงพลาสติก คือ สามารถพับเก็บและพกพาไปได้ หยิบขึ้นมาใช้ในยามจำเป็นได้ทุกเมื่อ แต่จะรู้หรือไม่ ในทางกลับกัน “ถุงพลาสติก” เป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายร้อยปี และยิ่งหากนำถุงพลาสติกมาเผาไฟ ก๊าซพิษที่เผาไหม้จะสะสมและทำลายในชั้นบรรยากาศ ทำให้รังสียูวีไม่สามารถสะท้อนกลับได้ จึงทำให้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น

จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยติดหนึ่งในประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเล หนึ่งในนั้นคือถุงพลาสติกใส่สินค้าที่คนทั่วไปนิยมใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อถุงพลาสติกดังกล่าวถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำ กระทั่งไหลผ่านลงสู่ท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างมาก เนื่องจากถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปี

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบเรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

1. ถุงพลาสติกเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีน้ำหนักเบา พับเก็บได้ พกพาได้ง่าย พัฒนาและขยายผลมาจาก “เซลลูลอยด์” ที่สังเคราะห์ขึ้นจากความต้องการหาวัสดุทดแทนงาช้าง ในการผลิตลูกบิลเลียดในช่วงปี 1868

2. ถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ปัจจุบันมียอดการใช้งานถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้าน – 1 ล้านล้านใบต่อปี เฉลี่ยทุก ๆ 1 นาที มีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ

3. ถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้านใบ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวน 9,000 ล้านลิตร

4. ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น จะแปรสภาพเป็นขยะทันทีหลังจากการใช้งานหรือเกิดการชำรุด ซึ่งใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึงกว่า 450 ปี

5. ถุงพลาสติกประเภทหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 46,000 ชิ้น

6. ทุก ๆ ปี ประชาชนทั่วโลกจับจ่ายซื้อของโดยใช้ถุงพลาสติก 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี

7. ถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ

8. ทุก ๆ 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 46,000 ใบ ลอยในมหาสมุทร ส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่น ๆ จำนวน 100,000 ตัว และปลาอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

9. แต่ละปีจะมีเต่าทะเลและสัตว์น้ำจำนวนมากต้องตายจากการกินพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติก เนื่องจากมันคิดว่าเป็นอาหาร

10. ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้งานกันตลอด 1 ปีนั้น หากเอามาต่อ ๆ กัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางไป-กลับ ดวงจันทร์ ถึง 7 รอบเลยทีเดียว

แล้วเราจะลดการใช้ “ถุงพลาสติก” ได้อย่างไร วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำ “ถุงผ้า” หรือ “ตะกร้า” ไปใส่ของแทน ตอนซื้อของก็บอกกับคนขายว่า “ไม่ต้องถุงนะครับ/คะ” , “ใช้ถุงกระดาษ” บางร้านค้าใช้ถุงในรูปแบบของกระดาษแทนถุงที่เป็นพลาสติก เนื่องจากถุงพลาสติกย่อยสลายยาก และ “ใช้ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้” ถุงประเภทนี้จะผสมสารย่อยสลายที่แทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของเม็ดพลาสติก สารย่อยสลายดังกล่าวเมื่อเจอกับแสดงแดดก็จะทำปฏิกิริยากับเม็ดพลาสติกให้โมเลกุลแตกสลาย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการย่อยสลาย

อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญและมีการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสียของการใช้ถุงพลาสติก จะว่าไปปัญหาจากขยะพลาสติกสามารถแก้ปัญหาได้ เริ่มต้นที่ตัวเราเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้ถุงพลาสติก แค่นี้ก็สามารถเพิ่มความน่าอยู่ของโลกใบนี้ได้อย่างมาก สุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงขึ้นตัวที่เราเอง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก sanook.com