..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

kinyupen_adminNovember 30, 2018

 

 

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”

-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ในช่วงใกล้สิ้นเดือน หลาย ๆ คนคงจะปวดหัวกับวิธีการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หนึ่งในอาหารประทังชีวิตของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน ที่ราคาไม่แพง แค่เติมน้ำร้อนก็สามารถรับประทานได้เลย

“ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คนคงจะชินกับสิ่ง ๆ นี้ไปแล้ว ซึ่งมันทรมานมาก ๆ เพราะกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก เราก็ต้องบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด ให้มีเงินประทังชีวิตให้ได้จนถึงวันเงินเดือนออก หลายคนเงินเดือนมีมากก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนเลย เดินทางออกมาทำงานแต่ละครั้ง แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ทั้งค่าเดินทาง , ค่าอาหารกลางวัน , ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงหนี้สิน ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ก็คงไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเงินเดือนออกปุ๊ป ถึงหมดปั๊บ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อาหาร” เพราะอาหารคือเครื่องประทังชีวิตของมนุษย์ มนุษย์เราต้องรับประทานอาหารให้ได้ 3 มื้อต่อวัน ในชีวิตจริงการซื้ออาหารรับประทานตามร้านอาหารตามสั่ง ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำไปอย่างน้อย 50 บาท ยิ่งถ้าไปร้านอาหารหรู ๆ แพง ๆ หน่อย ราคาก็จะสูงขึ้นอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ถามว่าอาหารราคาที่ถูกที่สุดมีหรือไม่ บอกเลยว่ามี เมื่อพูดถึงอาหารที่ราคาไม่แพง มนุษย์เงินเดือนทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” นั่นเอง ราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยห่อละ 6 บาท เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว บาท 6 บาท กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ถือเป็นการลงทุนไม่มาก ไม่แพงด้วย แค่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง กับน้ำร้อน ก็สามารถอิ่มได้ ลองเปรียบดูว่า อาหาร 1 มื้อ มูลค่า 50 บาท 3 มื้อมูลค่า 150 บาท ถ้าหากเอา 150 บาท ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรับประทาน จะได้ประมาณ 30 ห่อ สามารถรับประทานได้ 10 วันเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ หนำซ้ำเป็นอันตรายต่อร่างกายเราด้วย เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังมีคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการใส่สี ใส่สารที่ทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมาก รวมทั้งถูกนำไปทอดในน้ำมันซ้ำๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังมีแคลเลอรี่สูง ซึ่งหากรับประทานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูงด้วย

และทราบไหมว่า ต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น โดย “โมโมฟุกุ อันโด” ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ที่มีไอเดียริเริ่มการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาเกิดภาวะล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก “โมโมฟุกุ อันโด” จึงนำแป้งสาลีที่ได้รับบริจาคมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้ง ๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อน ๆ จัด ก่อนนำไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นาน ๆ โดยเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที

ทฤษฏีลำดับขั้นความความต้องการ โดยนักวิชาการ มาส์โลว์ ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยธรรมชาติแล้วมีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดี หากได้รับความต้องการตามลำดับ ซึ่งแสดงไว้ในรูปของฐานพีระมิด โดยความต้องการลำดับแรกจะมีมากที่สุดเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ ไปจนถึงความต้องการสูงสุดในบันไดขั้นที่ 5 โดยความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ที่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดร่างกายจะกระตุ้นให้บุคคลทำกิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้

ดังนั้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ช่วยเยียวยาและประทังชีวิตของมนุษย์ในช่วงที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 7 วันอันตราย เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปจนถึงวันสิ้นเดือน วันเงินเดือนออกจนได้ในที่สุด บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปถือเป็นอาหารที่นับว่าสามารถรับประทานได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมาย แต่ต้องรู้วิธีที่จะกินอยู่เป็น ด้วยการรู้จักปรุงให้ถูกวิธี และไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจํานาน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้น ควรรับประทานสลับกับอาหารประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะการรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซาก จะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรับประทานได้ แต่ต้องใส่ใจ รับประทานให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์และผักทุกครั้ง เพื่อโภชนาการของร่างกาย และเราเองก็สามารถประทังชีวิตได้ไปถึงวันสิ้นเดือนอย่างมีคุณภาพต่อไป

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เตรียมเป็นประเทศแรกของโลก-ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดด_web.jpg

kinyupen_adminNovember 28, 2018

“ปาเลา” ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่จะแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง

หลายประเทศมีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2021 ล่าสุด ไม่เพียงแค่รัฐฮาวายเพียงเท่านั้น ที่ปาเลาก็ออกกฏหมายดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลปาเลาผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง สำหรับสารเคมีที่ทำให้ครีมกันแดดเป็นพิษต่อปะการังคือ อ๊อกซีเบนโซน ออคโตครีลีน และพาราเบน เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดส่วนมาก เนื่องจากปาเลาเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดพื้นที่เขตสงวนสำหรับฉลามโดยเฉพาะในปี 2009 มีการห้ามการประมงเพื่อการพาณิชย์ในน่านน้ำของประเทศ และยังให้นักท่องเที่ยวลงสัญญาในหนังสือเดินทางว่าจะเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งกฎดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าต้องห้ามจะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเข้มยึดครีมกันแดดจากนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามาในประเทศอีกด้วย

สำหรับประเทศปาเลาตั้งอยู่ในทะเลแปซิปิกตะวันตก ระหว่างออสเตรเลียและญี่ปุ่น นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานที่ดำน้ำดีที่สุดในโลก โฆษกรัฐบาลปาเลาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่าสารเคมีในครีมกันแดดนั้นเป็นพิษกับปะการัง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม และปาเลาต้อนรับนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากทุกวัน ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณสารเคมีสะสมจะทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ไม่ออกกำลังกายอันตรายยิ่งกว่าสูบบุหรี่.jpg

kinyupen_adminNovember 27, 2018

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และการที่คนเราไม่ออกกำลังกาย มีอัตราความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่งผลต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ง่าย

“การออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง” คำพูดที่ใครหลาย ๆ คน มักพูดกรอกหูอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนหันมาสนใจการออกกำลังกาย บางคนพอจะสละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดิน วิ่ง จ็อคกิ้ง แอโรบิค ไทเก็ก ฯลฯ ได้บ้าง แต่บางคนไม่มีเวลาจริง ๆ ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่บางคนก็ขอบายกับการออกกำลังกายไปเลย เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” แต่รู้ไหมว่าการไม่ออกกำลังกายเลย อันตรายต่อร่างกายอย่างมากที่สุด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Dr.Wael Jaber ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ ศูนย์การแพทย์คลีฟแลนด์ เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า การออกกำลังประเภทคาร์ดิโอส่งผลดีต่อร่างกาย ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ในทางกลับกันการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการไม่ออกกำลังกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แค่คุณนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ นั่งเฉยอยู่หน้าคอม นั่นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทีจะเข้ามาในชีวิตคุณ สุดท้าย วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาสุขภาพให้ดี ก็คือ “การออกกำลังกาย”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่ออกกำลังกายกับคนที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และหากเปรียบเทียบกิจกรรม 2 อย่าง ระหว่าง “การนั่งเฉย ๆ” และ “การสูบบุหรี่” ผลการวิจัยระบุว่า “การนั่งเฉย” มีความเสี่ยงสูงกว่า “การสูบบุหรี่” ถึง 3 เท่า

ส่วนคนที่ออกกำลังกายน้อยกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย ผลการวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนออกกำลังกายเป็นประจำถึง 390% เลยทีเดียว และอีกหนึ่งประเด็นคือ การที่คนเรามีอายุมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือนได้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะหนีไม่พ้นกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ทานข้าว แล้วก็นอน สุดท้ายแล้ว ขอย้ำเลยว่า การที่คุณไม่ออกกำลังกาย ต่อให้คุณไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ คุณก็มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายมากไปคนที่สุบบุหรี่ด้วยซ้ำ

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก สำนักข่าว CNN


5-เรื่องใหญ่ใกล้ตัว-เตือนสติมนุษย์คืนวันลอยกระทง_web.jpg

kinyupen_adminNovember 22, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทศกาลวันลอยกระทง ที่ทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง เป็น 5 เรื่องใหญ่ใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และมนุษย์ควรต้องรู้และให้ความสำคัญให้มาก ๆ

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง” ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง และวันนี้ (22 พ.ย.61) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่พระจันทร์เต็มดวง แม่น้ำหลายสายจะหลากเต็มตลิ่ง “ลอยกระทง” เวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปีแล้ว ปีนี้คนไทยก็เตรียมเนื้อเตรียมตัววางแผนชวนครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง ไปลอยกระทงตามแม่น้ำคูคลองต่าง ๆ เพื่อขอขมาแม่น้ำคงคาที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ เพื่อชำระร่างกาย ดื่มกิน ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในแม่น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นการลอยความทุกข์ ความโศก ความเศร้าต่าง ๆ ให้ลอยทิ้งไปกับแม่น้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน หลายสถานที่มีการจัดกิจกรรมวันลอยกระทงกันแทบทุกจังหวัด ไม่เพียงแค่วัดวาอารามเท่านั้น ตอนนี้ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สวนสาธารณะหลาย ๆ แห่ง ก็เริ่มเปิดพื้นที่จัดกิจกรรม เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญของไทยอย่างหนึ่ง ไฮไลท์สำคัญนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำแล้ว ยังมีกิจกรรมการประกวดนางนพมาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สาว ๆ หลายคนให้ความสนใจ ใฝ่ฝันอยากขึ้นเวทีประชันความสวย ชิงเงินรางวัล สายสะพายกลับบ้าน ส่วนหนุ่ม ๆ เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะขอบเวทีจ้องมองผู้เข้าประกวดนางนพมาศอย่างไม่ละสายตากันเลยทีเเดียว

สำหรับเทศกาลวันลอยกระทงในทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเรา ๆ เอง แต่กลับกลายเป็นว่า มนุษย์กลับปล่อยปละละเลยไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เรื่องบางเรื่องคิดเพียงแค่ว่า “ปล่อย ๆ ไป เพราะเดี๋ยวก็มีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการให้” เปลี่ยนความคิดแบบนี้ แล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องสำคัญที่มนุษย์ต้องรู้ในคืนวัยลอยกระทง เรื่องอะไรบ้างที่หน่วยงานหลายฝ่ายให้ความสำคัญและย้ำอยู่ทุก ๆ ปี

 

1. “ลอยกระทง” ใช้วัสดุจากธรรมชาติ
ทุก ๆ ปี หน่วยงานภาครัฐและเอกชนออกมาประชาสัมพันธ์และรณรงค์ว่า “ลอยกระทง” ทุก ๆ ปี ขอให้ใช้วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เราจะพบกระทงที่ทำมาจากต้นกล้วย ใบตอง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติล้วน ๆ ใช้ระยะเวลาวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน กระทั่งต่อมา เริ่มมีการผลิตกระทงที่ทำมาจากโฟม , กระดาษ ฯลฯ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการสร้างมลพิษและเพิ่มปริมาณขยะให้กับแม่น้ำ แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อแม่น้ำ กลับกลายเป็นโทษต่อแม่น้ำมากกว่า เพราะกระทงที่ทำจากโฟม จะใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น หลายหน่วยงจึงรณรงค์ไม่ให้ใช้วัสดุจากโฟมในการทำกระทง เพื่อดปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลอง

 

 

 

 

 

 

2. งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”
ทุก ๆ ปี ในคืนวันลอยกระทง นอกจากกระทงจะขายดีในคืนดังกล่าวแล้ว “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” ยังเป็นสินค้าที่ขายดี โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น ที่ชื่นชอบการจุดประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ว่าตำรวจจะออกมาตรการคุมเข้มเรื่องของการจำหน่ายและจุดประทัดและดอกไม้ไฟแล้ว ก็ยังมีรายงานว่าพบการจุดประทัดในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ที่น่าสลดใจก็คือ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเล่นประทัดและดอกไม้ไฟ จากข้อมูลเฝ้าระวังการบาดเจ็บ 33 แห่ง ของสำนักระบาดวิทยา ระหว่างปี 2556-2560 พบผู้บาดเจ็บจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุ เฉลี่ยปีละ 505 ราย ในปี 2560 พบผู้ขาดเจ็บ 279 ราย โดยร้อยละ 92.48 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และร้อยละ 90.3 เป็นเพศชาย ฉะนั้น เจ้าหน้าที่และตำรวจจึงพยายามกวดขันให้งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการได้รับอันตรายของ “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”

