COVID19จะหายจริงหรือ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงสร้างความวิตกกังวลเมื่อมันเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่ามันจะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนได้นานนัก ดังนั้นความหวังว่าหากฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อนในเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ชะลอการแพร่กระจายลงได้

แต่ความหวังนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีใครออกมายืนยันได้

 

และด้วยคำถามที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายนี้ ทำให้มีความพยายามในการค้นหาความจริงนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ล่าสุดที่มีการเผยแพร่อยู่ทั่วไป กลับพบเพียงว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วโลก ต่างก็ตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าอากาศอุ่นจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย หรืออาจจะทำให้มันสิ้นสุดการระบาดลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ประสิทธิภาพของตัวไวรัสเอง สภาพอากาศ รวมไปถึงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร. เกรกอรี่ เกรย์ จากแผนกโรคติดเชื้อทั่วโลกของสถาบันสุขภาพมหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะลดน้อยลงหรือหายไปในช่วงฤดูร้อนหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างนั้น แต่ก็มีความหวังว่าช่วงฤดูร้อนอาจทำให้การแพร่เชื้อลดลงเล็กน้อย เพราะโดยปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาปกติที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปมักจะจางหายไปในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากอาคารมีการไหลเวียนของอากาศมากกว่า ผู้คนก็สัมผัสกับแสงยูวีมากกว่าซึ่งสามารถฆ่าไวรัสได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะมีการชะลอตัวของการแพร่ระบาดประมาณ 10% ถึง 20% แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ดีว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

“ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ ซึ่งมันก็อาจจะหายไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็จะยังมีการแพร่กระจายอยู่ในมุมอื่นๆ ทั่วโลก”

 

ขณะที่เว็บไซต์ของศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ว่า ยังไม่มีใครทราบว่าสภาพอากาศและอุณหภูมิจะส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ และแม้ว่าฤดูร้อนจะทำให้มีโอกาสน้อยที่เกิดอาการป่วยไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ก็มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ทุกคนจะสามารถเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคนี้ตลอดทั้งปี

 

นอกจากนี้จากการตรวจสอบของนักวิชาการด้านสาธารณสุข โดยทำการศึกษาจากสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคเมอร์ส หรือ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) พบว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในอดีตไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าอุณหภูมิหรือฤดูกาลจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการระบาด โดยพบว่าการระบาดของโรคซาร์สสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม ที่สภาพอากาศยังไม่ชัดเจน ขณะที่โรคเมอร์สไม่ได้แสดงว่าฤดูกาลเกี่ยวข้องกับการระบาด

 

แม้จะพบว่ากลุ่มประเทศที่มีการระบาดใหญ่ที่สุดอยู่ในตำแหน่งเหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่, เกาหลีใต้, อิตาลี, ญี่ปุ่นและอิหร่าน ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจจะส่งผลต่อการแพร่ระบาดอย่างหนักได้ แต่ในตอนนี้ไวรัสกลับแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา ซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ เช่นบราซิล และออสเตรเลียในซีกโลกใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในซีกโลกเหนือ แต่ฤดูกาลที่แตกต่างกันก็อาจจะความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายมากขึ้นในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ

 

ถึงตอนนี้จะดูว่า COVID-19 มีความรุนแรงของการแพร่ระบาดน้อยลงในช่วงฤดูร้อน แต่มันก็อาจกลับมาและก็กลายเป็นไวรัสตามฤดูกาลในทุกประเทศทั่วโลกไปในที่สุด หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้


_รับมือโรคติดต่อ_Covid_Cover_3.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

สาธารณสุขชี้มาตรการรับมือโรคติดต่ออันตราย “ป้องกัน” และ “ควบคุม”

หลังเกิดการระบาดของโรค COVID19 ขึ้นในหลายประเทศ ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละประเทศต้องออกมาหามาตรการรับมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นภายในประเทศของตนรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ออกมาประกาศกำหนดให้ COVID19 เป็น “โรคติดต่ออันตราย” ตาม พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพิ่มเติมจากเดิมที่เคยไปประกาศไปแล้ว 13 โรค

 

การประกาศนี้มีความสำคัญอย่างไร และจะช่วยในการป้องกันการระบาดได้อย่างไร หรือมีผลบังคับทางกฎหมายอย่างไร วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำรายละเอียดมาเพื่อไขความกระจ่างสำหรับผู้ที่อาจจะยังไม่ทราบในรายละเอียดของการประกาศนี้

 

ตาม “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558” ให้คำจำกัดความของคำว่า “โรคติดต่ออันตราย” ว่าหมายถึงโรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อให้เกิดข้อกำหนดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม  จึงได้มีออกข้อกำหนด และ คำสั่งต่างๆ ออกมาเพื่อใช้เป็นข้อกำหนดให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่แค่เป็นเพียงข้อแนะนำ หรือคำเตือนเท่านั้น แต่หมายถึง หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีโทษตามกฎหมาย บางมาตรการจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชน เช่น สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ในเคหสถาน การเลือกที่อยู่อาศัย การเดินทาง ความเป็นส่วนตัว เป็นต้น ก็ตาม

นั่นคือ หากผู้ใดที่เจ็บป่วยด้วยโรคระบาดที่ถูกประกาศตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วไม่ปฏิบัติ หรือ หลบเลี่ยงต่อข้อกำหนดต่างๆ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 

หากพบว่าเจ็บป่วยด้วย “โรคติดต่ออันตราย” ที่ถูกประกาศแล้ว 14 โรค (รวมถึงโรค COVID19) ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ มีข้อกำหนดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม หลัก ๆ ได้แก่

 

  1. ให้ผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด หรือผู้ที่เป็น ผู้สัมผัสโรคหรือเป็นพาหะ จะต้องเข้ารับการตรวจหรือรักษา หรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ และเพื่อความปลอดภัย อาจดำเนินการโดยการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานที่ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด จนกว่าจะได้รับการตรวจและการชันสูตรทางการแพทย์ว่าพ้นระยะติดต่อของโรคหรือสิ้นสุดเหตุอันควรสงสัย
  2. ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคจะต้องเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตามวัน เวลา และสถานที่ ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เพื่อมิให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป
  3. จะต้องนำศพหรือซากสัตว์ที่ตายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าตายด้วยโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดไปเข้ารับการตรวจ หรือจัดการทางการแพทย์ หรือจัดการด้วยประการอื่นใดเพื่อป้องกันการแพร่ของโรค
  4. เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดต้องกำจัดความติดโรคหรือทำลายสิ่งใด ๆ ที่มีเชื้อโรคติดต่อหรือมีเหตุ อันควรสงสัยว่ามีเชื้อโรคติดต่อ หรือแก้ไขปรับปรุงการสุขาภิบาลให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อการควบคุมและป้องกันการแพร่ของโรค
  5. ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น ดำเนินการเพื่อการป้องกันการแพร่ของโรคด้วยการกำจัดสัตว์ แมลง หรือตัวอ่อนของแมลงที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด
  6. ห้ามผู้ใดกระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป
  7. ห้ามผู้ใดเข้าไปหรือออกจากที่เอกเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ หรือหมายถึงจะต้องไม่ออกไปแพร่เชื้อในสถานที่สาธารณะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐก่อน
  8. ให้เจ้าพนักงานสามารถเข้าไปในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีหรือสงสัยว่ามีโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดเกิดขึ้นเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมมิให้มีการแพร่ของโรค

 

โดยโรคติดต่ออันตรายตาม “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558” ประกอบด้วย

  1. กาฬโรค
  2. ไข้ทรพิษ
  3. ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก
  4. ไข้เวสต์ไนล์
  5. ไข้เหลือง
  6. โรคไข้ลาสซา
  7. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
  8. โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก
  9. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
  10. โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา
  11. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส
  12. โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส
  13. วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก
    และล่าสุดคือ COVID19 เป็นลำดับที่ 14

_กรมควบคุมโรค_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ช่วงการระบาดของ “COVID-19”  ชื่อของ “สถาบันบำราศนราดูร” ก็ปรากฏขึ้นในฐานะสถาบันหลักที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

 

ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com

 

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน  (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์  วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก

 

อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร”  อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย

 

ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19”  ที่กำลังระบาดในขณะนี้

 


_หลงตัวเอง-โรคระบาดของคนในสังคมสมัยใหม่_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

“หลงตัวเอง” โรคนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้ เกิดจากความมั่นใจในตัวเราที่มีอยู่ในตัว แต่บางทีก็มีมากจนเกิดไป ทำให้ความ “หลงตัวเอง” ครอบงำจิตใจเราจนได้ และในที่สุดก็ส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างโดยทันที

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวกับโรคชนิดหนึ่ง ที่ตอนนี้บอกเลยว่ากำลังแพร่ระบาดอย่างในสังคมสมัยใหม่ โรคที่ว่านั้นก็คือ “โรคหลงตัวเอง” ฟังไม่ผิดแน่นอน จะบอกว่าโรคหลงตัวเองกำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้

จะว่าไป ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองอยู่ในตัวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่าความมั่นใจในตัวเรา จริง ๆ แล้วมันดีมากน้อยแค่ไหนกัน? บางครั้ง “ความมั่นใจ” ในตัวเราที่มีมาก ๆ อาจจะส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างก็เป็นไปได้

ความหลงตัวเอง หากเรายิ่งคิดว่าตัวเองดีเลิศเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมองไม่เห็นหัวคนอื่น ถ้าเรามองโลกแบบตรงไปตรงมาก็จะเห็นว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่คนหลงตัวเองจะไม่คิดดูถูกคนอื่น แล้วนิสัยดูถูกคนอื่นก็จะนำมาซึ่งนิสัยที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อนิสัยชอบเปรียบเทียบมาถึง คราวนี้มันก็จะพานิสัยที่ชอบตัดสินคนอื่นติดมาด้วย คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ฉลาด ทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ก็ไม่เข้าท่า คนหลงตัวเองจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเทวดาน้อย ๆ ผู้ไม่เคยทำอะไรผิด เริ่มติดกับความเก่งของตนเอง เริ่มติดกับความสำเร็จที่มีอยู่ เริ่มทำตัวเป็นคนธรรมดาที่ไม่สำคัญไม่เป็น

ทั้งหมดนี้ คือภัยคุกคามมิตรภาพและความสุขในชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ในความเป็นจริง ยิ่งเราเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะสามารถถ่วงน้ำหนัก ทำให้เท้าของเราติดดิน ไม่ลอยขึ้นฟ้า ฉะนั้น ยิ่งเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังความหลงตัวเอง ที่มันคอยจะแว้งกัดตัวเราเอง

ความหลงตัวเองไม่ใช่อะไรที่โง่เขลาเลย มันไม่ใช่อะไรที่เราจะอวดดีและประมาทได้ ตรงกันข้าม มันมีความเฉียวฉลาดกว่าเราหลายเท่า คนที่อิ่มในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพูดบอกใครต่อใครว่าฉันอิ่ม แต่คนที่ขาดต่างหาก ต้องอวดเพื่อสร้างเกราะกำบังให้คนอื่นไม่รู้ว่าฉันขาด

ในทางจิตวิทยาระบุว่า หากใครชอบอวดอะไร ลึก ๆ แล้วในใจ คือ เขาเคยขาดสิ่งนั้นมาก่อน ยิ่งอวดมากเท่าไหร่ ในใจจะเหมือนมีพายุที่ไม่มีวันสงบสิ้นได้ซักที ความสุขปลอม ๆ ของคนขี้อวด คือ การได้รู้สึกเหนือกว่าใครซักคนในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว มีหรือที่เราจะเป็นขี้ข้าของมันมาได้เนินนานเพียงนี้

ฉะนั้น การเห็นคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และเป็นเรื่องชอบธรรมที่ควรกระทำแต่อย่าให้มันลุกลามถึงขนาดทำให้เรากลายเป็นคน “หลงตัวเอง” เพราะคน “หลงตัวเอง” ไม่ต่างจากคนป่วยโรคประเภทหนึ่ง เปรียบเสมือนคนแพ้ตัวเอง แพ้ทุกสิ่งทุกอย่าง ชนะคนเป็นแสนล้าน ถ้าแพ้ตัวเองเสียแล้ว ทุกอย่างก็คือจบ ฉะนั้นแล้ว ภูมิใจได้แต่อย่าให้มากถึงขนาด “หลงตัวเอง” จะดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : บทความดี ๆ จาก คุณพศิน อินทรวงค์