สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้ออกข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการบิณฑบาตของพระสงฆ์ กรณีการบิณฑบาตไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย
การสละแรงกายแรงใจไปทำความสะอาดวัด เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่ากายหรือจิตของตนเองสกปรกด้วยบาปเก่า
วันวิสาขบูชา คือ 1 ใน 3 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาร่วมกับวันมาฆบูชา และ วันอาสาฬหบูชาที่คนไทยรู้จักกันดี ถือเป็นวันแห่งการ “ประสูติ – ตรัสรู้ – ปริพนิพพาน” ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวียนมาบรรจบตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6 โดยคำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดียตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทยซึ่งถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แทน
สำหรับ ประเทศไทย สันนิษฐานว่าพิธีวิสาขบูชาเข้ามาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย หากต่อมาค่อยๆ ได้รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่มีปรากฏหลักฐานการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูขึ้นใหม่และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้นครั้งแรกในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2360 ซึ่งถือเป็นแบบอย่างปฏิบัติสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน
วันสำคัญสากลของพุทธศาสนิกขนโลก
องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2542 โดยเรียกว่า Vesak Day ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา โดยให้เหตุผลไว้ว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน”
พร้อมกำหนดให้เป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย และทุกๆ ปีที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ก จะอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งประดิษฐานอที่นั่นเป็นการถาวร มาให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะด้วย
ปัจจุบันวันวิสาขบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ หรือ วันหยุดราชการในหลายประเทศ เช่น อินเดีย , ศรีลังกา , สิงคโปร์ , ไทย,พม่า , บังคลาเทศ , อินโดนีเซีย , มาเลเซีย (วันสำคัญ ไม่ใช่วันหยุดราชการ), เนปาล, เกาหลีใต้, กัมพูชา, ภูฏาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของไทย ด้วยเหตุผลด้านเวลา หรือ ความเชื่อ อาทิ ประเทศที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม หรือ พุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน อาทิ
ศรีลังกา นับถือพุทธเถรวาท กำหนดวันทางจันทรคติตรงกับไทย โดยงานวิสาขบูชาที่นี่ถือเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ มีการปล่อยนักโทษเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตามบ้านเรือนมีการตั้งโรงทาน และประดับประดาธงและโคมไฟต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศรีลังกา โดยทำเป็นรูปเรื่องราวในพุทธประวัติหรือ อรรถกถาชาดกต่างๆ โดยจัดงานติดต่อกันถึง 7 วัน 7 คืน
สิงคโปร์ แม้เป็นพุทธมหายาน หากวันวิสาขบูชาจะถูกกำหนดกำหนดตามปฏิทินเถรวาท และถือเป็นวันหยุดราชการของประเทศ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลองตามวัดพุทธต่างๆ และมีพิธีเวียนเทียนโดยนำพระพุทธรูปประดับประดาด้วยดวงไฟสว่างไสวเวียนไปตามถนนสายต่างๆ มุ่งหน้าไปยังวัดพอร์คาร์กซี (Phor Kark See Temple) บนถนนไบรท์ฮิลล์ (Bright Hill Road) ซึ่งที่นี่จะมีพิธี “ทุกสามขั้น ก้มกราบหนึ่งครั้ง” ที่ผู้ศรัทธาจะคลานขึ้นบันไดด้วยเข่าทั้งสองข้าง และก้มลงกราบทุกๆ สามขั้นบันได พร้อมสวดวิงวอนให้โลกจงมีแต่สันติสุข ขอพรให้ตนเอง และเพื่อการสำนึกผิด
ญี่ปุ่น นับถือพุทธมหายาน เชื่อว่าวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าอยู่ต่างเดือนกัน โดยแต่เดิมกำหนดว่าวันที่ 8 ของเดือนที่ 4 เป็นวันประสูติ วันที่ 8 ของเดือน 12 เป็นวันตรัสรู้ และวันที่ 15 เดือนที่ 2 เป็นวันปรินิพพาน ซึ่งกำหนดวันตามเดือนในปฏิทินจันทรคติจีน จนถึงสมัยเมจิ ญี่ปุ่นเปิดรับคตินิยมปฏิทินสุริยคติจากประเทศตะวันตก จึงมีการปรับเปลี่ยน เช่น วันปรินิพพาน จะอยู่ในวันที่ 15 กลางเดือนกุมภาพันธ์ ตามปฏิทินสุริยคติที่ใช้อยู่ทั่วโลก โดยไม่อิงปฏิทินจันทรคติจีน ทั้งนี้ปัจจุบันญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดวันเหล่านี้ให้เป็นวันหยุดราชการ และไม่ได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเท่าใดนัก โดยผู้ร่วมพิธีส่วนใหญ่มีเพียงพระสงฆ์หรือชาวพุทธที่เคร่งครัดเท่านั้น
อินโดนีเซีย ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ในอดีตพระพุทธศาสนาเคยเป็นที่นับถือของชาวชวา หรือ อินโดนีเซียมากทสุด พิธีวิสาขบูชาในยุคสมัยที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองจึงเป็นพิธีใหญ่ แต่หลังการเสื่อมลงของราชวงศ์ไศเลนทร์ที่นับถือพระพุทธศาสนา ผู้ปกครองต่อมาเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม ทำให้พิธีวิสาขบูชาจึงไม่มีผู้สืบทอด
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มให้ความสำคัญกับชาวพุทธมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่นับถือมหายาน แต่ก็มีบางส่วนที่นับถือเถรวาทด้วย ทำให้การจัดงานวิสาขบูชาระยะหลังจึงเป็นงานใหญ่ โดยศูนย์กลางอยู่ที่พระมหาสถูปบุโรพุทโธ ซึ่งทุกปีประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะมาเป็นประธานเปิดงาน โดยเชิญผู้นำชาวพุทธจากทั่วโลกมาร่วมงาน ทั้งประกาศให้เป็นวันหยุดราชการด้วย
เวียดนาม ในอดีตสมัยแยกเป็นเหนือ – ใต้ กิจกรรมทางพุทธศาสนาเคยถูกประกาศห้ามโดยเด็ดขาดจากรัฐบาลเวียดนามใต้ที่นับถือคริสต์และมีการปราบปรามอย่างรุนแรง หากปัจจุบันพุทธศาสนาก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูเท่าใด แต่ยังคงมีการจัดงานวิสาขบูชาบ้างจากชาวพุทธเวียดนาม แต่งานไม่ใหญ่โตมากนัก
ทั้งนี้ ไม่ว่าพิธีแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร หากท้ายสุดแล้วแก่นสำคัญของวันวิสาขบูชา คงตั้งอยู่บนเรื่องเดียวกัน นั่นคือ การที่พุทธศาสนิกชนทุกคนได้ตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญกุศล ทำความดีและประกอบพิธีต่างๆ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งยังเป็นการเตือนตนให้นำหลักธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำรงชีวิต พร้อมช่วยกันรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป
//////////////////////////////////////////////////////////////////////
ขอบคุณข้อมูล
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ


อานิสงส์ : ความเป็นชัยมงคลของชีวิต
บทสวด : (นะโม ๓ จบ) พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ ทุติยัมปิ พุทธะมะ หามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ ตะติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มะหาเตโช เจวะ มะหาปัญโญ จะ มะหาโภโค จะ มะหายะโส จะ ภะวันตุ เม นิพพานัสสะ ปัจจะโย โหตุ (หรือ วาละลุกัง สังวาตังวา


อานิสงส์ : ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ
บทสวด : (ตั้งนะโม ๓ จบ) บทสวด ชินบัญชร ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริต ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา


อานิสงส์ : กิจการงานสำเร็จปราศจากอุปสรรคและอันตราย
บทสวด : พระศรีศายมุนี (พระประธานในวิหาร) มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปาภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ


อานิสงส์ : เสริมหลักความมั่นคงให้กับชีวิตเหมือนตัดเคราะห์ต่อดวงชะตา
บทสวด : นะโม ๓ จบ ศรีโรม เทพเทวานัง พระหลักมืองเทวานัง พระภูมิเทวานัง ทีปธูปจะบุปผัง สักการะวันทนัง สูปพยัญชนะ สัมปันนัง สารีนัง อุททะกัง วะรัง เตปิตุม เห อานุรักษ์ขันตุ อาโรขเยนะ สุเขนะจะ


อานิสงส์ : เสริมดวงชะตาให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคเภทภัย
บทสวด : (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ) นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะสุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีธานังวะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
พระไพรีพินาศ ณ เก๋งบนทักษิณชั้น 2 พระเจดีย์ (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ)
นะมัสสะ พระพุทธะไพรีพินาศายะ มาราปะราชะยัง นะมามิหัง พุทธังวันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ สัพพะโส
ขอให้ข้าพเจ้าจงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยบารมีของพระพุทธไพรีพินาศเทอญ


อานิสงส์ : มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง
บทสวด : พระประธาน. พระนรสีห์ หรือหลวงพ่อปู่ (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ) อะระหัง พุทโธ. สุคะโต
นะโมพุทธายะ ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
ส่วนบทสวดบูชากรมพระราชวังบวร ให้เพิ่ม คำว่า. มะหาสุระ สีหะนาทัง นะมามิ


อานิสงส์ : ปัดเป่าเคราะห์ และ ผู้ที่โดนราหูเสวยอายุหรือแทรกในชะตา
และผู้อายุย่างเข้าเลข ๓ ที่ประสงค์ขอพรเรื่องความรัก
บทสวด : นะโม ๓ จบ ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะ มะตัน ทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะ ริตตันตัมภะณามะเหฯ ๘ จบ


อานิสงส์ : ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน
บทสวด : สวด อิติปิโส ๑๐๘ จบ เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระปรางค์ พร้อมเวียนเทียน ๓ รอบ
และกราบพระเจ้าตากสิน ณ วิหารน้อย


อานิสงส์ : เดินทางปลอดภัย ได้ลาภตลอดปี พบเจอแต่มิตรที่ดี ชีวิตรุ่งเรือง
บทสวด : (ตั้ง นะโมฯ ๓ จบ) โยโส มังคะละสัมพุท โธ ติระตะนะนายะ เกาว์หะโย กัลยาณะมิตตะอาราเม
วิหาเร สุปะติฏฐิโต ตะติเยนะ มะหารัญญา จักกิวังสัสสะ การิโต ตัง โข มังคะละสัมพุทธัง นะมามิ สิระสา
อะหัง นะมะการานุภาเวนะ นะมะการัสสะ เตชะสา สะมิทธิ เม จะ สัพพัตถะ สะมิทธิ เม จะ สัพโส สะมิทธิ
เม จะ สัพพัตสุ สะมิทธิ เม จะ สัพพะทา


อานิสงส์ : เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล
บทสวด : คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
(นะโมฯ ๓ จบ) อิ ติปิ โส ภะคะวา , นะมามิหัง ตัง ภะคะวันตัง , ปะระมะสารีริกธาตุยา สัทธิง ,
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน , สุคะโต , โลกะวิทู , อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ ,
สัตถา เทวะมะนุสสานัง , พุทโธ , ภะคะวาติ.
ขอบคุณรูปภาพจาก : wikimedia.org และ pxhere.com
เวลาเราไปทำบุญไหว้พระที่วัด สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะรู้สึกขาดไม่ได้ คือ ปิดทององค์พระพุทธเพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกปิดตามความเชื่อ หรือปิดที่พระโอษฐ์(ปาก) หวังผลด้านเจรจา เช่นปิดที่ชานุ (หัวเข่า) หวังหายปวด แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่า มีเคล็ดความเชื่อของตำแหน่งปิดทองที่สัมพันธ์กับวันเกิด หรือการปิดทองแต่ละตำแหน่งช่วยส่งเสริมเรื่องต่าง ๆอย่างไร
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจคนชอบเข้าวัดไหว้พระทำบุญในช่วงวันหยุด ด้วย 9 ตำแหน่งปิดทองตามวันเกิด เพื่อให้เกิดมงคลกับชีวิตด้านต่าง ๆ
ปิดทองพระ
คำว่าปิดทององค์พระพุทธรูปนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการทำบุญอันสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ปิดทองพระ ไม่ว่าเกิดชาติภพใด จะมีผิวพรรณ ผ่องใส งดงาม สะดุดตาต่อผู้พบเห็น
ตำแหน่งปิดทองพระ ของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน
วันอาทิตย์
จุดเด่น : วันแห่งปัญญา ความก้าวหน้า ความเป็นผู้นำ และพลังแห่งความสำเร็จ
ตำแหน่ง : เศียรพระ (ศีรษะ) จะส่งเสริมชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีพลังทางความคิด สติความจำเป็นเลิศ พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง
บทสวด : นะ โม พุท ธา ยะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันจันทร์
จุดเด่น : วันแห่งความเมตตา ความมีเสน่ห์
ตำแหน่ง: พระพักตร์ (ใบหน้า) ช่วยในเรื่องของความมีเสน่ห์เป็นที่รักต่อผู้พบเห็น ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้สวยงาม
บทสวด : พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันอังคาร
จุดเด่น : วันแห่งความเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ปกครองเด็ดขาด ฉับไว ไหวพริบดี
ตำแหน่ง : พระอุระ (หน้าอก) ช่วยให้มีสง่าราศี เป็นที่รักใคร่เมตตา มีสุขภาพแข็งแรง ทำการใดก็ประสบความสำเร็จ
บทสวด : พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันพุธ (กลางวัน)
จุดเด่น : วันแห่งการเจราจา มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล แก้ไขสถานการณ์ฉับไว
ตำแหน่ง : พระอุทร (ท้อง) ช่วยเรื่องค้าขาย ดึงดูดโชคลาภ
บทสวด : นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันพุธ (กลางคืน)
จุดเด่น : วันแห่งสติปัญญา สมองปราดเปรื่อง กล้าหาญเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์
ตำแหน่ง : พระบาท (เท้า) ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงก้าวหน้า อุดมด้วยทรัพย์สมบัติ
บทสวด : พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันพฤหัสบดี
จุดเด่น : วันแห่งความเพียบพร้อม ฐานะมั่นคง
ตำแหน่ง : พระนาภี (สะดือ) : เชื่อว่าจะมีความมั่งคั่ง สุขสบาย เป็นที่ดึงดูดบริวาร โชคลาภ ความสำเร็จ
บทสวด : วิริยบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันศุกร์
จุดเด่น : วันแห่งภาพลักษณ์ที่สวยงาม
ตำแหน่ง : พระหัตถ์ (มือ) : ส่งเสริมชีวิตให้มั่งมี ศรีสุข หยิบจับเป็นเงินเป็นทอง มีอำนาจ บารมี ผู้คนเคารพยำเกรง
บทสวด : พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันเสาร์
จุดเด่น : วันแห่งความศรัทธา ความหวัง มีเป้าหมายชัดเจนน่าเชื่อถือ
ตำแหน่ง : หลังองค์พระพุทธรูป ช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ได้รับการปกป้องคุ้มกันภัย
บทสวด : วันทามิพุทธัง วันทามิธัมมัง วันทามิสังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
วันพระ (กรณีผู้เกิดตรงกับวันพระ) ดาวพระเกตุ
จุดเด่น : วันแห่งผู้รู้ มีปัญญา สามารถสร้างความศรัทธา ความเชื่อถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ผู้คน
ตำแหน่ง : ฐานรององค์พระพุทธรูป ส่งเสริมหน้าที่การงานให้มั่นคง มีคนเกื้อหนุนค้ำจุน
บทสวด : ธะนังโภคัง นะนังโภคัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ
การปิดทองตำแหน่งต่างๆ ที่องค์พระพุทธรูป ถือเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากความศรัทธาและความเชื่อ โดยกุศโลบายของพุทธศาสนิกชนในการปิดทองที่องค์พระก็เพื่อรักษาผิวขององค์พระพุทธรูปไว้ไม่ให้ผุกร่อนตามกาลเวลา และด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ผลบุญอานิสงส์จากการปิดทองพระทั่วทั้งองค์ ร่วมด้วยความมานะ อุตสาหะ ก็จะยังเหตุให้สมควรแก่ผลให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต
ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก https://www.thaijobsgov.com/jobs/25771
Horoscope ปิดทองส่งเสริมพลังชีวิตตามวันเกิด โดย อาจารย์ เดียร์ ปานชีวา
ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณมีแพลนจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง สำหรับใครที่เป็นนักท่องเที่ยวสายธรรมะ เข้าวัดเข้าวา เคยไหมเข้าวัดทำบุญตักบาตรในกรุงเทพฯ บ่อยๆ แล้วอยากลองไปให้ไกลอีกสักหน่อย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง…รบกวนฟังทางนี้ ลองนั่งรถไฟชิลล์ๆ ไหว้พระที่ต่างจังหวัด แบบว่า one-day-trip ไปเช้า-เย็นกลับ กันดีไหม?
สำหรับใครที่ยังไม่เคยท่องเที่ยวด้วยรถไฟมาก่อน บอกเลยว่า ควรค่ากับการลองสักครั้งหนึ่ง เพราะเราจะได้บรรยากาศแบบคลาสิค สัมผัสความสวยงามของบ้านเรือน ต้นไม้ใบหญ้า บรรยากาศธรรมชาติสองข้างทาง และที่สำคัญค่าโดยสารไม่แพง รับรองเลยว่าจะต้องติดใจจนต้องอยากเดินทางโดยรถไฟอีกครั้งแน่นอน
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมวัดวาอารามเด่นๆ ในต่างจังหวัด ที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟแบบสบายๆ สไตล์สโลว์ไลฟ์ เที่ยวได้ใน 1 วัน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่หมาย!


1. วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร จ.นครปฐม
วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นที่ประดิษฐานองค์พระปฐมเจดีย์ ถือว่าเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ จ.นครปฐม ได้ใช้พระปฐมเจดีย์เป็นตราประจำจังหวัด ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของ จ.นครปฐม และในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีจะมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ของชาวนครปฐม
สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี ไปยังจังหวัดนครปฐมทุกวัน โดยสถานีรถไฟกรุงเทพจะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 14 ขบวน/วัน ส่วนสถานีธนบุรี จะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 5 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพง ราคา 14 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 28 บาท) ส่วนค่าโดยสารรถไฟประเภทธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีธนบุรี ราคา 10 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 20 บาท) จากนั้นให้ลงที่สถานีรถไฟนครปฐม แล้วนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง ราคาค่าโดยสาร 20 บาท หรือจะเดินไปก็ได้ ระยะไม่ไกลมาก ประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม


2. วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา
วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย ถือเป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาช้านาน นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่จะมีการจัดงานประจำปีใหญ่ๆ 4 งาน ได้แก่ งานสงกรานต์ , งานสรงน้ำและห่มผ้าถวาย , งานทิ้งกระจาดหรืองานงิ้วเดือน 9 และ งานตรุษจีน
สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีรถไฟอยุธยา จำนวน 32 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 15 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 30 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารสาธารณะไปยังวัดพนัญเชิงวรวิหาร ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 30 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กจะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)


3. วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา
วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระรูปปางสมาธิ ลงรักปิดทองสมัยแบบล้านช้าง นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่มีการจัดงานประจำปียิ่งใหญ่กับงานนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง
สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา จำนวน 12 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 13 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 26 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา แล้วต่อรถสองแถวสีเหลืองไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)


4.วัดบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม
วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีจุดเด่นที่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ ถูกปกคลุมทั้งอาคารด้วยรากของต้นโพธิ์ ต้นกร่าง ต้นไกร จนได้รับยกให้เป็นอันซีนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในโบสถ์เป็นที่สถิตของ “หลวงพ่อนิลมณี” หรือ “หลวงพ่อดำ” ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้ภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ขณะเดียวกัน จุดเด่นของที่มีรูปปั้นนักมวยไทยเป็นจำนวนมาก และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่มีทั้งกรงอูฐ กวาง ม้า ตั้งอยู่ริมท่าน้ำวัดบางกุ้งอีกด้วย
สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ไปยังสถานีมหาชัย จำนวน 3 ขบวน/วัน จากนั้นต้องนั่งเรือข้ามฟาก และมาต่อรถไฟอีกเส้นทางที่สถานีรถไฟบ้านแหลม ไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง จำนวน 3 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 20 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 40 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟแม่กลอง แล้วเดินเท้าอีกนิดไปต่อรถสองแถว เพื่อเดินทางไปยังวัดบางกุ้ง ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)
ทั้งนี้ นอกจากขบวนรถไฟประเภทชานเมือง-พิเศษชานเมือง-ธรรมดา แล้ว หากต้องการนั่งรถไฟประเภทรถเร็ว-รถด่วน-รถด่วนพิเศษ จะมีอัตราค่าโดยสารแตกต่างกันไป สามารถตรวจสอบเส้นทาง เที่ยวรถ ประเภทรถไฟ และอัตราค่าโดยสารได้ที่เว็บไซต์ http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางในแบบสโลว์ไลฟ์ ลองปรับเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นทางรถไฟดู รับรองเลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศและธรรมชาติทั้ง 2 ข้างทางอย่างแท้จริง บอกเลยว่าคุณจะไม่มีวันเบื่อเมื่อได้สัมผัส…แล้วคุณจะติดใจอย่างแน่นอน! นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
สงสัยกันไหม? ทำไมวัดต้อง “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้วคนที่มาทำบุญที่ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้ว จะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามและไขข้อสงสัยเรื่องนี้
คุณเคยเข้าวัดทำบุญตักบาตรกันหรือไม่? ตอนเด็กๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมักพาเราไปทำบุญที่วัด แล้วก็ยื่นไม้ให้เราตีฆ้อง ตีระฆัง ซึ่งก่อนตี คุณพ่อคุณแม่ก็จะย้ำกับเราว่า “ตีแรงๆ ให้ดังๆ เลยนะลูก” เราเคยสงสัยกันไหมว่า เอ๊ะ! ฆ้องกับระฆังทำไมต้องตีดังๆ ด้วย ตีแล้วจะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? ขณะเดียวกัน สงสัยกันไหมว่า ทำไมวัดแต่ละวัดจึงต้องมีการ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” ทุกๆ วัน ตีทำไม? ทำไมถึงต้องตี? ใช้วิธีอื่นได้หรือไม่?
ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นที่วัดไทร เมื่อมีประชาชนผู้พักอาศัยบนคอนโดซึ่งอยู่ในละแวกใกล้กับวัดไทร ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเสียงระฆังที่ดังจากในวัดไทรตอนช่วงกลางดึก ซึ่งเยงระฆังดังกล่าวเป็นเสียงระฆังที่ปลุกพระภิกษุให้ตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า จนกระทั่งสำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ส่งหนังสือแจ้งไปทางวัดไทร เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนมาร้องเรียน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเสียงระฆัง ซึ่งทางเจ้าอาวาสเองก็รับทราบเรื่องนี้ และได้มีการกำชับพระลูกวัด ให้ลดระดับการตีระฆังให้เสียงดังน้อยลงกว่าปกติ โดยจะตีระฆังในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน วันละ 2 เวลา ช่วงเช้าเวลา 04:00-04:20 น. และช่วงเย็นเวลา 18:00-18.10 น. เท่านั้น
เรื่องนี้อาจจะทำให้เราสงสัยในหลายๆ อย่าง ว่าสรุปแล้วเนี่ย ทำไมยังต้อง “ตีฆ้อง-ตีระฆัง” กันอยู่ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือเปล่า? แล้วถ้าจะปลุกพระภิกษุให้ลุกขึ้นมาทำวัตร ทำไมถึงไม่ปลุกเป็นเสียงสัญญาณออดอัตโนมัติ หรืออาจจะตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ หรือจะโทรศัพท์ปลุกกันไปเลยก็ได้ ยิ่งยุคสมัยนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยี แบบนี้พระลูกวัดสามารถทำได้หรือไม่?
พระครูสังฆรักษ์ชุมพล โชติธัมโม อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าราชไชยศรี (บ้านดอนบม) บอกว่า “กลอง ฆ้อง ระฆัง” เป็นสิ่งที่เคียงคู่พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน เป็นเครื่องมือแจ้งสัญญาณให้พุทธศาสนิกชนทราบว่า ถึงวันพระแล้วให้พร้อมกันทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ขณะเดียวกัน เสียงของ “กลอง ฆ้อง ระฆัง” ยังช่วยให้พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาทำบุญในวัดรู้สึกอิ่มเอม
ใจและอิ่มบุญ
ทั้งนี้ ชาวพุทธมีความเชื่อว่า การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง จะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปไกล ดั่งเช่นเสียงกลอง ฆ้อง ระฆัง ที่พุทธศาสนิกชนตีกันระหว่างทำบุญที่วัด ส่วนที่ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตีแรงๆ หนักๆ เพื่อที่เสียงจะได้ดังกังวาล อันนี้เป็นความเชื่อที่ผิด การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง ไม่จำเป็นต้องตีหนักๆ ขนาดนั้น เอาแค่พอดีๆ ก็เพียงพอ เพราะเดี๋ยวกลอง ฆ้อง ระฆัง หรือไม้ที่ตีนั้นจะชำรุดและพังได้
ส่วนการตีฆ้อง ระฆัง ของพระภิกษุในช่วงเช้ามืดนั้น ต้องอธิบายให้ฟังว่า ในสมัยก่อนบ้านเมืองของเรายังไม่เจริญ ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาในช่วงนั้น นาฬิกาในสมัยนั้นจึงมีเฉพาะตามวัดวารามเท่านั้น ฉะนั้น พระภิกษุท่านจะใช้การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งให้ชาวบ้านในละแวกนั้นทราบว่า ณ ขณะนั้นเป็นเวลากี่โมง กี่ยาม เป็นระยะๆ ไป เพื่อบอกเวลาให้ชาวบ้านได้รับรู้
โดยปกติ การตีระฆังพระภิกษุจะกระทำในช่วงเช้ามืดของทุกวัน เวลาประมาณ 04:00-04:30 น. โดยจะตี 3 ลา และจะตีนานถึง 30 นาที เพื่อปลุกพระภิกษุให้ตื่นจากการจำวัด และลงไปรวมตัวทำวัตร สวดมนต์ช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่บาตรอีกด้วย นอกจานี้้ การตีระฆังจะมีการตีอีก 2 ช่วงเวลา นั่นคือ เวลาประมาณ 08:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระภิกษุลงมารวมตัวทำวัตรเช้า และตีระฆังอีกครั้งหนึ่งเวลาประมาณ 16:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระลงประชุมทำวัตรเย็น โดยจะตี 3 ลา ใช้เวลาตีไม่เกิน 10-15 นาที ซึ่งสาเหตุที่ใช้เวลาตีนานต่างกัน เนื่องจากตอนเช้ามืดพระภิกษุท่านยังมีอาการง่วง อ่อนเพลีย ก็อาจจะยังนอนเพลินไป เกรงว่าจะไม่ได้ลุกขึ้นทำวัตรช่วงเช้ามืด นอกจากเสียงระฆังแล้ว จะมีเสียงกลองเพล ซึ่งจะตีในช่วงเวลาประมาณ 11:00 น. โดยใช้ไม้เดียว 3 ลา จากช้าไปเร็วสุด จบด้วยการตี 3 ครั้ง เพื่อบอกเวลาฉันเพลของพระภิกษุ
ขณะเดียวกัน การตีกลองและระฆังยังจะมีอีก 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 จะตีเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในวัด เช่น ไฟไหม้ โจรปล้น พระภิกษุมรณภาพ หรือต้องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิก ทั้งนี้ จังหวะการตีกลอง ระฆังไม่เป็นจังหวะเหมือนย่ำค่ำ จะเป็นการตีรัวทั้งกลองและระฆัง เมื่อชาวบ้านได้ยินก็จะรีบออกไปที่วัดทันที และ กรณีที่ 2. จะตีเมื่อเกิดจันทรคราสและสุริยคราส ก็จะตีกลองระฆัง แต่ใช้การตีแบบจังหวะย่ำหรือลีลาย่ำค่ำ จนกว่าจันทรคราสและสุริยคราสจะคลาย อันนี้ต้องใช้พระเณรหลายรูป ส่วนใหญ่ก็จะตีกันจนมือพอง ส่วนชาวบ้านก็จะตีปี๊บ ตีเกราะ เคาะไม้ เพื่อให้พระราหูคลายจากการอมพระอาทิตย์ พระจันทร์ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต