-photoshop_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

จากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเดินทางท่องเที่ยวตามแผนต่างๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนักท่องเที่ยวตัวยงที่คิดหาวิธีการอย่างสร้างสรรค์เพื่อฉลองวันพักผ่อนที่หายไป อย่าง Mr. Pollak และ Ms. Palenzuela ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการท่องเที่ยวจากนครนิวยอร์กถึงปาตาโกเนียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรสบัสเดินทางในประเทศชิลี ภาพยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลงทางอยู่ในป่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกแชร์ผ่าน Instagram โดยเขาทั้งคู่จัดฉากและตกแต่งทริปการเดินทางด้วยโปรแกรม Photoshop

 

Not hiking the Fitz Roy mountain in Patagonia. Credit Suze Shih

 

Actually hiking in Bear Mountain State Park, about an hour’s drive north of Brooklyn. Credit Suze Shih

Ms. Palenzuela กล่าวว่า “พระเจ้าต้องหัวเราะกับแผนคุณอย่างแน่นอน” ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถมองหาความสุขได้ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม การมองดูแผนการเดินทางในแต่ละวันช่วยให้เราตระหนักถึงการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ และเราสามารถที่จะทำมันได้ทั้งปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น Laura Dannen Redman ผู้อำนวยการด้าน Digital Content ของ Afar บริษัทสื่อการท่องเที่ยวกล่าวว่า “เราเดินทางเพื่อหลีกหนี  เพื่อผ่อนคลาย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นในการทำสิ่งใหม่ทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่ลองคิดว่ามันเป็นวันหยุดพักผ่อน ถ้ามันจะทำให้เรายิ้ม หัวเราะและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ดีสักนาที ฉันมักจะวางแผนกิจกรรมทุกๆวัน ในวันหยุดพักผ่อนตลอด ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงการหยุดพักผ่อนจริงๆ” โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโพสต์หนึ่งของ Laura Dannen Redman ได้ติดแฮชแท็ก #TravelAtHomeChallenge โดยเธอสวมชุดสีขาวพร้อมเข็มขัดสีแดง พร้อมกับลูกสาววัย 2 ขวบ กำลังถูกไล่ล่าจากวัวกระทิงในสเปน

 

หรืออย่างที่ประเทศออสเตรเลีย มีคู่รักคู่หนึ่งสวมเสื้อคลุม ถือแก้วไวน์และดูภาพของมหาสมุทรจากช่อง YouTube บนจอทีวี ปรากฏเป็น Viral ออกมาอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกสาวของพวกเขาทวีตข้อความว่า “ล่องเรือถูกยกเลิกเหรอ? ไม่มีปัญหา”

 

โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกคน การใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนต้องการหาความสุขและทำในสิ่งที่อยากทำ ท่องเที่ยวสถานที่ที่อยากไป แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม

 

ขอบคุณที่มาจาก The New York Times


tulip-Geramany-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะยังคงไม่ยุติลงท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันนีที่ถือว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ

 

 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการต่อสู้อย่างหนักกับการระบาดของโรค ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะล่าสุดทุ่งทิวลิปในเขต เกรเวนโบรช์ พื้นที่ทางตอนเหนือของเขตไรน์ – เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี ก็กำลังบานสะพรั่งต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

 

ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยโดรนแสดงให้เห็นสีสัน และความสวยงามของทุ่งดอกทิวลิปขนาดใหญ่ ในพื้นที่กว่าหกไร่ หรือ  100 เฮกตาร์ ดึงดูดความสนใจจากนักนิยมธรรมชาติถึงความสวยงามของมัน เพราะถือเป็นการส่งสัญญาณถึงฤดูใบไม้ผลิที่ชาวเยอรมันรอคอยหลังจากฤดูหนาวผ่านไป  โดยทุ่งดอกทิวลิปในเมืองเกรเวนโบรช์ในนอร์ ธ ไรน์ – เวสต์ฟาเลียได้รับการชื่นชมจากนักท่องเที่ยวที่พากันไปยังทุ่งอันงดงามเพื่อดูดซับความงามตามธรรมชาติ แม้จะยังคงมีการระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม

 

 

ทุ่งดอกทิวลิปแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่มีการปลูกดอกทิวลิปมากที่สุดของประเทศ โดยทางเขตได้จัดให้เกษตรกรหกคนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบนพื้นที่ขนาดใหญ่ จนกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ สำหรับดอกทิวลิป เป็นไม้ดอกเมืองหนาวที่พบมากในเขตยุโรปตอนใต้ และเอเชียกลาง ก่อนที่พวกมันจะถูกพัฒนาสายพันธ์ุจนสามารถปลูกได้มากขึ้นในหลายพื้นที่  และเป็นที่รู้จักในฐานะไม้ประดับสวนหรือไม้ดอกที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมจากผู้นิยมชมชอบดอกไม้จากทั่วโลก

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA


gorillas-coronavirus_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 24, 2020

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากในขณะนี้ นักอนุรักษ์ก็ได้ออกมาเตือนว่านอกจากมนุษย์ที่มีความเสี่ยงแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบถึงลิงกอริลลาที่ใกล้สูญพันธุ์ของแอฟริกาที่อาจจะได้รับเชื้อโรคจากนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยี่ยมชมพวกมันอีกด้วย

 

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า อุทยานแห่งชาติวีรูงกา ในประเทศคองโก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีกอริลลาภูเขาจำนวนมากถึงหนึ่งในสามของโลก ได้ออกมาประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯ หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า มนุษย์อาจจะเป็นผู้นำเชื้อไวรัสโคโรนาเข้าไปติดกอริลลาได้ เนื่องจากพวกมันมีความอ่อนแต่ต่อภาวะแทรกซ้อนและติดโรคได้ง่าย โดยจากข้อมูล พบว่ากอริลลาภูเขามักจะป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจที่ติดจากมนุษย์ และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชนกอริลลาในธรรมชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้ชิดพวกมันมากเกิน

 

ปัจจุบันมีกอริลลาภูเขาอาศัยอยู่ในธรรมชาติราว 1,000 ตัว ในพื้นที่คุ้มของคองโก, ยูกันดาและรวันดา ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศเหล่านี้ แต่หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้แต่ละประเทศต้องออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการนำเชื้อโรคไปติดกอริลลาเหล่านี้

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Roberto Schmidt/AFP และ Virunga National Park

 

การตัดสินใจออกมาตรการที่เข้มงวด ได้รับการชื่นชมจากนักอนุรักษ์ที่ออกมาระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อปกป้องกอริลลาภูเขาเหล่านี้ เพราะปัจจุบันมีประชากรกอริลลาเหลืออยู่น้อยมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีกว่าพวกมันไวต่อโรคของมนุษย์มาก ถ้าใครเป็นไข้หวัด พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป เพื่อปกป้องพวกมันจากการติดโรค โดยเฉพาะโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในหลายทวีปขณะนี้

 

อย่างไรก็ตามจากรายงานของที่นักอนุรักษ์ในยูกันดา ร่วมกับมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ระบุว่ามาตรการในการปกป้องกอริลลาจากการติดเชื้อโรคจากมนุษย์นั้นไม่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ เพราะกฎในการรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่กำหนดว่าจะต้องมีระยะห่าง 7 เมตร จากกอริลลา ถูกทำลายเกือบทุกครั้งที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมพวกมัน ซึ่งหากไม่สามารถป้องกันการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดเรื่องของระยะห่างได้ มาตรการหนึ่งที่สามารถปรับปรุงความปลอดภัยได้ คือ ต้องให้นักท่องเที่ยวต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : AP /Jerome Delay

 

ยูกันดายังไม่ประกาศปิดตัวการท่องเที่ยวกอริลลา เพราะตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปและที่อื่น ๆ ลดน้อยอยู่แล้ว ปัจจุบัน ประชากรกอริลลาภูเขาในภูมิภาคลดลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากการติดโรคความเจ็บป่วยสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น  ตกลงมาจากต้นไม้หรือถูกฆ่าตายในการต่อสู้ระหว่างชายเพื่อดินแดนหรือการปกครอง และในเดือนกุมภาพันธ์มีกอริลลา 4 ตัวถูกฟ้าผ่าตาย กอริลลาภูเขานับเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งหรือใกล้สูญพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ถึงแม้ว่านักอนุรักษ์จะพยายามให้มันเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี

 

นอกจากนี้ นักอนุรักษ์บางคนยังแสดงความกังวลว่าการสูญเสียรายรับจากการท่องเที่ยวในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสนั้น ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงความยั่งยืนของสัตว์ป่ารวมถึง กอริลลาภูเขาในอุทยานแห่งชาติคองโกด้วย เพราะเงินสนับสนุนส่วนใหญ่ก็ได้มาจากธุรกิจ แต่หากไม่มีเงินเข้ามาเลยก็เสี่ยงที่จะทำให้กอริลลาเหล่านี้ได้รับผลกระทบไปด้วย


-อากาศหนาว_Cover_4.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

เตือนภัยนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการกางเต็นท์พักค้างคืนในป่า หรือ อุทยานแห่งชาติต่างๆ เพื่อรับลมเย็นช่วงนี้ควรทราบ…หลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนว่าขอให้ระมัดระวังถูก “ตัวไรอ่อน” กัด เพราะอาจทำให้เสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ได้

แต่สำหรับผู้ที่วางแผนท่องเที่ยวไว้แล้ว กรมควบคุมโรค แนะนำ 4 ข้อควรปฏิบัติไว้ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้ามิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ทาโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมของสาร DEET หรือ ใช้สมุนไพรทากันยุง ก็จะสามารถป้องกันตัวไรอ่อนกัดได้
  • หลีกเลี่ยงเข้าในบริเวณที่มีตัวไรอ่อนชุกชุม อาทิ ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ หรือ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่ ทุ่งหญ้า ชายป่า หรือ บริเวณต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง
  • ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซัก ด้วยผงซักฟอกเข้มข้น เพราะหลังออกจากป่าอาจมีตัวไรอ่อนติดมา
  • หากมีไข้และหนาวสั่น ไอ ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ภายใน 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าป่าให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว ป้องกันการเสียชีวิต โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

 

รู้จักกับไรอ่อน และ ไข้รากสาดใหญ่

“โรคไข้รากสาดใหญ่” หรือ “โรคสครับไทฟัส” (Scrub typhus) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มี “ไรอ่อน”เป็นพาหะซึ่งจะส่งผ่านเชื้อด้วยการกัดเข้าผิวหนังมนุษย์

“ไรอ่อน” ปกติมองเห็นด้วยตาเปล่าค่อนข้างยาก เพราะมีขนาดเล็กมาก มักอาศัยอยู่ตามใบไม้ ใบหญ้าใกล้พื้นดิน สามารถกระโดดเกาะตามเสื้อผ้าและกัดผิวหนังที่สัมผัสกับเสื้อผ้าได้ โดยบริเวณที่ถูกกัด มักจะเป็นรักแร้ ขาหนีบ รอบเอว

ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกไรอ่อนมีเชื้อกัดจะเริ่มแสดงผลประมาณ 10-12 วันหลังถูกกัด อาการที่พบ คือ ปวดศีรษะ มีไข้ หนาวสั่น ไอ ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย และบริเวณที่ถูกกัดอาจจะมีผื่นแดงขนาดเล็กค่อย ๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และอาจจะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (Eschar)  แต่จะไม่ปวดและไม่คัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ อาจทำให้เสียชีวิตได้

ทั้งนี้จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2563 มีรายงานพบผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ 445 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ (จำนวน 227 คน คิดเป็นร้อยละ 51) ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ระนอง น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ


-ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ประเทศอื่นทำอย่างไร ในช่วงเศรษฐกิจแย่ท่องเที่ยวตก

รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการจากผลกระทบ Covid-19

ไวรัส Covid-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเศรษฐกิจและการค้าของจีน แต่ส่งผลเป็นวงกว้างทั่วโลกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ต่างมีชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวหลักและจ่ายหนัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้รวบรวมแนวทางแก้ไขของรัฐบาลแต่ละประเทศ รวมถึงของไทยเพื่อให้เราได้ช่วยกันคิด ช่วยกันแชร์และร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน

 

สิงคโปร์ ใช้มาตรการทางการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มรถแท็กซี่ รถรับจ้าง ได้จัดงบพิเศษกว่า  1,700 พันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนขับรถเเท็กซี่เเละผู้ให้บริการรถเช่าเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 เนื่องจากเห็นว่าพนักงานขับรถเหล่านี้มีรายได้หลัก จากผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันลดลงอย่างมากทำให้พวกเขามีรายได้ไม่พอใช้  โดยมาตรการนี้มีผลเเล้วตั้งเเต่วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา

 

ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมการบิน, การท่องเที่ยว และค้าปลีก ส่วน อินโดนีเซียจะหารือร่วมกับสายการบิน 30 แห่งเพื่อออกแพ็กเกจราคาพิเศษกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

 

ส่วนญี่ปุ่นที่เคยประสบความสำเร็จกับมาตรการท่องเที่ยวในช่วงวิกฤติ ตั้งแต่กรณีแผ่นดินไหวทั้งที่เมืองฟุกุชิมะ เมืองคุมาโมโตะ และ เกาะฮอกไกโดอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติ ในครั้งนั้นรัฐบาลญี่ปุ่น ได้อัดงบช่วยเหลือในรูปแบบส่วนลดค่าโรงแรมที่พัก โดยชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างประเทศจะได้ส่วนลดโดยตรงจากผู้ประกอบการทั้งโรงแรมหรู ร้านอาหาร หรือบริษัทนำเที่ยว ตั้งแต่ 50-70% สูงสุด 5 คืน  ซึ่งมาตรการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและคาดว่าญี่ปุ่นจะกลับมาใช้อีกครั้งในวิกฤติ Covid-19

 

สำหรับประเทศไทยแนวทางเบื้องต้นที่สรุปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐเตรียมออก 7 มาตรการทั้งช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบอนุมัติ

 

มาตรการช่วยผู้ประกอบการ

  1. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  2. ภาษีให้ผู้ประกอบการจ้างพนักงานต่อ
  3. ลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต และวงเงินผ่อนชำระขั้นต่ำ
  4. จัดอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยรัฐสนับสนุนด้านรายได้และเบี้ยเลี้ยงต้องหยุดงานเพื่อร่วมอบรม เป็นต้น

มาตรการสนับสนุนท่องเที่ยว

  1. ผู้มีอายุเกิน 60 ปี นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีให้ลูกหลาน กรณีเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา
  2. ชิมช้อปใช้ เฟส 4
  3. หยุดยาวช่วงสงกรานต์ จาก 5 วัน เป็น 9 วัน หรือ ช่วงวันแรงงาน 6 วัน

 


-เทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง-ปี-2019_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet สำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 “ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ตลอดปี 2561 กระแสการท่องเที่ยวได้รับความคึกคักอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา แต่ละประเทศจะประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบและภาพลักษณ์ต่อการท่องเที่ยว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแต่อย่างใด แต่กลับจะมีแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยชาวไทยเองก็หันมาเที่ยวมากขึ้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ที่ต้องบอกว่ามีสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะ ไม่แพ้ของต่างประเทศด้วยซ้ำ

และในปี 2562 ที่เข้ามาถึงนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากระแสการท่องเที่ยวในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะไปในทิศทางไหน ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างไร และจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวในปี 2562 บ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้มีการสำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 ที่อาจจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งให้เราตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวตามกระแสสังคม เพื่อให้เรามีความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางยังสถานที่ที่นักท่องเที่ยวล้นเมือง : ต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มีอยู่มากมายหลายแห่ง แล้วยิ่งเข้าสู่ในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ส่งผลให้ในบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวมักจะขึ้นเขากางเต้นท์สัมผัสอากาศหนาว , ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ของทุกปี จะเปิดให้ขึ้นเขาคิชกูฏ ทำให้สถานที่นั้น ๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก อาจจะดูวุ่นวายพอสมควร ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่งกันเดินทาง สุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุขในการเที่ยวในพื้นที่ที่มีฝูงชนจำนวนมาก ฉะนั้น ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเที่ยว ณ สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพื่อลดความแออัดในการเดินทางในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก

2. ท่องเที่ยวในบ้านเกิดของคุณเอง : โดยปกติ คุณเองเกิดและเติบโตในพื้นที่นั้นของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของคุณเอง แล้วตัวคุณเองรู้เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณอาศัยมากพอหรือไม่ ลองสำรวจบริเวณโดยรอบที่พักอาศัยของเราเองว่า มีสถานที่แห่งใดบ้างที่โดดเด่นในพื้นที่ ควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศของความสวยงาม ประทับใจ ควรค่ากับการแนะนำคนรอบข้างให้มาร่วมสัมผัสความประทับในบ้านเกิดของคุณเอง

3. การเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้า : ในอนาคต การปฏิวัติยานพาหนะโดยการนำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้งาน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลดมลพิษบนท้องถนน ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้น้ำซึ่งเป็นสารก่อมลพิษบนท้องถนนอย่างมาก ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ดีหากมีการคิดค้นรถยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการขับรถไปท่องเที่ยวในพื้นที่ไกล ๆ

4. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : เป็นการท่องเที่ยวแบบให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รณรงค์การยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เน้นการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับชุมชน สังคม เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ใช้ชีวิตอยู่กับชาวพื้นเมือง จะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจการท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และใช้จ่ายเงินกับผู้คนในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งสอดรับกับนโนบายเที่ยวเมืองรองของไทยในแคมเปญ Amazing Thailand Go Local ในปีที่ผ่านมาด้วย

จะเห็นได้ว่า ปี 2562 การท่องเที่ยวในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เพราะสถานที่ในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีที่มาที่ไปในอดีตที่ควรศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรม อารยธรรม และสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจกับกระแสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับความสนใจและกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ได้อย่างมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


5-ประเทศที่ควรค่าแก่การท่องเที่ยวในปี-2019_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 3, 2019

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet จัดอันดับ 5 ประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในปี 2019 โดย “ประเทศศรีลังกา” ติดโผอันดับที่ 1 ประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด

หลายประเทศต่างมีสถานที่สวยงามน่าสนใจหลายแห่ง เป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาร่วมสัมผัส ยลโฉม ความสวยงามของสถานที่นั้น ๆ และต้องเกิดความประทับใจอย่างมากเมื่อได้เดินทางมาท่องเที่ยวต่างประเทศ ณ ประเทศนั้น ๆ อีกด้วย อย่างประเทศไทยบ้านเราเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ เยอะแยะมากมาย อย่างเช่น ถนนข้าวสาร ที่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว Walking Street ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทย ต้องเดินทางมา ณ ที่แห่งนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้จัดอันดับ 5 ประเทศที่ประชาชนทั่วโลกควรค่ากับการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในปี 2019 โดยประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกปี 2019 อันดับที่ 1 ได้แก่ “ประเทศศรีลังกา” นั่นเอง

เหตุผลที่ประเทศศรีลังกาได้รับการเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 1 นั้น เนื่องจากประเทศศรีลังกาให้ความสำคัญในเรื่องของวัฒนธรรมและศาสนา โดยปลูกฝังให้คนในประเทศเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว มีวัดวาอารามสสวยงามเปนจำนวนมากในศรีลังกา นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ อาทิ พื้นที่สีเขียว หรือ ทะเล ซึ่งล้วนมีความอุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวสีเขียว ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ไม่ควรพลาดกับการเดินทางมายังศรีลังกาแห่งนี้

 

 

 

 

ส่วนอันดับที่ 2 รองลงมา ได้แก่ “ประเทศเยอรมนี” ประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรม อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของโลก ถือได้ว่าเยอรมนีเป็นประเทศผู้นำด้านการพิมพ์และอุตสาหกรรมรถยนต์เลยก็ว่าได้

 

 

 

 

อันดับที่ 3 ได้แก่ “ประเทศซิมบับเว” ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่เกี่ยวกับโบราณคดี และพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งล้วนมีความสวยงาม และถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในทวีปแอฟริกา

 

 

 

อันดับที่ 4 ได้แก่ “ประเทศปานามา” ซึ่งมีธรรมชาติต่าง ๆ ที่สวยสดงดงาม มีชายหาดทรายขาว มีน้ำทะเลสีสวย ๆ เป็นเสน่ห์ของประเทศนี้ นอกจากนี้ วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่นักท่องเที่ยวควรเดินทางมาที่ประเทศปานามาแห่งนี้

 

 

 

 

 

 

และ อันดับที่ 5 “ประเทศคาซัคสถาน” เป็นประเทศที่เน้นความสวยงามและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงนิเวศ เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศคาซัคสถานเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวสามารถขอวีซ่าออนไลน์ได้อย่างง่าย ๆ อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

เอาเป็นว่า ในปี 2019 นี้ ลองหาช่วงวันหยุดยาว ๆ ว่าง ๆ วางแผนท่องเที่ยว ไปสัมผัสกับความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวในต่างแดนได้ ชอบประเทศไหน ไปประเทศนั้นได้เลย รับรองเลยว่า คุณจะต้องประทับใจจนไม่อยากกลับบ้านเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


-20000-จุด-ในปี-2019_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมเดินหน้าสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย ลบภาพสมัยก่อนที่หลายคนจดจำประเทศจีนว่ามีห้องน้ำที่สกปรก

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันว่า ประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องของห้องน้ำที่มีความสกปรกมาก มาตั้งแต่สมัยในอดีต ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องห้องน้ำมากแค่ไหน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปเที่ยวประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่อง แต่เร็ว ๆ นี้ ปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ประเทศจีนที่หลาย ๆ คนพูดถึงนั้นกำลังจะหมดไป เพราะล่าสุด ที่ประเทศจีนเตรียมสร้างห้องน้ำเพิ่มเติมทั่วประเทศแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนระบุว่า ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติห้องน้ำ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย โดยในปีนี้จีนได้สร้างและปรับปรุงห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วราว 24,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงห้องน้ำ 15,000 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทางตอนกลางและฝั่งตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ โครงการสร้างห้องน้ำดังกล่าวมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในห้องน้ำ เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านสาธารณสุข ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และทำให้ห้องน้ำเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างเช่น แอปพลิเคชันค้นหาห้องน้ำใกล้เคียงในสถานที่ท่องเที่ยวของจีน เป็นต้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการกระตุ้นการปฏิวัติห้องน้ำในพื้นที่ชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยคุกคามชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศจีน พร้อมย้ำว่าห้องน้ำมีความสำคัญต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในอีก 3 ปีต่อจากนี้ จะมีการสร้างและปรับปรุงห้องน้ำอีก 64,000 แห่ง ระหว่างปี 2018-2020 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ยั่งยืนและน่าเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาและภาพจาก China Xinhua News


-ประกาศแผนใหม่-พานักท่องเที่ยวไปดวงจันทร์_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “สเปซเอ็กซ์” ประกาศแผนการใหม่ในการพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมความงามรอบดวงจันทร์ โดยใช้จรวดบิ๊ก ฟอลคอน ร็อคเก็ต ออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเดินทางไปยังอวกาศได้

มนุษย์ทุกคนเคยมีความใฝ่ฝันว่า จะไปอยู่บนดาวอังคาร ไปอยู่บนดวงจันทร์ ซึ่งการเดินทางไปเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะะในประวัติศาสตร์ของโลกนี้ พบว่ามีมนุษย์เพียง 24 คนเท่านั้นที่เคยมีโอกาสเดินทางไปดวงจันทร์ ล่าสุด บริษัทผู้นำด้านอวกาศเตรียมทำฝันของคุณให้เป็นจริงแล้ว

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัทสเปซเอ็กซ์ บริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้นำด้านอวกาศ ได้ประกาศแผนการใหม่ ในการพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมความงามรอบดวงจันทร์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่มีความฝันอยากจะท่องอวกาศ ได้ทำความฝันนั้นให้เป็นจริง โดยสเปซเอ็กซ์จะใช้จรวดบิ๊ก ฟอลคอน ร็อคเก็ต ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเดินทางไปยังอวกาศที่ไกลได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ภารกิจอพอลโลครั้งสุดท้ายในปี 1972 มนุษย์ไม่ได้ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย

สำหรับบริษัท สเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ ถือเป็นหุ้นส่วนภาคเอกชนของนาซ่าเลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้สเปซเอ็กซ์เคยมีแผนที่จะส่งนักท่องเที่ยว 2 คนแรกของโลกขึ้นไปเที่ยวบนดวงจันทร์ในช่วงปลายปี 2018 แต่จนถึงขณะนี้แผนดังกล่าวได้ถูกระงับไป แต่สเปซเอ็กซ์กำลังเตรียมแผนความร่วมมือกันเพื่อสร้างยานขนส่งลูกเรือ เพื่อใช้ในภารกิจของสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอสในช่วงปีหน้า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ขึ้นอันดับ-17-สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง tripadvisor จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปี 2561 โดย “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกอยู่ที่อันดับที่ 17 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนนวนมากเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด มีข่าวดีให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกันอีกครั้ง เมื่อ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก

โดยเว็บไซต์ tripadvisor เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง ได้จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในปี 2561 ซึ่งผลโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้โหวตให้ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก โดยปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 17 และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย แซงหน้ากำแพงเมืองจีน หลังจากปีที่แล้ว “วัดโพธิ์” อยู่ในอันดับที่ 24

 

 

 

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวชม “วัดโพธิ์” กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน, เกาหลีใต้, อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย เป็นต้น วันละประมาณ 10,000 คน และในช่วงไฮซีซั่นจะมีจำนวนสูงถึง 15,000 คน เลยทีเดียว

สำหรับ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากศาสนสถานสำคัญต่างๆ ภายในวัดแล้ว ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม 2551 อีกด้วย

 

สำหรับ 25 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ได้แก่
อันดับที่ 1   Angkor Wat กัมพูชา
อันดับที่ 2   Plaza de Espana สเปน
อันดับที่ 3   Sheikh Zayed Grand Mosque Center สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 4   St. Peter’s Basilica อิตาลี
อันดับที่ 5   Mezquita Cathedral de Cordoba สเปน
อันดับที่ 6   Taj Mahal อินเดีย
อันดับที่ 7   Duomo di Milano อิตาลี
อันดับที่ 8   Alcatraz Island สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 9   Golden Gate Bridge สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 10   Parliament ฮังการี
อันดับที่ 11   Old Town Square สาธารณรัฐเช็ก
อันดับที่ 12   Notre Dame Cathedral ฝรั่งเศส
อันดับที่ 13   Corcovado Christ the Redeemer บราซิล
อันดับที่ 14   Eiffel Tower ฝรั่งเศส
อันดับที่ 15   Tower of London สหราชอาณาจักร
อันดับที่ 16   Acropolis กรีซ
อันดับที่ 17   Temple of the Reclining Buddha (Wat Pho) ไทย
อันดับที่ 18   Mutianyu Great Wall สาธารณรัฐประชาชนจีน
อันดับที่ 19   Burj Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 20   Sydney Opera House ออสเตรเลีย
อันดับที่ 21   Santuario Historico de Machu Picchu เปรู
อันดับที 22   El Ateneo Grand Splendid อาร์เจนตินา
อันดับที่ 23   Notre-Dame Basilica ควิเบก
อันดับที่ 24   Fushimi Inari-taisha Shrine ญี่ปุ่น
และ อันดับที่ 25   Shwedagon Pagoda เมียนมา

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ www.tripadvisor.com