Content_แจ็คหม่าซื้อหน้ากาก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2020

อาลีบาบาบริจาค 5 พันล้านบาทช่วยซื้อเครื่องมือแพทย์สู้ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่
พร้อมส่งพนักงานกว้านซื้อหน้ากาก N95 จาก 14 ประเทศ

จากปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองอู่ฮั่น มลฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังทวีความรุนแรงไปทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนของจีนว่า บริษัทเอกชนชื่อดังจำนวนมากได้ร่วมกันบริจาคเงินให้กับรัฐบาลจีนรวมกันมากกว่า 100 กว่าล้านหยวน หรือมากกว่า 500 ล้านบาทแล้ว และคาดว่าจะยังมีการบริจาคเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังระดมกำลัง และวิธีการเพื่อช่วยรัฐบาลหยุดยั้งปัญหาการระบาดอย่างเต็มที่

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่านายแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีน ซีอีโอและประธานบริหารกลุ่มอาลีบาบา ได้ร่วมบริจาคเงินเบื้องต้นจำนวน 1 พันล้านหยวน หรือราว 5 พันล้านบาท พร้อมกับมีคำสั่งให้พนักงานของอาลีบาบาทั้งหมดดำเนินการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่นอย่างเต็มที่ด้วย

โดยพนักงานของอาลีบาบาได้ถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในโรงงานที่ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งในและอีก 14 ประเทศในภูมิภาค เช่น เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย เป็นต้น ตั้งเป้าเบื้องต้นในการจัดหาอุปกรณ์ชุดแรกเป็นหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 2 ล้านชิ้น หน้ากากสำหรับการผ่าตัดของแพทย์ 300,000 ชุด หน้ากากทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้งจำนวน 1 ล้านชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอื่นๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกขนส่งด้วยรถบรรทุก 100 คันผ่านช่องทางพิเศษสู่เมืองอู่ฮั่นต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักข่าว ไชน่านิวส์

ภาพประกอบ : Justin Chin/Bloomberg


Content_5-ประเทศผู้หญิง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 27, 2020

US News & World Report  สำนักข่าวอเมริกันชื่อดังด้านการสำรวจ ความเห็น และผลการจัดอันดับประเด็นด้านสังคมของโลก เปิดเผยข้อมูลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงประจำปี 2020   โดยทำการสำรวจความเห็นจากผู้หญิงจำนวนกว่า  20,000 กว่าคน จาก 73 ประเทศ จากการให้คะแนนจาก 5 ประเด็นได้แก่ การดูแลสิทธิมนุษยชน ,ความเท่าเทียมกันทางเพศ,ความเท่าเทียมกันทางรายได้,ความก้าวหน้า และความปลอดภัย

ผลการสำรวจในปีนี้พบว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดจากการสำรวจว่าเป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตของผู้หญิง คือประเทศเดนมาร์ก ที่ขยับลำดับขึ้นจากอันดับสองในปีที่แล้ว ตามมาด้วยประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ยุโรป และอเมริกา ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกยังคงติดอันดับในการสำรวจครั้งนี้ ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 49 ตกลงจาก 42 เมื่อปีที่แล้ว ประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมด 73 ประเทศ

สำหรับ Top 5 ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงประจำปี 2020 ได้แก่

1.ประเทศ เดนมาร์ก

เดนมาร์กขยับอันดับขึ้นครองอันดับหนึ่งในปีนี้ จากการที่รัฐบาลส่งเสริมนโยบายความเสมอภาคทางเพศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง  โดยเฉพาะนำเสนอระบบการดูแลสวัสดิการสำหรับผู้หญิงในทุกวัย  สำหรับผู้หญิงในวัยทำงาน  รัฐบาลมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้สถานประกอบการต่างๆ จัดมีนโยบายส่งเสริมผู้หญิง เช่น การลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูบุตร  ซึ่งเดนมาร์กถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นด้านนโยบายของสตรีมากที่สุดในสหภาพยุโรป อ้างอิงจากรายงานเรื่อง The Global Gender Gap report 1018 ในเวที เวิร์ลอิโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เดนมาร์กติดอันดับที่ดีที่สุดในลำดับที่  13 จาก 149 ด้วย

2.ประเทศสวีเดน

สวีเดน เสียแชมป์ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงให้กับเดนมาร์ก โดยปีนี้ตกมาอยู่ที่ลำดับสอง อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่า ผู้หญิงชาวสวีเดนมีทัศนคติที่ก้าวหน้าที่สุดต่อความเสมอภาคทางเพศ สวีเดนยังมีแนวโน้มที่ดีในรายงาน Global Gap Report ของโลกในปี 2018 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 จาก 149 ประเทศผู้หญิงสวีเดนมีทัศนคติที่ก้าวหน้ามากในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ

3.ประเทศเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์เป็น ประเทศมีที่มีความคืบหน้าในการลดช่องว่างระหว่างเพศ สุขภาพการ จ้างงาน การศึกษาเศรษฐกิจและมาตรการทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้กับผู้หญิงอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้กับคุณแม่มือใหม่รวมถึงให้การเข้าสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลของกลุ่มสตรีที่เป็นแม่ด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วนจากสวัสดิการการประกันครอบครัวของประเทศ  ดังนั้นผู้หญิงในประเทศเนเธอร์แลนด์จึงสามารถสร้างชีวิตที่สมดุลได้จากการมีเวลาที่ยืดหยุ่น เพราะภาครัฐเข้าใจแรงงานเพศหญิงและผู้เป็นแม่มากขึ้นว่าต้องมีภาระทั้ง 2 ทาง

การยืดหยุ่นเวลาจึงทำให้สามารถทำงานประจำได้ และแบ่งเวลาไปรับผิดชอบภาระทางครอบครัวได้เช่นกัน อัตราการว่างงานของพนักงานหญิงจึงลดน้อยลง

4.ประเทศนอร์เวย์

นอร์เวย์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสมอภาคทางเพศมากที่สุดในโลก ประเทศอยู่ในอันดับที่ 2 จาก 149 ประเทศในรายงาน Gap World Gap ของ World Economic Forum 2018  นอร์เวย์มีนโยบายการลาคลอดบุตรที่กว้างขวางช่วยให้ผู้หญิงได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ คุณแม่สามารถใช้เวลา 35 สัปดาห์โดยที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเต็มหรือ หรือหากหยุด 45 สัปดาห์ที่จะได้รับค่าจ้างสูงถึง  80%

5. ประเทศแคนาดา

แคนาดาจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศที่ดีที่สุด สำหรับผู้หญิงในปี 2020  จากนโยบายของความเท่าเทียมระหว่างเพศทั้งเรื่องของสุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจและการเมือง  โดย แคนาดาอยู่ในอันดับที่ 16 จาก 149 ประเทศในรายงาน Global Gap Report ทั่วโลกของ World Economic Forum 2018  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะพบว่ามีคนจำนวนมากจากทั่วโลกมีความต้องการที่จะอพยพเข้าไปเป็นประชากรของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งนี้

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย  ผลการสำรวจระบุว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด โดยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 18  จากนโยบายสำคัญของประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลยุคใหม่พยายามแก้ไข จากอดีตที่เคยเป็นประเทศที่ผู้หญิงไม่สามารถมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย  โดยรัฐบาลญีปุ่นได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ จากสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันรัฐบาลญีปุ่นหันมาให้ความสำคัญกับเพศหญิง มีการสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคด้านความก้าวหน้าของผู้หญิงทั้งเรื่องชีวิตครอบครัวในการเลี้ยงดูบุตรและการจ้างงาน รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงมากขึ้น เพื่อให้สามารถทำงานขณะเลี้ยงดูบุตรได้  ประเทศญี่ปุ่นจึงเพิ่มสวัสดิการการลาเลี้ยงดูบุตร จาก 50% เป็น 67% ของค่าจ้าง และเพิ่มจำนวนตัวเลือกการเลี้ยงดูเด็กที่มีราคาไม่แพงมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งนโยบายเพื่อให้นายจ้างสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรให้พนักงาน ส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้พนักงานอีกด้วย

ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน  ประเทศที่ติดอยู่ในอันดับสูงสุด ยังคงเป็นประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย และมีสวัสดิการที่ดี  จากการเป็นเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่พลุกพล่าน นับเป็นประเทศ และมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก และที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง  และมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพอนามัย และความเท่าเทียมทางเพศ  โดยสิงคโปร์ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 20 เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 21 ในปีที่แล้ว

ในขณะที่ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 39 ตามด้วยประเทศไทย ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 49 ตกลงจากลำดับที่ 42 ในปีที่แล้ว  และฟิลิปินส์อันดับที่ 42  จากการจัดอันดับทั้งหมด 73  ประเทศ

 

ขอขอบคุณ : https://www.usnews.com/news/best-countries/best-women?slide=3


Content_เครื่องรางรับเฮงตรุษจีน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 25, 2020

ตรุษจีน เป็นเทศกาลสำคัญของคนจีนทั่วโลก  และยังถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่คนจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยในปีนี้วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 ซึ่งนอกจากจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่กับครอบครัวแล้ว  ชาวจีนยังมีพิธีปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว  อาทิ ในการไหว้บรรพบุรุษ  ไหว้เทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการจัดหาสิ่งมงคลเสริมดวง  เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญ ทำมาค้าขายมั่งคั่ง มั่งมี การงานการเงินดี  ตลอดปีกันอีกด้วย

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมสิ่งมงคลยอดนิยม พร้อมความเป็นมาของเครื่องรางสำคัญที่ล้วนมีที่มาและตำนานน่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องรางนำโชคติดตัวเสริมดวง เลือกหามาพกติดตัวให้เกิดความมั่นใจว่าจะทำให้เกิดโชคดีตลอดปีใหม่นี้  มีอะไรบ้างลองไปดูกันเลย

1.ปี่เซี๊ยะ

ปี่เซี๊ยะ เป็นวัตถุมงคลที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องของโชคลาภ เงินทอง การค้าขาย และ ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งสัตว์เทพสวรรค์ ด้วยรูปทรงที่มีครบตามหลักเบญจธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ที่สำคัญคือปี่เซี๊ยะนั้นถูกออกแบบมาให้ตรงตามหลักสัตว์มงคลทุกประการ  ได้แก่ มังกร พญาราชสีห์หรือสิงโต อินทรี กวาง และแมว

โดยตามตำนานเล่าว่า ปี่เซียะเป็นลูกมังกรตัวที่ 9 (เทพแห่งโชคลาภ) ของพญามังกรสวรรค์ มีชื่อเรียกด้วยกันหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น “เทียนลก (กวางสวรรค์)” เป็นชื่อเดิม ส่วนจีนกวางตุ้งจะเรียกว่า “เผ่เย้า” และคนจีนแต้จิ๋วจะเรียกว่า “ผีซิว” เป็นสัตว์ที่กินเก่งและไม่มีรูทวาร จึงไม่มีการขับถ่าย ในปลายยุคราชวงศ์โจว ตรงกับยุคชุนชิว มีการนำปี่เซียะมาใช้เป็นสัญลักษณ์โดยประดับเป็นรูปบนธงสำหรับการออกรบ โดยรวมในอดีตสันนิษฐานว่า ปี่เซียะให้ความหมายในทางความกล้าหาญ การปกป้องคุ้มภัย และการต่อสู้เพื่อจะให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

นอกจากนี้แล้ว ปี่เซียะยังเป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์และคุ้มครองทรัพย์สมบัติอีกด้วย อันเนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินอย่างเดียวไม่มีการขับถ่าย จึงมีการปั้นเป็นรูปปั้นเฝ้าหน้าท้องพระโรง ภายในพระราชวัง เช่น ฮ่องเต้ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงและประเทศจีน

ปี่เซียะ ไม่มีรูทวารหนักและเบา จึงถือเป็นการกักเก็บทรัพย์ ไม่ให้เงิน ทอง รั่วไหลออกไปไหนได้ การนำปีเซี๊ยะขนาดเล็กติดตัวจึงมีความเชื่อว่าจะทำให้มีแต่โชคลาภ ทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ขณะเดียวกันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยขจัดอาถรรพณ์ ภูตผีปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย

 

2. เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน เชื่อจะนำโชคลาภมาสู่ผู้ครอบครอง นิยมบูชาในบ้านเรือน ร้านค้า และพกติดตัวในรูปของเหรียญไฉ่ซิงเอี้ย หรือ จ่ายสินเอี้ย (อักษรจีน: 财神; พินอิน: Cái-shén; อังกฤษ: Cai Shen, God of wealth, God of fortune) เป็นเทพเจ้าของจีนที่ให้คุณทางด้านเงินทอง และโชคลาภ (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) ซึ่งสำหรับชาวจีนแล้วถือเป็นเทพเจ้าที่มีความสำคัญมากที่สุดในการเริ่มเข้าสู่ปีนักษัตรใหม่ (ตรุษจีน) เนื่องจากเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการกราบไหว้เป็นองค์แรกทีเดียว

โดยคำว่า “ไฉ่สิ่ง” หรือ “ไฉ่ซิง” มีความหมายว่า “ทรัพย์สิน” หรือ “สิริมงคล” “เอี้ย” หมายถึง “เทพเจ้า” โดยเทพที่ได้รับการนับถือว่าเป็นไฉ่ซิงเอี้ย มีด้วยกันหลายองค์ แต่องค์ที่ได้รับการบูชามากที่สุด คือ ฟ่านหลี และปี่ กั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ โดยถือว่าเป็นไฉ่ซิงเอี้ยฝ่ายบุ๋น ขณะที่จ้าวกงหมิง และกวนอู ถือเป็นไฉ่ซิงเอี้ยฝ่ายบู๊

มีความเชื่อว่าไฉ่สิ่งเอี้ย จะเสด็จมายังโลกมนุษย์เพียงปีละครั้ง คือ ในวันตรุษจีน ดังนั้น ชาวจีนตั้งแต่โบราณเมื่อเข้าสู่วันตรุษจีน (นับตั้งแต่ 0.00 น.) จะทำการตั้งโต๊ะบูชาไฉ่ซิงเอี้ย โดยการหันหน้าไปทิศต่าง ๆ ที่เชื่อว่าไฉ่ซิงเอี้ยจะเสด็จลงมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยเวลาที่จะทำการบูชา คือ 23.00–01.00 น. ของวันตรุษจีน โดยทำการบูชาที่ดาดฟ้าบ้านหรือหลังคาบ้าน หรือระเบียงบ้านชั้นสองหรือสาม หรือหน้าบ้านก็ได้ ซึ่งของที่ทำการบูชาใช้ของหวาน เช่น ผลไม้, อาหารเจ, บัวลอย, สาคู หรือของรับประทานต่าง ๆ ที่มีสีสันสดใส แต่ไม่ใช้ของคาวหรือเนื้อสัตว์ พร้อมกับนำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง เช่น สมุดบัญชีธนาคาร, เช็ค หรือกระเป๋าเงิน มาตั้งวางไว้ด้วย เป็นต้น และเมื่อธูปที่ใช้บูชาใกล้มอดให้รีบนำเข้าบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อให้ควันธูปที่เหลือนั้นตลบอบอวลอยู่ภายในบ้าน เชื่อว่าเป็นการอัญเชิญไฉ่ซิงเอี้ยเข้ามาประทับในบ้าน

การบูชาไฉ่ซิงเอี้ย สามารถพบได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ทิเบต, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเก๊า, ฮ่องกง เป็นต้น

 

3 .ยันต์ 8 ทิศ “โป๊ยข่วย” หรือ “ปากั้วถู” เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากไม่มีเป็นมี จากบวกเป็นลบ จากร้ายกลายเป็นดี จากทุกข์กลายเป็นสุข ยันต์นี้ เป็นผังสัญลักษณ์แห่งฟ้าและดินในลัทธิเต๋า มีต้นกำเนิดในคัมภีร์โบราณ “อี้จิง” ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปีล่วงมาแล้ว

“อี้” หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล อาจถอดตัวอักษรได้เป็นพระจันทร์กับพระอาทิตย์ เราเรียกกันว่า “หยินกับหยาง” หรือความมืดความสว่าง ความร้อนความเย็น หญิงกับชาย หรือฟ้ากับดิน

ต้นกำเนิดของอี้จิงเกิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิอวี่ บ้านเมืองเกิดอุทกภัยร้ายแรง ปรากฏมีมังกรแบก “ภาพเหอถู” ผุดขึ้นมาจากแม่น้ำฮวงโห และมีเต่าวิเศษคาบ “ตำราลิ่วซู” ผุดขึ้นมาจากลำน้ำลั่วสุ่ย องค์จักรพรรดิได้นำแผนภาพและตำรามาประกอบกัน ปรับเปลี่ยนภูมิลักษณ์ของฟ้าดิน แก้ปัญหาขุนเขา ลำน้ำ ขจัดปัดเป่าอุทกภัยให้กับประชาชนได้สำเร็จ จึงเกิดเป็น “ตำราเหลียงซาน” ที่รวมความพิสดารอันมิอาจล่วงรู้และเปลี่ยนแปลงฟ้าดินสืบทอดกันต่อมา และเรียกในชื่อ “โจว อี้” และกลายเป็นคัมภีร์ “อี้จิง” ในที่สุด

ดังนั้น แผ่นภาพยันต์แปดทิศจึงเป็นผังความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล โดยเชื่อว่าองค์จักรพรรดิจีนได้สังเกตลวดลายแผนผังบนหลังกระดองเต่าวิเศษ ผังดังกล่าวจึงสามารถใช้แก้ไขความบกพร่องของภูมิประเทศ และความเป็นไปในจักรวาล และยังสามารถใช้ทำนายทายทักความสัมพันธ์ของฟ้า ดิน และมนุษย์ได้ยันต์แปดทิศ

แผ่นยันต์โป๊ยข่วย หรือยันต์แปดทิศ ที่พบเห็นจะมีสัญลักษณ์ของหยิน-หยางอยู่ตรงกลาง และมีเส้นขีดล้อมรอบแปดทิศ ขีดเป็นรอยประ (–) และขีดเต็ม (-) เรียงจากบนลงล่างทิศละ 3 ชั้น “ขีดประ” หมายถึงหยิน “ขีดเต็ม” หมายถึงหยาง “ขีดบน” แทนฟ้า “ขีดกลาง” แทนมนุษย์ “ขีดล่าง” แทนดิน รวมกับธาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ

ด้วยหลักแห่งความสัมพันธ์ของจักรวาลและการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ทำให้ “ยันต์โป๊ยข่วย” สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากไม่มีเป็นมี จากบวกเป็นลบ จากร้ายกลายเป็นดี จากทุกข์กลายเป็นสุข นับเป็นแผ่นภาพสำคัญตามความเชื่อแห่งลัทธิเต๋า ที่กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

 

4.ฮก ลก ซิ่ว เป็น 3 เทพเจ้าจีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นมงคล 3 ประการของจีน แห่งการอวยพร

ฮก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ฝู (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 福) หมายถึง โชคลาภและความมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ คือ ประกอบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค แก้วแหวนเงินทอง และบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ มีบุตร ภรรยา ญาติมิตร คนใช้สอย เป็นต้น ลักษณะของฮก เป็นรูปเศรษฐี สวมหมวกมีเส้าข้างหลังสูง มีผ้าคลุมลงไปเบื้องหลัง แสดงโภคสมบัติ มือหนึ่งอุ้มเด็ก แสดงถึงบริวาร สมบัติ นิยมให้เป็นเด็กผู้ชาย เพราะหมายถึงการสืบต่อวงศ์ตระกูล มีค้างคาวเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ความสุข วาสนา

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “เจี่ยวช้ง” เป็นพ่อค้า มหาเศรษฐี ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่ร่ำรวยจากการค้าขายที่สุจริต และ คนในครอบครัว ลูกหลาน ล้วนแล้วแต่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด มีเรื่องเล่าขานกันว่า บ้านพักของท่านเจี่ยวช้งนั้น ห่างจากพระราชวังถึง 20 ลี้ เพียงท่านก้าวพ้นจากเขตที่ดินของท่าน ก็เป็นเขตพระราชวัง ด้วยความที่ท่านมีทรัพย์สมบัติมาก กอปรกับท่านเป็นใจบุญ ให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่ทุกข์ยาก จนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และนับถือท่านเป็นเทพผู้นำความสุขมาให้ ในสมัยก่อน

ลก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ลู่ (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 禄) หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ เกียรติยศ ลักษณะของลก เป็นรูปขุนนางจีนสวมหมวก มีปีกหมวกกางออกไปสองข้าง มือถือคทายู่อี่ ซึ่งเป็นคทาแห่งความสมปรารถนา มีกวางเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ยศถาบรรดาศักดิ์

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “ก๋วยจื่องี้” เป็นข้าราชการระดับอัครเสนาบดี (ข้าราชการระดับสูง) ที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม รับใช้ราชการนานหลายแผ่นดิน ความซื่อสัตย์ และ จงรักภักดีต่อแผ่นดินนั้น เป็นที่ประจักษ์ต่อ ฮ่องเต้หลายพระองค์ จึงมีราชการโองการ ให้อยู่ในตำแหน่งตลอดทั้ง 4 แผ่นดิน และได้รับมอบ ดาบหยก และ เข็มขัดหยก ให้สามารถทำการใดๆ แทนฮ่องเต้ก่อน แล้ว ค่อยทูลถวายภายหลังได้ ท่าน ก๋วยจื่องี้ เป็นข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่ง นานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

ซิ่ว (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ โซ่ว (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 寿) หมายถึงอายุยืน ลักษณะของซิ่วเป็นรูปชายชราหน้าตาใจดี หนวดเครายาวสีขาว ศีรษะล้าน ส่วนหน้าผากโหนกนูนเห็นชัดเจน มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือหนึ่งถือผลท้อ ซึ่งเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืนและมักจะมีนกกระเรียนขาวอยู่ข้างกาย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืนยาว

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “แผ่โจ้ว” เป็นบุคคลที่กลัวความแก่ และความตายมากที่สุด จึงรักษาสุขภาพ ร่างกาย และ จิตใจของตนเองให้มีความสุข แข็งแรง ตลอดเวลา ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวใหญ่ มีภรรยา และ ลูกหลานมากมาย และเป็นที่กล่าวขานกันว่า ท่านแผ่โจ้วนั้นมีอายุยืนกว่า 800 ปี มีภรรยาเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 49 คน และ บุตรหลานเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 154 คน

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องรางที่สามารถพกพาฮก ลก ซิ่ว ขนาดเล็กติดตัวไว้เพื่อเสริมดวงด้านการงาน การเงิน การค้าขาย และช่วยปัดเป่าอุปสรรคกับความเลวร้ายต่างๆ ภายในชีวิต เสริมให้ชีวิตพบแต่ความสุขและคลายเคราะห์กรรมให้เบาบางลงได้

 

5.กบคาบเหรียญ (กิมเซียมซู) หรือกบสามขา เป็นสัตว์เทพที่มีคนนิยมไว้บูชามากที่สุดชนิดหนึ่งไว้เรียกเงิน-ทอง โชคลาภให้เข้าหาตัวเอง บ้าน ร้านค้าขาย กบคาบเหรียญ บางตำนานกล่าวไว้ว่าเป็นสัตว์บนสวรรค์ที่แปลกมหัศจรรย์มาก มีประวัติอันยาวนานมีคนจีนคนไทยนับถือบูชากันเยอะมาก เพราะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ ประวัติกิมเซียมซู ในอดีตกาลบนสรวงสวรรค์ เจ้าแม่ “เอี่ยวตี๊กิมบ๊อ” ซึ่งเป็นพระชนนีขององค์ ” เง็กเซียนฮ่องเต้ “เทพสูงสุดในสวรรค์ ได้เลี้ยงสัตว์ประหลาดไว้ในสระบัวหน้าพระราชวัง สัตว์ตัวนี้เป็นดุจเซียน มีลักษณะคล้ายกบกึ่งคางคกแต่มี 3 ขา มีหางเป็นปลาช่อนอยู่ด้านในมีสีทองอร่ามไปทั้งตัว โดยที่หลังจะมีดาวอยู่ 7 ดวง

วันๆหนึ่ง กิมเซียมซู ไม่ทำอะไรจะใช้ความสามารถพิเศษเรียกเงินเรียกทองมาเล่นสนุกในสระบัว เจ้าแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า”กิมเซียมซู” อยู่วันหนึ่งกิมเซียมซูได้แอบหนีมาโลกมนุษย์ เจ้าแม่โกรธมากจึงบัญชาให้เซียนมังกรมรกตไปตามตัว กิมเซียมซูได้หนีมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีนเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแห้งแล้งกันดาร ประชาชนอดอยากมาก แต่มีหนุ่มคนหนึ่งชื่อนาย “เกี้ยมไฮ้ “ซึ่งเป็นคนดีมีความกตัญญูต่อบิดามารดา กิมเซียมซูได้มาอยู่กับนายเกี้ยมไฮ้ได้เรียกเงินเรียกทองมากให้นายเกี้ยมไฮ้จำนวนมากเพื่อนำมาแจกชาวบ้านแลัยีงนับดาลให้ฟ้าฝนตกมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมู่บ้าน จนทั้งนายเกี้ยมไฮ้และทุกคนในหมู่บ้านร่ำรวยไม่มีใครจนเลย

พอเซียนมังกรมรกตมาพบกิมเซียมซูได้เห็นว่ากิมเซียมซูทำความดี จึงนำเรื่องไปรายงานเจ้าแม่เอี๊ยวตี๊กิมขจี เจ้าแม่จึงยินดีมากได้ประธานพรให้กิมเซียมซูว่า เมื่อเจ้านั้นอยู่ที่ไหนก็ให้ที่นั้นมีแต่ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นกิมเซียมซูจะเสกเงินเสกทองได้เองแล้วยังทำให้บริเวณที่กิมเซียมซูอยู่นั้นมีแค่ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมา ค้าขายดีอยู่ที่ไหนให้ที่นั้นไม่ยากจนไม่ขัดสน ให้ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติเงิน ทองมากมายก่ายกอง ต่อมาผู้คนจึงนิยมบูชากิมเซียมซูและทุกคนก็มั่งมีเงินทอง ทำมาค้าขายก็ดีทำธุรกิจการงานก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้า

เครื่องรางทั้ง 5 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องรางยอดนิยมตามความเชื่อของชาวจีนที่เกิดจากตำนานโบราณในอดีต ดังนั้นผู้ที่ต้องการเสริมดวง ความเป็นสิริมงคลในปีใหม่จีนในปีนี้ก็สามารถเลือกหามาพกติดตัวกันได้แล้วแต่ความต้องการและจุดประสงค์ต่างๆ

ซินเจียยู่อี่  ซินนี้ฮวดไช้


Content_ขนมเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 24, 2020

ขนมเทียน ขนมเข่ง ขนมมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

ขั้นตอนการทำขนมเทียน ไส้หวาน  สำหรับทำประมาณ 100 ห่อ

ส่วนประกอบ

– มะพร้าวทึนทึกขูด (ใช้เนื้ออ่อน)                          1              กิโลกรัม

– ถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก                                    2              ขีด

– งาขาว (คั่วแล้วนำไปตำหรือปั่นละเอียด)          2              ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลปี๊บ                                                            6              ขีด

– น้ำเปล่า (สำหรับเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ)

ก่อนจะมาถึงขั้นตอนการผัดใส่ ต้องเตรียมวัตถุดิบ อย่างเช่น

  • ถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก ล้างให้สะอาด แช่น้ำไว้ก่อนนึ่งประมาณ 6 ชั่วโมง หรือจะแช่ค้างคืนก็ได้ การนำถั่วมาแช่น้ำก่อนจะช่วยลดระยะเวลาในการนึ่งให้ถั่วสุกง่ายและนิ่มขึ้น แล้วจึงนำไปปั่นให้เนื้อนวลละเอียด
  • ส่วนงาขาวก็ให้นำมาล้างให้สะอาดด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นผึ่งให้แห้ง แล้วนำมาคั่วให้เม็ดกลม ขึ้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ บดให้ละเอียด

วิธีทำไส้หวาน

– นำน้ำตาลปี๊บมาเคี่ยวกับน้ำเปล่า ใช้ไฟปานกลางจนน้ำตาลละลาย ข้นเหนียวเป็นสีกาละแม แล้วใส่มะพร้าวทึนทึกที่ขูดแล้วลงไปผัดต่อจนมีกลิ่นหอม

– เติมถั่วเหลืองที่นึ่งเตรียมไว้ลงไปผัดต่อให้เข้ากัน หลังจากนั้นใส่งาขาวคั่วลงไป ผัดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน

– ปิดไฟแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อนพอดีคำ เพื่อเตรียมห่อกับแป้ง

ขั้นตอนการทำขนมเทียน ไส้เค็ม  สำหรับทำประมาณ 100 ห่อ

ส่วนประกอบ

–  ถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก                                   1 กิโลกลัม (เมื่อถั่วสุกบานแล้วจะจะได้ประมาณเกือบ 2 กิโล)

– หมูสามชั้นบด                                                      3 – 4 ขีด

– ฝักเชื่อม (ตังกวยแฉะ – นำมาซอย)                   1 ขีด

– หอมแดง (ยังไม่ซอย 6 ขีด)                                  เจียวแล้วจะได้ 1 กำมือ

– รากผักชี                                                               ซอย 1 ช้อนโต๊ะ (โขลกแล้วนำไปเจียวกับน้ำมันเล็กน้อย)

– เกลือ                                                                     2 ช้อนชา

– น้ำมันหมู                                                              1 ช้อน (ถ้าเนื้อไส้แห้งไปค่อยเติมเพิ่ม)

– น้ำตาลทราย                                                       ประมาณ ครึ่งกิโลกรัม

– พริกไทย (ป่น)                                                      2 ช้อนโต๊ะ

ก่อนจะมาถึงขั้นตอนการผัดใส่ ต้องเตรียมวัตถุดิบ อย่างเช่น

ถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก ล้างให้สะอาด แช่น้ำไว้ก่อนนึ่งประมาณ 6 ชั่วโมง หรือจะแช่ค้างคืนก็ได้ การนำถั่วมาแช่น้ำก่อนจะช่วยลดระยะเวลาในการนึ่งให้ถั่วสุกง่ายและนิ่มขึ้น แล้วจึงนำไปปั่นให้เนื้อนวลละเอียด

– หมูสามชั้นบด รากผักชี หอมแดง นำมาเจียวให้สุกเหลืองและมีกลิ่นหอม ก่อนที่จะนำไปผสมรวมกับวัตถุดิบอื่นๆ การที่ทำวัตถุดิบให้สุกก่อนจะช่วยให้ขนมไม่เสียง่าย

วิธีทำไส้เค็ม

– นำส่วนผสมทุกอย่างมาเทรวมกันในภาชนะ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลทราย และพริกไทยตามชอบ คลุกเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน ชิมรสตามชอบ ถ้าจะให้อร่อยไส้ต้องมีรสเค็มนำเล็กน้อย เพราะเมื่อเวลาที่นำมารวมกับแป้งจะได้รสที่กลมกล่อม

– หลังจากนั้นนำไปผัดในกระทะอีกครั้ง โดยระหว่างที่ผัดให้ใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย  ใช้ไฟอ่อน ผัดให้ส่วนผสมทุกอย่างให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน จนพอที่จะปั้นเป็นก้อนได้ แล้วตักขึ้นทิ้งไว้ให้เย็นเพื่อเตรียมห่อกับแป้ง

ขั้นตอนการทำแป้งห่อ

ส่วนผสมแป้ง

– แป้งข้าวเหนียว                                                    1 – 1.5 (กิโลครึ่ง – ตามแต่ชอบแป้งบางหรือหนา)

– น้ำกะทิ (แยกหัวกะทิกับหางกะทิ)                     ครึ่งกิโล (แล้วจึงคั้นใช้หัวกะทิก่อน)

– มันเทศนึ่งสุก                                                        หัวใหญ่ 1 หัว (ปอก ล้าง หั่นซอยและนำมานึ่ง แล้วบด)

– น้ำตาลปี๊บ                                                            6 ขีด (สำหรับแป้ง 1 กิโลกรัม)

– น้ำเปล่า

ขั้นตอนการทำแป้ง

– ก่อนที่จะนำแป้งมาผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ ให้นำแป้งร่อนก่อน เพื่อให้แป้งกระจายตัว ไม่เกาะเป็นก้อน ช่วยให้เข้ากับส่วนผสมอื่นได้ง่าย

– เคี่ยวน้ำตาลปี๊บกับน้ำเปล่า จนน้ำตาลละลายเป็นสีกาละแม ปิดไฟแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำมากรองให้สะอาด การใช้น้ำตาลที่เคี่ยวแล้วแทนน้ำตาลปี๊บจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมของแป้ง

– หลังจากนั้นเทแป้งใส่ชาม เติมหัวกะทิลงไปก่อน แล้วค่อยๆนวดผสมไปกับแป้ง หลังจากนั้นเติมน้ำตาลลงไป ผสมให้เข้ากัน คอยเติมหัวกะทิและน้ำตาลเป็นระยะๆ หากหัวกะทิที่เตรียมไว้ไม่พอ ให้นำหางกะทิมาผสมแทนได้เช่นเดียวกัน ค่อยๆ นวดแป้งกับส่วนผสมต่างๆ จนเนียนเป็นเนื้อเดียว หลังจากนั้นก็ให้ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใส่มันเทศที่นึ่งสุกแล้วลงไป นวดจนเข้ากันอีกครั้งก็เสร็จพร้อมที่จะนำไปห่อ

 

เคล็ดลับ ระหว่างการทำของทุกอย่างต้องสุกดีแล้ว จะทำให้สามารถชิม และเพิ่มรสชาติที่ชอบได้ก่อนนำไปนึ่ง


Content_พระนางพญา_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 23, 2020

แปลกแต่จริง..เมื่อการ “เปิบพิสดาร” คือ ที่มาของอีโบล่า ซาร์ส และไวรัสอู่ฮั่น! โดยเป็นหนึ่งข้อสันนิษฐานสำคัญเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) หรือ ไวรัสอู่ฮั่น ล่าสุด ผอ.ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ออกแถลงเมื่อวันพุธ 23 มกราคม 2563 ที่ผ่านว่า เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ไวรัสร้ายชนิดนี้น่าจะมาจาก “การเปิบพิสดารสัตว์ป่า” แม้จะยังไม่ยืนยันแหล่งต้นกำเนิดชัดเจน ขณะที่ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อชื่อดังของจีน รายงานสอดคล้องกันว่าทางการจีนมีข้อสันนิษฐานว่าต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น อาจมาจาก “ตลาดค้าส่งอาหารทะเล” แห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น โดยมีการพบป้ายเมนูเปิบพิสดารและมีการชำแหละ–วางขายเนื้อสัตว์ป่าราว 112 ชนิด อาทิ สุนัขจิ้งจอก จระเข้ งู หนู นกยูง ซาลาแมนเดอร์ยักษ์พันธุ์จีน เม่น อูฐ หมีโคอาล่า ฯลฯ ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์จีน คาดว่าแนวโน้มอาจเกิดจากงูเห่าจีนและงูสามเหลี่ยมจีนที่วางขายในตลาดดังกล่าว และปัจจุบันทางการจีนก็ได้สั่งปิดทำการตลาดแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อค้นข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของครั้งใหญ่ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่าสนใจว่า หลายกรณีล้วนถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากการ “เปิบพิสดาร” อาทิ

“อีโบล่า” ที่แพร่ระบาดในแถบทวีปแอฟริกามาตั้งแต่ พ.ศ.2519 ก่อนลุกลามครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2559 มีข้อสันนิษฐานกันว่า ต้นตอเกิดจากการบริโภค “ค้างคาว” นอกจากนี้ข้อมูลการวิจัยหลายประเทศยังยืนยันตรงว่า “ค้างคาว” ถือเป็นแหล่งรังโรคไวรัสที่ติดจากสัตว์สู่คนได้อย่างน้อย 60 ชนิด อาทิ ไวรัสนิปปาห์ เชื้อไวรัสเฮนดรา ที่ทำให้เกิดไข้สมองอักเสบ, เชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส ไวรัสอีโบลา ไวรัสแอสโทรที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง

“ซาร์ส (SARS)” หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ที่เกิดจาก “เชื้อไวรัสโคโรน่า” เคยแพร่ระบาดลุกลามครั้งใหญ่ไปกว่า 37 ประเทศทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 750 คน ช่วง พ.ศ.2545 – 2546 ก็สันนิษฐานว่าเกิดจากการบริโภค “ชะมด” หลังทางการจีนตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอุ้งเท้าชะมดที่ตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าในมณฑลกวางตุ้ง ทำให้ในเวลาต่อมามณฑลกวางตุ้ง จึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส โดยเน้นมาตรการตรวจสอบการลักลอบเลี้ยง ขาย ฆ่าและการกินชะมด นอกจากนี้พบเชื้อชนิดนี้อีกในแรคคูน แบดเจอร์ และค้างคาว* อีกด้วย (*บางแหล่งข้อมูลระบุว่าต้นตอโรคซาร์สมาจากค้างคาว)

 

ปัจจุบัน ไวรัสอู่ฮั่น หรือ โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ซึ่งอยู่ในสายพันธุ์เดียวกับโรคซาร์ส กำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะเริ่มปรากฏผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยซึ่งยืนยันโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐมแล้วว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าวจริง

ส่งผลให้ล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศระงับการเดินทางเข้าออกอู่ฮั่นทุกประเภท เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลาม พร้อมสั่งให้ประชาชนในอู่ฮั่นทุกคนต้องสวมหน้ากากป้องกัน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกหรือไม่ ซึ่งต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด


Content_เต่ามะเฟือง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 22, 2020

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกเต่ามะเฟือง ที่เกิดจากแม่เต่าที่พากันขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดของ จ.พังงา  และ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้วได้เริ่มทยอยฟักเป็นตัวและเริ่มเดินลงสู่ทะเลกว่าร้อยตัวแล้ว และยังมีไข่อีกจำนวนมากกำลังค่อยๆ ฟักเป็นตัวและคืนกลับสู่ธรรมชาติในท้องทะเลที่เป็นที่อาศัยของมันต่อไป

การขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟืองจำนวนกว่า 7 รังในปีนี้ นับเป็นข่าวดีที่ได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางของไทย เพราะนั่นหมายถึงจำนวนของเต่ามะเฟืองที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากที่พวกมันลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้านี้ จากการคุกคามของมนุษย์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในขณะที่ในประเทศไทยได้จัดให้เต่ามะเฟืองเป็น  สัตว์สงวนลำดับที่ 18 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535  โดยพบว่าในประเทศไทยที่เต่ามะเฟืองไม่ขึ้นมาวางไข่นานกว่า 5 ปี ก่อนที่พวกมันจะเริ่มขึ้นมาวางไข่อีกครั้งในปี 2561 แต่ก็มีลูกเต่าฟักเป็นตัวไม่ถึง 10 ตัว

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง จนกระทั่งไข่ถูกฟักเป็นตัวจำนวนกว่าร้อยตัวในครั้งนี้จึงกลายเป็นข่าวดีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักอนุรักษ์รวมถึงคนไทยจำนวนมากนั่นเอง

เต่ามะเฟือง เป็น เต่าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเต่าที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ความยาวของลำตัวถึง 1.8 เมตร ทั้งยังไม่มีแผ่นกระดองหลังและกระดองใต้ท้องเช่นเต่าทะเลทั่วไป แต่กระดองหลังมีลักษณะคล้ายแท่งยางแข็งที่มีสันนูนขึ้นตามยามจำนวน 7 สัน จึงมีรูปร่างคล้ายผลมะเฟือง

อุปนิสัย: มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเต่าทะเลอื่นๆ โดยดำรงชีวิตอยู่ในทะเลเปิด กินแมงกระพรุนเป็นอาหาร รวมทั้งพวกเพรียงหัวหอมที่ล่องลอยอยู่ในทะเล หาดที่ใช้วางไข่ต้องมีระดับน้ำลึก คลื่นแรงและมีแนวลาดชันขึ้นสู่หาด ร่องรอยเต่ามะเฟืองจะมีลักษณะกว้างกว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาและมีวงกลับ ตัวเต่าตัวเมียจะวางไข่ 4-6 ครั้งในฤดูหนึ่งๆ ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 7-8 เซนติเมตร จำนวนไข่ที่วางจะวางแตกต่างกันไประหว่าง 64 – 104 ฟอง โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวประมาณ 55-60 วัน

ลูกเต่าที่ฟักออกเป็นตัว จะยังคงอยู่ในหลุมฟักไข่อีก 1-2 วัน เพื่อรอให้ไข่ฟองที่เหลือฟักตัวออกมา จากนั้นจึงอาศัยในช่วงเวลากลางคืนเพื่อคลานออกมาจากหลุมพร้อมๆ กัน ก่อนมุ่งหน้าลงสู่ทะเลโดย ลูกเต่าจะใช้จะว่ายน้ำอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อหลบหนีศัตรูตามธรรมชาติอันมีมากมายบริเวณชายฝั่งมุ่งออกทะเลลึก เต่ามะเฟืองซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตหากินในบริเวณทะเลลึกไกลจากฝั่ง และจะเข้ามาชายฝั่งอีกครั้งเพื่อการผสมพันธุ์และวางไข่

ปัจจุบันเต่ามะเฟืองอยู่ในสถานภาพเสี่ยงวิกฤติต่อการสูญพันธ์เนื่องจากภัยคุกคามต่าง ๆ ทางทะเลจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเต่ามะเฟืองจำนวนมากตายไปเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไป นอกจากนี้ยังพบว่าติดเครื่องมือประมงระหว่างการเดินทางมาวางไข่ และระหว่างพักช่วงการวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง มีโอกาสที่จะติดเครื่องมือประมง ทั้งเครื่องมือประมงพาณิชย์ เช่น อวนลาก และเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น อวนลอย เบ็ดราวปลากระเบน และโป๊ะน้ำตื้น

 

ถูกรบกวนจากกิจกรรมในทะเล เช่น แสงไฟของเรือที่จอดบริเวณชายหาด ขยะ และน้ำเสียจากเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล เช่น สกู๊ตเตอร์ รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล นอกจากนั้นความสนใจของนักดำน้ำต่อเต่าทะเลยังรบกวนการพักผ่อน หากินของมันอีกด้วย

การสูญเสียสภาพชายหาดที่เหมาะสมต่อการวางไข่ คือการสูญเสียบริเวณหาดทรายที่เหมาะสมต่อการวางไข่ของเต่าทะเลจากการก่อสร้างสิ่งลุกล้ำลงไป หรือกิจกรรม แสง สี เสียง รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่าความสกปรก และขยะบริเวณชายหาด

การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์และการบริหารจัดการชายฝั่งทะเลของไทย จนทำให้พวกมันสามารถขึ้นมาวางไข่และฟักเป็นตัวเพื่อดำรงค์เผ่าพันธุ์เต่ามะเฟือง … พันธุ์เต่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ นักสู้แห่งท้องทะเลของพวกมันต่อไป


Content_ซึมเศร้าตามฤดู_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 22, 2020

อาการซึมเศร้าถือเป็นอีกหนึ่งภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยมาก บางคนไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นเลยด้วยซ้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า ภาวะของอาการซึมเศร้านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อาการเป็นอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบมาให้ทุกคนแล้ว

 

กินอยู่เป็นเป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งภาวะโรคร้ายที่พบเจอกับหลาย ๆ คน บางคนไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นเลยว่ากำลังเป็นโรคซึมเศร้า มารู้อีกทีก็ในวันที่สายไปแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภาวะของอาการซึมเศร้านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลได้

ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (SAD)

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า SAD หรือ Seasonal Affective Disorder ซึ่งเป็นอาการซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศเขตหนาว โดยผู้ป่วยภาวะนี้จะมีอาการของโรคซึมเศร้าเป็นระยะ ซึ่งจะเกิดขึ้นและหายไปในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการในฤดูหนาวและค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อถึงฤดูร้อน

 

ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้นั้น มักจะมีอาการซึมเศร้าเมื่อกลางวันเริ่มสั้นลงและกลางคืนยาวขึ้น อาการของผู้ป่วยโรคนี้นั้นประกอบด้วยการรู้สึกว่ามีความสุขและระดับพลังงานลดลง รู้สึกไม่มีค่า ไม่มีสมาธิ และไม่สามารถควบคุมความต้องการรับประทานน้ำตาลหรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงได้ ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่โรคนี้ก็อาจทำให้คุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ และมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและในที่ทำงานได้

 

ปัจจุบัน ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุเช่นการเปลี่ยนแปลงวงจรกลางวันและกลางคืนของร่างกาย การรับแสงของตา และการทำงานของสารเคมีต่าง ๆ เป็นต้น

 

ข้อมูลจากงานวิจัยจากศาสตราจารย์ Lance Workman แห่งมหาวิทยาลัยเชาห์เวลส์ เสนอแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจว่า ดวงตาสีน้ำตาลอาจเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ได้ เพราะจากการทดลองกับนักศึกษา 175 คน พบว่า ผู้ที่มีดวงตาสีน้ำเงินหรือเขียว ทำคะแนนแบบสอบถามประเมินรูปแบบการเป็น SAD ได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่มีดวงตาสีเข้มหรือสีน้ำตาล ซึ่งผลที่ออกมก็สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผู้ที่มีดวงตาสีน้ำตาลต้องซึมซับแสงแดดในปริมาณมากกว่าผู้ที่มีดวงตาสีฟ้าหรือเขียวกว่าที่จะสามารถรับแสงให้ไปถึงเชลล์เรตินได้ ซึ่งการจะซึมซับแสงปริมาณมากในฤดูหนาวก็เป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ การที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาวและมีดวงตาสีฟ้า อาจเป็นการกลายพันธุ์ตั้งแต่ในยุคโบรณที่กิดขึ้นพื่อต่อสู้กับอาการ SAD ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์อพยพไปยังพื้นที่ในละติจูดเหนือแล้วก็เป็นได้

 

 

วิธีการรักษา

การรักษาหลัก ๆ ของอาการซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือ SAD นั้น นอกจากการรับประทานยาต้านอาการซึมเศร้านั้น ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถใช้รักษาได้ก็คือการใช้แสงนั่นเอง เนื่องจากผลการวิจัยที่ระบุไว้ข้างต้นนั้น ปัญหาคือหากการที่ผู้ป่วยได้รับแสงลดลงแล้วทำให้เกิดโรคดังกล่าว ทำให้การที่ผู้ป่วยได้รับแสงเพิ่มขึ้นก็อาจจะรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากแสงที่สว่างจะไปกระตุ้นเซลล์ที่อยู่ในจอรับภาพภายในลูกตาที่เชื่อมต่อกับสมองส่วนไฮโพทาลามัสซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบวงจรกลางวันกลางคืนของร่างกาย การกระตุ้นให้สมองส่วนนี้ทำงานในช่วงเวลาที่จำเพาะทุก ๆ วัน จะช่วยทำให้ระบบวงจรดังกล่าวนั้นกลับมาทำงานตามปกติและช่วยลดอาการที่เกิดขึ้นได้

 

การรักษาวิธีนี้ทำได้โดยการนั่งใกล้ ๆ กล่องแสง หรือ light box โดยใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที/วัน ในช่วงที่เพิ่งตื่นนอน กล่องดังกล่าวจะให้แสงความเข้มข้นขนาด 10,000 ลักซ์ ซึ่งเข้มข้นมากกว่าแสงภายในอาคารปกติถึง 100 เท่า ในช่วงเวลาดังกล่าวคุณจะต้องลืมตา แต่อย่ามองเข้าไปที่แสงโดยตรงซึ่งอาจจะทำกิจกรรมได้แก่ การอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือ นิตยสาร หรือทำงานไปด้วยก็ได้

 

สุดท้าย ภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาลนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีหลายวิธีที่สามารถใช้ในการรักษาได้ ฉะนั้นควรพิจารณาทางเลือกในการรักษาจากแพทย์ก่อนเสมอและติดตามอาการเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยลดอาการภาวะดังกล่าวไม่ให้มาแผ้วพานตัวคุณอีกเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_อิลูมินาติ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 21, 2020

  • “อิลลูมินาติ” (Illuminati) ถือกำเนิดจากนิยายล้อเลียนเสียดสีสังคมที่แต่งขึ้นในยุคทศวรรษ 1960 โดยมีจุดประสงค์กระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงอำนาจควบคุมทางสังคมของกลุ่มชนชั้นนำ ก่อนที่เรื่องนี้จะถูกขยายผสมโรงจนกลายเป็นมายาคติที่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก

  • ความหมายของคำว่า “อิลลูมินาติ” (Illuminati) มีที่มาจากคำว่า “อิลลูมินาตุส” (Illumintus) ในภาษาละติน แปลว่า รู้แจ้ง หรือ ผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ

  • อิลลูมินาติ เคยมีตัวตนจริงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เกิดจากการก่อตั้งสมาคมลับของเหล่าปัญญาชนในแคว้นบาวาเรียของเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2319 เพื่อต่อต้านอิทธิพลศาสนาและชนชั้นนำที่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันชาวบ้าน แต่ท้ายสุดก็ค่อย ๆ ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมและองค์กรทางคริสต์ศาสนาทำให้กลายเป็นพวกนอกกฎหมาย สูญหายจากหน้าประวัติศาสตร์

“อิลลูมินาติ” มีจริงหรือ ไม่ วันนี้คงตัดสินไม่ได้และถูกทิ้งให้เป็นปริศนาต่อไป  ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเลือกเชื่อแบบใดเป็นสำคัญ …

องค์กรลับลวงพราง เงาดำหวังครองโลก?

ผู้คนจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป “เชื่อว่า” สมาคมลับอิลลูมินาติ คือ ผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังการเมืองการปกครองโลก โดยแฝงเร้นเป็นเงาดำเพื่อก่อการลับจัดระเบียบโลกใหม่ ทั้งอยู่เบื้องหลังการล้มล้างการปกครอง หรือ เหตุการณ์สำคัญของโลก อาทิ การปฏิวัติฝรั่งเศส การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา การลอบสังหารผู้นำประเทศต่างๆ ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดนี้แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาคมลับของปัญญาชนแคว้นบาวาเรียในศตวรรษที่ 18 เลยแม้แต่น้อย

ความเชื่อเกี่ยวกับอิลลูมินาติในยุคใหม่ เป็นผลมาจากอิทธิพลของเหล่าบุปผาชน หรือ ฮิปปี้ยุคทศวรรษ 1960 ซึ่งคลั่งไคล้ในแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับวัฒนธรรมกระแสหลักและอำนาจของผู้ปกครอง จึงรื้อฟื้นความเชื่อเรื่องสมาคมลับอิลลูมินาติขึ้นมาอีกครั้ง โดยแต่งเติมเนื้อหาสาระให้ต่างไปจากเดิม ผ่านการตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ Principia Discordia หรือ “หลักการของผู้เห็นต่าง” เพื่อล้อเลียนแนวคิดในคัมภีร์ศาสนาที่กลายเป็นการจุดประกายและขยายผลให้เกิดความเชื่อเรื่องดังกล่าวออกเป็นวงกว้าง

ในเวลาต่อมาได้มีการแต่งนิยายไตรภาคเรื่อง The Illuminatus! Trilogy ซึ่งมีเนื้อหาเฉลยปริศนาลึกลับแห่งยุคหลายเรื่อง เช่น อ้างว่าอิลลูมินาติคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังการสังหารประธานาธิบดีเคเนดี้ ทำให้นิยายดังกล่าวขายดิบขายดีและถูกสร้างเป็นละครเวทียอดนิยมในเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ ชื่อของวงดนตรีดังหลายวงในยุคนั้นตั้งขึ้นตามตัวละครเด่นในนิยายไตรภาคเรื่องนี้ ทั้งยังมีเกมการ์ดบทบาทสมมติที่ใช้เรื่องราวของอิลลูมินาติออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2518 อีกด้วย ก่อนถูกนำไปผสมโรงเข้ากับบทประพันธ์ หรือ นิยายอีกหลายเรื่อง ทำให้คนจำนวนมากในยุคนั้นจำฝังใจและเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดนี้ว่าเป็นจริง

Believe It or Not!

ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด เรื่องเล่าขานของอิลลูมินาติยังยืนยงอยู่คู่สังคมโลกมาตลอด จนกลายเป็นหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่เล่าลือกันอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก เพราะมีความพยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับเหตุการณ์ประหลาด หรือ เรื่องสำคัญที่ร่วมสมัย อาทิ การเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ การตั้งฐานทัพลับของมนุษย์ต่างดาว  เหตุการณ์ 911 รวมถึงการครอบงำเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานใดมาพิสูจน์

ปัจจุบัน “สัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติ” ยังคงถูกพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นภาพ meme ที่ว่อนกระจายทั่วอินเตอร์เน็ต ศิลปะ ดนตรี บทประพันธ์ นิยาย เครื่องแต่งกาย หรือ พฤติกรรมดารา นักร้อง อาทิ เจย์ ซี และบียอนเซ่ ยังเคยชูมือทำสัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต

รวมถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องที่นำมาผูกโยง อาทิ “เทวากับซาตาน” หรือ Angels & Demons ของแดน บราวน์ ผู้ประพันธ์เรื่อง The Davinci Code รวมถึงยังถูกใช้สร้างประเด็นทางการเมืองหลายประเทศ เช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายครั้งที่ผ่านมา

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง : ฺBBC ไทย

 

 

 


Content_Sakura-forecase_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 17, 2020

ในทุกต้นปีของแต่ละปี กรมอุตุนิยมวิทยาประเทศญีปุ่น จะออกประกาศการคาดการณ์ช่วงซากุระบานประจำปีในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนท่องเที่ยวได้เหมาะสมและได้ชมดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้พลิ ที่ถือเป็นช่วงอากาศดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปและยังเป็นช่วงพีคสุดอีกช่วงหนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับปีนี้ มีการออกประกาศคาดการณ์ช่วงซากุระบานออกมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ระบุว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ในพื้นที่เมืองฟุกุโอกะ ทางภาคใต้ของประเทศก่อนที่จะทยอยบานสะพรั่งสู่ภาคเหนือของประเทศจนถึงเขตเหนือสุดคือฮอกไกโดที่ซากุระจะเริ่มบานในเดือนพฤษภาคม 2563

สำหรับผู้ที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศซากุระบานสะพรั่งเป็นสีชมพู สามารถใช้เกณฑ์คาดการณ์นี้เป็นข้อมูลนาการวางแผนการเดินทางได้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีจุดชมวิวยอดนิยมสำหรับการชมซากุระบาน วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีจุดซากุระยอดนิยมในแต่ละพื้นที่มาเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินสุดๆ กันไปเลย

 

1.ฟุกุโอกะ คาดการณ์ว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม  

  • ปราสาทฟูกุโอกะ (Fukuoka Castle/Maizuru Park) ภายในสวนมาอิซูรุ(Maizuru Park) ปลูกต้นซากุระไว้ประมาณกว่า 1,000 ต้น ทำให้พวกมันจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพู นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวสวยงามของดอกไม้และยังได้ชมความเก่าแก่ของปราสาทไปด้วย
  • สวนริมทะเลอูมิโนนาคามิจิ (Uminonakamichi Seaside Park) สวนสวยริมมีต้นซากุระมากกว่า 2,000 ต้น เรียงรายไปตามทางเมื่อซากุระบานจะได้บรรยากาศสดชื่นสวยงามอย่างบอกใคร
  • สวนนิชิ (Nishi Park/Nishi Koen) เป็นนสวนที่ติด 1 ใน 100 จุดที่ดีที่สุดสำหรับชมดอกซากุระของญี่ปุ่น มีต้นซากุระปลูกอยู่บนเนินเขามากกว่า 1,000 ต้น ภายในยังมีศาลเจ้าเทรุโมะ (Terumo Shrine) ให้ได้สักการะกันอีกด้วย

2.โอซาก้าเกียวโต เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ทั้งสองจังหวัดนี้มีที่ชมซากุระสวยๆ มากมายแต่ที่พลาดไม่ได้ อาทิ

  • แม่น้ำโอคาวะ (Okawa River) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองโอคาวะมีซากุระเรียงรายไปตามริมน้ำกว่า 4,800 ต้น ทำให้เมื่อซากุระบานจะทำให้บริเวณสองริมฝั่งแม่น้ำกลายเป็นสีชมพูสวยงาม
  • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มีจุดชมซากุระมากมายไม่ว่าจะตรงป้อมปราสาทเท็นชุคาคุหรือตรงสวนนิชิโนะมารุ ที่มีซากุชมกว่า 300 ต้น ท่ามกลางทัศนียภาพของปราสาทโอซาก้าที่เป็นไฮไลท์ของเมือง
  • ถนนเทสึงาคุ โน มิจิ หรือ เส้นทางนักปราชญ์ (Tetsugaku no michi/Philosopher’s Path) เกียวโต เป็นเส้นทางริมคลองที่เชื่อมต่อระหว่างวัดกินคะคุจิกับวัดนันเซนจิ ซึ่งเรียงรายด้วยต้นซากุระกว่า 100 ต้น เมื่อซากุระบานถนนจะกลายเป็นสีชมพู เป็นอีกหนึ่งจุดของการเช็คอินช่วงซากุระบานของเกียวโต
  • วัดคิโยมิซุเดระหรือวัดน้ำใส(Kiyomizudera) หรือ “วัดน้ำใส” ในเกียวโต แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง มีจุดชมซากุระทั้งที่อาคารไม้หลัก และบริเวณบ่อน้ำใกล้ทางออกวัดจะมีต้นซากุระเรียงรายสวยงามเช่นกัน
  • อาราชิยาม่า(Arashiyama) แหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติที่พลาดไม่ได้ ในฤดูใบไม้ผลิมีจุดชมหลายแห่งเช่น สะพานโทเกสึเคียว(Togetsukyo Bridge) ภูเขาอาราชิยาม่า นสวนนาคาโนชิมะที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หรือในบริเวณในบริเวณวัดไดคาคุจิ(Daikakuji Temple) มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นซากุระมากมาย

3.นาโกย่า เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม มีจุดชมซากุระที่สวยงาม เช่น

  • ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่มีซากุระประมาณ 10 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โซเมอิโยชิโนะและซากุระพวงระย้า เทศกาลชมซากุระเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน นอกจากนั้นยังมีซากุระพันธุ์หายาก เรียกว่า gioiko ซึ่งบานในช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นดอกซากุระสีเขียวหายากและบานช้ากว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ มีการประดับไฟช่วงกลางคืนด้วยตั้งแต่เวลาทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
  • ริมฝั่งแม่น้ำยามาซากิ(Yamazakigawa Riverside)ได้ชื่อว่าเป็น ทางเดินสี่ฤดู และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่งามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งซากุระเกือบ 600 ต้น จะเรียงรายยาวไปถึง 8 กิโลเมตร  และจุดชมดอกซากุระริมแม่น้ำที่พลาดไม่ได้คือ บริเวณสะพานคานาเอะโคบาชิ
  • หอคอยอินุมิยะ (Inuyama Castle) หนึ่งในหอคอยเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และติดอันดับ 1 ใน 4 ปราสาทที่กำหนดให้เป็นสมบัติแห่งชาติ สามารถเดินชมวิวได้ทั้ง 4 ทิศ โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ปราสาทแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสำหรับการเดินทางมาชมความสวยงามของดอกซากุระ พร้อมทั้งมีการจัดงานเทศกาลอินุยะมะในช่วงต้นเดือนเมษายนอีกด้วย

4.โตเกียว เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม นับว่าเป็นจุดที่บานเป็นที่แรกๆ และในช่วงเวลาเดียวกับฟุกุโอกะ เลยที่เดียว โดยที่โตเกียวมีจุดชมซากุระชื่อดังหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสวนสาธารณะที่สามารถเข้าชมได้ฟรี ที่สามารถเลือกชมได้ อาทิ

  • สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านชินจูกุ ไม่ห่างจากสถานีรถไฟชินจูกุมากนัก ภายในสวนมีต้นซากุระมากกว่าพันต้น
  • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในสวนสาธารณะยอดนิยมใจกลางกรุงโตเกียว ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด ศาลเจ้า ทะเลสาบ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนั้นภายในสวนยังเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตามสองฟากฝั่งของถนนที่ทอดยาวภายในสวน โดยในช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน ที่สวนอุเอโนะก็มีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระ รวมถึงการเปิดไฟไลท์อัพสวยๆ ที่ต้นซากุระในยามค่ำคืนด้วย
  • สวนจิโดริกะฟุจิ (Chidorigafuchi) เป็นสวนสารธารณะที่มีความพิเศษคือตั้งอยู่ระหว่างทางระบายน้ำ 2 สาย ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจุดที่จะสามารถมองเห็นภาพต้นซากุระเรียงรายไปตามทางน้ำได้อย่างสวยงาม
  • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) คือหนึ่ง จุดชมซากุระ โตเกียว ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากชาวญี่ปุ่น ด้วยความสวยงามของต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะพากันเบ่งบานตลอดทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ นอกจากนั้นที่ริมฝั่งก็มีทางเดิน และสวนหย่อมเล็กๆ ให้สามารถเดินถ่ายภาพหรือเดินชมวิวสวยๆ ได้อีกด้วย
  1. เซนได เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มีจุดชมซากุระให้ไปเช็คอินกันได้อาทิ

  • สวนมิคามิเนะ ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ซากุระดอกสีขาวและต้นซากุระกิ่งย้อย (Shidarezakura) ที่เมื่อถึงฤดูซากุระบานจะทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสีชมพูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
  • สวนซึซึจิกาโอกะ Tsutsujigaoka Park ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซนไดที่ภายในสวนมีซากุระหลากหลายพันธ์รวมถึง ซากุระพันธุ์ดอกสีขาวให้ชื่นชมกันด้วย

6.ฮอกไกโด เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม นับเป็นพื้นที่สุดท้ายของญีปุ่นที่ซากุระจะบานให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม ในฮอกไกโดมีจุดชมซากุระมากมายกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ อาทิ

  • หอคอยโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Tower) หอคอยชมวิวอันมีชื่อเสียงของฮอกไกโดในเมืองฮาโกดาเตะ จากด้านบนหอคอยจะสามารถมองเห็นสวนโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ที่มีลักษณะเป็นรูปดาวห้าแฉกได้ เป็นจุดชมซากุระที่มีกว่า 1,600 ต้น
  • สวนอาซาฮิกะโอกะ (Asahigaoka Park) เมืองฟูระโนะ สถานที่ซึ่งเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สุดยอดทิวทัศน์แห่งญี่ปุ่น จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นที่แอ่งฟุราโนะ และเทือกเขาโทกะชิ (Mount Tokachi) ได้ด้วย ต้นซากุระพันธุ์เอโซะยามะซากุระมากกว่า 3,000 ต้น
  •  ปราสาทมัตสึมาเอะ (Matsumae Castle) และสวนมัตสึมาเอะ (Matsumae Park) เมืองมัตสึมาเอะ ได้รับฉายาว่าเป็น “ถิ่นกำเนิดแห่งซากุระ” เพราะภายในสวนแห่งนี้มีซากุระถึง 250 สายพันธุ์รวมกว่า 10,000 ต้น และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระแต่ละสายพันธุ์จะเริ่มบานในเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้ได้ร่วมหนึ่งเดือนเต็มเลยทีเดียว

Content_ประกันสังคม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 17, 2020

 

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคม มีมติเพิ่มอัตราค่าบริการการแพทย์ปี 2563 ให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคมเป็น 3,959 บาท/คน/ปี โดยมีเหตุสำคัญจากที่มีผู้ประกันตนที่สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ อัตราค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สถานพยาบาลคู่สัญญาต้องรับภาระค่าใช้จ่าย และให้การดูแลผู้ประกันตนที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจในการรับบริการทางการแพทย์ จึงมีมติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ดังกล่าวให้กับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 242 แห่ง แบ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐ จำนวน 163 แห่ง และสถานพยาบาลเอกชน จำนวน 79 แห่ง

งบที่เพิ่มขึ้นจะครอบคลุม 2 ส่วนดังนี้

  1. ค่าบริการทางการแพทย์ที่เหมาจ่ายให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญา
  • กรณีเหมาจ่าย ให้แก่สถานพยาบาลตามจำนวนผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียน อัตรา1,640 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยในด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (AdjRW มากกว่าหรือเท่ากับ2) อัตรา 746 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยนอกที่สถานพยาบาลต้องมีภาระการรักษาผู้ประกันตนป่วยด้วยโรคเรื้อรังอัตรา453 บาท/คน/ปี
  1. ค่าบริการทางการแพทย์นอกเหนือเหมาจ่าย

แยกกรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์บำบัดรักษาโรค การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง การบำบัดทดแทนไต ค่ายานอกบัญชียาหลัก จ(2) ค่ายาต้านไวรัส ค่ายามะเร็งและรังสีรักษา กรณีปลูกถ่ายไขกระดูก กรณีเปลี่ยนกระจกตา กรณีปลูกถ่ายอวัยวะ กรณีทันตกรรม (อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูด ฟันเทียม) กรณีส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าบริการฝากครรภ์ กรณีค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน 1 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้พิการที่เป็นผู้ประกันตน

คงต้องดูกันต่อไปว่าการเพิ่มอัตราค่าบริการครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตยามเจ็บป่วยของผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด และระหว่างนี้ถ้าใครต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมประจำปีก็ยังสามารถยื่นเรื่องผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. สำนักงานประกันสังคมทุกสาขา 2. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม sso.go.th  และ 3. แอปพลิเคชัน SSO Connect ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ใครยังไม่ทำรีบซะ