_ผัดวันประกันพรุ่ง.jpg

kinyupen_adminOctober 23, 2019

ลองสำรวจตัวเองดูกันหน่อยว่า เรามีพฤติกรรม “ผัดวันประกันพรุ่ง” หรือไม่? มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปดูเรื่องราวของการใช้ชีวิตที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยไหม? คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ คือแทนที่จะทำซะเดี๋ยวนี้เลย ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน และท้ายที่สุดกลับต้องมานั่งทำงานภายใต้แรงกดดัน เพื่อให้เสร็จทันภายในเวลาที่เหลือน้อยนิด หากคุณเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วในปัจจุบันยังทำเช่นนี้อยู่ คุณก็คือคนที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง

 

แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ที่น่าประหลาดสุดคือ คนเรามีแนวโน้มสูงที่จะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และมีบ่อยครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากทำมาก เพราะรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายหลักในชีวิตได้ แต่ก็ยังเลื่อน จนกระทั่งเลือน และลืมไปในที่สุด

 

เชื่อว่ามีหลายคนอาจผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และมักบอกตัวเองว่า วันนี้ไม่อยากทำงานอย่างนี้ เอาไว้วันหลังค่อยทำก็ได้ นี่ล่ะเท่ากับว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความจริงที่ว่า ต้องทำงานนั้นให้เสร็จ แต่มันยิ่งจะทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้งมีงานรออยู่อีกเพียบที่ต้องทำให้เสร็จ และบางทีก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้งานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

 

จากการศึกษาพบว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนชอบผัดวันประกันพรุ่ง บางคนทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง แต่อีกหลาย ๆ คนทำจนเป็นนิสัยเลยก็ว่าได้ มาดูกันดีกว่าว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. ไม่มีวินัยในการทำงาน : คนพวกนี้ผัดวันประกันพรุ่งในทุก ๆ เรื่อง ชอบทำอะไรแบบไฟลนก้น เมื่อพูดถึงเรื่องความเครียด เขาหรือหล่อนจะมีคำตอบว่า “ฉันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกกดดัน” ความจริงแล้ว พวกนี้เป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อนหลัง จะรอจนนาทีสุดท้าย จึงเริ่มต้นทำ

 

  1. กลัวทำไม่สำเร็จ : เมื่อไม่รู้วิธีทำงาน จึงไม่ทำเสียเลย หรือรู้สึกว่าการจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จึงเลื่อนออกไปก่อน

 

  1. ทุกอย่างต้องไร้ที่ติ : คนที่ทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง พวกนี้ต้องการทำทุกอย่างให้ออกมาดีเลิศ ไร้ที่ติ ซึ่งมิใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆไม่ทำให้เสร็จ โดยอ้างว่าเพื่อให้งานได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของคนพวกนี้มักไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทำให้คนเจ้าระเบียบทั้งหลาย ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

 

  1. ต้องทำงานที่ไม่ชอบ : งานบางอย่างที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ เช่น จัดแฟ้มเอกสาร เขียนรายงาน ดังนั้น จึงเลื่อนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อไม่เริ่มต้นทำเสียที งานที่คุณไม่ชอบเหล่านี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ถึงจุดหนึ่งที่ต้องลงมือทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจทำให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการรู้วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สิ่งสำคัญคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำไมถึงชอบเลื่อน เป็นเพราะขาดแรงจูงใจ หรือเป็นเพราะเบื่อที่จะทำ หรือว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ หรือขาดสมาธิในการทำงาน เมื่อคุณได้คำตอบที่แท้จริงว่าอะไรทำให้เราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ต้องเริ่มจัดการแก้ที่สาเหตุเสียก่อน คราวนี้มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องทำอะไรบ้าง กับ 5 วิธีบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. วางแผนการทำงาน : หากคุณมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากไม่มีเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ลองจัดตารางเวลาของงานที่ต้องทำ ลิสต์งานที่ต้องทำทุกชิ้นลงกระดาษ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด การจัดตารางเวลาจะช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อทำงานชิ้นใดเสร็จ ให้ใส่เครื่องหมาย x ไว้ วิธีนี้จะทำให้มีกำลังใจที่จะกา x บนงานที่เหลือให้หมด ภายในเส้นตายด้วย

 

  1. แบ่งงานชิ้นใหญ่เป็นชิ้นย่อยๆ : เหตุผลหนึ่งที่คุณขอผัดไว้ก่อน ก็คือ แค่คิดว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องทำ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แต่หากซอยงานนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็จะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น และนั่นคือวิธีเริ่มต้นหยุดการผัดวันประกันพรุ่งที่ดี

 

  1. ให้รางวัลตัวเอง : จงให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนด เช่น ไปเดินดูของกับเพื่อน ๆ เมื่อทำงานเสร็จ วิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จตามกำหนด

 

  1. คิดในแง่บวก : หลายครั้งที่คุณไม่อยากเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่คิดในแง่ร้ายว่างานนั้นยาก หรือทำได้ไม่ดี หรือน่าเบื่อ เมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ ก็มักจะลงเอยที่การเลื่อนออกไป ดังนั้น ควรบอกกับตัวเองว่า คุณสามารถทำได้ อย่าบอกตัวเองว่า คุณเป็นคนชอบผัดผ่อน แต่จงบอกว่า คุณเป็นคนทำงานสำเร็จได้ ข้อสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและงานที่อยู่ในมือ และฝึกการคิดในแง่บวกให้มาก ๆ

 

  1. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ : อย่าทิ้งตารางการทำงานของคุณไว้บนโต๊ะเฉย ๆ ลงมือทำทันที และต้องทำอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลาตัวเองสัก 5-10 นาที แล้วคุณจะเชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริง ๆ

 

บอกได้เลยว่า การบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยากอย่างที่คิดเลย และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้คุณคลายเครียดในการทำงานแล้ว ยังช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังมีพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ซะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-cover_บริหารเวลา-1.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2019

 

 

ในหนึ่งวันทุกคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง บ่อยครั้งหลายคนมักชอบบ่นว่า “ไม่มีเวลา” ออกไปทำกิจกรรมอดิเรกต่างๆ ตามใจต้องการ เพราะชีวิตวุ่นวายไปกับภาระงานในแต่ละวัน แต่มีข้อสังเกตหนึ่ง ชวนน่าคิดว่าแท้จริงแล้ว เราไม่มีเวลา หรือ ไม่บริหารเวลากันแน่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการจัดสรรเวลาของ ปาลาช เจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เมืองชัมเศทปุระ รัฐฌารขันธ์มาฝากกัน

หลายคนมักละเลยการบริหารเวลาจนทำให้พลาดโอกาสสำคัญต่างๆ เราเคยลองพิจารณาหาสาเหตุกันหรือไม่ว่า เพราะอะไรถึงจัดการเวลาไม่ลงตัวสักที อะไรที่ควรให้เวลา หรืออะไรที่ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป

ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าได้ลองวางแผนอย่างจริงจังดังเช่น ปาลาช ชายหนุ่มผู้คลั่งไคล้การประกวดสุนัขจนตระเวนไปประกวดเกือบทุกรัฐที่มีการจัดประกวด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นหัวหน้างานควบคุมลูกน้องร่วมกว่า 500 ชีวิต กล่าวไว้ในบทสนทนาหนึ่งว่า

“ไม่สำคัญหรอกว่างานไหน คือ งานประจำ หรืองานอดิเรก เพราะสองสิ่งนี้สามารถทำด้วยกันได้อย่างไร้ปัญหา ถ้ารู้จักใช้เวลาให้เป็น”

ปาลาชบอกว่าเขามีหลักแค่ 3 ประการในการบริหารเวลาง่ายๆ ที่เราสามารถนำไปฏิบัติตามได้ ดังนี้

  1. อย่าทิ้งเศษเวลา

ลองพิจารณาดูว่าถ้าเราลองนำเศษเวลาในแต่ละวัน เช่น เวลาที่เสียไประหว่างรอคิวซื้ออาหาร เล่นโทรศัพท์ มารวมกันทีละน้อยจนครบหนึ่งสัปดาห์จะทราบว่าเวลาเหล่านี้ยาวนานร่วมหลายชั่วโมง หากเราเปลี่ยนวิธีการใช้เวลาเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มาเป็นเช็คงาน อ่านรายงานต่างๆ ทำนานๆ เข้าจนเป็นนิสัยก็จะพบว่าเวลาในชีวิตจะเพิ่มขึ้นจนมีเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นแบบไม่ยุ่งวุ่นวาย

  1. หาไพรม์ไทม์ให้เจอ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าช่วงเวลาไพรม์ไทม์คืออะไร หากตามความเข้าใจ ไพร์มไทม์ในวงการโทรทัศน์ของไทย คือ หลังสองทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง ทุกคนมีไพรม์ไทม์เป็นของตนเองขึ้นอยู่ว่าเราจะใช้ช่วงเวลานั้นไปกับเรื่องอะไร ลองกำหนดไพรม์ไทม์ให้ตนเองดูว่า สมมุติช่วงหกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า ฉันจะอยู่กับตนเองไม่ให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวาย แล้วลองเอาช่วงเวลานี้มาวางแผนว่าวันนี้ต้องทำอะไรและมีอะไรบ้างที่จะไม่ทำเพื่อใช้เวลาในวันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากสุด

  1. ไม่เผลอติดเวลาแห่งความรู้สึก

เวลาตามนาฬิกากับเวลาแห่งความรู้สึกไม่เหมือนกัน คนส่วนใหญ่เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบมักจะบ่นว่าเวลาน้อยไป แต่ถ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบมักจะบ่นว่าเวลานานไป หากเราเผลอให้ความสำคัญต่อการใช้เวลาในสิ่งที่ชอบมากไป เช่น ตั้งวงเม้าท์คนอื่น เล่นเฟซบุ๊ก ยูทูปเวลาทำงาน เวลาก็จะหมดไปโดยไม่รู้ตัว คราวนี้ก็จะมานั่งนึกเสียดายที่หลังว่าไม่น่าปล่อยเวลาผ่านไปกับเรื่องประเภทนี้เลย

การบริหารเวลาเป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการได้ถ้าบริหารได้อย่างตรงจุด เวลาจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา  แต่ถ้าปล่อยผ่านเลยไปใช้เวลาอย่างไม่รู้คุณค่า สิ่งหนึ่งที่จะปรากฎติดตัวเป็นไปเป็นเงาตามตัว คือ เวลาไม่เคยพอเสียที

ขอบคุณที่มาข้อมูลจากบทความ “ไม่มีเวลา” หรือไม่ “บริหารเวลากันแน่” โดย จักรพันธ์ จันทร์รัศมี


-190-ล้านดอลลาร์-ซื้อกิจการ-นิตยสารไทม์_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

“มาร์ค เบนิออฟ” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ พร้อมภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของคนที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ คงจะรู้จักนิตยสารชื่อดังอย่าง “นิตยสารไทม์” (Time) นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา ที่นำเสนอเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจ รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ มากมาย ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี “นิตยสารไทม์” ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นได้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์กำลังได้รับความเดือดร้อน จากการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ ที่เปิดรับข่าวสารได้อย่างง่ายดายและสะดวกยิ่งกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ หัวทยอยปิดตัวและปิดกิจการกันไป

นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา

ส่วนนิตยสารไทม์นั้น ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังไม่ได้มีการปิดกิจการแต่อย่างใด ยังคงดำเนินกิจการไปตามปกติ ล่าสุด สำนักข่าวเจแปนทูเดย์ รายงานว่า นายมาร์ค เบนิออฟ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.1 พันล้านบาท ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังจากเมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2560 บริษัทเมเรดิธได้เข้าซื้อกิจการ Time lnc ครอบคลุมด้วยนิตยสาร 4 หัว ได้แก่ Fortune, Time, Money และ Sports Illustrated ด้วยมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ตระกูลเบนิออฟซื้อเฉพาะนิตยสารไทม์เท่านั้น พร้อมกันนี้เบนิออฟประกาศว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทิศทางการดำเนินการหรือการทำข่าวของไทม์ และเป็นการซื้อในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเซลส์ฟอร์ซ โดยการเข้ามาของตระกูลเบนิออฟอยู่ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์มีรายได้ลดลง ทั้งต้องต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา กล่าวว่า พวกเขามีความเคารพต่อองค์กรและแบรนด์ของนิตยสารไทม์ พร้อมได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “พลังของนิตยสารไทม์อยู่ในการเล่าเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ส่งต่อไปยังผู้คน ประเด็นเนื้อหาต่างๆ ส่งผลลัพธ์ต่อพวกเราและเชื่อมต่อพวกเราทุกคนเอาไว้” ทั้งนี้เชื่อว่า นิตยสารไทม์จะยังคงสร้างสรรค์เนื้อหาดีๆ แก่ผู้อ่านต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต