_หุ้นปันผลดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศา ชวนมองมุมบวกเปลี่ยนโหมดความรู้สึกสร้างโอกาสออมเงินระยะยาวในช่วงวิกฤติโรคระบาด ตลาดหุ้นร่วงเหลือ 1,000 จุด รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง เพราะถ้าถือคติว่าประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย นั่นก็จะหมายถึงอะไรที่ลงต่ำ สุดท้ายก็ต้องขยับตัวขึ้น

 

ดังนั้นในแง่ของการที่หุ้นตกลงขนาดนี้ หากใส่ใจติดตามถ้าต่ำลงอีก (มีการประมาณการณ์ว่าดัชนีน่าจะลงไปอยู่ที่ 950 – 921 จุด) ก็เป็นโอกาสสำหรับการออมเงินระยะยาวโดยเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานปันผลดีมาเก็บไว้แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขรอให้เป็น เย็นให้พอ เพราะจะใช้เวลาในการสร้างราคา ปันผลกำไรซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่าจะไม่ใช้เงินลงทุนจำนวนนี้ 3 – 5 ปี และไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และคิดภายใต้หลักการกระจายเงินออมระยะยาวโดยอาจเป็นหลักพัน หรือ หลักหมื่น

 

หลักการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี  กินอยู่เป็น ไปรวบรวมมาให้โดย บล.ทิสโก้ เคยให้หลักประเมินไว้ 3 ข้อ

  1. ดูอดีต ว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องแค่ไหน หากจะให้ดีควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3%
  2. ดูปัจจุบันฐานะการเงินบริษัทมีหนี้เยอะหรือไม่ มีกำไรหรือไม่ เพราะถ้าหนี้เยอะโอกาสจ่ายปันผลอาจไม่ดีเท่าอดีต
  3. ดูอนาคต โดยประเมินแนวโน้มศักยภาพอุตสาหกรรม หรือ ธุรกิจว่า 10 ปีข้างหน้า มีหนทางสว่างไหม

 

หากใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นผสมกับข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ด้านหุ้นปันผลที่น่าลงทุนโดยใช้เกณฑ์บริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดเป็นบวก จ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง 5 ปีมีคะแนนธรรมาภิบาลในระดับ “ดี” ขึ้นไป พบว่ามีถึง 66  บริษัทที่มีการปันผลตั้งแต่ 5 %-10%

 

แต่ทั้งนี้หมายเหตุ!! ตัวโตการลงทุนหุ้นในภาวะนี้ต้องเย็นให้พอ รอให้เป็น และคำนวณภายใต้การคาดการณ์ไวรัสโควิด-19 จะจบภายในสิ้นปี 2563 และไม่มีอะไรร้ายกว่าสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่

 


19-โรงพยาบาลบางขุนเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

 

 

แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย

1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น

3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง

4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง

6. งานถนนและผังบริเวณ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร

 

ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน


_พระราชวัง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ และการเปิดโลกกว้างก็เสมือนโรงเรียนที่มีวิชาต่างให้เรียนไม่รู้จบ กินอยู่เป็น 360 องศา จึงนำแนวทางท่องเที่ยวแบบใหม่มาเผื่อผู้อ่านทุกท่านจะใช้เป็นทางเลือกในอนาคต หรือในภาวะที่ไม่สามารถออกเดินทางด้วยข้อจำกัดของภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ

 

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมช่วงการระบาดของโควิด 19 ในจีน  เถาเป่า (Taobao) แอพพลิเคชั่นด้านช้อปปิ้ง ออนไลน์ของกลุ่มอาลีบาบา ได้เยียวยาความรู้สึกคนอยากเดินทาง โดยจัดท่องเที่ยว พระราชวังโปตาล ซึ่งเป็นพระราชวังของทิเบตอายุ1300 ปี อันเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมโบราณและที่เก็บรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมกว่า 100,000 ชิ้น โดยมีมัคคุเทศก์จากสำนักการจัดการพระราชวังโปตาลาบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่ พร้อมนำพาเยี่ยมชมเส้นทางเก่าแก่และอธิบายหัตถศิลป์ทางสถาปัตยกรรมและการคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมของพระราชวังโบราณ  รวมถึงผลงานจินตกวีนิพนธ์โบราณฉบับดิจิทัลและหลังคาทองคำอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นวัฒนธรรมด้วย

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua
ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว Xinhua

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพาเที่ยวทางออนไลน์ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง และพบว่ามีผู้เข้าชมราว 920,000 คน ที่ถือว่าเกินครึ่งของจำนวนผู้มาเยือนทั้งหมดในหนึ่งปี

 

ดังนั้นจึงคาดว่าแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบใหม่นี้จะได้รับความนิยมมากขึ้น และอาจพัฒนาไปยิ่งกว่าหากผนึกร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ที่ปัจจุบันถูกใช้สร้างความบันเทิงด้านเกมส์ กับชมภาพยนตร์

 

การท่องเที่ยวออนไลน์ อาจเหมาะสำหรับผู้ไม่สามารถเดินทางไกล หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม สถานที่ปิดเพราะมีข้อจำกัดทางโครงสร้าง แต่การออกผจญภัยก็ยังคงมีเสน่ห์ และความเย้ายวน เนื่องจากเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ และทำให้ได้สัมผัสมิติต่าง ๆ ดังคำของเนห์รูที่ว่า ไม่มีคำว่าสิ้นสุดสำหรับการผจญภัยถ้าเพียงเราเปิดตาค้นหาความงาม ด้วยโลกนี้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความงดงาม

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เช็คด่วน!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์ กฟน.– กฟภ. จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

พร้อมเปิดรายละเอียดการขอคืนค่าประกันมิเตอร์ฯ ตามนโยบายลุงตู่

 

หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนโยบายของกระทรวงการคลังในการแจกเงินสนับสนุนค่าครองชีพให้กับประชาชนที่มี่รายได้น้อย ด้วยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมถึงผู้มีอาชีพอิสระ รายละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง จะยังไม่มีการจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามที่ได้มีการเสนอก่อนหน้านี้  โดยจะกลับไปดูว่าสามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านใดบ้าง เช่น การคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านจะได้ทั้งหมด รวมถึงมาตรการลดผลกระทบอื่น ๆ ด้วย

 

สำหรับมาตรการดังกล่าว เป็นขอเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพนักงาน หรือ กบง. อนุมัติ 4 มาตรการ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 45,000 ล้านบาท  ไปก่อนหน้านี้  ได้แก่

 

  1. คืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือน และกิจการขนาดเล็ก จำนวน 5 ล้านราย วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไปกำหนดวิธีการคืนเงินอีกครั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทั้งการหักเป็นค่าไฟฟ้า หรือคืนเงินสด ซึ่งจะเริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิลเดือนมีนาคมนี้
  2. ลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.- พ.ค.) ซึ่งปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยที่ 64 บาทต่อหน่วย ลดลงเหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย โดยใช้วงเงินราว 10,000 ล้านบาท หรือราว 23.2 สตางค์ต่อหน่วย
  3. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านที่อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก และโรงแรม สามารถขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นเวลา 6 เดือน โดยคาดว่าช่วงดังกล่าวจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงน้อยอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในกลุ่มนี้
  4. ใช้เงินจากกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า วงเงิน 4,000 ล้านบาท นำมาสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ขุดบ่อบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของมาตรการที่ 1 ในการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว (เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 มี.ค. 63) ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานมาตรการนี้ ถือเป็นเงินที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะได้รับเงินคืนโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เท่านั้น ทำให้มีการสอบถามถึงรายละเอียดการคืนเงินดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

 

 

ต่อที่ 1 : เช็คด่วน !!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กบง. มีมติสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้านพลังงาน โดยให้การไฟฟ้าฯ คืนดอกผลจากจากเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าด้วย โดยจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์จากเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือเงินมัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

 

สำหรับเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้านี้ ในส่วนของการไฟฟ้าทั้งนครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค จะเรียกว่า “เงินประกันการใช้ไฟฟ้า”เป็นเงินที่ผู้ขอใช้ไฟฟ้าจะต้องจ่ายเมื่อเริ่มต้นขอใช้ไฟฟ้าตามขนาดที่ขอใช้ โดยเงินส่วนนี้การไฟฟ้าฯ จะเก็บไว้เพื่อเป็นประกัน  เนื่องจากการให้บริการไฟฟ้า เป็นการให้บริการก่อนเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นการประกันกรณีที่ไม่มีการจ่ายค่าไฟ ก็จะมีการยึดเงินประกันการใช้ไฟฟ้าของผู้ที่ไม่จ่ายเงินส่วนดังกล่าวกลับเข้ารัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะได้คืนเมื่อมีการทำเรื่องยกเลิกใช้ไฟฟ้า และจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าซึ่งจ่ายไว้ตั้งแต่เริ่มขอใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย  โดยได้เริ่มจ่ายคืนให้กับประชาชนโดยทั่วไปตั้งแต่เดือน ก.พ.63 ตามรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง ที่นำเงินสดมาเป็นหลักประกันการใช้ไฟฟ้า จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยท้ังปีของธนาคารกรุงไทย ต้ังแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
  2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทยคืนทุก 5 ปี เนื่องจากดอกผลเงิน ประกันเป็นจำนวนเงินน้อย โดยจะเริ่มจ่ายในปี 2563

 

โดย กฟน. จะพิจารณาดำเนินการคืนดอกผลสะสม 5 ปี โดยจะคืนเงินดังกล่าวในรูปแบบการหักลดกับค่าไฟฟ้า ในบิลค่าไฟฟ้ารอบเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมามีข้อกำหนด ดังนี้

 

  1. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดมากกว่าดอกผลที่จะได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลมาหักออกจากยอดค่าไฟฟ้า ทำให้คงเหลือยอดที่ต้องชำระลดลง
  2. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดน้อยกว่าดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้า และจะแสดงยอดเงินดอกผลที่ยังเหลืออยู่เป็นเงินล่วงหน้า เพื่อใช้หักลดยอดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือคืนที่ได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต
  3. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระเท่ากับดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด และแสดงค่าไฟฟ้าที่ต้องชำระเป็นเงินจำนวน 0 บาท
  4. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระ 0 บาท (ไม่มีการค้างชำระ) ดอกผลที่ได้รับจะแสดงให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเห็นบนใบแจ้งค่าไฟฟ้า ซึ่ง กฟน. จะนำยอดเงินดังกล่าวไปหักลดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินดังกล่าวคืนได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต

 

ทั้งนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ถูกดำเนินการผ่านบิลค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว

 

ต่อที่ 2 : เตรียมขอคืนค่าประกันมิเตอร์ (การใช้ไฟฟ้า) ได้เดือน มี.ค.นี้

 

ผู้ที่จะได้รับเงินคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า มีจำนวนประมาณ 21.5 ล้านราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยอัตราค่าธรรมเนียมเงินประกันคืนเมื่อยกเลิกใช้ไฟฟ้า มีรายละเอียดเบื้องต้นคือ

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท (บ้านพักขนาดเล็ก ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก)
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท (เป็นขนาดมิเตอร์ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้)
  • มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท (บ้านพักขนาดใหญ่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด) มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท (ประชาชนไม่นิยมใช้ จะมีประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับอัตราเงินจำนวนนี้)

 

ขั้นตอนการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า

 

  1. เริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิล “สิ้นเดือนมีนาคม 2563”
  2. สามารถดำเนินการขอคืนเงินกับหน่วยงานที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า แบ่งเป็น
    – กฟน. ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ
    – กฟภ. ให้บริการในทุกจังหวัดของประเทศไทย ยกเว้น 3 จังหวัดในข้อ 1
  1. ผู้ที่ได้รับเงินจะเป็นผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ขอเสียชีวิตแล้ว สามารถให้ผู้อื่นรับแทนได้

 

ขอบคุณภาพจาก Facebook  : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA