Content_เช็คลิสต์ลาออกเปิดธุรกิจs_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2019

 

“ใครๆ ก็อยากเป็นนายตัวเอง” มนุษย์เงินเดือนหลายคนคงมีความคิดนี้อยู่ จะด้วยเหตุผลที่ว่าอยากมีธุรกิจของตนเอง อยากมีอิสระด้านเวลา อยากมีรายได้ที่มากกว่าเงินเดือนประจำ แต่กว่าเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะประสบความสำเร็จ ทราบหรือไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นผ่านอะไรมาบ้าง แล้วถ้าอยากเป็นต้องเริ่มอย่างไร?

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณมาทบทวนความพร้อมให้รอบคอบกันอีกสักนิด เพราะการมีแค่เงินลงทุน หรือ ประสบการณ์อย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องประเมินทางจุดอ่อน จุดแข็ง และวางแผนให้รอบด้านก่อน ออกไปเผชิญโลกแห่งความจริง

 

เช็คลิสท์..ก่อนออกไปเป็นนายตัวเอง

  1. สายป่านดี เงินทุนพร้อม

การลาออกจากงานประจำอาจทำให้คุณขาดรายได้ที่แน่นอน ขาดหลักประกันมั่นคงในชีวิต

เคล็ด(ไม่)ลับ

  • คำนวณเงินเก็บว่าเพียงพอหรือไม่
  • คำนวณหนี้สินที่ต้องชำระ + ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น + เงินสำรองกรณีฉุกเฉิน = รายจ่าย
  • นำรายจ่ายที่คำนวณได้มาหักลบออกจากเงินเก็บที่มี
  • จัดการเคลียร์หนี้สินก้อนใหญ่ก่อนเขียนใบลาออก เพื่อลดค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ
  • คำนวณกำไรที่จำเป็นต้องได้แต่ละเดือนจากการลงทุนในธุรกิจ
  1. เลือกทำสิ่งที่ชอบและถนัด
  • “หากคุณทำในสิ่งที่คุณรัก คุณจะประสบความสําเร็จในชีวิต” นั่นเป็นเพราะเมื่อเรารัก หรือ ชอบอะไร เราก็จะทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นเต็มที่ หรือ ถ้ามีประสบการณ์และทำสิ่งนั้นๆ ได้ดี ก็อาจนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นธุรกิจ และนั่นจะทำให้คุณจะรักในสิ่งที่ทำ
  1. แผนสำรองจำเป็น รู้เท่าทันเทรนด์ก็สำคัญ
  • ก่อนเริ่มธุรกิจต้องรู้จักตลาด รู้จักเทรนด์ที่กำลังมา และถ้าจะเล่นกับ “กระแส” ต้องมีแผนรองรับเวลาที่กระแสหมดความนิยม เพื่อหาทางให้ธุรกิจอยู่ต่อได้ในตลาด และแม้ว่าคุณมีสินค้า หรือ บริการที่มี “ความเฉพาะ” แปลก แหวกกระแส แต่แผนสำรองก็ยังจำเป็นเช่นกัน
  1. รู้เขา รู้เรา รู้จักลูกค้า
  • “ลูกค้าคือพระเจ้า” เพราะการรู้จัก – เข้าใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้การวิเคราะห์และวางแผนธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เช่น วางจุดจำหน่าย โฆษณา แพคเกจจิ้ง หรือ การพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการลูกค้ามากขึ้น
  1. คุมทีมเป็น จัดการเป็นระบบ
  • การที่ธุรกิจจะไปได้ดี ต้องมีทีมงานที่ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อจะเป็นนายคนและนายตัวเอง ย่อมต้องวางแผนจัดการเป็นระบบ รู้จักประเมินสถานการณ์ จัดการกับคู่ค้า รวมถึงบริหารด้านต่างๆ ในบริษัทให้ดี
  1. เข้าใจถ่องแท้ในแผนธุรกิจของตัวเอง
  • แผนธุรกิจเป็นตัวกำหนดเป้าหมายและการจะไปให้ถึง ว่าควรตั้งต้นอย่างไร ด้วยกลยุทธ์อะไร กำไร หรือ การเติบโตเท่าใดที่ต้องการ ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องรู้และเข้าใจถ่องแท้ เพราะการวางแผนธุรกิจก็เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรกถ้าติดถูกที่ถูกทาง กระดุมเม็ดต่อไปก็ย่อมราบรื่น ซึ่งสามารถหาความรู้เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง ผ่านคอร์สเรียนต่างๆ หรือ หมั่นศึกษา Case Study ต่างๆ ทางธุรกิจที่เหมาะสมกับคุณเพื่อนำมาประยุกต์ให้เข้ากัน

Content_Fake-News_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2019

น้ำมะนาวโซดารักษามะเร็ง, ไทยมีน้ำมันดิบมากกว่าซาอุฯ, กัญชายาครอบจักรวาล, รังสีไมโครเวฟทำให้เกิดมะเร็ง ฯลฯ เชื่อว่าข้อความเหล่านี้คงเคยผ่านตาทุกท่านบนโซเชียลมีเดียมาแล้ว และแม้มีการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้แล้วว่า “ไม่จริง” แต่ยังมีคนแชร์ต่อไม่ลดละ

 

การแชร์ข่าวปลอมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมานาน สมัยก่อนเกิดในรูปแบบฟอร์เวิร์ดเมล์ ก่อนปรับรูปแบบมาทางเฟซบุ๊ก ไลน์ มีการเติมวลีต่างๆ ผสมข้อเท็จจริงหรือภาพตัดต่อ ซึ่งในไทยมักปรากฏโดยมีคำว่า “ข่าวด่วน” “ลับสุดยอด” “แชทลับ” “เตือนภัย” “แฉเบื้องลึก” “ความจริงที่ไม่เคยบอก” “เปิดหลักฐานปล้นประเทศ” ฯลฯ ผสมอยู่เพื่อดึงความสนใจ สร้างความรู้สึกร่วม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนข้อมูล 3 ประเภท

  1. อ้างข้อมูลเคล็ดลับสุขภาพ ผู้แชร์ส่วนใหญ่มักมีเจตนาที่ดีแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ข้อมูลลักษณะนี้จึงมักไปสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับแพทย์ พยาบาล เพราะผู้รับสารบางท่านเลือกเชื่อข้อมูลจริงจังจนนำไปโต้แย้ง รวมถึงไม่ยอมรับวิธีรักษาที่ถูกต้องทางการแพทย์ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งมีอุทาหรณ์ให้เห็นมากมาย
  2. การตัดต่อภาพเนื้อหาทางการเมือง ศาสนา ความเชื่อ สร้างความเข้าใจผิด ยั่วยุ สร้างความเกลียดชัง พบมากในยุคที่มีการปะทะเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองสูงช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยังดีที่ทุกวันนี้ภาครัฐมีนโยบายควบคุมเข้มงวดจริงจัง ผ่านการก่อตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ทำให้ปริมาณเริ่มเบาบางลง แต่ก็ยังพบเห็นได้อยู่
  3. ฉวยโอกาส สร้างความตระหนก หรือ หาผลประโยชน์ จากผลกระทบของภัยพิบัติ หรือ เหตุการณ์ในกระแสสังคม

 

จากข้อมูลที่ปรากฏ พบได้ว่าการแชร์ข่าวปลอมข้างต้นส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย หรือ คนที่มีวัยวุฒิสูง โดยเฉพาะวัยเกษียณที่รวมตัวเป็นไลน์กรุ๊ปบนความเชื่อเดียวกัน มักกลายเป็นเหยื่อของการส่งต่อข้อมูลที่ได้รับทันที หรือ ขาดการไตร่ตรองที่ดี เพราะบางท่านอาจรู้สึกว่าการได้ส่งข้อมูลลักษณะเชื่อได้ว่า “ลับ ด่วน ลึก” จะทำให้ตัวเองดูเป็นคนอินเทรนด์ที่เข้าถึงข้อมูลได้เร็วก่อนใคร

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากงานวิจัยของ New York University และ Princeton Universityที่เคยเผยแพร่ผ่านวารสาร Science Advances ว่ากลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมแชร์ข่าวปลอมถึง 11% เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 18-29 ปีที่มีสัดส่วนเพียง 3% ทั้งยังมีความถี่ในการแชร์ข่าวปลอมมากกว่ากลุ่มอายุ 45-65 ปีถึง 2 เท่าตัว และมากกว่ากลุ่มคนในวัย 18-29 ปีถึงเกือบ 7 เท่าตัว

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ การแชร์ของกลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้นำความคิดที่ได้รับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม หรือ สังคมนั้นจะเป็นเสมือน “การช่วยประทับตราความน่าเชื่อ” ส่งผลให้เจ้าตัวกลายเป็นแม่ข่ายที่กระจายแชร์ลูกโซ่ด้านข้อมูลผิดๆ ออกไปโดยไม่สิ้นสุดอย่างไม่รู้ตัว นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การแชร์ข่าวปลอมโดยเฉพาะเกี่ยวกับเคล็ดลับ แฉเบื้องลึกต่างๆ จึงยังไม่ลดลงเสียที

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข่าวปลอม เกิดจากคนสูงวัยเพียงกลุ่มเดียว เพราะหลายครั้งข่าวปลอมเกี่ยวกับบันเทิง กีฬา การเมือง ก็เกิดจากการปล่อยข่าวปั่นกระแสในกลุ่มคนวัยอื่นด้วย เรียกได้ว่าเกิดตามความสนใจแต่ละช่วงวัยนั่นเอง สามารถแบ่งกว้างๆ ดังนี้

 

กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 22 – 55 ปี มักเผชิญกับข่าวปลอมที่มาในลักษณะการสร้างแรงบันดาลใจความสำเร็จ สิทธิประโยชน์ และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อสังคม อาทิ การแชร์คำคมที่ตูน บอดี้สแลม และโจอี้บอยไม่เคยกล่าว การตัดต่อบิดเบือนข่าวการเมือง นโยบายรัฐ เอกสารราชการ กรณีตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก วิธีสร้างรายได้ที่แฝงมากับแชร์ลูกโซ่ การแชร์เตือนแอปหน้าแก่ FaceApp ขโมยดูดข้อมูล รวมถึงปล่อยข่าวลือไวรัส โรคระบาดต่างๆ ซึ่งปัญหากลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่มสูงวัยนั่นคือ การแชร์ของผู้นำความคิดมีผลมาก

 

กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 22 ปี มักเผชิญข่าวปลอมลักษณะข่าวลือดารา เน็ตไอดอล การหลอกลวงสร้างตัวตนของผู้ไม่หวังดี การโฆษณาเกินจริง รวมถึงข่าวปล่อยเพื่อความสนุกส่วนตัวลักษณะที่เป็น Cyber Bully ฯลฯ

 

ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูล อย่าเพิ่งรีบเชื่อ ควรตั้งคำถาม ตรวจสอบที่มาให้ถี่ถ้วนก่อนแชร์ ซึ่งสามารถหาข้อมูลอ้างอิงความถูกต้องได้มากมายบนอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องรีบส่งต่อเสมอไป เพราะการแสดงตนว่ารู้เร็ว รู้ก่อน หรือ จะแชร์ด้วยความหวังดี อาจทำให้กลายเป็น “ท้าวแชร์ข่าวปลอม” โดยไม่รู้ตัว

 


_โยคะเย็น.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2019

 

นั่งรถ คีย์งาน จ้องคอมฯ ทั้งวัน ความปวดเมื่อยล้าก็สะสม จะดีกว่าไหม หากก่อนนอนหรือก่อนอาบน้ำ เรามาคลายกล้ามเนื้อ ด้วยท่าโยคะง่าย ๆ โดยเริ่มจากท่าพับตัว เพื่อแก้ปวดหลังส่วนล่างและช่วงเอว อันสะสมจากการนั่งนาน ระหว่างการพับตัวให้นึกเสมอว่า ต้องพับจากข้อสะโพกไม่ใช่โค้งหลังลง ต่อด้วยท่าแมว เพื่อลดการตึงไหล่และเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง จากนั้นท่าเด็ก เพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง และผ่อนคลายไหล่อีกครั้ง เสร็จแล้วใช้ท่างอเข่าชิดอก เพื่อไล่ลม แก๊ส ในช่องท้อง และกระตุ้นเส้นประสาท สุดท้ายด้วย ท่าศพปล่อยวางทุกอย่างก่อนนอนเพื่อเริ่มวันใหม่พรุ่งนี้

 

เกร็ดน่ารู้ : ควรปรับให้ลมหายใจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่า เช่น ก้มตัวหายใจออก ยืดตัวขึ้นหายใจเข้า เพื่อเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึกและให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกาย เอาใจไปกำหนดทุกจุดสัมผัสของร่างกาย พร้อมผ่อนลมหายใจให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดการเกร็งกล้ามเนื้อคู่กันไป จะรู้สึกได้ว่าแต่ละจุดของร่างกายเราเบาขึ้น

 ทั้งนี้ขอขอบคุณ ครูโยคะ : พัณณ์ชิตา

 


_โยคะสุริยนมัสการ.jpg

kinyupen_adminNovember 5, 2019

 

เชื่อว่าทุกคนคงต่างอยากออกกำลังตอนเช้า เพื่อกระตุ้นพลัง แต่เวลาน้อย วันนี้กินอยู่เป็น ขอแนะนำวิธีกระตุ้นพลังยามเช้าด้วยโยคะ ท่า “สุริยนมัสการ” เพราะเป็นท่าเดียวที่จะช่วยบริหารร่างกายหลายๆ ส่วนไปพร้อมกันอย่างสมดุล ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า ทั้งยังกระตุ้นให้เลือดไหลเวียน เพื่อพร้อมเข้าสู่วันใหม่ โดยระยะเวลาบริหารสามารถทำได้เท่าที่พร้อมและสะดวก

เกร็ดน่ารู้ : สุริยนมัสการ A (ตามคลิป)ประกอบด้วย 12 ท่าย่อย ควรปรับให้ลมหายใจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่า เช่น ก้มตัวหายใจออก ยืดตัวขึ้นหายใจเข้า เพื่อเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึก และให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกาย เสมือนการฝึกสมาธิไปพร้อมกัน

 ทั้งนี้ขอขอบคุณ ครูโยคะ : พัณณ์ชิตา


Content_กามนิต_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 5, 2019

ข้อน่าคิด จากกามนิต-วาสิฏฐี

  1. ต้นฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน หาใช่ภาษาอินเดีย หรือไทย
  2. นิยายอิงหลักคำสอนพุทธศาสนา โดยผู้แต่งชาวเดนมาร์ก
  3. พระพุทธเจ้าให้บทเรียนสอนหญิง และสอนชายในเรื่องของ การหลุดพ้นที่ต่างกัน
  4. “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนหญิงผ่านวาสิฏฐี
  5. “สวรรค์ – นรกไม่ใช่หนทางสู่ความหลุดพ้น แต่จริงแท้ คือนิพพาน” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนชาย ผ่านกามนิต
  6. บุคคลในนิยายที่มีอยู่จริง คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระสารีบุตร และองคุลีมาล
  7. เหตุการณ์ในเรื่องอิงพุทธประวัติตอนปลาย

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในหนังสือกามนิต -วาสิฏฐี ที่เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินหรือรู้สึกคุ้นเคย

กามนิต-วาสิฏฐี เป็นวรรณกรรมอิงหลักคำสอนพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ต้นฉบับแต่งเป็นภาษาเยอรมันโดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2449 และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473

เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 45 บท แบ่งเป็นภาคบนดิน-ภาคสวรรค์ โดยภาคบนดิน เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงราชคฤห์ และได้พบกับกามนิตที่บ้านช่างปั้นหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินเรื่อง อันเริ่มจากบทสนทนาที่เป็นเรื่องราวความรัก ระหว่างกามนิตกับวาสิฏฐี จนถึงเป้าหมายการเดินทาง ของกามนิตที่ต้องการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าในเรื่องของการหลุดพ้น หากท้ายสุดแล้วแม้กามนิตจะได้รับข้อธรรมแต่ก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่คาดคิดว่าผู้ที่ตนสนทนา คือ พระพุทธเจ้า ทั้งข้อธรรมนั้นขัดกับความเชื่อ และความเข้าใจของตนเอง

ภาคสวรรค์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากวาสิฏฐีที่เสมือนจิ๊กซอว์เห็นแง่มุมคิดอีกด้าน ทั้งยังสะท้อนหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ทำไมถึงมุ่งสอนให้คน “ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมุ่งสู่นิพพาน”

สุดท้าย ขอสรุปใจความหลัก ๆ ของกามนิต -วาสิฏฐี เผื่อนำไปปรับใช้ได้ อย่างแรก คือ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะทุกคนเมื่อมีรักมักมีความคาดหวัง และทุกอย่างในชีวิตมักไม่เป็นไปตามคาด ความทุกข์ก็ย่อมตามติด

ประการต่อมา “สุดท้ายแล้ว สวรรค์นรกไม่ใช่จุดหมาย แต่นิพพานคือที่สุด”  โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ให้ความหมายของนิพพานว่า เป็นการเย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสทั้งหมดเย็นสนิท จึงจะเรียกว่า “นิพพาน” เปรียบเสมือนชีวิตจริงของเราคือ หากเรามีกิเลสเหล่านี้ ตัวเราก็จะมีแต่ความรุ่มร้อน  ชีวิตไม่มีความสุข หากเราปล่อยวางลงได้ ทุกอย่างก็จะสงบลง จิตใจของเราก็จะคิดแต่สิ่งดี ๆ และ เรื่องดี ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_4-101162.jpg

kinyupen_adminNovember 4, 2019

บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศีทุกสัปดาห์โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ตรวจสอบดวงชะตา ระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน – 10 พฤศจิกายน 2562 ชะตาแต่ละราศีจะเป็นอย่างไร รุ่งหรือร่วงมาลุ้นกัน….

 

ราศีเมษ

ช่วงนี้ชาวราศีเมษ เนื่องจากดวงงานอยู่ในภพอริ ทำให้ต้องประสบภาวะงานเหนื่อยหนักมากขึ้นกว่าเดิม ขาดการสนับสนุนที่ดีจากคนรอบข้าง แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ ด้วยความพยายามของตนเอง

การงาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องเหนื่อยจากภาระงานที่ได้รับมอบหมาย คิดบวกให้มากเพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน

การเงิน ช่วงนี้รายจ่ายยังคงสูงมากกว่ารายรับ มีเกณฑ์จะถูกขอหยิบยืมเงินจากบุคคลใกล้ตัว ดังนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบ

ความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก ราบรื่นดีไร้ปัญหา อยู่ในช่วงคนรักเอาใจสุดๆ ทำอะไรดูน่ารัก น่าเอ็นดู

สุขภาพให้ระวังอาการปวดเมื่อยตามบริเวณต้นขา และหลัง ต้องหมั่นออกกำลังกาย

สีนำโชค ชมพู

สีไม่ควรใช้ แดง เขียว

ไพ่บอกอยากเพิ่ม มีเกณฑ์ได้ลาภจากการเดินทางไกล

 

ราศีพฤษภ

เนื่องจากดาวพฤหัสบดีเริ่มขยับ ส่งอิทธิพลให้ชาวราศีพฤษภ สถานการณ์เรื่องเงินดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาแต่อย่าพึ่งชะล่าใจไป เพราะว่าการเงินพึ่งฟื้นตัว

การงาน ดวงการงานช่วงนี้ดี มีเกณฑ์ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ถ้าเป็นงานติดต่อต่างประเทศจะได้รับผลตอบรับดี

การเงิน มีภาระในการรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ถือว่าดีกว่าสัปดาห์ก่อน ที่ค่าใช้จ่ายเข้าขั้นติดลบ

ความรัก ความสัมพันธ์ของคนมีคู่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีความเข้าใจ ช่วยเหลืออุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน คนโสดมีเกณฑ์ได้เจอเนื้อคู่เร็ว ๆ นี้

สุขภาพ ให้ระวังเรื่องอาการปวดศีรษะ จากโรคไมเกรน

สีนำโชค ดำ ม่วง

สีไม่ควรใช้ แดง

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ให้มีสติและคิดให้รอบคอบในการทำงานอยู่เสมอ

 

ราศีเมถุน

ช่วงนี้ชาวราศีเมถุนดวงเรื่องงานจะดีมาก ประสบความสำเร็จ มีคนคอยช่วยเหลืออุปถัมภ์ แต่ให้ระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูงอยู่

การงาน ประสบความสำเร็จโดยง่ายดาย ติดต่อสื่อสารงาน เจรจา ได้ผลตอบรับดีเกินคาด

การเงิน ในช่วงนี้ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร ให้ใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง

ความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนรักราบรื่นดี ไร้อุปสรรค ส่วนคนโสดมีเกณฑ์จะพบเนื้อคู่

สุขภาพ ให้ระวังเรื่องอาการป่วยโรคไข้หวัด

สีนำโชค ดำ แดง

สีไม่ดี เหลือง

ไพ่อยากบอกเพิ่ม งานที่ทำอยู่ขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี

 

ราศีกรกฎ

ช่วงนี้ชาวราศีกรกฎมีเกณฑ์ประสบอุบัติเหตุหกล้ม บริเวณขา หัวเข่าจะได้รับอาการบาดเจ็บให้ระมัดระวัง

การงาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี หากจะให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ควรทำบุญเพื่อส่งเสริมดวงชะตา

การเงิน ไร้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย มีเงินใช้อย่างไม่ขาดมือ หากมีแพลนจะซื้อสิ่งของหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ให้รีบซื้อ จะได้ของดี

ความรัก ช่วงนี้พูดให้น้อยลง ฟังคนรักมากขึ้นจะดีกว่า รู้สึกว่าอะไรยอมได้ ควรยอมเพื่อประคองความสัมพันธ์ให้อยู่ต่อไปได้

สุขภาพ ให้ระมัดระวังอาการบาดเจ็บบริเวณขา และหัวเข่า จากการหกล้ม

สีนำโชค แดง เขียว

สีไม่ควรใช้ ดำ ชมพู ขาว

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ควรไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะอาจเสี่ยงเป็นลมหน้ามืดโดยไม่รู้ตัว

 

ราศีสิงห์

ช่วงนี้ชาวราศีสิงห์ ดวงเด่นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์หวานชื่น การเงินเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน

การงาน ช่วงนี้ต้องออกสังคมให้มาก การพบเจอผู้คนจะทำให้เรามีศักยภาพมากขึ้น ขยันอดทน

การเงิน ดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ความรัก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ราบรื่นไร้ปัญหา

สุขภาพ ก็ให้ระวังเกี่ยวกับเรื่องปวดท้อง ถ้าเป็นผู้หญิงให้ระวังมดลูก ผู้ชายระวังเรื่องอวัยวะเพศ

สีนำโชค ฟ้า น้ำเงิน แดง

สีไม่ควรใช้ ม่วง แสด

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ระวังถูกหลอกถูกโกง ไปทำบุญที่ไหนให้ไปแก้บน

 

ราศีกันย์

ช่วงนี้ชาวราศีกันย์จะขยันมากผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่หากมากเกินจนจัดลำดับความสำคัญไม่ได้ ก็ทำให้งานชิ้นนั้นไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

การงาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีโอกาสก้าวหน้า เพราะมีผู้ใหญ่ช่วยเหลืออุปถัมภ์

การเงิน อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีโชคลาภ

ความรัก ราบรื่น ไร้อุปสรรค มีเกณฑ์จะออกเดินทางไกลด้วยกัน

สุขภาพ ให้ระวังอาการปวดท้องจากอาหารเป็นพิษ และโรคกระเพาะอาหาร

สีนำโชค ชมพู เหลือง

สีไม่ควรใช้ ดำ ส้ม

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ถ้ามีเวลาให้ไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะได้มีโชคลาภ

 

ราศีตุลย์

ช่วงนี้ชาวราศีตุลย์ ดวงจะเด่นเรื่องการงานอยู่ในช่วงรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ

การงาน ช่วงนี้การติดต่อเจรจาเรื่องงานดี มีความขยันตั้งใจให้งานประสบความสำเร็จ

การเงิน รายจ่ายมากกว่ารายรับ การเงินยังคงติดลบ

ความรัก ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด สถานะไม่ชัดเจน เนื่องจากเรายังไม่ค่อยเปิดใจรับฟัง

สุขภาพ อยู่ในเกณฑ์ปกติไร้ปัญหา

สีนำโชค ดำ ม่วง

สีไม่ควรใช้ ชมพู ฟ้า น้ำเงิน

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ถ้ามีการเดินทางต่างประเทศให้ระวังของมีค่าหาย หาไม่เจอ ระวังพลัดหลงเพื่อนฝูง

 

ราศีพิจิก

ช่วงนี้ชาวราศีพิจิก มีเกณฑ์สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้ภาระงานที่รับผิดชอบล่าช้ากว่าเดิม ต้องขยัน

การงาน อย่าไปยุ่งเรื่องของเพื่อนร่วมงานคนอื่นมากนัก ให้ตั้งใจทำงาน ใส่ใจในสิ่งที่รับผิดชอบอยู่ในขณะนั้น

การเงิน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้น มีผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยเหลืออุปถัมภ์

ความรัก อย่าไปยอมคนรักมากช่วงนี้ มีอะไรอย่าไปเล่าให้ฟังหมด ทำตัวเองให้มีคุณค่าพอ ไม่ต้องไปยอมเขา

สุขภาพ ให้ระวังอาการปวดศีรษะ จากโรคไมเกรน และอาการปวดเมื่อยตามบริเวณขาและหัวเข่า

สีนำโชค ชมพู แสด ม่วง

สีไม่ควรใช้ ฟ้า

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ต้องไปทำบุญเพิ่ม มีบรรพบุรุษมาขอส่วนบุญ งานเริ่มโอเคดีขึ้น ให้ดูแลเรื่องสุขภาพ

 

ราศีธนู

ช่วงนี้ชาวราศีธนู เนื่องจากโดนดาวราหูทับในเรือนความรัก ทำให้สถานะ ระหว่างคนรักของคุณตอนนี้ อย่าไปคาดหวังอะไรมาก ให้มองโลกแห่งความเป็นจริง

การงาน ช่วงนี้ขยันขึ้น ทำชิ้นงานได้มากขึ้นกว่าเดิม มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ การติดต่อเจรจาได้ผลดีมาก

การเงิน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จะได้โชคลาภหลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใกล้ตัว เพื่อนสนิท ผู้ใหญ่ และลาภจากการเสี่ยงดวง

ความรัก ให้มองความรักในมุมของผู้ใหญ่ อย่าไปคาดหวังอะไรให้มากนัก

สุขภาพ ให้ระวังอาการปวดหลัง ห้ามยกของหนัก ต้องออกกำลังกายให้ดี เพื่อลดความเครียด

สีนำโชค เหลือง

สีที่ไม่ควรใช้ ฟ้า น้ำเงิน

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ให้ไปทำบุญกับเจ้ากรรมนายเวร สัมภเวสี อะไรที่นึกไม่ออก ไปอาบน้ำมนต์ด้วยก็ดี

 

ราศีมังกร

ช่วงนี้ชาวราศีมังกร การติดต่อเจรจาด้านธุรกิจหรือหน้าที่การงาน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

การงาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ราบรื่น ไร้ปัญหา อุปสรรค

การเงิน รายจ่ายยังคงสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นติดลบ มีโชคลาภนิดหน่อย

ความรัก  ด้านความรักยังคงไปได้เรื่อย ๆ คือ ต้องมีเหตุผลมากกว่านี้ อย่าใช้อารมณ์ ราศีมังกรเป็นคนเครียด เจ้าคิดเจ้าแค้น ใช้อารมณ์

สุขภาพ ให้ระวังอาการปวดศีรษะ จากโรคไมเกรน

สีนำโชค เหลือง ขาว

สีไม่ควรใช้ ดำ ม่วง

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ช่วงนี้ความรักกับแฟนนิสัยจะเป็นเด็ก คุยกันไม่รู้เรื่อง ไร้สติ ไม่มีอะไร เขางอแงไปงั้นอยากให้เราเอาใจ

 

ราศีกุมภ์

ช่วงนี้ชาวราศีกุมภ์ จะมีปัญหาในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ที่ใจร้อน ขี้หงุดหงิดง่าย ให้ระมัดระวัง ต้องทำใจให้ดี ค่อยๆแก้ไป

การงาน ยังต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคด้านการทำงาน

การเงิน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีโชคลาภ

ความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนรักราบรื่น ไร้อุปสรรค สามารถให้คำปรึกษาเรื่องงานได้ดี

สุขภาพ ให้ระวังเรื่องอาการปวดเมื่อยบริเวณขา เข่า

 สีนำโชค ชมพู ฟ้า น้ำเงิน

 สีที่ไม่ควรใช้ ดำ เทา

 ไพ่อยากบอกเพิ่ม ช่วงนี้ให้เก็บเนื้อเก็บตัว จะได้ไม่มีปัญหากับคนมากนัก เพราะอารมณ์ไม่ค่อยดี ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ เก็บตัวจะดูน่ารักกว่า

 

ราศีมีน

ช่วงนี้ชาวราศีมีน ดวงเรื่องงานจะมีความก้าวหน้า ดำเนินไปในทิศทางบวก

การงาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีผู้ใหญ่ช่วยเหลืออุปถัมภ์ดี และงานใหม่ ๆ เข้ามา

การเงิน ก็ยังมีรายจ่ายสูงอยู่ ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่าย ที่หมดไปกับการซ่อมแซมบ้านและรถ

ความรัก ความสัมพันธ์กับคนรักดำเนินไปด้วยความสดใส มีเกณฑ์จะได้โชคลาภจากคนรัก

สุขภาพ ให้ระมัดระวังโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะอาการกรดไหลย้อน

สีนำโชค เหลือง ดำ

สีไม่ควรใช้ แดง

ไพ่อยากบอกเพิ่ม ช่วงนี้ทำใจให้สบาย ๆ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องงานมากนัก

 

#เช็คดวงแบบ เอ็กซ์คลูซีฟกับอาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ต่อได้ที่ : 081-838-9816

 

 

 


Content_ปิดทองพระ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 2, 2019

 

เวลาเราไปทำบุญไหว้พระที่วัด สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะรู้สึกขาดไม่ได้ คือ ปิดทององค์พระพุทธเพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกปิดตามความเชื่อ หรือปิดที่พระโอษฐ์(ปาก) หวังผลด้านเจรจา เช่นปิดที่ชานุ (หัวเข่า) หวังหายปวด แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่า มีเคล็ดความเชื่อของตำแหน่งปิดทองที่สัมพันธ์กับวันเกิด หรือการปิดทองแต่ละตำแหน่งช่วยส่งเสริมเรื่องต่าง ๆอย่างไร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจคนชอบเข้าวัดไหว้พระทำบุญในช่วงวันหยุด ด้วย 9 ตำแหน่งปิดทองตามวันเกิด เพื่อให้เกิดมงคลกับชีวิตด้านต่าง ๆ

 

ปิดทองพระ

คำว่าปิดทององค์พระพุทธรูปนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการทำบุญอันสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ปิดทองพระ ไม่ว่าเกิดชาติภพใด จะมีผิวพรรณ ผ่องใส งดงาม สะดุดตาต่อผู้พบเห็น

 

ตำแหน่งปิดทองพระ ของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน

วันอาทิตย์

จุดเด่น : วันแห่งปัญญา ความก้าวหน้า ความเป็นผู้นำ และพลังแห่งความสำเร็จ

ตำแหน่ง : เศียรพระ (ศีรษะ) จะส่งเสริมชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีพลังทางความคิด สติความจำเป็นเลิศ พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง

บทสวด : นะ โม พุท ธา ยะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันจันทร์

จุดเด่น : วันแห่งความเมตตา ความมีเสน่ห์

ตำแหน่ง: พระพักตร์ (ใบหน้า) ช่วยในเรื่องของความมีเสน่ห์เป็นที่รักต่อผู้พบเห็น ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้สวยงาม

บทสวด : พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันอังคาร

จุดเด่น : วันแห่งความเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ปกครองเด็ดขาด ฉับไว ไหวพริบดี

ตำแหน่ง : พระอุระ (หน้าอก) ช่วยให้มีสง่าราศี เป็นที่รักใคร่เมตตา มีสุขภาพแข็งแรง ทำการใดก็ประสบความสำเร็จ

บทสวด : พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางวัน)

จุดเด่น : วันแห่งการเจราจา มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล แก้ไขสถานการณ์ฉับไว

ตำแหน่ง : พระอุทร (ท้อง) ช่วยเรื่องค้าขาย  ดึงดูดโชคลาภ

บทสวด : นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางคืน)

จุดเด่น : วันแห่งสติปัญญา สมองปราดเปรื่อง กล้าหาญเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์

ตำแหน่ง : พระบาท (เท้า) ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงก้าวหน้า อุดมด้วยทรัพย์สมบัติ

บทสวด : พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพฤหัสบดี

จุดเด่น : วันแห่งความเพียบพร้อม ฐานะมั่นคง

ตำแหน่ง : พระนาภี (สะดือ) : เชื่อว่าจะมีความมั่งคั่ง สุขสบาย เป็นที่ดึงดูดบริวาร โชคลาภ ความสำเร็จ

บทสวด : วิริยบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันศุกร์

จุดเด่น : วันแห่งภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ตำแหน่ง : พระหัตถ์ (มือ) : ส่งเสริมชีวิตให้มั่งมี ศรีสุข หยิบจับเป็นเงินเป็นทอง มีอำนาจ บารมี ผู้คนเคารพยำเกรง

บทสวด : พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันเสาร์

จุดเด่น : วันแห่งความศรัทธา ความหวัง มีเป้าหมายชัดเจนน่าเชื่อถือ

ตำแหน่ง : หลังองค์พระพุทธรูป ช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ได้รับการปกป้องคุ้มกันภัย

บทสวด : วันทามิพุทธัง วันทามิธัมมัง วันทามิสังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพระ (กรณีผู้เกิดตรงกับวันพระ) ดาวพระเกตุ

จุดเด่น : วันแห่งผู้รู้ มีปัญญา สามารถสร้างความศรัทธา ความเชื่อถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ผู้คน

ตำแหน่ง : ฐานรององค์พระพุทธรูป ส่งเสริมหน้าที่การงานให้มั่นคง มีคนเกื้อหนุนค้ำจุน

บทสวด :  ธะนังโภคัง นะนังโภคัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

การปิดทองตำแหน่งต่างๆ ที่องค์พระพุทธรูป ถือเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากความศรัทธาและความเชื่อ โดยกุศโลบายของพุทธศาสนิกชนในการปิดทองที่องค์พระก็เพื่อรักษาผิวขององค์พระพุทธรูปไว้ไม่ให้ผุกร่อนตามกาลเวลา และด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ผลบุญอานิสงส์จากการปิดทองพระทั่วทั้งองค์ ร่วมด้วยความมานะ อุตสาหะ ก็จะยังเหตุให้สมควรแก่ผลให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก https://www.thaijobsgov.com/jobs/25771

Horoscope ปิดทองส่งเสริมพลังชีวิตตามวันเกิด โดย อาจารย์ เดียร์ ปานชีวา

 


Content_เช็คสุขภาพการเงิน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

เชื่อว่าใครหลายคนอาจมีความคิด และมีความเข้าใจทางการเงินแบบผิด ๆ ซึ่งอาจทำให้ชีวิตเราพังหรือล้มเหลวได้ง่าย ๆ งั้นมาลองสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมการใช้เงินของเรากันดีกว่า ว่าระบบการเงินของเราอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งอาจนำพาตัวเองเผชิญความล้มเหลวทางการเงินโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านมาลองตรวจสอบสุขภาพทางการเงินกันสักเล็กน้อย เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องมีภาระรายรับ และร่ายจ่ายในแต่ละเดือน ที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัส ประกอบกับค่าครองชีพในตอนนี้ที่สูงขึ้น สูงขึ้น และ สูงขึ้น สุดท้ายเราจะเหลือเงินเก็บในแต่ละเดือนหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย มนุษย์เงินเดือนบางคนคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ประทังชีวิตไปได้วันต่อวัน หรือเดือนต่อเดือนก็พอแล้ว โดยที่ไม่ได้มองการณ์ไกลหรือคำนึงถึงอนาคตเลย

 

แล้วหากวันหนึ่ง เรานำพาตัวเองเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทางการเงินโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน ควรทำอย่างไร? ลองมาสำรวจพฤติกรรมของเรากันดีกว่า ถ้าเป็นไปตามที่ระบุไว้ นั่นหมายความว่า เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ก่อนปัญหาจะถาโถมจนแบกรับไม่ไหว โดยสังเกตจากวิธีดังต่อไปนี้

 

1.รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันเรามีเงินสด ทรัพย์สินอื่นๆ และหนี้สินอยู่จำนวนเท่าใด ? ลองกลับไปสำรวจข้อนี้ดูก่อน หากเราหาคำตอบข้อนี้ไม่ได้ หมายความว่าอยู่ในภาวะที่เสี่ยงมาก เพราะหนี้สินก็ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไร เงินทองทรัพย์สินที่ตัวเองมีก็ยังไม่รู้อีก มันอาจจะทำให้เราตกหลุมพรางความโลภ หรือความปรารถนาถึงสิ่งที่อยากได้อยากมี สินค้าใดก็ตามที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าเรากะทันหัน หากห้ามใจไว้ไม่ได้ หรือไม่ได้เป็นคนวางแผนในการใช้จ่ายเงิน เงินเราจะไหลออกไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็ใช้เงินจนหมุนกันไม่ทันเสียแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ นำรายได้ และรายจ่าย หนี้ เอาออกมากางให้หมด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง

2.ออมเงินสม่ำเสมอหรือไม่ ? หากตอบว่า…ไม่เคยออมเงิน” หมายความว่า ชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่ามีเงิน และสิ่งที่ต้องจ่ายอยู่ในครอบครองเท่าไร แถมยังไม่มีเงินออมอีก อย่างนี้ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินต้องจ่ายเงิน จะเจอปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง หยิบยืมชาวบ้านมาใช้แน่ ๆ

3.ทำอย่างไรกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ? หากตอบว่า..มีอะไรก็จ่าย ๆ ไป ไม่จำเป็นต้องกำหนดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย แสดงว่าเสี่ยงมีโอกาสพบเจอทางตันและความล้มเหลวทางด้านการเงินอย่างรุนแรง ฉะนั้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ บันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวเราเอง ได้เรียนรู้ว่าอะไรควรจ่าย อะไรควรประหยัด

4.มีวิธีเลือกซื้อสินค้าหรือบริการอย่างไร ? หากตอบว่า..เห็นก็ซื้อได้ทันที ถูกใจก็ซื้อทันที แสดงว่าเราใช้เงินเข้าข่ายอันตรายมาก ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีที่สุด คิดและมีเหตุผลในการซื้อสินค้าทุก ๆ ครั้ง

5.หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะมีเงินสำรองหรือไม่ ? ยกตัวอย่างเช่นถูกเลิกจ้าง ประสบอุบัติเหตุ ป่วยจนไม่สามารถทำงานต่อได้ เราจะมีเงินสำรองใช้เลี้ยงชีพหรือไม่ ถ้ามีจะใช้ได้นานที่สุดเป็นระยะเวลาเท่าใด หากตอบว่า ประมาณ 3 เดือน ถือว่าการเงินของเราเข้าข่ายอันตรายมาก ๆ หากไม่วางแผนจัดการเงินดี ๆ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้กับชีวิตเรา

ลองสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของเราดู ตอบตัวเองให้ได้ว่า การใช้จ่ายเงินของเรานั้นเข้าข่ายล้มเหลวแล้วหรือยัง? หากพบว่ายังมีข้อผิดพลาด ควรรีบปรับปรุงและแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ เพื่ออนาคตเราจะได้มีเงินใช้ในยามจำเป็น ไม่ลำบาก และชีวิตจะได้อยู่อย่างสุขสบายยามแก่เฒ่า ไม่เป็นภาระญาติมิตร ลูกหลาน และตัวเองด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


Content_น้ำพริกกะปิ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

น้ำพริกกะปิ เคล็ดลับ ทำอร่อย

น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่อยู่คู่สำรับอาหารไทยมาช้านาน เป็นเมนูประจำที่ต้องมีติดบ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ในแต่ละภูมิภาค แต่ละบ้านมีความชอบแตกต่างกันไป แต่สุดแล้วเมนูขวัญใจของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นน้ำพริกกะปิ เคยสงสัยหรือไม่ว่า น้ำพริกกะปิ ต้องปรุงรสอย่างไรให้อร่อย มีกลิ่นหอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวกคนชอบรับประทานน้ำพริก เมนูง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์ อร่อยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

 

อิ่ม อร่อยฉบับครัวไทย

หากถามถึงประโยชน์ของน้ำพริกกะปิต้องเริ่มจากวัตถุดิบตัวชูโรงหลักนั่นคือ กะปิ หากนำมาปรุงรสรวมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในครัว เช่น พริก กระเทียม มะอึก มะนาว น้ำตาลปี๊บ เราสามารถแปลงโฉมให้กะปิธรรมดากลายเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางอาหาร

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่ากะปิ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ เคย มีแคลเซียมสูงมาก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน การรับประทานกะปิในแต่ละครั้งเท่ากับเราทานสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัว ทำให้ได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนไปแบบเต็ม ๆ

นอกจากประโยชน์ที่ได้จากกะปิแล้ว ยังมีกระเทียมที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และ พริก ตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่าง ผักชนิดต่าง ๆ ที่ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่

 

เล่าถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกกะปิกันขนาดนี้แล้ว มาเข้าสู่ขั้นตอนการทำตามสไตล์กินอยู่เป็นกัน

เมนูน้ำพริกกะปิไม่ใช่เมนูที่ทำยาก สามารถเลือกหาวัตถุดิบใกล้ตัวจากห้องครัว หรือตลาดนัดทั่วไป คือ กะปิ กระเทียม มะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะเขือพวง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีทำ ดังต่อไปนี้

1.โขลก – นำกระเทียม พริก กะปิ มาโขลกจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำมะอึกที่เตรียมไว้มาขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาดผ่าครึ่งซีกซอยตามยาว หลังจากนั้นใส่กุ้งแห้งตำพอแหลกเล็กน้อย

เคล็ดไม่ลับ ใช้ใบตองห่อกะปิแล้วนำไปเผาไฟอ่อนๆ ช่วยให้กะปิมีกลิ่นหอม เลือกใส่น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทรายเพราะจะทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นอร่อยกว่า และการที่ใส่มะอึกจะช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวของน้ำพริกกะปิ และทำให้เกิดกลิ่นหอม

2.ปรุงรส – ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสอีกครั้งโดยยึดหลักให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม หวาน เผ็ด หรือแล้วแต่รสชาติที่ชอบของแต่ละบ้าน ปิดท้ายด้วยมะเขือพวงบุบ (นำมาทุบพอประมาณ) ล้างให้สะอาด แล้วตักใส่ภาชนะเสิร์ฟพร้อมผักลวกหรือผักสด เช่น ดอกแค มะระ มะเขือสด แครอท แตงกวา ฯลฯ เลือกเครื่องเคียงตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ระหว่างปรุงรสให้เข้ากัน สามารถเติมน้ำอุ่นสักเล็กน้อย เพื่อเจือจางรสชาติให้สมดุลกัน

 

เมื่อมีน้ำพริกกะปิแล้วอีกหนึ่งเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ต้องทานคู่กัน คือ ปลาทูทอด

กินอยู่เป็นจึงขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการเลือกปลาทู โดยวิธีการเลือกให้สังเกตบริเวณดวงตา ไม่ควรเลือกปลาทูที่มีลักษณะตาไม่สมบูรณ์ ขอบตาแดง เหลือง เพราะหมายความว่าเป็นปลาที่คุณภาพไม่ดี เนื้อไม่แน่น เวลานำไปทอดเนื้อจะเละยุ่ย…

 

เรียกได้ว่าเครื่องเคียงของน้ำพริกกะปิทั้งจานนี้อุดมไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ นี่แหละวิธีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก

: บทความ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ผักเครื่องเคียง กับ ข้าวสวยจานนี้ได้อะไร : นิตยสารหมอชาวบ้านเขียนโดย รศ. ดร.สมเกียรติ โกศัลวัฒน์


Content_พิสูจน์_coverweb_2.jpg

kinyupen_adminOctober 29, 2019

 

ตลอดชีวิตของเราคงมีพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ที่มีทั้งข้อห้ามหรือข้อควรปฏิบัติอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า การรับประทานสิ่งต่างๆ เพื่อสุขภาพที่ดี แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือเชื่อเสมอไป กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิตขอพาไปพิสูจน์ความเชื่อที่แท้จริงเหล่านี้กัน

 

รังสีในไมโครเวฟก่อให้เกิดมะเร็ง

แท้จริงแล้วไมโครเวฟไม่ได้ปล่อย “รังสี” จะมีก็แต่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ คลื่นไมโครเวฟ ซึ่งใช้  “แมกนีตรอน” ในการผลิตคลื่นวิทยุความถี่สูง เมื่อนำอาหารมาอุ่นร้อน คลื่นจะเข้าไปทำให้อนุภาคของน้ำในอาหาร เกิดการสั่นสะเทือนอุณหภูมิของอาหารก็จะเพิ่มสูงขึ้น ตามการตั้งกำลังวัตต์และระยะเวลาในการอุ่น

นอกจากนี้ส่วนของ”เตาไมโครเวฟ”ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บคลื่นแม่เหล็กให้อยู่เพียงในเตา ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่ในรุ่นเก่าๆ อาจส่งผลต่อการทำงาน ของโทรทัศน์วิทยุในขณะอุ่นได้ และจากผลวิจัยจาก Scientific American NSW องค์กรต้านมะเร็งในออสเตรเลีย พบว่า คลื่นไมโครเวฟไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็ง

ข้อควรระวัง : ทุกครั้งก่อนการใช้งานควรตรวจสอบเตาไมโครเวฟ ทั้งภายนอกและภายใน บริเวณฝาเตาปิดสนิท และเลือกใช้ภาชนะที่ทนต่อความร้อนสูงได้ดี ไม่ควรใช้ภาชนะที่ประกอบด้วยโลหะ เพื่อป้องกันประกายไฟที่อาจลุกไหม้ได้

 

ดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อร่างกาย

ในร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 70% และในเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 90 % สมองก็ประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 85 % และในระหว่างวัน ร่างกายก็จะขับน้ำออกมาในรูปแบบของเสีย เช่น เหงื่อปัสสาวะ อุจจาระ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเติมเต็มน้ำเข้าไป เพื่อช่วยให้ร่างกายสมดุล

แต่…คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า อะไรที่มากเกินไป ก็อาจไม่ได้ดีเสมอไป การดื่มน้ำครั้งละมากๆ อาจกลายเป็นภาระของไตให้ทำงานหนัก เพื่อขับน้ำออกให้ร่างกายเกิดความสมดุล รวมไปถึงกระทบต่อชีวิตประจำวัน ที่อาจต้องเสี่ยงต่อการกลั้นปัสสาวะ ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และโรคอื่นๆตามมา

สิ่งที่ควรทำ : ดื่มน้ำในปริมาณที่พอดีและเพียงพอต่อร่างกาย ให้ไม่น้อยกว่าวันละ 2.2 ลิตร หรือประมาณ 9 แก้ว แต่ถ้าหากดื่มน้ำมากเกินไป คือ ดื่มน้ำ 4 ลิตรภายใน 2 ชั่วโมง อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นควรดื่มในปริมาณที่พอดี

พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า  ให้สังเกตสีปัสสาวะ หากมีสีเข้มเกินไป และในระหว่างวัน เราเข้าห้องน้ำน้อยกว่า 3-4 ครั้ง แสดงว่าควรทานน้ำมากขึ้น

 

กินน้ำตาลเทียมไม่ทำให้อ้วน

คนส่วนใหญ่หันมาใช้น้ำตาลเทียม เพื่อทดแทนพลังงาน และความหวานจากน้ำตาลปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงน้ำตาลเทียม มีสารให้ความหวานที่เกิดจากการสังเคราะห์ ด้วยกระบวนการทางเคมี และโครงสร้างทางเคมีของมันจะเปลี่ยนเมื่อได้รับความร้อน

หากร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปมากๆ ร่างกายอาจไม่กำจัดสารคงค้างได้หมด จึงมีแนวโน้มที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาทั้งยังส่งผลต่อระบบเผาผลาญ และการผลิตฮอร์โมนของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้ร่างกายอยากของหวานมากขึ้นกลายเป็นยิ่งอ้วนขึ้นกว่าเดิม

ทางเลือกของคนทานหวาน : จึงควรงดหรือหลีกเลี่ยงอาหาร และขนมที่มีรสหวานเกินไป หรือหากรับประทานของหวานก็ควรจะให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเสมอ

 

ถังเช่ารักษาได้สารพัดโรค

คำกล่าวที่ว่า “ถังเช่า  ไวอาก้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย หรือราชาสมุนไพรแห่งจีน” ดูจะเป็นคำพูดที่เชิญชวนให้ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ สรรหามารับประทานกันเป็นจำนวนมากในประเทศไทย

ซึ่งถือเป็นสมุนไพรหายาก และมีราคาแพง แต่กับพบได้ทั่วไปในโฆษณา และร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณที่อ้างถึงการรักษาโรคหอบหืด การยืดอายุการเสียชีวิตของผู้ป่วย การฟื้นฟูผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆ

มีผลวิจัยถึงประโยชน์ในทางการแพทย์อยู่หลายประเภท แต่ในขณะเดียวกันในหลายงานวิจัย ก็ยังมีการทดลองที่ให้ผลตรงกันข้าม เช่น การทดลองใช้ถังเช่าในผู้ป่วยที่มีอายุ 7 -15 ปี ที่มีอาการหอบหืดควบคู่ไปกับอีกกลุ่มที่ใช้ยาหลอด แต่กลับให้ผลในลักษณะเดียวกัน

ข้อควรระวัง : ถึงแม้จะยังมีอีกหลายการศึกษาที่พบว่าไม่มีข้อสรุปผลที่ชัดเจน แต่การรับประทานถังเช่าเพื่อดูแลสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ควรตรวจสอบแหล่งผลิตแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ และความต้องการต่อโรคที่เป็น ก่อนรับประทาน เนื่องจากมีกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานร่วมกับยาบางตัว และก่อให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดช้า หรือระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไวต่อการกระตุ้นมาก

 

และนี่คือบางส่วนของความเชื่อด้านสุขภาพที่กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการใช้งานอะไรก็ตาม ควรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความพอดี ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทุกครั้ง “เพราะอะไรที่มากเกิน ก็อาจไม่พอดีกับชีวิตของเราเสมอไป”

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล : คอลัมน์ happiness Truth or Myth นิตยสาร happiness