 

 

 

 

3. “ลอยกระทง” คืนแห่งการเสียตัว
เทสกาลลอยกระทงเป็นเทศกาลเดียวที่หนุ่มสาวสามารถพบเจอกันในยามวิกาล จากผลสำรวจพบว่า วันลอยกระทงเป็นวันที่เป็นการเสียตัวมากที่สุดอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 40 โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียตัวขึ้น ด้วยบรรยากาศที่ชวนเพลี้ยงพล้ำที่หนุ่มสาวจะได้พบเจอกันในยามวิกาล ประกอบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้เคลิ้ม จึงทำให้เกิดการเสียตัวกันขึ้น
ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงพยายามรณรงค์ให้ประชาชนและเยาวชนร่วมกันสืบสานประเพณีลอยกระทง แนะนำผู้ปกครองให้ดูแลอบรมสั่งสอนให้วัยรุ่นบุตรหลานรู้จักความหมายของประเพณีที่ดีงามของการลอยกระทง เลิกการใช้ชีวิตแบบเสเพลที่ใช้เทศกาลลอยกระทงเป็นข้ออ้างในการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะต้องมีความรักนวลสงวนตัว เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงามของไทยต่อไป

 

 

 

 

 

 

4. ลดปริมาณกระทงขยะในแม่น้ำคูคลอง
ในปี 2560 มีรายงานจากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขต ถึงจำนวนการจัดเก็บกระทงที่ประชาชนนำมาลอยในคืนวันลอยกระทง ปี 2560 พบว่า มีขยะกระทงรวมจำนวน 811,945 ใบ โดยกระทงส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ และวัสดุที่ย่อยสลายได้ จำนวน 760,019 ใบ คิดเป็นร้อยละ 93.6 และกระทงที่ทำจากโฟม จำนวน 51,926 ใบ คิดเป็นร้อยละ 6.4 จะเห็นได้ว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ก็ยังมีส่วนน้อย ร้อยละ 6.4 ที่มองข้ามเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไป
ดังนั้น ปีนี้หลายหน่วยงานจึงรณรงค์ให้มีการลอยกระทง โดย 1 ครอบครัว 1 กลุ่มเพื่อนฝูง ให้ใช้กระทงร่วมกันเพียง 1 กระทงเท่านั้น เนื่องจากหากมีปริมาณกระทงในแม่น้ำที่มากไป ก็อาจจะทำให้เกิดการเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็น เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้น จึงมีการรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะในแม่น้ำคูคลอง ร่วมรักษาแหล่งน้ำให้ใสสะอาดต่อไป

 

 

 

5. คนจมน้ำในคืนลอยกระทง
ทุก ๆ ปี จะมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกลงไปในแม่น้ำในคืนวันลอยกระทง นอกจากนี้ ยังพบการเสียชีวิตจากการลงไปในแม่น้ำเพื่องมหาเหรียญในกระทงอีกด้วย ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากเด็กมักจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อลอยกระทง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกลื่นลงตกน้ำได้ ที่พบบ่อยคือการลงน้ำไปเก็บเศษเงินในกระทง ซึ่งสถิติผู้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2551-2560 พบว่า ช่วงเทศกาลลอยกระทง มีคนเสียชีวิตจากการจมน้ำสะสมเกือบ 400 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มากที่สุด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคอยจัดเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่มาลอยกระทงบริเวณท่าน้ำทุกแห่ง เพื่อหวังลดการเกิดอุบัติเหตุขึ้น

 

 

 

 

 

ลอยกระทงปีนี้ อย่าเพียงคำนึงแค่เพียง “ลอยกระทง” เพื่อความสนุกสนาน ความบันเทิง แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องใกล้ตัวที่จะส่งผลต่อมนุษย์ในภายภาคหน้า มาร่วมรณรงค์และปลูกฝังให้มนุษย์ใส่ใจและให้ความสำคัญถึงเรื่องดังกล่าว เพื่อสร้างความยั่งยืนและร่วมรณรงค์ให้ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่ทำให้หลาย ๆ คน มีทัศนคติเชิงบวก เป็นประเพณีที่ล้วนมีแต่ความสุข ไม่มีเรื่องโศกเศร้าหรือเสียหายเกิดขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเพณีลอยกระทงนี้เป็นประเพณีที่ดี มีความศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวต่างชาติได้เห็นให้มุมนี้มากกว่าการมาเห็นเรื่องที่น่าสลดใจอีกแง่หนึ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-Hatsune-Miku_web.jpg

kinyupen_adminNovember 20, 2018

ถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ผ่าน Hatsune Miku ตัวการ์ตูน CG ที่ล่าสุดเป็นกระแสให้พูดถึง หลังหนุ่มญี่ปุ่นแต่งงานกับ Hatsune Miku ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้รู้สึกสบายใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามข่าวที่ Hot ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น การที่หนุ่มญี่ปุ่นแต่งงานกับ Hatsune Miku ตัวการ์ตูน CG  ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้รู้สึกสบายใจ ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ยอมรับก็ตาม และเมื่อหันมามองอีกมุมหนึ่งก็พบว่าตัวเลขการสั่งซื้อ Sex Doll ซึ่งปัจจุบันถ้าเรียกเหนียมๆ ก็ Love Doll หรือตุ๊กตายางมีการเติบโตสูงขึ้น ว่ากันว่าส่งผลให้มูลค่าตลาดของกลุ่ม Sex Toy ในรอบ 5 ปี เติบโตจาก 20,000 ล้านบาทพุ่งเป็น 29,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะจีนสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกลง ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง เพราะสภาพแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Sex Doll ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศหญิง แต่ยังมีเพศชายอีกด้วย โดยผู้ซื้อบางคนให้เหตุผลว่า การที่พวกเขาหันมาพึ่งพา Sex Doll เพราะไม่เชื่อในเรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริง  บ้างก็ว่าไม่อยากอยู่กับความว่างเปล่า โดดเดี่ยวเมื่อกลับที่พัก

หากมองลึกไปในเหตุผลของพ่อหนุ่มสามี Hatsune Miku หรือสามี/ภรรยาตุ๊กตายาง คือ ทุกคนต่างรู้สึก สบายใจที่มีใครสักคน ที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจ นั่นหมายถึงว่าก็ตรงกับทฤษฏีพฤติกรรมมนุษย์ทั้งหลายว่าทุกคนต้องการความมั่นคงทางจิตใจ หากแต่เดิมความต้องการเหล่านี้จะมีคำว่า  “ครอบครัว” มาเติมเต็ม มีกฎระเบียบของสังคม วัฒนธรรมมาเป็นตัวกำกับแนวทาง แต่ปัจจุบันตรรกะ  ค่านิยมทางสังคม วัฒนธรรมเริ่มมีความสำคัญน้อยลง นั่นอาจเป็นเพราะด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี ด้วยสภาพแวดล้อม ที่กดดันส่งผลต่อภาวะทางอารมณ์ ทำให้ผู้คนมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น หาทางออกจาก ความสัมพันธ์      ที่ยุ่งยาก วุ่นวายด้วยวิธีการสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเอง เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลง การประกาศตนอย่างชัดเจน และตัวเลขของ Sex Doll ที่สูงขึ้น

หากย้อนดูจุดเริ่มต้นของ Sex Doll ที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งกะลาสีเรือชาวสเปนและฝรั่งเศส ที่เดินทางในมหาสมุทรเป็นเวลานาน เกิดความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว และ ต้องการสัมผัสของผู้หญิงจึงนำตุ๊กตาเย็บเข้ากับชุดของหญิงสาวเพื่อทอนความเหงา

ต่อมาในปีพ.ศ. 2457  กลุ่มนาซี มีคำสั่งผลิตตุ๊กตาเพื่อให้ทหาร ในกองทัพใช้บรรเทาและผ่อนคลายความเครียด ว่ากันว่าตุ๊กตาเหล่านั้นจะมีผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้า ปากอวบอิ่มและหน้าอกขนาดใหญ่ตามเสปคของฮิตเลอร์

และอีก 66 ปีถัดมาอังกฤษได้พัฒนา Sex Robot ที่สามารถพูดหรือรับคำสั่ง แบบง่ายๆ ภายใต้ชื่อ “36C” จนปีพ.ศ. 2528  ตุ๊กตายางก็ได้พัฒนาให้ตอบสนองได้มากขึ้น จนนำมาสู่ความนิยม

ที่กล่าวข้างต้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของตุ๊กตายางก็เป็นไปเพื่อบำบัดชั่วคราว หรือแบบเฉพาะกิจ แต่ปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยน  ผู้คนเริ่มหน่ายกับความสัมพันธ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรือ ปฏิกิริยาของสังคมมีความพร้อมที่จะอยู่ในโลกของตนเอง จึงได้สร้างโลกเสมือน สร้างครอบครัวในแบบที่ตนสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ควบคุมได้

ดังนั้นในโลกของข่าวสารที่มีทั้งพิธีกรข่าว AI และในโลกของครอบครัวก็มีภรรยาอนิเมชั่น หรือ ตุ๊กตายาง ช่างเป็นโลกที่เราต้องติดตามว่าอนาคตจะพลิกไปในรูปแบบใด เสียจริง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ผลงานจากแดนมังกร-ผลิตความร้อนได้-100-ล้านองศาเซลเซียส_web.jpg

kinyupen_adminNovember 20, 2018

ประเทศจีนสร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของประเทศจีนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หลังจากพยายามพัฒนาจนสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมอย่างน่าสนใจ จนสามารถขึ้นมาอยู่ 20 อันดับแรกของโลก ดัชนีนวัตกรรมโลก ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณการทำ R&D วิทยาศาสตร์เป็น 2-3 เท่าตัว จากช่วงแรกที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจีนได้อัพเกรดตัวเองจากประเทศเกษตรกรรม มาเป็น “โรงงานโลก” อย่างเต็มตัว

ประเทศจีนยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้งานบนโลกใบนี้ โดยผลงานล่าสุด สถาบันฟิสิกส์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์ในนครเหอเฝ่ย ประเทศจีน ได้สร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม ที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ เลยคือ สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส หรือมากกว่าความร้อนที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ของจริง ซึ่งเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 15 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า จากนิวเคลียร์ฟิวชั่น

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟิสิกส์ เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์เทียมมีลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร มีน้ำหนักกว่า 400 ตัน โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก ดวงอาทิตย์เทียมถูกออกแบบมาเพื่อทำซ้ำกระบวนการที่ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานฟิวชั่นขึ้น จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยในนครเฉิงตู ประเทศจีน ได้สร้าง “ดวงจันทร์เทียม” ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสามารถส่องแสงสว่างได้มากกว่าของจริง 8 เท่า สำหรับเป็นแสงส่องสว่างในยามค่ำคืน หวังจะช่วยลดการใช้พลังงานแทนการเปิดไฟริมถนน แต่นวัตกรรมดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของผลกระทบทางธรรมชาติที่จะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลงานดวงอาทิตย์เทียมถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวของวิทยาการมนุษย์ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ของมันอาจจะกลายเป็นแหล่งสร้างพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Xinhua


-ไม่ปลดเกียร์ว่าง-พฤติกรรมสุดมักง่ายที่ต้อง-เปลี่ยน-_web.jpg

kinyupen_adminNovember 20, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของการจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่างเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรพึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ หากจำเป็นต้องจอดซ้อนคันหรือจอดขวางทางเข้า-ออก บ้านผู้อื่น สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง

“บ้านใครมีรถยนต์ บ้านนั้นอาจจะดูเป็นบ้านที่มีฐานะ” เนื่องด้วยค่านิยมที่ผิด ๆ ที่คนส่วนใหญ่หลงไหลไปกับวัตถุสิ่งของที่แสดงออกถึงสถานภาพและฐานะของตัวเอง มากไปกว่าการคำนึงถึงเรื่องของความจำเป็นในการนำมาใช้ชีวิต หลายคนเลือกที่จะซื้อรถยนต์แบรนด์หรู รูปลักษณ์สวยงาม แม้จะมีราคาแพงเท่าไหร่ก็ตาม ก็ยินดีที่จะจ่าย จนลืมคำนึงไปเลยว่า (1.) คุณมีความจำเป็นในการใช้รถมากแค่ไหน , (2.) การที่คุณจะซื้อรถยนต์สักคัน คุณขับรถเป็นแล้วหรือ? และ (3.) คุณมีวิธีรับมืออย่างไรหากรถของคุณเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาขึ้น

จากสถิติตัวเลขรถจดทะเบียนใหม่ป้ายแดงของช่วงต้นปี 2561 มีรถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่จำนวน 63,646 คัน รวมทั่วประเทศกว่า 8 ล้านคัน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ใช้รถยนต์เป็นนจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใด ทำไมประเทศไทยจึงติดโผอันดับ 1 ประเทศที่รถติดมากที่สุดในโลก นอกจากปริมาณผู้ใช้รถที่มีมากพอสมควร อีกปัญหาหนึ่งที่พบเจอกันบ่อยของผู้ใช้รถยนต์นั่นก็คือ เรื่องของการจอดรถในสถานที่ต่าง ๆ ที่มักจะพบปัญหา อาทิ ปัญหาการแย่งที่จอดรถ , จอดรถคร่อมเลน , จอดรถหน้าประตูรั้วบ้านผู้้อื่น และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ การจอดรถซ้อนคันแบบไม่ปลดเกียร์ว่าง อันนี้เดือดร้อนผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นเขาอย่างแรงเลย

การจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะสถานที่ไหนก็ตาม อาจจะสถานที่สาธารณะ , คอนโด รวมไปถึงภายในตรอกในซอยที่มีบ้านพัก เป็นต้น เป็นพฤติกรรมที่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรพึงกระทำอย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วการมีรถยนต์คุณต้องรู้ถึงกฎระเบียบจราจรอยูแลว้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ แต่พฤติกรรมดังกล่าวคนขับบางคนอาจจะคิดไปเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก” “นิดเดียวเอง” แต่แท้จริงแล้ว ความคิดมักง่ายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของบ้านที่ถูกรถยนต์มาจอดขวางหน้าบ้าน , เจ้าของรถยนต์ที่จอดรถในช่องที่จอดรถ แต่ถูกรถยนต์จอดซ้อนคัน ทำให้เขาเหล่านั้นต้องเสียเวลาในการเดินทางไปอีกสถานที่ เพราะต้องมานั่งรอเจ้าของรถที่จอดรถซ้อนคันและไม่ปลดเกียร์ว่างมาเลื่อนรถให้ จนสุดท้าย คนที่เดือดร้อนอาจจะเดือดสุด ๆ ถึงขั้นเขียนโน๊ตด่า , ถ่ายรูปโพสต์ประจาน , แจ้งตำรวจจับ ฯลฯ จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวที่อาจจะทำให้เกิดการบาดหมางกันขึ้น

ยกตัวอย่างเคสของบ้านป้าทุบรถ ภายในซอยสวนหลวง ร.9 ที่ต้องฉุนสุดขีด เมื่อมีรถกระบะมาจอดขวางทางเข้า-ออกหน้าบ้าน ทั้ง ๆ ที่มีป้ายติดเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามจอด” แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักเลย สุดท้ายจนกลายเป็นเรื่องนำขวานไปฟันรถ กระทั่งมีคลิปเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์ เรื่องนี้น่าเห็นใจคุณป้ามาก เพราะคุณป้าเจอปัญหานี้มานานหลายปี โดยเฉพาะการพาคนในครอบครัวไปโรงพยาบาล แต่ก็ต้องมาเจอกับพวกจอดรถมักง่ายแบบนี้

ล่าสุด เกิดขึ้นกับดาราดังอย่าง ดร.นาวิน ต้าร์ และภรรยา ที่ถูกสองผัวเมียขับรถมาจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่าง จนทำให้รถยนต์ของดาราดังและภรรยาไม่สามารถขับออกไปได้ เพราะถูกคู่กรณีจอดขวาง กระทั่งต้องรอหลายชั่วโมงกว่าคู่กรณีจะมาเลื่อนรถให้ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เพราะคู่กรณีได้โพสต์ข้อความตำหนิดาราดังและภรรยาว่าทำไมต้องเขียนโน๊ตด่าด้วย งานนี้ชาวโซเชียลฯ เห็นใจดาราดังและภรรยา โดยเข้ามารุมตำหนิสองผัวเมียผู้ก่อเหตุ จนสุดท้ายทั้งคู่ยอมสำนักผิด ขอโทษดาราดังและภรรยาในที่สุด

ปัญหาการจอดรถซ้อนคันและไม่ปลดเกียร์ว่าง อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ ในกรณีที่มีความจำเป็นจริง ๆ แต่หากคุณจะจอดรถแบบนี้ ขอให้คำนึงถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติ หากจำเป็นต้องจอดซ้อนคัน หรือจอดขวางทางเข้า-ออก บ้านผู้อื่น สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง

ตั้งพวงมาลัยให้ตรง : เมื่อได้ที่จอดรถแล้ว ควรตรวจสอบว่า ล้อรถของเราตั้งตรงหรือไม่ ผู้อื่นจะได้เลื่อนรถของเราได้หากกรณีจอดขวางโดยไม่ได้ตั้งใจ

ห้ามขึ้นเบรคมือ : ก่อนจะลงจากรถ ลองตรวจสอบให้ละเอียดก่อนว่า เราขึ้นเบรคมือไว้หรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้รถยนต์คันที่จอดอยู่ข้างในเดือดร้อน ขับออกมาไม่ได้ เพราะถูกรถของคุณจอดขวางอยู่

เข้าเกียร์ว่าง : ทุกครั้งที่จอดรถอย่าลืมเข้าเกียร์ว่างทุกครั้ง เพราะจะได้ทำให้ผู้อื่นสามารถเลื่อนรถของคุณได้ หากจอดขวาง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเร่งหรือรีบแค่ไหน การจอดรถซ้อนคันไม่ว่าจะแปปเดียวหรือนานเป็นชั่วโมง ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบให้ดีว่า ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง แล้วหรือยัง ส่วนใหญ่ที่ยังคุ้นชินกับพฤติกรรมการจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่าง ขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวแล้วเปลี่ยนพฤติกรรม โดยใส่ใจระเบียบวินัยกาใช้รถให้มากยิ่งขึ้น นึกเอาไว้ว่า “ใจเขา ใจเรา” ถ้าวันหนึ่งเราตกอยู่ในภาวะที่โดนจอดรถขวาง เราจะรู้สึกอย่างไร? มาร่วมกันสร้างวินัยจราจรที่ดี ลดความเดือดร้อน เพิ่มความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันดีกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_web.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2018

องค์การนาซาเตรียมหาวิธีการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารภายในอีก 25 ปีข้างหน้า เล็งส่งยานสำรวจสภาพแวดล้อมและค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในปี 2020

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะไปเหยียบดาวอังคารสักครั้งหนึ่งก่อนตาย แต่คงได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะเดินทางไปดาวอังคารในชีวิตจริงเป็นได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง ล่าสุด ความฝันของใครหลาย ๆ คนกำลังจะเป็นความจริง เพราะเร็ว ๆ นี้ มนุษย์จะได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศว่า จะใช้เวลาราว 25 ปีในการเร่งหาวิธีเพื่อที่จะสามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ อย่างรังสีจากอวกาศ อาจส่งผลเสียทำให้มนุษย์ตาบอด กระดูกเสื่อม หรือถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเร่งหาทางออกให้กับอุปสรรคดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 225 ล้านกิโลเมตร นักบินอวกาศต้องใช้เวลาเดินทางถึง 9 เดือนเพื่อไปถึงดาวอังคาร และ 9 เดือนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นภาวะที่จะกระทบต่อสุขภาพของนักบิน ด้วยความกังวลว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับหลอดเลือดที่จอตา ทำให้ตาเสื่อม และทำให้กระดูกอ่อนแอจนกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

กระทั่งล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาซ่าได้ส่งยานสำรวจชื่อ อินไซท์ (InSight) ออกเดินทางไปยังดาวอังคาร คาดว่าจะลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้วันที่ 26 พ.ย. นี้ โดยภารกิจหลักคือการสำรวจด้านวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ นาซายังมีแผนจะส่งหุ่นยนต์สำรวจที่ชื่อว่า Science Rover ไปดาวอังคารในปี 2020 เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ประเมินทรัพยากรธรรมชาติของดาว และประเมินภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์หากส่งไปเหยียบดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยพบว่า บนดาวอังคารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้เป็นครั้งแรก และยังขุดพบสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อน จากใต้พื้นผิวดาวอังคาร บริเวณแอ่งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนอีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต