Content_หนัง-XY_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 30, 2019

เชื่อว่าหลายท่านคงมีภาพยนตร์ในดวงใจเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ ซึ่งจากที่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้สนทนากับบุคคลหลากช่วงวัยเกี่ยวกับภาพยนตร์ในความทรงจำ ก็พบว่า “ความชอบ และ ภาพจำในหนัง” ก็สามารถสะท้อนตัวตน Generation นั้นๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ จะเป็นอย่างไรลองไปติดตามกัน และหากผู้อ่านมีภาพยนตร์ในดวงใจเรื่องใด ก็สามารถนำมาแบ่ง มาแชร์กันได้เลย

 

 

Gen X มองหาความหวัง แรงบันดาลใจ

Gen X เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อีกชื่อว่า “ยับปี้” (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เกิดในช่วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ หากจะถูกคนเบบี้บูมเมอร์สอนให้รู้ถึงการประหยัด อดทน ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้น แสวงหาอำนาจ ความสำเร็จและชีวิตมั่นคง แวดล้อมด้วย 4Cs ประกอบด้วย 1) Condominium 2) Computer 3) Cell phone และ 4) Credit Card ขณะเดียวกันก็ไขว่คว้าหาอิสระ ชอบเข้าสังคมเพื่อความสุขในชีวิตควบคู่กัน

 

ภาพยนตร์ในดวงใจที่คนกลุ่มนี้นึกถึงมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “แรงบันดาลใจ ความหวัง มิตรภาพ ความกล้าหาญ และความสวยงามในชีวิต”  อาทิ The God Father, Star Wars, E.T., Back to The future, The Shawshank Redemption, Forrest Gump, Braveheart, Green Mile, Saving Private Ryan, Pretty Woman, Titanic, The Nothing Hill, American Beauty

 

 

Gen Y มองหาฮีโร่ และ การผจญภัย

Gen Y หรือ ยุค Millennials เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 เป็นยุคที่เศรษฐกิจโลกค่อนข้างดี เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตัล แต่ก็ต้องเผชิญวิกฤตและความผันผวนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต้องฝ่าฝันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคน Gen-Y มักมีนิสัยชอบแสดงออก แนวคิดเป็นตัวของตัวเอง อยากออกไปผจญภัยแสวงหาความสำเร็จด้วยตนเอง โดยไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่ในกรอบเงื่อนไข รู้สึกสนุกกับการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

ภาพยนตร์ในดวงใจ ที่คนกลุ่มนี้นึกถึงมักเกี่ยวกับ “แนวฮีโร่ ผจญภัย แฟนตาซี ไซไฟ รวมถึงการนำการ์ตูน หรือ นิยายมาสร้างโลดแล่นบทโลกเสมือนจริง”  อาทิ Jurassic Park, Mission: Impossible, The Matrix, The Six sense, The Lord of The Rings, Harry Potter, Pirates of the Caribbean, Transformers, Avatar และ Iron man ที่ถือเป็นการเปิดปฐมบทของ Avenger ที่ได้รับความนิยมถล่มทลายในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าสนใจของภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งบางครั้งถูกนิยามว่าเป็นยุค 90 คือ ยุคดังกล่าวแม้เทคนิค CG ไม่ได้ดีเหมือนในปัจจุบัน แต่ทางผู้ผลิตก็สามารถสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนเป็นที่มา หรือ ต้นแบบภาพยนตร์ดังในยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง และในยุคนี้ช่วงหนึ่งเกิดกระแสY2K และวันสิ้นโลกในปี 2,000 ทำให้หนังไซไฟ ประเภทอุกาบาตชนโลก มนุษย์ต่างดาวบุกโลก เกิดในช่วงนี้หลายเรื่องอาทิ ID4, Armageddon, Deep Impact, Twister

 

หมายเหตุ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่รวบรวมและวิเคราะห์จากการสนทนากับบุคคลในหลากช่วงวัย โดยไม่ได้จำแนกกลุ่มภาพยนตร์จากปีที่เข้าฉาย ทำให้หนังที่ฉายในช่วงปีเดียวกันอาจได้รับความนิยมในช่วงวัยที่ต่างกัน หรือ บางเรื่องก็อาจได้รับความนิยมครอบคลุมทุกช่วงวัย หรือ หนังระดับตำนานหลายๆ เรื่อง อาจไม่ได้ถูกกล่าวถึง

 


Content_ลงทุนมือใหม่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 28, 2019

ในช่วงสภาวะดอกเบี้ยออมทรัพย์ต่ำกว่า 1% ส่วนดอกเบี้ยฝากประจำก็สูงไม่ถึง 2% หลายท่านอาจสนใจที่จะเริ่มลงทุนผ่านกองทุน ตราสารหนี้ หรือ หุ้นต่างๆ มากขึ้น แต่สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ หรือ ไม่รู้จะเริ่มยังไง วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม 3 ประเภทการลงทุนที่เหมาะกับมือใหม่มาฝากกัน

เงินฝากประจำ ง่ายสำหรับการเริ่มต้น

วิธีนี้เหมาะสำหรับสร้างวินัยทางการออมของมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งทำงาน เพราะเริ่มต้นง่าย และไม่มีความเสี่ยงแค่ฝากเงินขั้นต่ำเพียงเดือนละ 500 บาท หรือ ตามยอดที่เราพึงพอใจ เข้าบัญชีทุกเดือนตามกำหนดระยะเวลาที่ธนาคารระบุ เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาก็จะได้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ที่สูงกว่าการฝากในบัญชีออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์ทั่วไป ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 3 เดือนไปจนถึง 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 – 1.80% ขึ้นกับเงื่อนไขของธนาคารและระยะเวลาในการฝาก (ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่  26 พฤศจิกายน 2562)

  • หากถอนก่อนครบกำหนดสัญญา ดอกเบี้ยที่ได้อาจจะลดลงหรือไม่ได้เลย
  • บัญชีเงินฝากประจำ มี 2 ประเภท คือ ฝากประจำแบบทั่วไป และ ฝากประจำแบบปลอดภาษี
  • ฝากประจำแบบทั่วไป จะหักภาษีจากผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย 15%

ตราสารหนี้ เสี่ยงน้อย เลือกได้

ลงทุนตราสารหนี้ นั่นคือ เราจะมีสถานะเสมือนเจ้าหนี้ให้เงินกู้แก่ลูกหนี้ หรือ ผู้ออกตราสารหนี้ เลือกได้ว่าจะให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ บริษัทเอกชน ซึ่งจะระบุระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยชัดเจนในสัญญา นั่นทำให้เราได้รับอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอ เฉลี่ยต่อปีถือว่าสูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์และมีความผันผวนน้อย รวมทั้งมีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายด้วย โดยเราเลือกตัดสินใจลงทุน ได้ 2 แบบ

  • ลงทุนในตราสารหนี้รุ่นนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาลที่แทบจะไม่มีความเสี่ยง หรือ หุ้นกู้เอกชนที่มีความเสี่ยงเพิ่มแต่ก็ไม่เสี่ยงสูงเท่าการลงทุนแบบอื่นๆ
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ต่างๆ ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่มีความสม่ำเสมอ และแม้ราคาตราสารหนี้อาจมีความผันผวนตามสภาวะตลาดแต่ก็ถือว่าน้อย

โดยกองทุนรวมตราสารหนี้จะมี 2 แบบ คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed-Income Fund :SFF )  อายุไม่เกิน 1 ปี และกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว (Long-Term Fixed-Income Fund) อายุมากกว่า 1 ปี ซึ่งในแต่ละกองทุนจะเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชน ตราสารหนี้ต่างประเทศ หรือ เงินฝากในต่างประเทศก็ได้ทั้งนั้น โดยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของกองทุนตราสารหนี้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1.2%-1.8% ต่อปี ดูแล้วถือว่าใกล้เคียง หรือ ดีกว่าฝากประจำ นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนยังได้รับยกเว้นภาษี แถมยังมีสภาพคล่องมากกว่าฝากประจำอีกด้วย เพราะซื้อขายได้ทุกวันทำการ และเมื่อต้องการใช้เงินก็ทยอยขายคืนบางส่วนหรือทั้งหมดได้ทันที แต่จะได้รับเงิน 2 วันทำการถัดไป

ทั้งนี้ถ้าดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ถ้าดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาลง ก็ควรเลือกลงทุนกับกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว  แต่อย่างไรก็ตามควรศึกษารายละเอียดก่อนการลงทุนให้ถี่ถ้วนก่อนทุกครั้ง เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ

หุ้นกู้ (Bonds) : เงินต้นยังอยู่ จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนด ตลอดอายุสัญญา

หุ้นกู้ คือ “ตราสารหนี้” อีกประเภทหนึ่งที่ออกโดยภาคเอกชน เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจการ ของบริษัท โดยการขายจะแบ่งออกเป็นหน่วยที่มีมูลค่าเท่าๆ กัน

  • การลงทุนในหุ้นกู้ถ้าเปรียบให้ง่ายก็เหมือนเราเป็นเจ้าหนี้ เอาเงินไปให้บริษัทนั้นๆ กู้ในฐานะลูกหนี้ โดยลูกหนี้ให้คำสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ และจะชำระเงินต้นคืน ณ วันครบกำหนดอายุของหุ้นกู้ ซึ่งมักกำหนดเป็นจำนวนปี เช่น อายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี หรือ ตามแต่ที่กำหนด
  • การจ่ายดอกเบี้ย ปกติจ่ายปีละ 2 หรือ 4 ครั้งตามแต่ที่ระบุในสัญญา เฉลี่ยดอกเบี้ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 – 5% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบัน ทั้งนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ต้องเสียภาษีรายได้เช่นเดียวกับรายได้ดอกเบี้ยชนิดอื่นๆ

แม้ความเสี่ยงต่ำ แต่ควรเลือกลงทุนในกลุ่มบริษัทที่ได้รับ การจัดอันดับเครดิตของบริษัท (Company rating) หรือ หุ้นกู้ (Issue rating) ที่ระดับ B+ ขึ้นไป และหากหุ้นกู้ใดไม่มีการจัดอันดับเครดิต ควรต้องพิจารณาพื้นฐานบริษัท งบการเงินรวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะไม่ผิดนัดชำระหนี้.  นอกจากนี้ในปัจจุบันเริ่มมีหุ้นกู้ที่ไม่กำหนดอายุในการไถ่ถอน ดังนั้นหุ้นกู้ประเภทนี้อาจไม่เหมาะสำหรับผู้มีเงินรายได้น้อยถึงปานกลาง อย่างไรก็ตามหากสนใจตัวใดศึกษาและเลือกดู โดยเฉพาะอาจไปตามงานมหกรรมการเงินใหญ่ๆ อย่าง Money Expo ซึ่งล่าสุดจะจัดงานที่ไบเทค ระหว่างวันที่ 28 พฤจิกายน – 1ธันวาคม ที่ไบเทค บางนา

บทความดังกล่าวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียน ดังนั้นผู้ที่สนใจการลงทุนควรศึกษารายละเอียดของประเภทกองทุนต่างๆ ให้ถี่ถ้วนรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง


Content_ผัดไทย_Cover_1.1.jpg

kinyupen_adminNovember 27, 2019

ผัดไทย เมนูเส้นยอดนิยมที่ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ในหลายรูปแบบ ทั้งผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยทะเล ผัดไทยห่อไข่ เรียกได้ว่าใครชอบแบบไหนก็ใส่ลงไปตามใจชอบ โดยเมนูนี้เหมือนจะทำง่ายแต่การทำให้อร่อยนั้น ก็ต้องมีเคล็ดลับกันหน่อย วันนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเคล็ดลับในการทำผัดไทยให้อร่อยแบบง่ายๆ มาฝากกัน

 

เตรียมวัตถุดิบ 3 ส่วนสำหรับกระบวนการ 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. เส้นสำหรับผัด ขอแนะนำ “เส้นจันท์” เพราะจะเหนียวนุ่ม ไม่ขาด ไม่จับตัวเป็นก้อน ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กอื่นๆ ซึ่งผัดไทยชื่อดังหลายเจ้าก็ใช้เส้นจันท์เช่นกัน

หมายเหตุ กรณีใช้ “เส้นจันท์แห้ง” ก่อนนำไปลงกระทะก็ควรแช่น้ำสัก 15-20 นาที เพื่อให้นุ่มพอดีทาน

 

  1. สำหรับผัดซอส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้ผัดไทยจานนั้นอร่อย หรือ ไม่อร่อย วัตถุดิบประกอบด้วย น้ำมะขามเปียก (2 ช้อนโต๊ะ) พริกแห้งโขลกละเอียด (2 ช้อนโต๊ะ) น้ำตาลปี๊บ (1ช้อนโต๊ะ) น้ำปลา (1ช้อนโต๊ะ) รวมถึง กะทิคั้นสด และ น้ำตาลทราย (1 ช้อนโต๊ะ) ที่จะช่วยเพิ่มความหอม กลมกล่อม

วิธีทำ ตั้งกระทะใส่กะทิ ตามด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย พริกแห้ง เคี่ยวให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ชิมให้ได้รสตามที่ต้องการ แต่ถ้าให้ดีควรให้มีครบรสทั้งหวาน เค็ม มีเปรี้ยวนำ

 

  1. สำหรับผัดเครื่อง ประกอบด้วย หัวไชโป้ว (1 ถ้วยตวง) กุ้งแห้ง (1 ถ้วยตวง) กุ้งนึ่งจนสุก (1 ถ้วยตวง) เต้าหู้เหลืองชนิดแข็งหั่นให้บาง (1 ถ้วยตวง) ถั่วลิสงบดละเอียด (1 ถ้วยตวง) และหอมแดงซอย (1 ช้อนโต๊ะ) ไข่ไก่ (2 ฟอง) ถั่วงอก

ขั้นตอนการผัด

  • ตั้งกระทะไฟปานกลาง นำกระเทียม หอมแดงซอย ลงไปคั่วกับเต้าหู้เหลืองชนิดแข็ง จนเริ่มสุก จากนั้นใส่กุ้งแห้ง เติมน้ำเล็กน้อยก่อนนำเส้นจันท์ลงไปผัดร่วมกัน
  • เทซอสผัดไทยลงกระทะ ผัดจนน้ำเริ่มงวดเข้าเส้น จากนั้นเทกุ้งสด (หรืออื่นๆ ตามชอบ) หัวไชโป้ว และตีไข่ใส่ลงไปผัดจนเส้นเริ่มนุ่ม คลุกเคล้าให้เข้ากับเครื่องปรุงจนทั่ว
  • เมื่อทุกอย่างสุกได้ที่ นำถั่วงอกกับใบกุยช่ายลงไปคลุกในกระทะให้พอสะดุ้งไฟ หรือ สุกตามที่ชอบ จากนั้นก็ตักขึ้นมาจัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟกับเครื่องเคียงต่างๆ ที่เตรียมไว้ อาทิ หัวปลี ใบกุยช่าย ถั่วงอก ผักชี มะนาว มะม่วงซอย ฯลฯ เป็นอันเสร็จ

Content_ความสุข_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 26, 2019

ทุกข์ สุขเป็นของคู่กัน บางครั้ง ความทุกข์ก็เกิดจากการที่เรามุ่งแสวงหาแต่ความสุข ขณะเดียวกัน ความสุขบางครั้งอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงแค่เราปล่อยวางจากความทุกข์

ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขตามที่เราต้องการได้อย่างไร และด้วยนิยามความสุขของคนเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำแนวคิดสร้างสุข 3 จากวัฒนธรรมจากซีกโลกตะวันตก และตะวันออก มาฝากกัน เผื่อแต่ละท่านนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม

Hygge : สุขง่ายๆ เริ่มได้รอบตัว

Hygge (ฮุกกะ) ปรัชญาดำเนินชีวิตของเดนมาร์ก ประเทศที่ได้รับการยกย่องเป็นเมืองแห่งความสุขอันดับหนึ่งของโลกจากการจัดอันดับของยูเอ็น โดยฮุกกะเป็นศัพท์ภาษานอร์เวย์ แปลว่า การอยู่ดีมีสุข หรือ ตีความผ่านปรัชญาการดำเนินชีวิตคือ “ความสุขเล็กๆ ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน” ซึ่งชาวเดนมาร์กเข้าใจดีว่ามีจุดเริ่มต้นจากภายในจิตใจ มักเกิดในช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนใกล้ชิดมิตรสหายที่เข้าใจ ด้วยวิถีที่เรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความผูกพัน จึงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดบ้าน ออกแบบบ้าน ดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า นั่งคุยสบายๆ กับมิตรสหาย การทำอาหารเพื่อทานร่วมกัน การกอด การดูภาพยนตร์ร่วมกัน ฯลฯ

 

ปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกแบ่งปันออกมาผ่านหนังสือ The Little Book of HYGGE : ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก โดย Meik Wiking ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขแห่งเดนมาร์ก และกำลังเป็นกระแสสนใจจากทั่วโลก

ทั้งนี้ ฮุกกะ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดสร้างสุขที่ง่ายต่อการปรับใช้ หากในจุดเริ่มต้นต้องค้นหาแก่นของตนเองให้เจอก่อนว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไร พอใจอะไรเป็นสำคัญ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น การตื่นนอนยามเช้า การอ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลงระหว่างเดินทาง หรือ ทานสิ่งที่ชอบก่อนเริ่มงานก็ได้

Nunchi : รู้จักใจเขาใจเรา เข้าให้ถูกกาลเทศะ

Nunchi เคล็ดลับสร้างความสุขแบบเกาหลี หมายถึง ศิลปะในการสัมผัสถึงผู้อื่นได้ว่ากำลังคิด หรือ รู้สึกอย่างไร ควรตอบกลับอย่างไรจึงจะเหมาะสม อุปมาก็เหมือนกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้กลุ่มคนที่เรากำลังคุย หรือ เผชิญอยู่นั้นกำลังรู้สึกอย่างไร เพื่อที่จะได้แสดงออก หรือ กระทำสิ่งที่ถูกต้องตามกาลเทศะและมารยาท เช่น การพูดไม่เหมาะสมผิดที่ผิดเวลา เล่นสนุกในขณะที่คนอื่นกำลังเศร้าโศก หรือ พูดแทรกนอกเรื่องในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ในที่ประชุม

 

ทั้งนี้หนังสือ The Power of Nunchi : the Korean Secret to Happiness and Success เขียนโดย Euny Hong มีการระบุใจความสำคัญว่า คนเกาหลีมีคำพูดว่า “ครึ่งหนึ่งของ social life คือ nunchi” ทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อเข้าสังคมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ได้สิ่งที่ต้องการจากผู้อื่นและป้องกันตนเองจากอันตราย โดยเด็กเกาหลีทุกคนถูกสอนให้มี Nunchi เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม

ดังนั้นการนำ Nunchi มาประยุกต์ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนรอบตัว ก็อาจเป็นวิธีสร้างสุขที่ดีและเริ่มได้ง่ายๆ เพราะเมื่อเราเข้าใจผู้อื่น หันมาใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงออกได้อย่างเหมาะสมแล้วนั้น เราก็ย่อมไม่กระทำในสิ่งที่จะไปสร้างความขุ่นมัวที่นำสู่ความเป็นทุกข์ให้เกิดขึ้นระหว่างเราและคนรอบตัวนั่นเอง

ไม่เป็นไร : วิถีสร้างสุขสไตล์ไทย

ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ ตีความนิยามคำว่า “ไม่เป็นไร” วลีติดปากของคนไทย ไว้ในคอลัมน์อาหารสมองที่ตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจอย่างน่าสนใจว่า มีความหมายในเชิงที่ว่า เมื่อเสียไปแล้วก็อย่าไปหมกมุ่นเสียใจ เสียดายกับมันคิดว่าช่างมันและตัดมันไป และเริ่มต้นใหม่กันดีกว่า ทัศนคติแบบนี้ทำให้เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ติดกับดักอดีตโดยยอมรับสิ่งที่เสียไป แต่ “ไม่เป็นไร” บางครั้งก็ถูกตีความว่าเป็นทัศนคติที่ไม่ใยดีกับสิ่งลบที่เกิดขึ้น ไม่ให้ความสำคัญหรือให้ความจริงจังกับสิ่งที่ทำอยู่ เพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร” อยู่เสมอ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตีความในด้านบวกหรือลบก็ตาม ต้องยอมรับว่าทัศนคติ “ไม่เป็นไร” นั้นทำให้เกิดความสุขขึ้นได้ กล่าวคือ มีความรู้สึกยอมรับสิ่งที่สูญเสียและมาเริ่มกันใหม่ ไม่จมอยู่ในความทุกข์เพราะทำไม่สำเร็จ คนที่ไม่ว่าอะไรก็ “เป็นไร” อยู่เสมอนั้น จะมีความเครียดเพราะจริงจังเกินไปกับทุกสิ่งในโลกนี้ที่ไม่มีอะไรจีรัง หากตีความตามที่ ดร. วราภรณ์ ระบุก็จะสอดคล้องกับหลักคิดที่ว่า “วางเป็น..ก็เย็นใจ” ของท่าน ว.วชิรเมธี นั่นเอง

จากแนวคิดสร้างสุขทั้ง 3 ข้อที่ทีมงานกินอยู่เป็นนำมาเสนอ หวังว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย แต่สิ่งสำคัญที่อยากย้ำเสมอเกี่ยวกับผู้ที่กำลังมุ่งค้นหาความสุขนั่นก็คือ เพราะนิยามความสุขแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ดังนั้นพึงเข้าใจก่อนว่าความสุขแท้จริงที่เราต้องการคืออะไร จากนั้นเราจะพบหนทางที่จะนำไปเอง

 

 


line_52402235378198.jpg

kinyupen_adminNovember 25, 2019

กินอยู่เป็น x Horoscope บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศี ทุกสัปดาห์ โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ตรวจสอบดวงชะตา ในวันที่ 25 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2562

ชะตาแต่ละราศีจะเป็นอย่างไร #ราศีใดรักรุ่ง งานเริ่ด และ#ราศีใด มีปัญหาในเรื่องของความขัดแย้ง

ราศีเมษ
ช่วงนี้ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน มีปัญหาเรื่องความคิด วิตกกังวลเกินเหตุ อาจส่งผลเสียต่อหลายๆ เรื่องในชีวิต
การงาน : ขาดความตั้งใจในการทำงาน ทำให้งานล่าช้าและมีข้อพลาด เสี่ยงถูกตำหนิจากหัวหน้างาน
การเงิน : รายจ่ายสูง แต่ยังหมุนได้คล่องตัวอยู่ มีโชคลาภเล็กน้อย
ความรัก : คนมีคู่เริ่มมีความชัดเจนในสถานะการคบกัน เริ่มแสดงตัวตนแท้จริงของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเรื่องราวบางอย่างถ้าเราสามารถยอมได้ ก็ควรยอมๆ กันไป

สุขภาพ : มีความเครียด วิตกกังวลเกินเหตุ ต้องนำหลักธรรมมาใช้ ปล่อยวางบ้างก็ได้ ถ้านำทุกเรื่องมาคิดรวมกันไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี
สีนำโชค : ฟ้า ส้ม
สีไม่ควรใช้ : ชมพู แดง

ราศีพฤษภ
ดวงเรื่องงานยังคงมีอุปสรรคในช่วงแรก ๆ แต่ต่อไปจะดี ให้ทำงานด้วยความอดทน และตั้งใจ
การงาน : ทำงานตามขั้นตอน ถึงแม้จะล่าช้า แต่จะประสบความสำเร็จ
การเงิน : ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีโชคลาภ แต่ยังไม่มีเงินให้เก็บ พยายามใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
ความรัก : มีความขัดแย้ง เข้าใจผิด ต้องใจเย็น อะไรยอมได้ควรทำเพื่อความสุข
สุขภาพ : ระวังอาการปวดศีรษะจากไมเกรน และอาการปวดฟัน
สีนำโชค : แดง ขาว
สีไม่ควรใช้ : ดำ

ราศีเมถุน
งานเป็นช่วงจังหวะ กำลังไปได้สวย มีงานใหม่ๆ เข้ามา คนโสดมีเสน่ห์เป็นพิเศษ
การงาน : มีงานใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม หากคิดจะทำธุรกิจประเภทลงทุนจะได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน
การเงิน : สถานภาพการเงินคล่องตัวดี ไร้ปัญหา มีเกณฑ์ได้ลาภจากบริวาร
ความรัก : ราบรื่นดี จะได้ออกเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน คนโสดช่วงนี้มีเสน่ห์เป็นพิเศษ
สุขภาพ : ระวังอาการลมพิษ ผื่นคัน และแพ้แดด
สีนำโชค : ส้ม
สีไม่ควรใช้ : แดง ขาว

ราศีกรกฎ
สัปดาห์นี้ควรระมัดระวัง ควบคุมอารมณ์ในเรื่องการงาน เก็บตัวอยู่เบื้องหลังจะเกิดผลดี
การงาน : มีเกณฑ์ขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานจากการถูกเพ่งเล่ง แนะนำให้ทำงานเบื้องหลังจะดีกว่า หากใครทำธุรกิจลงทุนช่วงนี้ ให้ชลอไปก่อน
การเงิน : ถือว่าพอใช้ได้ แต่ยังไม่มีเกณฑ์ได้โชคลาภ ควรประหยัดเก็บเงินในกระเป๋าเอาไว้ก่อน
ความรัก : เริ่มดีขึ้นบ้าง หลังจากการปรับตัวเข้าหากันทั้งสองฝ่าย ให้อดทนต่อไป
สุขภาพ : ระวังอาการร้อนใน และเจ็บคอ
สีนำโชค : เหลือง
สีไม่ควรใช้ : ดำ

ราศีสิงห์
ดวงดีแทบทุกด้าน งานรุ่ง มีโอกาสได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง การเงินดี ความรักเลิศ
การงาน : มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ หากลงทุนจะได้รับผลตอบแทนดี มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน
การเงิน : มีแนวโน้มจะถูกยืมเงิน ช่วงนี้ดวงมีโชคลาภ และอาจจะเป็นลาภจากการเดินทาง
ความรัก : อยู่ในเกณฑ์ดี ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีน้ำใจต่อกันเอื้อเฟื้อ คนโสดมีโอกาสจะได้พบเนื้อคู่เร็วๆ นี้
สีนำโชค : ดำ
สีไม่ควรใช้ : ชมพู

ราศีกันย์
มีโชคด้านการติดต่อเจรจา มีผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องงานและความรัก
การงาน : งานที่ต้องใช้ทักษะในเรื่องของการติดต่อ เจรจา ประสบความสำเร็จ รุ่งเรือง มีผู้ใหญ่สนับสนุน คอยให้ความช่วยเหลือ
การเงิน : ถือว่าดี มีโชคลาภ คล่องตัวมากขึ้น เริ่มมีเงินเก็บ รายจ่ายน้อยลดน้อยลง เพราะมีการวางแผนมาแล้ว
ความรัก : มีความสุขดี เข้าอกเข้าใจกัน ญาติพี่น้องสนับสนุน จะมีเดินทางรวมกัน รวมญาติ
สุขภาพ : ระวังหกล้ม จากอาการใจลอย สติไม่อยู่กับเนื้อตัว ช่วงนี้จะซุ่มซ่ามเป็นพิเศษ
สีนำโชค : ส้ม แสด
สีไม่ควรใช้ : ชมพู ม่วง

ราศีตุลย์
ดวงเรื่องงานโดดเด่นมาก มีโอกาสดีๆ เข้ามา เป็นช่วงที่ดวงกำลังขึ้นให้รีบคว้าเอาไว้
การงาน : ราบรื่นไร้อุปสรรค ได้รับความช่วยเหลือจากทุกคน หากใครลงทุนจะได้ผลตอบแทนดี
การเงิน : มีโชคลาภ แต่ต้องประหยัด หนี้สินเก่า ๆ รีบเคลียร์ปีหน้าจะได้รับทรัพย์
ความรัก : ระวังขัดแย้งเรื่องคำพูดกับคนรัก คิดก่อนพูดเสมอ
สุขภาพ : ระวังเรื่องอาการบาดเจ็บและเส้นยึด บริเวณ ข้อเข่า หาเวลาออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายบ้าง
สีนำโชค : แดง ขาว
สีไม่ควรใช้ : เขียว

ราศีพิจิก
ช่วงนี้ได้รับภาระงานค่อนข้างเยอะ ทำงานหนัก ดวงความรักไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
การงาน : ทั้งสัปดาห์งานมาก งานยุ่ง เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ให้ตั้งใจแล้วจะประสบความสำเร็จดี
การเงิน : ภาระค่าใช่จ่ายต่าง ๆ เริ่มลดลง จนสามารถเก็บเงินได้บ้างบางส่วน มีเกณฑ์ได้รับลาภ
ความรัก : ยังไม่ลงตัว ขัดแย้ง ยังต้องอดทน
สุขภาพ : ท้องเสีย โรคกระเพาะ
สีนำโชค : แดง
สีไม่ควรใช้ : เขียว

ราศีธนู
สัปดาห์นี้ปัญหาเรื่องงานจะเห็นได้ชัดสุด หากขาดความเอาใจใส่ การเงินเริ่มตัดภาระค่าใช้จ่ายไปได้แล้วบางส่วน
การงาน : งานล่าช้า อย่าดองงาน จะดินพอกหางหมู ให้ขยันและอดทน
การเงิน : เริ่มดีขึ้น มีการวางแผนใช้จ่ายรอบคอบมากขึ้น มีเกณฑ์ได้รับโชคลาภ
ความรัก : ความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเต็มไปด้วยความห่างเหิน แต่ยังเกรงใจกันบ้าง ต้องใส่ใจใกล้ชิด
สุขภาพ : ระวังอาการบาดเจ็บบริเวณดวงตาและโรคภูมิแพ้
สีนำโชค : เหลือง เขียว
สีไม่ควรใช้ : แดง ขาว

ราศีมังกร
ให้ระมัดระวังเรื่องของคำพูดในที่ทำงาน เพราะถ้าพูดมากพูดเยอะงานจะไม่ประสบความสำเร็จ
การงาน : แนะนำให้ทำงานอยู่เบื้องหลังจะดี ประสบความสำเร็จ แต่ให้ระมัดระวังในเรื่องของคำพูด
การเงิน : มีโชคลาภ สภาพคล่องดี รายจ่ายลดน้อยลง
ความรัก : ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้น ขัดแย้งกันน้อยลง มีความห่วงใยเอื้อเฟื้อกัน
สุขภาพ : ระวังอาการท้องเสียและท้องอืด
สีนำโชค : แดง
สีไม่ควรใช้ : น้ำเงิน

ราศีกุมภ์
อารมณ์ยังคงเป็นปัญหาหลักในเรื่องของความรัก อีกทั้งยังได้รับภาระงานค่อนข้างมากขึ้น
การงาน : งานมาก งานยุ่ง มีการเดินทางไกลเกี่ยวกับงาน ระวังเรื่องเอกสารสูญหายหาไม่เจอ
การเงิน : รายจ่ายยังคงเยอะอยู่ แต่สภาพคล่องยังดี มีเครดิต
ความรัก : ยังมีการเอาชนะกันแบบไม่มีเหตุผล ควรเป็นฝ่ายอ่อนลง ทุกอย่างจะดีขึ้น
สุขภาพ : ให้ระวังอาการปวดหลัง จากอาการเส้นยึด ควรหมั่นออกกำลังกาย
สีนำโชค : แดง ขาว
สีไม่ควรใช้ : ดำ

ราศีมีน
จะประสบภาวะงานมากมายจนล้นมือ งานเร่งด่วน กำหนดเส้นตายระยะประชิด ถ้าขาดการกระจายงานที่ดี เสี่ยงต่อการถูกตำหนิได้
การงาน : ได้รับภาระงานค่อนข้างหนัก จนทำงานไม่ทัน ต้องกระจายงานบ้างไม่งั้นจะถูกตำหนิได้
การเงิน : มีเงินเข้า มีโชคลาภ แต่รายจ่ายยังเยอะอยู่
ความรัก : คนมีคู่ระวังทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้ห่างกันสักพัก
สุขภาพ : ระวังอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย และ กรดไหลย้อน
สีนำโชค : แดง ขาว
สีไม่ควรใช้ : น้ำเงิน ม่วง


line_86895762097319.jpg

kinyupen_adminNovember 23, 2019

สำหรับสาวกนักเดินทาง และวาระปลายปี ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในเส้นทางที่ปรารถนา ด้วยใช้ระยะเวลาเดินทางสั้น ไม่ต้องทำวีซ่า อากาศดี บรรยากาศงาม และอาหารอร่อย ประจวบกับค่าเงินเยนที่ถูก กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแชร์วิธีเดินทางของผู้กระเป๋าเบา โบนัสน้อย สไตล์กินอยู่ (ให้) เป็น

1. กลัดกระดุมเม็ดแรกถูก ..งบไม่บาน

สิ่งที่ผู้กระเป๋าเบาต้องคำนึงเป็นอันดับแรก คือ คำนวณวางแผนแต่เนิ่น ๆ นั่นหมายถึงจะได้ราคาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งนาทีนี้ การบินไทย เร่งทำราคาแข่งกับสายการบินโลว์คอสอย่าง แอร์เอเชีย นกสกู๊ต ดังนั้นวิธีการเข้า web ตั๋วถูกจะมีให้เทียบราคา วิธีการต้องดูเงื่อนไขการเดินทาง ระยะเวลาเดินทางโดยบางครั้งบัตรโดยสารไปกลับญี่ปุ่นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ราคา 5,000 -10,000 บาท

หัวใจสำคัญ : บัตรโดยสารเครื่องบินไปญี่ปุ่น แต่ละเมืองจะมีราคาแตกต่างกัน ดังนั้นหากกำหนดในใจไว้หลายจุดก็สามารถมีทางเลือกที่ได้เปรียบ และกรณีที่เป็นผู้มีระเบียบจับจ่ายด้วยบัตรเครดิตลองตรวจสอบดูว่าบัตรแต่ละใบมีโปรโมชั่นร่วม มีสิทธิพิเศษ หรือมีการแลกไมล์สะสมได้อย่างไร

หมายเหตุ : ควรจดบันทึกอีเมล์ที่ใช้ในการจองให้ดี เพราะหากใกล้วันเดินทาง และเราต้องการยกเลิก อาจทำให้เราต้องเสียค่าประสบการณ์ราคาแพงได้

2. เลือกเมือง กำหนดที่พักใกล้สถานีรถไฟ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีที่พักราคาเบา ให้เลือกหลายประเภท ทั้ง Airbnb ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม มีอุปกรณ์พร้อมเหมาะสำหรับผู้เดินทาง 3-4 คนในการแชร์ค่าใช้จ่าย หากมีผู้ร่วมทางมากกว่า 4 หรือน้อยกว่า 3 แนะนำ Hostel ที่จะเป็นลักษณะของการนอนรวม คล้ายหอพักหากสะดวกสบาย และสะอาดด้วยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ถ้าต้องการแปลกและเข้าถึง ล่าสุดมีบริการ “เทระฮาคุ” หรือ “การนอนวัด” ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิต และความสงบพร้อมกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด

หัวใจสำคัญ : เลือกที่พักใกล้แหล่งท่องเที่ยวกรณีที่อยากอยู่นิ่งนานๆ แต่ถ้าวางแผนเก็บแต้มหลายจุด แนะให้เลือกที่ใกล้สถานีรถไฟ หรืออาจ กรณีผู้สูงอายุ ควรยอมจ่ายแพงเลือกโรงแรมที่อยู่ติดสถานีรถไฟ และซื้อทัวร์แบบ 1 day ซึ่งจะพาลงตามจุดท่องเที่ยว โดยสามารถจองล่วงหน้าทางออนไลน์ก่อนเดินทาง เว็บไซต์หาที่พักที่แนะนำ หากยังไม่แน่ใจควรใช้ Booking.com เพราะข้อดี คือ สามารถยกเลิกการจองที่พักได้ 3-5 วันก่อนเข้าพักจริง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมถึงส่วนใหญ่เป็นราคาที่บวกภาษีแล้ว

3. วางแผนเส้นทาง ใช้ app กันหลง

ค่าเดินทางในญี่ปุ่นจะค่อนข้างสูง หากสำหรับนักท่องเที่ยวจะมีการขายบัตรโดยสารหลายแบบให้เลือกเป็น package ทั้งเฉพาะการเดินทางโดยรถ JR หรือรถ Metro เพราะตั๋วบางประเภทไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ และแต่ละเมืองก็ใช้ตั๋วแยกกัน ซึ่งควรศึกษาจากSocial ที่มีการแชร์ และให้ข้อแนะนำไว้ หากทั้งนี้กรณีที่มีผู้สูงอายุร่วมเดินทางวันไปหรือวันกลับ ควรเลือกใช้รถบัส หรือรถไฟจากสนามบินเข้าตัวเมืองจากนั้น ให้ต่อแท็กซี่เนื่องจากการขนกระเป๋าจากสถานีไปยังที่พัก บางครั้งต้องขึ้นบันได ซึ่งจะเป็นเรื่องสาหัสเกินไป สำหรับค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นจะเริ่มต้นที่ 550-800 เยน ต่อระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก และถ้าเดินทางในช่วงเวลา 22:00 – 5:00 ค่าโดยสารจะแพงขึ้นอีก 30 %

หัวใจสำคัญ : กรณีเดินทางหลายเมือง การซื้อ 1 Day-Ticket ถือว่าได้รับความนิยมที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพราะข้อดีที่นับเป็นชั่วโมง โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะ ส่วนราคาสำหรับ ผู้ใหญ่ 800 เยนและเด็ก 400 เยน หรือหากท่องเที่ยวหลายวันก็มีแบบ 48 และ 72 ชั่วโมงให้เลือกได้ แต่ต้องศึกษาข้อจำกัด อย่างกรณีโตเกียวถ้าบัตร 1 day ticket สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินได้เพียง Tokyo Metro และ Toei Subway ทั้งนี้ควรโหลดแอพ HYPERDIA สำหรับตรวจสอบเส้นทางเพราะบางทีต้องเปลี่ยนสถานที่ และถ้าข้ามเมืองจะได้เผื่อระยะเวลาถูกต้อง

 

สิริรวมในงบ 20,000 บาท กับการเที่ยวญี่ปุ่น 5 วัน 4 คืน

ค่าเครื่องบินไป-กลับ                           8,000 บาท
ค่าที่พักโฮสเทลแบบแคปซูล              เฉลี่ย 2,000 เยน (600 บาท) / คืน
ค่ารับประทานอาหาร                          เฉลี่ย 800 เยน / มื้อ
ค่าเดินทาง                                          เฉลี่ย 800 เยน / วัน
ค่าช๊อปปิ้ง                                           2,000 – 3,000 บาท

 

และนี่ก็คือเคล็ด (ไม่) ลับ ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาฝากกัน อย่างไรเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้วก็อย่าลืมกลับมาเที่ยวบ้านเรา และที่สำคัญเที่ยวสนุกต้องไม่มีภาระ (หนี้)


Content_อโรคยา_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 22, 2019

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะถ้าเป็นโรค สิ่งที่ตามมาคือค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะโรคยอดนิยมอย่างมะเร็ง แพ้ภูมิตนเอง หรือกรณีโรคที่เหตุจากอำนาจของมึนเมา ยาเสพติด กินอยู่เป็น 360องศา จึงเลือกนำเสนอการรักษาแบบแพทย์แผนไทย ที่อาจถูกจริต และลดภาระค่าใช้จ่ายของบางครอบครัว ซึ่งที่เลือกสรรมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย

อโรคยศาล

แนวทางรักษา : เป็นสถานอภิบาลพักฟื้นผู้ป่วยมะเร็ง โดยรักษาแบบบูรณาการ ที่ผสานแพทย์แผนไทยที่ควบคู่กับการใช้ธรรมะ และยาสมุนไพร

จุดเด่น : ใช้ยาสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและมะเร็งหลายชนิด อาทิ หัวร้อยรู หญ้าหนวดแมวผสานการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะจิตใจ ซึ่งผู้มารักษาจะต้องมีญาติมาดูแลเพื่อไม่รู้สึกเดียวดาย และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ระยะเวลารักษาจะประมาณสองอาทิตย์ จากนั้นให้กลับไปรักษาที่บ้าน โดยอโรคยศาลจะส่งสมุนไพรให้ประจำต่อเนื่อง

ค่าใช้จ่าย : ไม่คิดค่าใช้จ่าย

ผู้ก่อตั้ง : พระอาจารย์ ปพนพัชร์

สถานที่ติดต่อ : อโรคยศาล วัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ. สกลนคร

มูลนิธิไทยกรุณา

แนวทางรักษา :  ใช้แนวแพทย์แผนไทย  มีห้องอบสมุนไพรกับการสวดมนต์ให้ผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนรับยา อาจเหมาะกับผู้ที่ป่วยมะเร็ง หรือ มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกัน

จุดเด่น :ใช้ยาสมุนไพรปรุงสด รับบัตรคิวเพื่อรับยาทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ โดยปิดรับคิวเวลา 8.00น. และแจกยา เวลาประมาณ 16.00 –  17.30 น. ต้องรับยาทุก 15 วัน ผู้รับยาควรเตรียมกระติกน้ำแข็ง สำหรับแช่เย็นยา กรณีคนไข้ใหม่ควรเตรียมบัตรประชาชนและรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูปและประวัติการรักษา

ผู้ก่อตั้ง : หลวงพ่อนิพนธ์ สืบทอดเจตนา สูตรและคำสอนจากแม่ชีเมี้ยน ผู้ก่อตั้งถ้ำกระบอก

ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

สถานที่ติดต่อ : มูลนิธิไทยกรุณา ฝั่งตรงข้ามตลาดโรงเกลือกาญจนบุรี

ศูนย์สงเคราะห์ผู้ที่ต้องการ เลิกสุรา และยาเสพติด

แนวทางรักษา : ใช้สมุนไพรไทย ผสมการปฏิญาณให้คำมั่น

จุดเด่น :   ใช้สมุนไพรรากไม้ 3 ชนิด  ลวดทะนง พญารากเดียวและ พญาไพร ฝนกับหินก่อนผสมน้ำเพื่อล้างพิษสารเสพติดออกจากร่างกาย การบำบัดแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เกิน 45 นาที จากนั้นผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้  ผู้เข้ารับบำบัดต้องเตรียมดอกไม้ขาว 5 คู่ ธูป 1 มัด เทียน 1 ห่อ ผ้าขาว 1 ผืน และปัจจัยบูชาครู จากนั้นเข้าสู่ขั้นที่ 1.กรอกข้อมูลยินยอมในใบสัญญาเลิกเหล้า ขั้นที่ 2 ไหว้พระ อาราธนาและ สมาทานศีล 5 ขั้นที่ 3 รับฟังความรู้โทษและภัยยาเสพติดขั้นที่ 4 ตั้งสัจจะกล่าวคำปฏิญาณ ขั้นที่ 5 ดื่มน้ำยาสมุนไพร

ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ก่อตั้ง :  พระครูประภัสร์  สารธรรม

สถานที่ติดต่อ : วัดทุ่งไทรขะยูง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ 087-8774596

สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

แนวทางรักษา :  ด้วย “แนวคิดจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” ใช้สมุนไพรในการรักษาทั้งวิธีดื่มและอบตัวเพื่อขับพิษ ร่วมกับการฟื้นฟูจิตใจด้วยธรรมะ

จุดเด่น : เพื่อให้ผู้เข้ารับบำบัดสามารถเลิกได้  รักษา ครั้งละ 15 วันผู้ป่วยต้องรับประทานยาสมุนไพร เป็นการล้างสารพิษของยาเสพติด เรียกว่า ยาตัด มีการอบตัวด้วยสมุนไพรเพื่อขับสารพิษออกทางผิวหนัง และอบรมธรรมะทั้งฝึกนั่งสมาธิทุกวัน รวมถึงมีการฝึกอาชีพเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพกายใจ และเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งผู้เข้ารับบำบัดต้องลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน และรับสัจจะไม่เสพยาทุกชนิดตลอดชีวิต

ค่าใช้จ่าย : ฟรี มีเฉพาะค่าอาหารและของใช้ส่วนตัว เฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อวัน

ผู้ก่อตั้ง : แม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2500 ต่อมาเมื่อแม่ชีเมี้ยนเสียชีวิตลง หลวงพ่อจำรูญ ปานจันทร์ ซึ่งเป็นหลานได้เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจสืบต่อมา

สถานที่ติดต่อ :  ตำบลขุนโขลน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เปิดทำการทุกวัน 9.30 -16.00

 


Content_เคลียร์ใจ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 21, 2019

ไม่ว่าจะสิ่งของ หรือ ความวุ่นวาย สับสน รีบเคลียร์และตั้งเป้าหมายใหม่ ใช้โอกาสเริ่มปีใหม่ให้ดีกว่าเดิม

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำเสนอมุมมองแนวคิดช่วงส่งท้ายปลายปีสำหรับทุกคน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ที่อาจดีกว่าเดิม โดยประยุกต์หลักการแนวคิดของตะวันออก และ ตะวันตก ที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดบ้าน นั่นคือ Death Cleaning จากหนังสือ “The Gentle Art of Swedish Death Cleaning” โดย Margareta Magnusson และ “อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป” ของซะซะกิ ฟูมิโอะ

ใจความสำคัญของหนังสือทั้งสองเล่มคือ “ทบทวนและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป” แนวคิด Death Cleaning จากหนังสือ “The Gentle Art of Swedish Death Cleaning” เป็นแนวคิดทางสวีเดน ว่าด้วยการลดจำนวนข้าวของในชีวิตเราให้เหลือน้อยชิ้นที่สุด เพื่อที่เวลาเราตายจากไปจะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นต้องจัดการและให้เริ่มจากตัดสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ ออกก่อนเป็นอันดับแรกและให้ค่อย ๆจัดการใช้เวลาทยอยทำแต่ทำอย่างมีเป้าหมาย

ส่วน หนังสืออะไรไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นแนวคิดทางซีกโลกตะวันออกที่ซะซะกิ ฟุมิโอะผู้เขียนชาวญี่ปุ่นแนะนำว่าให้เรารู้จักเลือกว่าอะไรที่สำคัญ หรือ จำเป็นกับชีวิตมากกว่าการที่จะบอกว่าอะไรที่ควรทิ้ง

สิ่งที่หนังสือสองเล่มนี้บอกอาจทำให้เรามุ่งเป้าไปที่การจัดการข้าวของ และจัดระเบียบสิ่งของที่ทุกคนต่างมีมาก หากกินอยู่เป็น 360 องศาอยากเสนอแนะให้นำมาปรับใช้กับชีวิต วันที่เรากำลังอาจรู้สึกวุ่นวาย รู้สึกว่าหนักและสับสน

อันดับแรก ปัญหาที่หนัก ใช่ประเด็นสำคัญกับชีวิตหรือไม่ ถ้าเวลาเปลี่ยนจะดีขึ้นหรือไม่ หรือ ถ้ามองในมุมของคนที่ไม่ได้อยู่ในวงล้อมปัญหาแก้ได้ไหม ความรู้สึกของคนตรงข้ามที่กระทำแบบนั้นเพราะอะไร โดยตัดตัวตนออกก่อน แล้วเอาตัวเราเข้าไปวางในตำแหน่งอื่นๆ เพื่อให้เข้าใจแบบใจเขา ใจเรา หรือ ถ้าคิดแบบตำราพิชัยสงครามก็ถอยออกมาเป็นแม่ทัพ อย่าเป็นทหารถือดาบฟาดฟันอย่างเดียว

สิ่งสำคัญประการสุดท้ายเลิกดราม่า คือ จินตนาการแต่งเรื่องคิดเองแบบไปกันใหญ่ เพราะทุกวันนี้ที่ปัญหาดูเหมือนรกรุงรังก็เกิดจากการที่เราต่อยอดความคิดจินตนาการ

สุดท้ายนี้ ที่เป็นข้อคิดก็คือ บางทีถ้าปัญหามันมาก เราอาจต้องทิ้งโมเดลความสุขแบบเดิมๆ เพราะความเคยชินก็อาจเป็นยาพิษ ที่ทำให้เราติดกับปัญหา

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอให้ทุกท่านเริ่มทำความสะอาดใจ ตัดใจทิ้งเพื่อก้าวสู่ปีใหม่ที่ดีกว่าเดิม


Content_ข้าวคลุก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 20, 2019

ข้าวคลุกกะปิ อีกเมนูคู่ครัวยอดนิยมของคนไทยที่ผสานความเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม รวมถึงความเผ็ดจากเครื่องเคียง  ผักสวนครัว และสมุนไพรต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมีกลิ่นหอมของกะปิที่นำมาคลุกกับข้าวเป็นตัวชูโรง ทั้งนี้นอกจากรสชาติที่ลงตัว ทานง่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย เรียกได้ว่าครบทั้ง 5 หมู่ในจานเดียว ซึ่งวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเคล็ดลับเมนูอร่อยนี้มาฝากกัน

วัตถุดิบจำเป็น

  • องค์ประกอบหลัก ขาดไม่ได้ – ข้าวสวย ประมาณครึ่งกิโลกรัม (ควรหุงข้าวให้ไม่แฉะเกินไป) กะปิ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับคลุกเคล้ากับข้าวสวยที่เราเตรียมมา
  • เครื่องเคียงสารพัดรส หมูสันนอก 3 ขีด น้ำมันพืชครึ่งช้อนชา กระเทียม (สับละเอียด) 1 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 3 ฟอง หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย 3 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอย 10 เม็ด มะม่วงเปรี้ยว (สับละเอียด) 1 ถ้วยตวง ถั่วฝักยาวซอย แครอทซอย และกุ้งแห้งฝอย 1 ถ้วยตวง
  • เครื่องปรุง เติมหน่อยอร่อยแน่ – น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1ช้อนชา

เริ่มเข้าสู่กระบวนการปรุง แยกกรรมวิธีออกเป็น 2 ส่วน

1.เคล็ดลับการผัดข้าว

นำกระทะมาตั้งไฟแล้วนำกระเทียมลงมาคั่วกับกะปิจนเริ่มสุกและส่งกลิ่นหอม ก่อนตักข้าวลงมาผัดคลุกเคล้า โดยอาจปรุงรสเล็กน้อยด้วยการเติมน้ำตาลทรายลงไป เพื่อลดความเค็ม เพิ่มความหอมให้กับข้าวคลุกกะปิ

2.การเตรียมเครื่องเคียง

ไข่เจียวซอย : ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน เทไข่ให้กระจายทั่วกระทะ พลิกไปมาจนรอจนไข่สุกดีแล้วนำมาม้วนเป็นท่อน ซอยให้บาง

หมูหวาน : นำน้ำตาลปี๊บลงไปเคี่ยวลงในกระทะ รอจนงวดเป็นสีน้ำตาล จึงนำเนื้อหมูสันนอกที่หั่นไว้ไปผัดรวมกันจนเนื้อหมูสุกได้ที่ โดยเหตุที่ไม่ใช้หมูสามชั้น เพราะจะมีความเหนียวลิ้นทานแล้วไม่อร่อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่านเป็นหลัก

เครื่องเคียงอื่นๆ : นำผักสวนครัว สมุนไพร อาทิ หอมแดง ถั่วฝักยาว แครอท แตงกวา มะม่วง ตะไคร้ พริกขี้หนูสวน หรือ อื่นๆ มาปอก หั่น ซอย รวมถึงกุ้งแห้งทอด เพื่อนำมาจัดวางพร้อมเสิร์ฟตามใจชอบ

ทราบหรือไม่ว่า “กะปิ” มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก

ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กะปิ 100 กรัม มีพลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ ไรโบฟลาวิน และไนอาซิน ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลาย อาทิ แคลเซียมจากกะปิที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินบี 12 ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง  และยังมีไขมันโอเมก้า 3 จึงช่วยเรื่องโลหิตอุดตันและโรคหัวใจด้วย อย่างไรก็ตาม หากบริโภคมากเกินไปให้ระวังในเรื่องของความเค็ม โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต