-“เทคโนโลยีซักได้”-ด้วยฝีมือ-Google-และ-Levi’s_website.jpg

adminMay 22, 2018

อาจเรียกได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีสะอาดของจริง” เมื่อ Google ร่วมกับบริษัท BCG Ventures และแบรนด์“Levi’s”  พัฒนาเสื้อแจคเก็ตอัจฉริยะ ที่เรียกว่า “wearable technology”  ที่สามารถส่งสัญญาณสั่นและแสงเตือนผู้สวมใส่เมื่อมือถือมีสัญญาณเรียกเข้า นอกจากนั้น เมื่อผู้สวมใส่ลูบปลายแขนเสื้อ ระบบก็สามารถบอกเส้นทาง หรือ เปิดเพลงเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เดินทางไม่จำเป็นต้องละสายตาไปจากถนนที่อยู่ตรงหน้า

แจคเก็ตอัจฉริยะนี้เกิดขึ้นจากการสร้างเส้นใยไฮเทคด้วยวิศวกรรมชีวภาพ โดยเชื่อมให้ทำงานร่วมกับการสั่งการด้วยซอฟแวร์ และเมื่อใช้เสร็จแล้วยังนำไปซักทำความสะอาดได้เมื่อเสื้อแจคเก็ตทั่วไปด้วย

 

“Levi’s” ตั้งราคาแจคเก็ตอัจฉริยะ ไว้ที่ตัวละ 350 ดอลลาร์ หรือ กว่า 10,000 บาท ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อใด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

...รองเท้าผ้าใบคู่แรกของโลก_Website.jpg

adminMay 17, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานว่า “I amsterdam ” ทีมมาร์เก็ตติ้งแห่งเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ร่วมกับบริษัทดีไซน์เนอร์ Explicit และบริษัทหมากฝรั่ง “Gumdrop” ร่วมกันสร้างสรรค์รองเท้าผ้าใบรีไซเคิลจากเศษหมากฝรั่งได้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาหมากฝรั่งถูกทิ้งไว้ตามพื้นในสถานที่ต่างๆ โดยตั้งชื่อรองเท้าผ้าใบนี้ว่า “Gumshoe”

 

“Anna Bullus” กรรมการผู้จัดการบริษัท Gumdrop กล่าวว่า “เราค้นพบว่าหมากฝรั่งมีส่วนผสมของยางสังเคราะห์ แต่ที่น่าสนใจคือยางเหล่านี้สามารถนำมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อีก”

 

ทั้งนี้ในแต่ละปี เมืองอัมเตอร์ดัมมีเศษหมากฝรั่งตามพื้นถนนอย่างคร่าวๆ ถึง 3.3 ล้านปอนด์ ทำให้ทางการต้องเสียงบประมาณทำความสะอาดถนนเป็นมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ จึงเป็นที่มาของโปรเจ็คต์ดังกล่าว ซึ่งนำเอาเศษหมากฝรั่งประมาณ 2.2 ปอนด์ (หรือประมาณ 1 กิโลกรัม) ของหมากฝรั่งมาทำเป็นรองเท้าได้ 4 คู่

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-อร่อยแซงหน้าพิซซ่า-ขึ้นเบอร์หนึ่งโลก_website.jpg

adminMay 14, 2018
“มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปรู้จักกับ “แกงมัสมั่น” คนไทยหลายคนคงคุ้นชินกับหนึ่งบทสำคัญของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทำให้เราเห็นภาพว่าแกงมัสมั่นน่าลิ้มรสเพียงใด และวันนี้ทราบไหมว่า “มัสมั่นไทย” ดังไกลจนติดอันดับอาหารอร่อยที่สุดในโลกแล้ว!

เมื่อเร็วๆ นี้ CNN Travel เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังในเครือ CNN ได้จัดอันดับ 50 สุดยอดอาหารอร่อยทั่วโลก ซึ่งมีอาหารไทยได้รับการคัดเลือก 3 รายการ คือ แกงมัสมั่น ต้มยำกุ้ง และส้มตำ โดย “มัสมั่น” ของไทย ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมจากความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ ผสานความหวานมันของกะทิ ถูก CNN Travel ยกเป็น “อาหารรสชาติดีที่สุดในโลก” แซงหน้าพิซซ่านโปเลียนจากอิตาลี ขณะที่ “ต้มยำกุ้ง” เมนูขึ้นชื่ออยู่ในอันดับที่ 8 ขณะที่ส้มตำอยู่ลำดับ 46

ทั้งนี้ การจัด 50 อันดับอาหารที่ดีที่สุด มีอาหารอาเซียนติดอันดับถึง 11 รายการ อาทิ เฝอ และ ปอเปี๊ยะกุ้งสดจากเวียดนาม ข้าวมันไก่ และปูผัดผงกะหรี่จากสิงคโปร์ ขณะที่ “ปีนัง อัสสัม ลักซา” ของมาเลเซีย อยู่ลำดับที่ 7 แซงหน้าต้มยำกุ้งของไทย

แกงมัสมั่น หรือ ซาละหมั่น ได้รับอิทธิพลจากอาหารมลายู สันนิษฐานว่าถูกนำเข้ามาแพร่หลายตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์จากต้นเครื่องชาวอินเดีย โดยอ้างจากบันทึกคณะทูตชาวเปอร์เซียว่าแกงมัสมั่นถือเป็นแกงถ้วยเอกของตระกูลบุนนาค ด้วยสืบเชื้อสายมาจากเฉกอะหมัดเป็นพ่อครัวชาวเปอร์เซียผู้รับราชการในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาก็ถูกนำมาดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทยให้มีรสหวานนำเค็มและอมเปรี้ยวๆ ต่างจากตำรับมุสลิมที่เน้นรสเค็มมัน โดยมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ลูกผักชี ยี่หร่า ดอกจันทน์ กานพลู ปรุงรส  ปัจจุบันถูกดัดแปลงด้วยเนื้อสัตว์หลายเมนูมากขึ้น ทำให้มีทั้งมัสมั่นไก่ มัสมั่นหมู มัสมั่นเนื้อ แม้กระทั่งมัสมั่นทูน่า หรือ ปลาอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาหารเลิศรส แต่ด้วยความที่เป็นอาหารประเภทแกงกะทิ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไขมัน หรือ คอเลสเตอร์รอล ควรระมัดระวังในการรับประทานด้วย……

 

สูตรอาหาร : แกงมัสมั่น

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

เนื้อวัว 400 กรัม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ (นอกจากเนื้อวัว สามารถใส่เนื้ออื่นได้เช่น หมู ไก่, แกะ,ฯลฯ), กะทิ 1/2 ถ้วยตวงน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ, หอมใหญ่ 2 ลูก (หั่นเป็นชิ้นขนาดกลาง), มันเทศ 1 ถ้วยตวง (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ), น้ำพริกแกงมัสมั่น 1 ช้อนโต๊ะ-น้ำมะขาม 1 ช้อนโต๊ะ, อบเชย 1 แท่ง, มะม่วงหิมพานต์ 1/4 ถ้วยตวง, ลูกกระวาน 1 ช้อนชา, ใบกระวาน 2 ใบ

วิธีทำ

  1. นำกะทิและน้ำพริกแกงมัสมั่นไปตั้งบนไฟอ่อน คนจนเครื่องแกงเริ่มแตกมัน (ประมาณ 5 นาที)
  2. ใส่เนื้อสัตว์และคนต่อไปอีกสักพัก เติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ
  3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ยกเว้นมัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ ตุ๋นด้วยไฟอ่อนต่อไปอีกประมาณ 40 นาที จนกระทั่งเนื้อนุ่ม
  4. ใส่มัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ และตุ๋นต่อไปอีกประมาณ 30 นาที ระหว่างตุ๋นนี้ถ้าน้ำแห้งสามารถเติมน้ำลงไปได้ เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย และเสิรฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือ แผ่นแป้งโรตี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณ

ข้อมูลสูตรอาหาร : http://www.ezythaicooking.com


-เผชิญ-“มลภาวะทางการท่องเที่ยว”_website.jpg

adminMay 10, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปติดตามเรื่องราวของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งจากความสวยงามของวัฒนธรรม ประเพณี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่ “มีดีทุกฤดู” เลือกท่องเที่ยวได้ตลอดปี โดย ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ ธันวาคม-มีนาคม ต่อด้วยฤดูใบไม้ผลิ เมษายน-กรกฎาคม ฤดูร้อน สิงหาคม-กันยายน ฤดูใบไม้ร่วง ตุลาคม-พฤศจิกายน กลายเป็นแรงดึงดูด “นักท่องเที่ยว” ซึ่งญี่ปุ่นต้องรองรับเป็นจำนวนมาก

 

สถิติสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น พบว่าปี 2560 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวกว่า 28 ล้านคน โดยกว่าครึ่งเป็นชาวจีนและเกาหลีใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันตกมีร้อยละ 10 ส่วนนักท่องเที่ยวไทย มีประมาณ 1 ล้านคน และคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน

 

แต่ทราบไหมว่า…ยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นเท่าใด ชาวญี่ปุ่นต้องปวดหัวมากขึ้นเท่านั้น!

 

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเจแปนไทม์ รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง จนกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น โดยต้นเหตุปัญหามาจากวิธีกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่ไม่สัมพันธ์กับสภาพและขนาดพื้นที่ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งไม่สามารถบริหารจัดการนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินนี้ได้ดีพอ จนสื่อญี่ปุ่นเรียกภาวะนี้ว่า “มลภาวะทางการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่บรรดาเมืองเก่าขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยวในยุโรป อาทิ  เวนิส ฟลอเรนซ์ เกาะคาปรีในอิตาลี บาร์เซโลนาของสเปน  เกาะซานโตรินีของกรีซ กำลังประสบ

“นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังล้นเมืองเกียวโตในแต่ละวัน แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ แม้จะช่วยนำรายได้มายังท้องถิ่น  เห็นได้ชัดจาก การใช้รถสาธารณะของนักท่องเที่ยวที่ทำให้คนท้องถิ่นต้องแออัดยัดเยียด การส่งเสียงดัง การรับประทานอาหารตามข้างถนนของนักท่องเที่ยว เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ถูกจองเต็มและไม่เพียงพอต่อนักท่องเที่ยว” มัสซารุ ทาคายามา ชาวเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นซีอีโอบริษัทท่องเที่ยวท้องถิ่น กล่าวระบายความรู้สึก

สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาติดตามกันต่อไปว่า ทางการญี่ปุ่นจะมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการรักษาวิถีชุมชน แต่ไม่ว่าจะมาตรการใด สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรพึงตระหนักนั่นคือ ควรศึกษากฎ ประเพณี วิถีปฏิบัติในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เข้าใจก่อนเที่ยว เพื่อไม่เข้าไปทำผิดกฎ หรือ สร้างความวุ่นวายในที่นั้นๆ เหมือนเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง เพราะปัจจุบันหลายเมืองท่องเที่ยวของไทย ก็เริ่มเจอปัญหาแบบเดียวกัน และ ปรากฏเสียงบ่นทางโซเชียลมีเดียเป็นระยะ

/////////////////////////////////////////////////////////////////

รู้ไหม…ทำแบบนี้ผิดกฎหมายในญี่ปุ่น
  1. แซงคิว เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 13 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุด จำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  2. รับคำท้าที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ถ่มน้ำลาย-เสลด ในที่สาธารณะ เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 26 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุดจำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  4. รับเงินทอนเกินแล้วไม่คืน เข้าข่ายหลอกลวง ต้มตุ๋น
  5. เมาแล้วปั่นจักรยาน ผิด พ.ร.บ. จราจร มาตรา 65 ข้อ 1 มีโทษจำคุกต่ำกว่า 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1,000,000 เยน / ซ้อนท้ายจักรยาน

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอบคุณ

ข้อมูลอ้างอิง :  news.thaipbs.or.th


-“เปิดให้บริการ”_กินอยู่เป็น_website-1.jpg

adminMay 8, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปติดตามภัตตาคารใต้น้ำแห่งแรกในยุโรป เตรียมเปิดให้บริการครั้งแรกที่ประเทศนอร์เวย์ ปี 2019  ภัตตาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Snohetta ทีมสถาปนิกชาวนอร์เวย์ได้วางแผนไว้ว่าภัตตาคารแห่งนี้จะอยู่ลึกลงไป 5.5 เมตรจากระดับผิวน้ำ ใช้คอนกรีตหนาเป็นวัสดุหลัก ภายในจะประกอบด้วยห้องอาหาร 3 ชั้น สามารถจุคนได้สูงสุด 100 คน

 

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2019   สำหรับชั้นแรกที่นับจากทางเข้าลงมา จะเป็นส่วนของบาร์และห้องรับรองระหว่างหาดและใต้ทะเล  ชั้น 2 จะเป็นส่วนของห้องอาหารที่สามารถมองเห็นข้างนอกได้  โซนนี้นั้นจะเป็นจุดที่สามารถจุคนได้มากที่สุดและชั้นที่ 3 จะเป็นโซนพิเศษที่ลูกค้าสามารถมองเห็นใต้ทะเลผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่ และมีโต๊ะอาหารเพียง 14 ที่เท่านั้น แน่นอนว่าอาหารที่นี้ก็จะเป็นอาหารซีฟู้ด   ซึ่งล่าสุดเชฟได้ทดลองปรุงอาหารเมนูต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับลูกค้า

 

หากใครได้ไปประเทศนอร์เวย์ในปี 2019 หรือในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ภัตตาคารแห่งนี้คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาด ถ้าได้ไปรับประทานอาหารกับคนรู้ใจ กับมื้อพิเศษและสถานที่พิเศษแล้ว คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ยากจะลบเลือน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Banner_welltitude_เช็คลิสต์ตามช่วงวัย-รู้ไหมแต่ละเจนฯ-เสี่ยงเป็นโรคอะไร.jpg

adminMay 7, 2018
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าว BBC ประเทศอังกฤษ รายงานว่า กลุ่มเจเนอเรชั่น Y (เกิดช่วง พ.ศ.2523 – 2540) มีแนวโน้มจะเป็นเจเนอเรชั่นที่ “อ้วนที่สุด” ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจาก ศูนย์วิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนแต่ละเจเนอเรชั่น พบว่ากว่า 7 ใน 10 ของคนเจเนอเรชั่น Y เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนจะอ้วนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งถึง 13 ชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้  ฯลฯ เพราะไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกาย จะทำให้เซลล์ต่างๆเสียหายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น

 

แต่นั่นเป็นเพียงผลวิจัยจากเพียงหนึ่งกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวมข้อมูลน่ารู้ น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มักเกิดในคนแต่ละเจเนอเรชั่นมาดังนี้

เบบี้บูมเมอร์ (เกิดช่วง พ.ศ.2490 – 2507) ที่เริ่มเข้าสู่วัยชรา ซึ่งตรากตรำผ่านการทำงาน และ ความเครียดสะสมมาเป็นเวลานาน รวมถึงความวิตกกังวลในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ  จึงมักเสี่ยงต่อ “โรคหัวใจ และ ความดันโลหิตสูง” เป็นพิเศษ

เจเนอเรชั่น X (เกิดช่วง  พ.ศ.2508 – 2522) วัยกลางคนที่อยู่ในช่วงสร้างตัว สร้างฐานะเพื่อความมั่นคง ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเน้นกินอยู่เรียบง่าย เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา จนอาจละเลยดูแลสุขภาพที่ดีพอ  “โรคเบาหวาน ปวดหลัง และโรคกระเพาะ” จึงเป็นความเสี่ยงที่มักตามมา

เจเนอเรชั่น Y (เกิดช่วง  พ.ศ.2523 – 2540) นอกจากโรคอ้วนแล้ว ด้วยความเครียดจากการทำงาน ประกอบกับพฤติกรรมการดื่มกินสังสรรค์ตามช่วงวัย  และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้ “ไมเกรน มะเร็ง กรดไหลย้อน” มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกับกลุ่มนี้

เจเนอเรชั่น Z ( เกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ขึ้นไป) ด้านการใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยี และ สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงอาหารการกินที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย  โรคที่เกิดจึงมักกระทบต่อชีวิตประจำวันและระดับพัฒนาการ อันได้แก่ “โรคสมาธิสั้น โรคภูมิแพ้ รวมถึงโรคอ้วน” เป็นต้น

 

ข้อมูลข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคน แต่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในเจเนอเรชั่นใด เพียงแค่หันมา “ใส่ใจอาหารการกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จัดสรรตารางเวลาในชีวิตประจำวันให้สมดุล รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอและตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำสม่ำเสมอ” เท่านี้สุขภาพที่ดีก็จะเกิดขึ้นกับคุณได้ง่ายๆ และลดความเสี่ยงจากโรคร้ายได้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :  ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ โดย นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

             จุลสารโรงพยาบาลสระบุรี โดย ภญ.สุมาพร ไทยเจริญ


Banner_welltitude_ฆ่าปีละ-7-ล้านคน-มลพิษมหันตภัยเงียบ.jpg

adminMay 3, 2018
ปัจจุบัน แม้รัฐบาลนานาประเทศต่างให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษมากขึ้น หลังพบว่าบรรดาเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งในจีน อินเดีย อิหร่าน ปากีสถาน รวมถึงแถบแอฟริกา ล้วนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่สถานการณ์มลพิษทางอากาศทั่วโลกก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยข้อมูลจากรายงานการประเมินผลและผลกระทบของมลพิษทั่วโลก ว่า “ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศสูงถึงปีละ 7 ล้านคน”  และคนทั่วโลก 9 ใน 10 ล้วนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมลพิษระดับสูง

ทั้งนี้สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ เกิดจากโรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งในเอเชียและแอฟริกา นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังเคยวิจัยพบว่ามลพิษทางอากาศ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงมีลูกเป็น “ออทิสติก” ด้วย

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า ในช่วงปี 2553 – 2559 ที่ผ่านมา ร้อยละ 57 ในทวีปอเมริกา และร้อยละ 61 ในทวีปยุโรป มีค่ามลพิษที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ทั้ง PM10 และ PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมและผ่านขนจมูกเข้าปอดได้ง่ายนั้น “มีปริมาณลดลง”

สวนทางกับเอเชียใต้และอาเซียน ที่มีมลพิษทางอากาศ “เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 70” โดยเฉพาะเมืองที่มีความแออัดและประชากรอยู่ในสภาวะยากจน มลพิษที่ตรวจพบส่วนใหญ่ เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ การเผาไหม้ในระบบอุตสาหกรรม การเผาไม้และฟืนในครัวเรือน ทำให้อาเซียนกลายเป็นพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดในโลกเช่นเดียวกับเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งบางพื้นที่สูงกว่าเกณฑ์สูงสุดขององค์การอนามัยโลกถึง 5 เท่า

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวพบว่า สอดคล้องกับสิ่งที่ประเทศไทยต้องประสบในช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา หลังเว็บไซต์ aqicn.org ที่สำรวจค่าระดับฝุ่นละอองและมลภาวะทางอากาศทั่วโลก พบว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก Pm 2.5 ในกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่สูงในระดับ 194-197 และเคยพุ่งสูงสุดถึง 212 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ “ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ” จนกรมควบคุมมลพิษต้องออกมาเตือนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับมือเบื้องต้น เกิดเป็นกระแสให้ผู้คนในโลกโซเชียล หันมาให้ความสำคัญกับสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้และไวต่อฝุ่นละอองมากยิ่งขึ้น

Photo credit: Boonsit Rattanajareet


Banner_welltitude_5เรื่องน่ารู้-เมื่อวิ่งหน้าร้อน.jpg

adminApril 30, 2018

 

การ “วิ่ง” ปัจจุบันเป็นทั้งกีฬา และ กิจกรรมที่ได้รับความนิยมของเหล่าคนรักสุขภาพทุกช่วงวัยเป็นอย่างมาก เพราะสามารถเริ่มต้นได้ง่ายแม้เพียงตัวคนเดียว กับสถานที่วิ่งดีๆ ที่มีอยู่มากมาย แต่การวิ่งในช่วงหน้าร้อนของเมืองไทย ซึ่งแต่ละปีอากาศก็ร้อนจนน่าอ่อนใจ เรียกได้ว่าแค่นั่งเฉยๆ ก็เหงื่อไหลเป็นน้ำแล้วนั้น เราควรเตรียมความพร้อมอย่างไร วันนี้ “กินอยู่เป็น” รวบรวมเกร็ดความรู้ดีๆ มาฝากดังนี้

 

น้ำดื่มสำคัญมาก ! การวิ่งในสภาวะอากาศยิ่งร้อน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลมร้อน หรือ Heat Stroke จากการสูญเสียน้ำ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำก่อนวิ่งให้เพียงพอ รวมถึงระหว่างการวิ่งควรพกน้ำดื่มไว้ สำหรับจิบทุก 10-15 นาที โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายมีอาการ คอแห้ง วิงเวียน หน้ามืด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของอาการขาดน้ำเกิดขึ้น

 

เสื้อผ้าอย่าเน้นแค่สวย ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติการระบายความร้อนได้ดี หรือ บางเบา เลือกสีที่ไม่ดูดความร้อน และช่วยกันแสงแดดได้ยิ่งดี โดย สีขาว หรือ สีอ่อน สีเข้ม หรือ สีดำ ไม่ควรนำมาใช้ในภาวะที่ต้องวิ่งกลางแดด

 

ครีมกันแดดของมันต้องมี ควรเลือกแบบที่มี SPF 30 ขึ้นไป และหลังการวิ่งอาจฟื้นฟูผิวหนังจากพิษของแสงแดดด้วยด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ หรือ อาฟเตอร์ซันโลชั่น อีกครั้ง

 

หมวกสักใบมีไว้ช่วยได้ เพราะศีรษะเป็นจุดระบายความร้อยของร่างกายกว่า 20 % ดังนั้นการสวมหมวกจะช่วยบรรเทาความร้อนจากแดดได้ ทั้งอาจช่วยบังแดด ลดหน้าหมองคล้ำ และฝ้า หรือ กระได้ด้วย แต่ควรเลือกหมวกที่เบา บาง ไม่คับเกินไป และควรระบายความร้อนได้ดีเป็นหลัก

 
ปรับเวลาวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง อาจปรับเลื่อนเวลาวิ่งจากปกติที่เคยวิ่งอยู่ โดยอาจขยับเป็นช่วงเช้ามืด หรือ ช่วงเย็น เพื่อให้มีอุณหภูมิเย็นลงสักนิด ซึ่งจะช่วยให้ไม่ล้าจนเกินไปเวลาวิ่ง 

///////////////////////////////////////////////////

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หนังสือวิ่งได้ไม่ใช่ได้วิ่ง โดย ครูดิน สถาวร จันทร์ผ่องศรี

 


-22ไร้สัมผัส22_website.jpg

adminApril 26, 2018

เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนไร้สัมผัสจะเกิดขึ้นจริงในอีกไม่ช้า บนตราสินค้าที่มีชื่อว่า “Apple”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “แอปเปิ้ล” ที่กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี การควบคุมสมาร์ทโฟนแบบไร้สัมผัส หรือ Touchless ที่จะมาพร้อมกับหน้าจอแบบโค้ง ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีสำหรับไอโฟนในอนาคต และจะสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนให้กับผลิตภัณฑ์ หลักของแอปเปิ้ล

 

กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นมากในตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบัน ซึ่งตัวเทคโนโลยี Touchless ผู้ใช้งานเพียงแค่การเลื่อนหรือปัดนิ้วมือในลักษณะท่าทางต่างๆ บนอากาศในระยะที่ใกล้กับหน้าจอเพื่อสั่งงานโดยไม่ต้องแตะสัมผัสลงไปบนตัวจอ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเริ่มพัฒนาเท่านั้น ซึ่งหากแอปเปิ้ลตัดสินใจที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริงคาดว่าสาวกไอโฟนจะได้สัมผัสประสบการณ์อีกขั้นของการใช้สมาร์ทโฟนไร้สัมผัสนี้ได้ในอีกอย่างน้อยที่สุด 2 ปีข้างหน้า

 

หากเทคโนโลยีนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี แล้วนำมาใช้จริงเหล่าสาวกของ Apple คงได้ประสบการณ์การใช้ Smartphone ที่แตกต่างจากตราอื่น ให้ความรู้สึกว่า Iphone คือ Smartphone ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์เหมือนกับสมัยที่ Steve Jobs ยังคงมีชีวิต และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-4.0-จาก-7-ประเทศชั้นนำ_website.jpg

adminApril 26, 2018
ถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าการขับเคลื่อนฟันเฟืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ หลังจาก ครม.ประยุทธ์ เมื่อ 24 เมษายน 2561 เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณกว่า 14,000 ล้านบาท เพื่อผลิต “บัณฑิตและอาชีวะพันธุ์ใหม่” ที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการช่างเทคนิคและวิศวกร ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพให้เท่าทันการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งหลังจากนี้คงเริ่มเข้าสู่การขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะผลิตบัณฑิตและอาชีวะพันธุ์ใหม่ 115,626 คน ภายใน 5 ปี

 

นี่คือก้าวสำคัญของวางรากฐานพัฒนา “แรงงาน” แบบมียุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 สำเร็จตามเป้าหมาย สอดรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 หรือ Industrial Revolution 4.0 (IR 4.0) ดังนั้นวันนี้มาดูโรดแมพเหล่าประเทศชั้นนำกันบ้าง ว่ามีการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0.กันอย่างไร

 

เยอรมนี : รัฐบาลทุ่มเงินกว่า 200 ล้านยูโร เพื่อดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม 4.0  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของแผน High-Tech Strategy 2020 Action Plan โดยมุ่งศึกษาบน 3 ประเด็น คือ 1. ออกแบบอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร 2. การอำนวยความสะดวกในการทำงานละการเรียนรู้ เมื่อนำนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้ 3. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและคุณวุฒิวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้รูปแบบใหม่

 

สวีเดน : รัฐบาลประกาศที่จะใช้ยุทธศาสตร์อัจฉริยะ ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญ คือ การมุ่งสร้างทักษะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดย 1.ส่งเสริมการศึกษาต่อในสาขาสะเต็ม 2.ปรับระบบการศึกษาให้ตรงกับความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม 3.พัฒนาทักษะที่จำเป็นในการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตัล 4.สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต 5.ส่งเสริมเส้นทางความก้าวหน้าในการทำงานและศึกษาต่อ

 

สหรัฐอเมริกา : มีองค์กร Advanced Manufacturing Partnership หรือ AMP ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการใช้เทคโนโลยีใหม่แก่ประธานาธิบดี เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ส่งเสริมนวัตกรรม 2.ผลิตบุคลากรคุณภาพสูง 3.พัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้น

 

สิงคโปร์ : รัฐบาลโดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้รวดเร็วขึ้น จึงได้นำยุทธศาสตร์ 3 ประการมาปรับใช้ ได้แก่ 1.พัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยี 2.เปลี่ยนรูปแบบอุตสาหกรรมและกิจการต่างๆ 3.ฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถรองรับยุคอุตสาหกรรม 4.0

 

ญี่ปุ่น : ริเริ่มโครงการห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม (The Industrial Value Chain Initiative) ซึ่งมี 30 บริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าร่วม โดยกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีที่จะใช้ในการเชื่อมต่อโรงงาน กระบวนการผลิต และเครือข่ายการสื่อสารทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานได้เองแบบอัตโนมัติ โดยมีช่างเทคนิคที่มีทักษะความชำนาญสูงเป็นผู้ดูแล ตั้งโปรแกรมและซ่อมบำรุงเครื่องจักร

 

เกาหลีใต้ : จัดตั้งโครงการนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต 3.0 ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 2 ประการได้แก่ 1.การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า 2.การถ่ายทอดเทคโนโลยี “โรงงานอัจฉริยะ” ให้แพร่หลาย โดยตั้งเป้า 1,500 แห่งทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2563 และจัดตั้งโรงงานต้นแบบ หรือ “โรงงานแม่” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตทั้งหมดผ่านระบบดิจิตัล  พร้อมเน้นฝึกอบรมทักษะและประสิทธิภาพช่างเทคนิค

 

ไต้หวัน : รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการเพิ่มผลผลิต 4.0 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตของไต้หวันมีผลผลิตต่อหัวเพิ่มขึ้น 60% ภายในปี 2567 โดยริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานรองรับยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยมาตรการดังนี้ 1.ปฏิรูประบบการฝึกอบรมของประเทศ 2.ให้เงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนของนักเรียนอาชีวศึกษา 3.สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสาขาอาชีวศึกษาในด้านต่างๆ 4.เชื่อมโยงสถาบันอาชีวศึกษากับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยียุคอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการใช้งานเครื่องจักรอัจฉริยะ

 

จะเห็นได้ว่าประเทศชั้นนำเหล่านี้ แม้ขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงใด แต่หัวใจหลักที่ทุกประเทศเร่งปูทางขับเคลื่อนไปพร้อมเทคโนโลยี นั่นคือ “การพัฒนาทักษะแรงงาน” ที่ล้วนผนึกเข้าไว้ในยุทธศาสตร์แทบทั้งสิ้น ด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ คือ สร้างคนให้เท่าทันและเพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มต้นเสียที…….

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

///////////////////////////////////////////////////////////////

ที่มาข้อมูล

New Manufacturing Technicians – Responding to Industry 4.0 by Chevron Enjoy science