_2020_โคโรนา_Cover_1.png

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

ญี่ปุ่นกับวิบากกรรมเจ้าภาพโอลิมปิก…นับถอยหลัง 56 ปีที่รอคอย

ปี 1942 ถอนตัวเหตุถูกคว่ำบาตรเพราะรุกรานจีน – ปี 2020 ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดในจีน

 

วันที่ 24 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้การแข่งขันโอลิมปิก 2020 จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นับเป็นความหวังของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้การแข่งขันกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น อันจะเป็นที่มาของรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะมาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

 

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิกสากลให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 และสภาโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้เลือกให้ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีต่อมา รวมทั้งไอโอซียังมีมติเลือกเมืองซัปโปโร เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาว อีกด้วย ทำให้ญี่ปุ่นถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นชาติแรกของเอเชีย และครั้งแรกของโลก ที่มีการจัดโอลิมปิกทั้งสองฤดูในปีเดียวกัน

 

 

แต่การขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลกครั้งนั้น ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ฝัน เพราะในระยะเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทำสงครามไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วและยังโดนคว่ำบาตรจากสหราชอาณาจักรจากกรณีรุกรานจีน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวจีน กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างชาวจีนกับญี่ปุ่นตลอดมา ทำให้ญี่ปุ่นจำต้องขอถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1938 จนฟินแลนด์ต้องรับหน้าที่จัดการแข่งขันแทนที่เมืองหลวงเฮลซิงกิในอีก 2 ปีต่อมา

 

แต่หลังจากนั้นไม่นานความขัดแย้งของโลกทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันโอลิมปิกจึงถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปีโดยปริยาย

หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง และต้องฟื้นฟูประเทศอย่างหนัก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักญี่ปุ่นก็สามารถเติบโตกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็วภายใต้การช่วยเหลือของอเมริกา

 

ภายหลังการเป็นอิสระจากอเมริกาในปี 1951 รัฐบาลเมืองโตเกียวไม่รอช้าที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในการแข่งขันปี 1960 อีกครั้ง หลังจากที่เคยผิดหวังกับการเป็นเจ้าภาพในปี 1942มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดโตเกียวก็ไม่ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีก ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกมาหมาดๆ ทำให้การขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกถูกพับไปอีก

 

แม้จะพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น พวกเขาไม่ย่อท้อที่จะขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีกครั้งในปี 1964 จากความพยายามในครั้งที่ 3 นี้ ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะเมืองดีทรอยต์ ของอเมริกา คว้าเจ้าภาพจัดโอลิมปิกกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชียมาจนได้

 

 

หลังคว้าชัยการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1964 รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างระบบโครงสร้างให้ทันสมัย ทั้งการคมนาคมขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นการสร้างสนามบินฮาเนดะให้ทันสมัยมากขึ้น การสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สร้างทางหลวงยกระดับ พร้อมรณรงค์จิตสำนึกชาวญี่ปุ่นเรื่องความสะอาด ทำให้โตเกียวที่เป็นเคยเป็นเมืองแออัด ยุ่งเหยิง และเต็มไปด้วยขยะ กลายเป็นอันแสนสะอาดจนได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

โอลิมปิก 1964 กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่พลิกโฉมญี่ปุ่นจากสู่ความทันสมัยมากมาย และถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ต้องพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกครั้งนั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นที่ถูกบันทึกไว้ว่าได้สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ และความก้าวหน้าของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

 

ผ่านมากกว่า56 ปี ญี่ปุ่นก็กำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกอีกครั้งในปี 2020 นี้ แม้ว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับการทุ่มงบประมาณของรัฐบาลลงไปในการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้แทนการนำมาใช้ในการพัฒนาสนับสนุนเศรษฐกิจด้านอื่น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคาดหวังว่า การเป็นเจ้าภาพของพวกเขาจะกลับมาพลิกโฉมช่วยให้ญี่ปุ่นกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งประเทศทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่สั่นคลอนความเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ที่เป็นผลมาทั้งจากปัญหาภัยพิบัติต่างๆ รวมไปถึงปัญหาสังคมของกลุ่มประชากรที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปดูแลกลุ่มประชากรสูงอายุที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ปัญหาขาดแคลนคนวัยแรงงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

แต่เมื่อถึงวันนี้เหลือเพียงอีกไม่ถึง 6 เดือนกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ก็จะเริ่มขึ้นแล้วแต่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดอย่างหนักในจีนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก จากการระงับ และกีดกันการข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่หากการแพร่ระบาดยาวนานอาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ชาวญี่ปุ่นรอคอยมาถึง 56 ปี

 

ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นโดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศว่า ญี่ปุ่นจะยังไม่ประกาศเลื่อนหรือยกเลิกการจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ออกไป ทุกอย่างยังคงอยู่ในกำหนดการเดิม แต่จะมีการติดตามทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาการดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณภาพจาก :  olympic.org


Content_เรือดำน้ำ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 29, 2020

หลังการเดินทางกลับอย่างปลอดภัยไร้การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จากเมืองอู่ฮั่น ใน มณฑลหูเป่ย  ของทหารเรือ 20 นาย จนกลายเป็นดราม่าถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเหตุใด ทหารทั้ง 20  นายจึงเดินทางกลับได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งยังคงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จนกองทัพเรือต้องออกมาชี้แจงว่าสาเหตุที่กลับได้เร็วเนื่องจากทหารเรือซึ่งทำงานอยู่ที่อู่ต่อเรือในเมืองอู่ฮั่น อยู่ระหว่างหยุดตรุษจีน และเดินทางท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ กระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น จึงไม่สามารถกลับได้ จึงได้ขออนุญาตกองทัพเดินทางกลับประเทศนั่นเอง

 

ทั้งนี้นอกจากเมืองอู่ฮั่นจะเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่เป็น อันดับ 4 ของจีน  ทำให้มีชาวต่างชาติเข้าไปทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มีไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ อยู่ราว 600 คน จนล่าสุดทำให้ญี่ปุ่นต้องส่งเครื่องบินไปอพยพพลเมืองของตนกลับประเทศแล้ว อู่ฮั่น ยังนับเป็นเมืองที่มีอู่ต่อเรือใหญ่ที่ทันสมัยหลายแห่ง โดยเฉพาะ อู่ต่อเรืออู่ชาง (Wuchang) ที่มีอู่ต่อเรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่อีกด้วย โดยอู่ต่อเรือแห่งนี้ เป็นอู่ต่อเรือหลักที่สร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบให้กับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนในปัจจุบัน เช่น เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039 Song และ Type 041 Yuan รวมถึงเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 032 Qing ซึ่งเป็นเรือดำน้ำตามแบบติดขีปนาวุธที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

 

ดำเนินการผลิตอุตสาหกรรมด้านการต่อเรือ ทั้งเรือที่ใช้ในการทหารและการค้า, เรือพลเรือน, อุปกรณ์สะพาน, อุปกรณ์วิศวกรรมสมุทรศาสตร์, โรงงานโครงสร้างเหล็กอื่นๆ  นอกจากนี้ยังมี การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิตอาวุธแห่งชาติของจีน  รวมทั้งยังเป็นฐานการผลิตเรือดำน้ำและเรือพื้นผิวที่ทันสมัยโดยผลิตอุปกรณ์ทางเรือและการป้องกันทางการทหารที่ใช้ภายในจีนเอง และยังส่งออกไปยังหลายประเทศ เช่นแอฟริกา เอเชียใต้และตะวันออก ยุโรปตะวันตกเช่นกรีกและนอร์เวย์

 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ท่าเรืออู่ชาง  เคยตกเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อมีข่าวการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมของ DigitalGlobe ซึ่งเผยแพร่ใน Google Earth ที่ถ่ายภาพเหนืออู่ต่อเรือ Wuchang ในเมืองอู่ชาง ที่มีการพบภาพเรือดำน้ำขนาดเล็ก (Midget Submarine) ลึกลับ โดยถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมเหนือบริเวณเดียวกันในเดือนมกราคม 2015 พบว่ามีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 041 Yuan มาจอดเทียบท่าแทน ซึ่งเชื่อว่าเป็นความพยายามในการพัฒนาการก่อสร้างเรือดำน้ำในขนาดต่างๆ ของจีนเพื่อใช้ทั้งในการทหารของจีนเอง รวมถึงเพื่อการส่งออกด้วย

 

 

สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือไทย ได้มีการอนุมัติให้มีการสั่งซื้อเรือดำน้ำ  S26T  ราคาประมาณ 430 ล้านดอลลาร์ จากอู่ต่อเรือ Wuchang Shipbuilding Industry Group เมืองอู่ฮั่น โดยได้มีการทำพิธีไปเมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 คาดว่าการสร้างเรือจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี และมีกำหนดส่งมอบเรือในปลายปี 2566


Content_แจ็คหม่าซื้อหน้ากาก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2020

อาลีบาบาบริจาค 5 พันล้านบาทช่วยซื้อเครื่องมือแพทย์สู้ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่
พร้อมส่งพนักงานกว้านซื้อหน้ากาก N95 จาก 14 ประเทศ

จากปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองอู่ฮั่น มลฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังทวีความรุนแรงไปทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนของจีนว่า บริษัทเอกชนชื่อดังจำนวนมากได้ร่วมกันบริจาคเงินให้กับรัฐบาลจีนรวมกันมากกว่า 100 กว่าล้านหยวน หรือมากกว่า 500 ล้านบาทแล้ว และคาดว่าจะยังมีการบริจาคเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังระดมกำลัง และวิธีการเพื่อช่วยรัฐบาลหยุดยั้งปัญหาการระบาดอย่างเต็มที่

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่านายแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีน ซีอีโอและประธานบริหารกลุ่มอาลีบาบา ได้ร่วมบริจาคเงินเบื้องต้นจำนวน 1 พันล้านหยวน หรือราว 5 พันล้านบาท พร้อมกับมีคำสั่งให้พนักงานของอาลีบาบาทั้งหมดดำเนินการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่นอย่างเต็มที่ด้วย

โดยพนักงานของอาลีบาบาได้ถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในโรงงานที่ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งในและอีก 14 ประเทศในภูมิภาค เช่น เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย เป็นต้น ตั้งเป้าเบื้องต้นในการจัดหาอุปกรณ์ชุดแรกเป็นหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 2 ล้านชิ้น หน้ากากสำหรับการผ่าตัดของแพทย์ 300,000 ชุด หน้ากากทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้งจำนวน 1 ล้านชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอื่นๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกขนส่งด้วยรถบรรทุก 100 คันผ่านช่องทางพิเศษสู่เมืองอู่ฮั่นต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักข่าว ไชน่านิวส์

ภาพประกอบ : Justin Chin/Bloomberg


Content_5-ประเทศผู้หญิง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 27, 2020

US News & World Report  สำนักข่าวอเมริกันชื่อดังด้านการสำรวจ ความเห็น และผลการจัดอันดับประเด็นด้านสังคมของโลก เปิดเผยข้อมูลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงประจำปี 2020   โดยทำการสำรวจความเห็นจากผู้หญิงจำนวนกว่า  20,000 กว่าคน จาก 73 ประเทศ จากการให้คะแนนจาก 5 ประเด็นได้แก่ การดูแลสิทธิมนุษยชน ,ความเท่าเทียมกันทางเพศ,ความเท่าเทียมกันทางรายได้,ความก้าวหน้า และความปลอดภัย

ผลการสำรวจในปีนี้พบว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดจากการสำรวจว่าเป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตของผู้หญิง คือประเทศเดนมาร์ก ที่ขยับลำดับขึ้นจากอันดับสองในปีที่แล้ว ตามมาด้วยประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ยุโรป และอเมริกา ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกยังคงติดอันดับในการสำรวจครั้งนี้ ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 49 ตกลงจาก 42 เมื่อปีที่แล้ว ประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมด 73 ประเทศ

สำหรับ Top 5 ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงประจำปี 2020 ได้แก่

1.ประเทศ เดนมาร์ก

เดนมาร์กขยับอันดับขึ้นครองอันดับหนึ่งในปีนี้ จากการที่รัฐบาลส่งเสริมนโยบายความเสมอภาคทางเพศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง  โดยเฉพาะนำเสนอระบบการดูแลสวัสดิการสำหรับผู้หญิงในทุกวัย  สำหรับผู้หญิงในวัยทำงาน  รัฐบาลมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้สถานประกอบการต่างๆ จัดมีนโยบายส่งเสริมผู้หญิง เช่น การลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูบุตร  ซึ่งเดนมาร์กถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นด้านนโยบายของสตรีมากที่สุดในสหภาพยุโรป อ้างอิงจากรายงานเรื่อง The Global Gender Gap report 1018 ในเวที เวิร์ลอิโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เดนมาร์กติดอันดับที่ดีที่สุดในลำดับที่  13 จาก 149 ด้วย

2.ประเทศสวีเดน

สวีเดน เสียแชมป์ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงให้กับเดนมาร์ก โดยปีนี้ตกมาอยู่ที่ลำดับสอง อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่า ผู้หญิงชาวสวีเดนมีทัศนคติที่ก้าวหน้าที่สุดต่อความเสมอภาคทางเพศ สวีเดนยังมีแนวโน้มที่ดีในรายงาน Global Gap Report ของโลกในปี 2018 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 จาก 149 ประเทศผู้หญิงสวีเดนมีทัศนคติที่ก้าวหน้ามากในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ

3.ประเทศเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์เป็น ประเทศมีที่มีความคืบหน้าในการลดช่องว่างระหว่างเพศ สุขภาพการ จ้างงาน การศึกษาเศรษฐกิจและมาตรการทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้กับผู้หญิงอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้กับคุณแม่มือใหม่รวมถึงให้การเข้าสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลของกลุ่มสตรีที่เป็นแม่ด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วนจากสวัสดิการการประกันครอบครัวของประเทศ  ดังนั้นผู้หญิงในประเทศเนเธอร์แลนด์จึงสามารถสร้างชีวิตที่สมดุลได้จากการมีเวลาที่ยืดหยุ่น เพราะภาครัฐเข้าใจแรงงานเพศหญิงและผู้เป็นแม่มากขึ้นว่าต้องมีภาระทั้ง 2 ทาง

การยืดหยุ่นเวลาจึงทำให้สามารถทำงานประจำได้ และแบ่งเวลาไปรับผิดชอบภาระทางครอบครัวได้เช่นกัน อัตราการว่างงานของพนักงานหญิงจึงลดน้อยลง

4.ประเทศนอร์เวย์

นอร์เวย์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสมอภาคทางเพศมากที่สุดในโลก ประเทศอยู่ในอันดับที่ 2 จาก 149 ประเทศในรายงาน Gap World Gap ของ World Economic Forum 2018  นอร์เวย์มีนโยบายการลาคลอดบุตรที่กว้างขวางช่วยให้ผู้หญิงได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ คุณแม่สามารถใช้เวลา 35 สัปดาห์โดยที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเต็มหรือ หรือหากหยุด 45 สัปดาห์ที่จะได้รับค่าจ้างสูงถึง  80%

5. ประเทศแคนาดา

แคนาดาจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศที่ดีที่สุด สำหรับผู้หญิงในปี 2020  จากนโยบายของความเท่าเทียมระหว่างเพศทั้งเรื่องของสุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจและการเมือง  โดย แคนาดาอยู่ในอันดับที่ 16 จาก 149 ประเทศในรายงาน Global Gap Report ทั่วโลกของ World Economic Forum 2018  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะพบว่ามีคนจำนวนมากจากทั่วโลกมีความต้องการที่จะอพยพเข้าไปเป็นประชากรของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งนี้

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย  ผลการสำรวจระบุว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด โดยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 18  จากนโยบายสำคัญของประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลยุคใหม่พยายามแก้ไข จากอดีตที่เคยเป็นประเทศที่ผู้หญิงไม่สามารถมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย  โดยรัฐบาลญีปุ่นได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ จากสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันรัฐบาลญีปุ่นหันมาให้ความสำคัญกับเพศหญิง มีการสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคด้านความก้าวหน้าของผู้หญิงทั้งเรื่องชีวิตครอบครัวในการเลี้ยงดูบุตรและการจ้างงาน รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงมากขึ้น เพื่อให้สามารถทำงานขณะเลี้ยงดูบุตรได้  ประเทศญี่ปุ่นจึงเพิ่มสวัสดิการการลาเลี้ยงดูบุตร จาก 50% เป็น 67% ของค่าจ้าง และเพิ่มจำนวนตัวเลือกการเลี้ยงดูเด็กที่มีราคาไม่แพงมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งนโยบายเพื่อให้นายจ้างสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรให้พนักงาน ส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้พนักงานอีกด้วย

ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน  ประเทศที่ติดอยู่ในอันดับสูงสุด ยังคงเป็นประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย และมีสวัสดิการที่ดี  จากการเป็นเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่พลุกพล่าน นับเป็นประเทศ และมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก และที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง  และมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพอนามัย และความเท่าเทียมทางเพศ  โดยสิงคโปร์ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 20 เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 21 ในปีที่แล้ว

ในขณะที่ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 39 ตามด้วยประเทศไทย ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 49 ตกลงจากลำดับที่ 42 ในปีที่แล้ว  และฟิลิปินส์อันดับที่ 42  จากการจัดอันดับทั้งหมด 73  ประเทศ

 

ขอขอบคุณ : https://www.usnews.com/news/best-countries/best-women?slide=3


Content_เครื่องรางรับเฮงตรุษจีน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 25, 2020

ตรุษจีน เป็นเทศกาลสำคัญของคนจีนทั่วโลก  และยังถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่คนจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยในปีนี้วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 ซึ่งนอกจากจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่กับครอบครัวแล้ว  ชาวจีนยังมีพิธีปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว  อาทิ ในการไหว้บรรพบุรุษ  ไหว้เทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการจัดหาสิ่งมงคลเสริมดวง  เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญ ทำมาค้าขายมั่งคั่ง มั่งมี การงานการเงินดี  ตลอดปีกันอีกด้วย

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมสิ่งมงคลยอดนิยม พร้อมความเป็นมาของเครื่องรางสำคัญที่ล้วนมีที่มาและตำนานน่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องรางนำโชคติดตัวเสริมดวง เลือกหามาพกติดตัวให้เกิดความมั่นใจว่าจะทำให้เกิดโชคดีตลอดปีใหม่นี้  มีอะไรบ้างลองไปดูกันเลย

1.ปี่เซี๊ยะ

ปี่เซี๊ยะ เป็นวัตถุมงคลที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องของโชคลาภ เงินทอง การค้าขาย และ ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งสัตว์เทพสวรรค์ ด้วยรูปทรงที่มีครบตามหลักเบญจธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ที่สำคัญคือปี่เซี๊ยะนั้นถูกออกแบบมาให้ตรงตามหลักสัตว์มงคลทุกประการ  ได้แก่ มังกร พญาราชสีห์หรือสิงโต อินทรี กวาง และแมว

โดยตามตำนานเล่าว่า ปี่เซียะเป็นลูกมังกรตัวที่ 9 (เทพแห่งโชคลาภ) ของพญามังกรสวรรค์ มีชื่อเรียกด้วยกันหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น “เทียนลก (กวางสวรรค์)” เป็นชื่อเดิม ส่วนจีนกวางตุ้งจะเรียกว่า “เผ่เย้า” และคนจีนแต้จิ๋วจะเรียกว่า “ผีซิว” เป็นสัตว์ที่กินเก่งและไม่มีรูทวาร จึงไม่มีการขับถ่าย ในปลายยุคราชวงศ์โจว ตรงกับยุคชุนชิว มีการนำปี่เซียะมาใช้เป็นสัญลักษณ์โดยประดับเป็นรูปบนธงสำหรับการออกรบ โดยรวมในอดีตสันนิษฐานว่า ปี่เซียะให้ความหมายในทางความกล้าหาญ การปกป้องคุ้มภัย และการต่อสู้เพื่อจะให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

นอกจากนี้แล้ว ปี่เซียะยังเป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์และคุ้มครองทรัพย์สมบัติอีกด้วย อันเนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินอย่างเดียวไม่มีการขับถ่าย จึงมีการปั้นเป็นรูปปั้นเฝ้าหน้าท้องพระโรง ภายในพระราชวัง เช่น ฮ่องเต้ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงและประเทศจีน

ปี่เซียะ ไม่มีรูทวารหนักและเบา จึงถือเป็นการกักเก็บทรัพย์ ไม่ให้เงิน ทอง รั่วไหลออกไปไหนได้ การนำปีเซี๊ยะขนาดเล็กติดตัวจึงมีความเชื่อว่าจะทำให้มีแต่โชคลาภ ทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ขณะเดียวกันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยขจัดอาถรรพณ์ ภูตผีปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย

 

2. เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน เชื่อจะนำโชคลาภมาสู่ผู้ครอบครอง นิยมบูชาในบ้านเรือน ร้านค้า และพกติดตัวในรูปของเหรียญไฉ่ซิงเอี้ย หรือ จ่ายสินเอี้ย (อักษรจีน: 财神; พินอิน: Cái-shén; อังกฤษ: Cai Shen, God of wealth, God of fortune) เป็นเทพเจ้าของจีนที่ให้คุณทางด้านเงินทอง และโชคลาภ (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) ซึ่งสำหรับชาวจีนแล้วถือเป็นเทพเจ้าที่มีความสำคัญมากที่สุดในการเริ่มเข้าสู่ปีนักษัตรใหม่ (ตรุษจีน) เนื่องจากเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการกราบไหว้เป็นองค์แรกทีเดียว

โดยคำว่า “ไฉ่สิ่ง” หรือ “ไฉ่ซิง” มีความหมายว่า “ทรัพย์สิน” หรือ “สิริมงคล” “เอี้ย” หมายถึง “เทพเจ้า” โดยเทพที่ได้รับการนับถือว่าเป็นไฉ่ซิงเอี้ย มีด้วยกันหลายองค์ แต่องค์ที่ได้รับการบูชามากที่สุด คือ ฟ่านหลี และปี่ กั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ โดยถือว่าเป็นไฉ่ซิงเอี้ยฝ่ายบุ๋น ขณะที่จ้าวกงหมิง และกวนอู ถือเป็นไฉ่ซิงเอี้ยฝ่ายบู๊

มีความเชื่อว่าไฉ่สิ่งเอี้ย จะเสด็จมายังโลกมนุษย์เพียงปีละครั้ง คือ ในวันตรุษจีน ดังนั้น ชาวจีนตั้งแต่โบราณเมื่อเข้าสู่วันตรุษจีน (นับตั้งแต่ 0.00 น.) จะทำการตั้งโต๊ะบูชาไฉ่ซิงเอี้ย โดยการหันหน้าไปทิศต่าง ๆ ที่เชื่อว่าไฉ่ซิงเอี้ยจะเสด็จลงมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยเวลาที่จะทำการบูชา คือ 23.00–01.00 น. ของวันตรุษจีน โดยทำการบูชาที่ดาดฟ้าบ้านหรือหลังคาบ้าน หรือระเบียงบ้านชั้นสองหรือสาม หรือหน้าบ้านก็ได้ ซึ่งของที่ทำการบูชาใช้ของหวาน เช่น ผลไม้, อาหารเจ, บัวลอย, สาคู หรือของรับประทานต่าง ๆ ที่มีสีสันสดใส แต่ไม่ใช้ของคาวหรือเนื้อสัตว์ พร้อมกับนำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง เช่น สมุดบัญชีธนาคาร, เช็ค หรือกระเป๋าเงิน มาตั้งวางไว้ด้วย เป็นต้น และเมื่อธูปที่ใช้บูชาใกล้มอดให้รีบนำเข้าบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อให้ควันธูปที่เหลือนั้นตลบอบอวลอยู่ภายในบ้าน เชื่อว่าเป็นการอัญเชิญไฉ่ซิงเอี้ยเข้ามาประทับในบ้าน

การบูชาไฉ่ซิงเอี้ย สามารถพบได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ทิเบต, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเก๊า, ฮ่องกง เป็นต้น

 

3 .ยันต์ 8 ทิศ “โป๊ยข่วย” หรือ “ปากั้วถู” เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากไม่มีเป็นมี จากบวกเป็นลบ จากร้ายกลายเป็นดี จากทุกข์กลายเป็นสุข ยันต์นี้ เป็นผังสัญลักษณ์แห่งฟ้าและดินในลัทธิเต๋า มีต้นกำเนิดในคัมภีร์โบราณ “อี้จิง” ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปีล่วงมาแล้ว

“อี้” หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล อาจถอดตัวอักษรได้เป็นพระจันทร์กับพระอาทิตย์ เราเรียกกันว่า “หยินกับหยาง” หรือความมืดความสว่าง ความร้อนความเย็น หญิงกับชาย หรือฟ้ากับดิน

ต้นกำเนิดของอี้จิงเกิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิอวี่ บ้านเมืองเกิดอุทกภัยร้ายแรง ปรากฏมีมังกรแบก “ภาพเหอถู” ผุดขึ้นมาจากแม่น้ำฮวงโห และมีเต่าวิเศษคาบ “ตำราลิ่วซู” ผุดขึ้นมาจากลำน้ำลั่วสุ่ย องค์จักรพรรดิได้นำแผนภาพและตำรามาประกอบกัน ปรับเปลี่ยนภูมิลักษณ์ของฟ้าดิน แก้ปัญหาขุนเขา ลำน้ำ ขจัดปัดเป่าอุทกภัยให้กับประชาชนได้สำเร็จ จึงเกิดเป็น “ตำราเหลียงซาน” ที่รวมความพิสดารอันมิอาจล่วงรู้และเปลี่ยนแปลงฟ้าดินสืบทอดกันต่อมา และเรียกในชื่อ “โจว อี้” และกลายเป็นคัมภีร์ “อี้จิง” ในที่สุด

ดังนั้น แผ่นภาพยันต์แปดทิศจึงเป็นผังความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล โดยเชื่อว่าองค์จักรพรรดิจีนได้สังเกตลวดลายแผนผังบนหลังกระดองเต่าวิเศษ ผังดังกล่าวจึงสามารถใช้แก้ไขความบกพร่องของภูมิประเทศ และความเป็นไปในจักรวาล และยังสามารถใช้ทำนายทายทักความสัมพันธ์ของฟ้า ดิน และมนุษย์ได้ยันต์แปดทิศ

แผ่นยันต์โป๊ยข่วย หรือยันต์แปดทิศ ที่พบเห็นจะมีสัญลักษณ์ของหยิน-หยางอยู่ตรงกลาง และมีเส้นขีดล้อมรอบแปดทิศ ขีดเป็นรอยประ (–) และขีดเต็ม (-) เรียงจากบนลงล่างทิศละ 3 ชั้น “ขีดประ” หมายถึงหยิน “ขีดเต็ม” หมายถึงหยาง “ขีดบน” แทนฟ้า “ขีดกลาง” แทนมนุษย์ “ขีดล่าง” แทนดิน รวมกับธาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ

ด้วยหลักแห่งความสัมพันธ์ของจักรวาลและการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ทำให้ “ยันต์โป๊ยข่วย” สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากไม่มีเป็นมี จากบวกเป็นลบ จากร้ายกลายเป็นดี จากทุกข์กลายเป็นสุข นับเป็นแผ่นภาพสำคัญตามความเชื่อแห่งลัทธิเต๋า ที่กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

 

4.ฮก ลก ซิ่ว เป็น 3 เทพเจ้าจีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นมงคล 3 ประการของจีน แห่งการอวยพร

ฮก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ฝู (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 福) หมายถึง โชคลาภและความมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ คือ ประกอบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค แก้วแหวนเงินทอง และบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ มีบุตร ภรรยา ญาติมิตร คนใช้สอย เป็นต้น ลักษณะของฮก เป็นรูปเศรษฐี สวมหมวกมีเส้าข้างหลังสูง มีผ้าคลุมลงไปเบื้องหลัง แสดงโภคสมบัติ มือหนึ่งอุ้มเด็ก แสดงถึงบริวาร สมบัติ นิยมให้เป็นเด็กผู้ชาย เพราะหมายถึงการสืบต่อวงศ์ตระกูล มีค้างคาวเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ความสุข วาสนา

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “เจี่ยวช้ง” เป็นพ่อค้า มหาเศรษฐี ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่ร่ำรวยจากการค้าขายที่สุจริต และ คนในครอบครัว ลูกหลาน ล้วนแล้วแต่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด มีเรื่องเล่าขานกันว่า บ้านพักของท่านเจี่ยวช้งนั้น ห่างจากพระราชวังถึง 20 ลี้ เพียงท่านก้าวพ้นจากเขตที่ดินของท่าน ก็เป็นเขตพระราชวัง ด้วยความที่ท่านมีทรัพย์สมบัติมาก กอปรกับท่านเป็นใจบุญ ให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่ทุกข์ยาก จนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และนับถือท่านเป็นเทพผู้นำความสุขมาให้ ในสมัยก่อน

ลก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ลู่ (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 禄) หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ เกียรติยศ ลักษณะของลก เป็นรูปขุนนางจีนสวมหมวก มีปีกหมวกกางออกไปสองข้าง มือถือคทายู่อี่ ซึ่งเป็นคทาแห่งความสมปรารถนา มีกวางเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ยศถาบรรดาศักดิ์

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “ก๋วยจื่องี้” เป็นข้าราชการระดับอัครเสนาบดี (ข้าราชการระดับสูง) ที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม รับใช้ราชการนานหลายแผ่นดิน ความซื่อสัตย์ และ จงรักภักดีต่อแผ่นดินนั้น เป็นที่ประจักษ์ต่อ ฮ่องเต้หลายพระองค์ จึงมีราชการโองการ ให้อยู่ในตำแหน่งตลอดทั้ง 4 แผ่นดิน และได้รับมอบ ดาบหยก และ เข็มขัดหยก ให้สามารถทำการใดๆ แทนฮ่องเต้ก่อน แล้ว ค่อยทูลถวายภายหลังได้ ท่าน ก๋วยจื่องี้ เป็นข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่ง นานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

ซิ่ว (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ โซ่ว (ภาษาจีนกลาง) (อักษรจีน: 寿) หมายถึงอายุยืน ลักษณะของซิ่วเป็นรูปชายชราหน้าตาใจดี หนวดเครายาวสีขาว ศีรษะล้าน ส่วนหน้าผากโหนกนูนเห็นชัดเจน มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือหนึ่งถือผลท้อ ซึ่งเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืนและมักจะมีนกกระเรียนขาวอยู่ข้างกาย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืนยาว

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน “แผ่โจ้ว” เป็นบุคคลที่กลัวความแก่ และความตายมากที่สุด จึงรักษาสุขภาพ ร่างกาย และ จิตใจของตนเองให้มีความสุข แข็งแรง ตลอดเวลา ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวใหญ่ มีภรรยา และ ลูกหลานมากมาย และเป็นที่กล่าวขานกันว่า ท่านแผ่โจ้วนั้นมีอายุยืนกว่า 800 ปี มีภรรยาเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 49 คน และ บุตรหลานเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 154 คน

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องรางที่สามารถพกพาฮก ลก ซิ่ว ขนาดเล็กติดตัวไว้เพื่อเสริมดวงด้านการงาน การเงิน การค้าขาย และช่วยปัดเป่าอุปสรรคกับความเลวร้ายต่างๆ ภายในชีวิต เสริมให้ชีวิตพบแต่ความสุขและคลายเคราะห์กรรมให้เบาบางลงได้

 

5.กบคาบเหรียญ (กิมเซียมซู) หรือกบสามขา เป็นสัตว์เทพที่มีคนนิยมไว้บูชามากที่สุดชนิดหนึ่งไว้เรียกเงิน-ทอง โชคลาภให้เข้าหาตัวเอง บ้าน ร้านค้าขาย กบคาบเหรียญ บางตำนานกล่าวไว้ว่าเป็นสัตว์บนสวรรค์ที่แปลกมหัศจรรย์มาก มีประวัติอันยาวนานมีคนจีนคนไทยนับถือบูชากันเยอะมาก เพราะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ ประวัติกิมเซียมซู ในอดีตกาลบนสรวงสวรรค์ เจ้าแม่ “เอี่ยวตี๊กิมบ๊อ” ซึ่งเป็นพระชนนีขององค์ ” เง็กเซียนฮ่องเต้ “เทพสูงสุดในสวรรค์ ได้เลี้ยงสัตว์ประหลาดไว้ในสระบัวหน้าพระราชวัง สัตว์ตัวนี้เป็นดุจเซียน มีลักษณะคล้ายกบกึ่งคางคกแต่มี 3 ขา มีหางเป็นปลาช่อนอยู่ด้านในมีสีทองอร่ามไปทั้งตัว โดยที่หลังจะมีดาวอยู่ 7 ดวง

วันๆหนึ่ง กิมเซียมซู ไม่ทำอะไรจะใช้ความสามารถพิเศษเรียกเงินเรียกทองมาเล่นสนุกในสระบัว เจ้าแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า”กิมเซียมซู” อยู่วันหนึ่งกิมเซียมซูได้แอบหนีมาโลกมนุษย์ เจ้าแม่โกรธมากจึงบัญชาให้เซียนมังกรมรกตไปตามตัว กิมเซียมซูได้หนีมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีนเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแห้งแล้งกันดาร ประชาชนอดอยากมาก แต่มีหนุ่มคนหนึ่งชื่อนาย “เกี้ยมไฮ้ “ซึ่งเป็นคนดีมีความกตัญญูต่อบิดามารดา กิมเซียมซูได้มาอยู่กับนายเกี้ยมไฮ้ได้เรียกเงินเรียกทองมากให้นายเกี้ยมไฮ้จำนวนมากเพื่อนำมาแจกชาวบ้านแลัยีงนับดาลให้ฟ้าฝนตกมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมู่บ้าน จนทั้งนายเกี้ยมไฮ้และทุกคนในหมู่บ้านร่ำรวยไม่มีใครจนเลย

พอเซียนมังกรมรกตมาพบกิมเซียมซูได้เห็นว่ากิมเซียมซูทำความดี จึงนำเรื่องไปรายงานเจ้าแม่เอี๊ยวตี๊กิมขจี เจ้าแม่จึงยินดีมากได้ประธานพรให้กิมเซียมซูว่า เมื่อเจ้านั้นอยู่ที่ไหนก็ให้ที่นั้นมีแต่ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นกิมเซียมซูจะเสกเงินเสกทองได้เองแล้วยังทำให้บริเวณที่กิมเซียมซูอยู่นั้นมีแค่ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมา ค้าขายดีอยู่ที่ไหนให้ที่นั้นไม่ยากจนไม่ขัดสน ให้ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติเงิน ทองมากมายก่ายกอง ต่อมาผู้คนจึงนิยมบูชากิมเซียมซูและทุกคนก็มั่งมีเงินทอง ทำมาค้าขายก็ดีทำธุรกิจการงานก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้า

เครื่องรางทั้ง 5 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องรางยอดนิยมตามความเชื่อของชาวจีนที่เกิดจากตำนานโบราณในอดีต ดังนั้นผู้ที่ต้องการเสริมดวง ความเป็นสิริมงคลในปีใหม่จีนในปีนี้ก็สามารถเลือกหามาพกติดตัวกันได้แล้วแต่ความต้องการและจุดประสงค์ต่างๆ

ซินเจียยู่อี่  ซินนี้ฮวดไช้


Content_พระนางพญา_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 23, 2020

แปลกแต่จริง..เมื่อการ “เปิบพิสดาร” คือ ที่มาของอีโบล่า ซาร์ส และไวรัสอู่ฮั่น! โดยเป็นหนึ่งข้อสันนิษฐานสำคัญเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) หรือ ไวรัสอู่ฮั่น ล่าสุด ผอ.ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ออกแถลงเมื่อวันพุธ 23 มกราคม 2563 ที่ผ่านว่า เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ไวรัสร้ายชนิดนี้น่าจะมาจาก “การเปิบพิสดารสัตว์ป่า” แม้จะยังไม่ยืนยันแหล่งต้นกำเนิดชัดเจน ขณะที่ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อชื่อดังของจีน รายงานสอดคล้องกันว่าทางการจีนมีข้อสันนิษฐานว่าต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น อาจมาจาก “ตลาดค้าส่งอาหารทะเล” แห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น โดยมีการพบป้ายเมนูเปิบพิสดารและมีการชำแหละ–วางขายเนื้อสัตว์ป่าราว 112 ชนิด อาทิ สุนัขจิ้งจอก จระเข้ งู หนู นกยูง ซาลาแมนเดอร์ยักษ์พันธุ์จีน เม่น อูฐ หมีโคอาล่า ฯลฯ ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์จีน คาดว่าแนวโน้มอาจเกิดจากงูเห่าจีนและงูสามเหลี่ยมจีนที่วางขายในตลาดดังกล่าว และปัจจุบันทางการจีนก็ได้สั่งปิดทำการตลาดแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อค้นข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของครั้งใหญ่ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่าสนใจว่า หลายกรณีล้วนถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากการ “เปิบพิสดาร” อาทิ

“อีโบล่า” ที่แพร่ระบาดในแถบทวีปแอฟริกามาตั้งแต่ พ.ศ.2519 ก่อนลุกลามครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2559 มีข้อสันนิษฐานกันว่า ต้นตอเกิดจากการบริโภค “ค้างคาว” นอกจากนี้ข้อมูลการวิจัยหลายประเทศยังยืนยันตรงว่า “ค้างคาว” ถือเป็นแหล่งรังโรคไวรัสที่ติดจากสัตว์สู่คนได้อย่างน้อย 60 ชนิด อาทิ ไวรัสนิปปาห์ เชื้อไวรัสเฮนดรา ที่ทำให้เกิดไข้สมองอักเสบ, เชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส ไวรัสอีโบลา ไวรัสแอสโทรที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง

“ซาร์ส (SARS)” หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ที่เกิดจาก “เชื้อไวรัสโคโรน่า” เคยแพร่ระบาดลุกลามครั้งใหญ่ไปกว่า 37 ประเทศทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 750 คน ช่วง พ.ศ.2545 – 2546 ก็สันนิษฐานว่าเกิดจากการบริโภค “ชะมด” หลังทางการจีนตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอุ้งเท้าชะมดที่ตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าในมณฑลกวางตุ้ง ทำให้ในเวลาต่อมามณฑลกวางตุ้ง จึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส โดยเน้นมาตรการตรวจสอบการลักลอบเลี้ยง ขาย ฆ่าและการกินชะมด นอกจากนี้พบเชื้อชนิดนี้อีกในแรคคูน แบดเจอร์ และค้างคาว* อีกด้วย (*บางแหล่งข้อมูลระบุว่าต้นตอโรคซาร์สมาจากค้างคาว)

 

ปัจจุบัน ไวรัสอู่ฮั่น หรือ โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ซึ่งอยู่ในสายพันธุ์เดียวกับโรคซาร์ส กำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะเริ่มปรากฏผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยซึ่งยืนยันโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐมแล้วว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าวจริง

ส่งผลให้ล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศระงับการเดินทางเข้าออกอู่ฮั่นทุกประเภท เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลาม พร้อมสั่งให้ประชาชนในอู่ฮั่นทุกคนต้องสวมหน้ากากป้องกัน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกหรือไม่ ซึ่งต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด


Content_อิลูมินาติ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 21, 2020

  • “อิลลูมินาติ” (Illuminati) ถือกำเนิดจากนิยายล้อเลียนเสียดสีสังคมที่แต่งขึ้นในยุคทศวรรษ 1960 โดยมีจุดประสงค์กระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงอำนาจควบคุมทางสังคมของกลุ่มชนชั้นนำ ก่อนที่เรื่องนี้จะถูกขยายผสมโรงจนกลายเป็นมายาคติที่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก

  • ความหมายของคำว่า “อิลลูมินาติ” (Illuminati) มีที่มาจากคำว่า “อิลลูมินาตุส” (Illumintus) ในภาษาละติน แปลว่า รู้แจ้ง หรือ ผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ

  • อิลลูมินาติ เคยมีตัวตนจริงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เกิดจากการก่อตั้งสมาคมลับของเหล่าปัญญาชนในแคว้นบาวาเรียของเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2319 เพื่อต่อต้านอิทธิพลศาสนาและชนชั้นนำที่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันชาวบ้าน แต่ท้ายสุดก็ค่อย ๆ ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมและองค์กรทางคริสต์ศาสนาทำให้กลายเป็นพวกนอกกฎหมาย สูญหายจากหน้าประวัติศาสตร์

“อิลลูมินาติ” มีจริงหรือ ไม่ วันนี้คงตัดสินไม่ได้และถูกทิ้งให้เป็นปริศนาต่อไป  ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเลือกเชื่อแบบใดเป็นสำคัญ …

องค์กรลับลวงพราง เงาดำหวังครองโลก?

ผู้คนจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป “เชื่อว่า” สมาคมลับอิลลูมินาติ คือ ผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังการเมืองการปกครองโลก โดยแฝงเร้นเป็นเงาดำเพื่อก่อการลับจัดระเบียบโลกใหม่ ทั้งอยู่เบื้องหลังการล้มล้างการปกครอง หรือ เหตุการณ์สำคัญของโลก อาทิ การปฏิวัติฝรั่งเศส การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา การลอบสังหารผู้นำประเทศต่างๆ ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดนี้แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาคมลับของปัญญาชนแคว้นบาวาเรียในศตวรรษที่ 18 เลยแม้แต่น้อย

ความเชื่อเกี่ยวกับอิลลูมินาติในยุคใหม่ เป็นผลมาจากอิทธิพลของเหล่าบุปผาชน หรือ ฮิปปี้ยุคทศวรรษ 1960 ซึ่งคลั่งไคล้ในแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับวัฒนธรรมกระแสหลักและอำนาจของผู้ปกครอง จึงรื้อฟื้นความเชื่อเรื่องสมาคมลับอิลลูมินาติขึ้นมาอีกครั้ง โดยแต่งเติมเนื้อหาสาระให้ต่างไปจากเดิม ผ่านการตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ Principia Discordia หรือ “หลักการของผู้เห็นต่าง” เพื่อล้อเลียนแนวคิดในคัมภีร์ศาสนาที่กลายเป็นการจุดประกายและขยายผลให้เกิดความเชื่อเรื่องดังกล่าวออกเป็นวงกว้าง

ในเวลาต่อมาได้มีการแต่งนิยายไตรภาคเรื่อง The Illuminatus! Trilogy ซึ่งมีเนื้อหาเฉลยปริศนาลึกลับแห่งยุคหลายเรื่อง เช่น อ้างว่าอิลลูมินาติคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังการสังหารประธานาธิบดีเคเนดี้ ทำให้นิยายดังกล่าวขายดิบขายดีและถูกสร้างเป็นละครเวทียอดนิยมในเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ ชื่อของวงดนตรีดังหลายวงในยุคนั้นตั้งขึ้นตามตัวละครเด่นในนิยายไตรภาคเรื่องนี้ ทั้งยังมีเกมการ์ดบทบาทสมมติที่ใช้เรื่องราวของอิลลูมินาติออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2518 อีกด้วย ก่อนถูกนำไปผสมโรงเข้ากับบทประพันธ์ หรือ นิยายอีกหลายเรื่อง ทำให้คนจำนวนมากในยุคนั้นจำฝังใจและเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดนี้ว่าเป็นจริง

Believe It or Not!

ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด เรื่องเล่าขานของอิลลูมินาติยังยืนยงอยู่คู่สังคมโลกมาตลอด จนกลายเป็นหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่เล่าลือกันอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก เพราะมีความพยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับเหตุการณ์ประหลาด หรือ เรื่องสำคัญที่ร่วมสมัย อาทิ การเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ การตั้งฐานทัพลับของมนุษย์ต่างดาว  เหตุการณ์ 911 รวมถึงการครอบงำเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานใดมาพิสูจน์

ปัจจุบัน “สัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติ” ยังคงถูกพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นภาพ meme ที่ว่อนกระจายทั่วอินเตอร์เน็ต ศิลปะ ดนตรี บทประพันธ์ นิยาย เครื่องแต่งกาย หรือ พฤติกรรมดารา นักร้อง อาทิ เจย์ ซี และบียอนเซ่ ยังเคยชูมือทำสัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต

รวมถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องที่นำมาผูกโยง อาทิ “เทวากับซาตาน” หรือ Angels & Demons ของแดน บราวน์ ผู้ประพันธ์เรื่อง The Davinci Code รวมถึงยังถูกใช้สร้างประเด็นทางการเมืองหลายประเทศ เช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายครั้งที่ผ่านมา

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง : ฺBBC ไทย

 

 

 


Content_ประกันสังคม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 17, 2020

 

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคม มีมติเพิ่มอัตราค่าบริการการแพทย์ปี 2563 ให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคมเป็น 3,959 บาท/คน/ปี โดยมีเหตุสำคัญจากที่มีผู้ประกันตนที่สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ อัตราค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สถานพยาบาลคู่สัญญาต้องรับภาระค่าใช้จ่าย และให้การดูแลผู้ประกันตนที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจในการรับบริการทางการแพทย์ จึงมีมติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ดังกล่าวให้กับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 242 แห่ง แบ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐ จำนวน 163 แห่ง และสถานพยาบาลเอกชน จำนวน 79 แห่ง

งบที่เพิ่มขึ้นจะครอบคลุม 2 ส่วนดังนี้

  1. ค่าบริการทางการแพทย์ที่เหมาจ่ายให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญา
  • กรณีเหมาจ่าย ให้แก่สถานพยาบาลตามจำนวนผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียน อัตรา1,640 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยในด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (AdjRW มากกว่าหรือเท่ากับ2) อัตรา 746 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยนอกที่สถานพยาบาลต้องมีภาระการรักษาผู้ประกันตนป่วยด้วยโรคเรื้อรังอัตรา453 บาท/คน/ปี
  1. ค่าบริการทางการแพทย์นอกเหนือเหมาจ่าย

แยกกรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์บำบัดรักษาโรค การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง การบำบัดทดแทนไต ค่ายานอกบัญชียาหลัก จ(2) ค่ายาต้านไวรัส ค่ายามะเร็งและรังสีรักษา กรณีปลูกถ่ายไขกระดูก กรณีเปลี่ยนกระจกตา กรณีปลูกถ่ายอวัยวะ กรณีทันตกรรม (อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูด ฟันเทียม) กรณีส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าบริการฝากครรภ์ กรณีค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน 1 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้พิการที่เป็นผู้ประกันตน

คงต้องดูกันต่อไปว่าการเพิ่มอัตราค่าบริการครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตยามเจ็บป่วยของผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด และระหว่างนี้ถ้าใครต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมประจำปีก็ยังสามารถยื่นเรื่องผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. สำนักงานประกันสังคมทุกสาขา 2. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม sso.go.th  และ 3. แอปพลิเคชัน SSO Connect ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ใครยังไม่ทำรีบซะ


Kinyupen_Night-Shopping_Cover-Web.jpg

kinyupen_adminSeptember 19, 2019

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรื่องช้อปปิ้งเช่นกัน ประโยคสั้นๆ นี้ สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน ถึงเรื่องการซื้อของออนไลน์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ แค่คลิกๆ หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีของมาส่งถึงบ้าน สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมเงินปลิวหายวับไปกับตา

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น เจ้าของร้านค้าต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเปิดช่องทางขายสินค้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, INSTAGRAM หรือ [email protected] เพราะเข้าถึงง่ายประหยัดเวลา ได้กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

 

เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน เวลาช้อปปิ้งก็เปลี่ยนตามไปด้วย

 

ข้อมูลจากจอห์นลูอิสและพาร์ทเนอร์เครือข่ายห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โตขึ้นถึง 28% จากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลของ มาร์ติน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล สถาบันนโยบายการเงินและสุขภาพจิต ที่ว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ อย่าง อเมซอน, อีซี่เจ็ท, ควิดโค และลาสมินิทดอทคอม จะส่งอีเมลแนะนำสินค้าลดราคาให้กลุ่มลูกค้าช่วงเวลากลางคืน เพราะมองว่าช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเข้าถึงลูกค้ามากสุด เนื่องเป็นช่วงเวลาเดียวที่คนส่วนใหญ่มีเวลาว่างจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เมื่อความขี้เกียจสร้างเม็ดเงินมหาศาลบนโลกออนไลน์

สำหรับประเทศไทยมีผลการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความขี้เกียจ ไม่อยากรอคิวนาน เสียเวลา ดังนั้นธุรกิจประเภท สินค้าและบริการออนไลน์ จึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จนเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อของบนโลกออนไลน์ เพียงเพราะความสะดวกสบายนี่เอง

จากสถิติของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่จากสหราชอาณาจักร และ Hootsuite ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนมหาศาล ขั้นต่ำหลักร้อยล้านเหรียญ จนถึงพันล้านเหรียญ ในค่าเงิน สหรัฐฯ ลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหากแปลงค่าเม็ดเงินสหรัฐฯ เป็นค่าเงินบาทไทย จำนวนเงินที่คุณหมดไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์จะน่าตกใจขนาดไหน !!!

 

กลุ่มสินค้าหรือบริการที่นิยมซื้อออนไลน์ 5 อันดับ มีดังนี้

1.สินค้าแฟชั่น และความงาม ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดใช้จ่าย 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว ยอดใช้จ่าย 571 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยอดใช้จ่าย 660 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.ของเล่น DIY และงานอดิเรก ยอดใช้จ่าย 575 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากลองสังเกตกันให้ดีจะพบว่าสถิติจากด้านบน ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่เป็นของใช้ทั่วไป ในชีวิตประจำวัน เริ่มไล่มาตั้งแต่ เรื่องสุขภาพ ความงาม แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่แต่ก่อนต้องซื้อตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ วุ่นวาย กว่าจะหอบหิ้วมาถึงบ้าน แกะใส่ห่อ หรือ ประกอบอาหารด้วยตนเอง พอมีช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามา การซื้อสินค้าตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน


-ปุตราจายา.jpg

kinyupen_adminAugust 28, 2019

สัปดาห์ที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนของเราได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญขึ้น นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศแผนเตรียมย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปยังพื้นที่ระหว่างเขตเปอนาจัม ปาเซร์ อุตารา และกูไต การ์ตาเนอการา จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะเบอร์เนียว โดยถือเป็นประเทศที่ 3 ของอาเซียนที่มีการโยกย้ายศูนย์กลางการบริหารของประเทศ ต่อจากเมืองปุตราจายา มาเลเซีย และกรุงเนปิดอว์ของเมียนมาร์

เหตุผลการย้ายครั้งนี้เพราะ ต้องการลดความแออัดของประชากร และลดปัญหาจราจรที่ติดอันดับโลกจนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและกระจายความมั่นคั่งออกนอกเกาะชวา โดยเมืองหลวงใหม่นี้ยังไม่มีชื่อเรียก เพราะเป็นเมืองที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด คล้ายเมืองปุตราจายา มาเลเซีย โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2564 สามารถเริ่มย้ายคนบางส่วนได้ในปี 2567

รัฐบาลอินโดนีเซีย ระบุเพิ่มเติมว่า หลังย้ายเมืองหลวงแล้ว จาการ์ตาจะยังคงบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินต่อไปสู่เมืองหลวงใหม่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ราชการรองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1.5ล้านคน”

นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเชิงบริหารแล้ว อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “การย้ายเมืองหลวงครั้งนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และทำให้ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต้องเปลี่ยนไปหรือไม่” เพราะที่ผ่านมาอินโดนีเซียพยายามกระตุ้นให้นักลงทุนข้ามชาติ รวมถึงหลายบริษัทขนาดใหญ่จากประเทศไทย อาทิเครือ ปตท. เอสซีจี เซ็นทรัล ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เจดับเบิ้ลยูดีอินโฟ โลจิสติกส์​ โอสถสภา เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันจาการ์ตามีบริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลางจดทะเบียนรวมอยู่กว่า 1,400 บริษัท และมีบริษัทขนาดเล็กอีกกว่า 16,454 บริษัท ส่งผลให้จาการ์ตาและเกาะชวาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึง 58%

และแซคเตอร์ที่น่าจับตามอง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งอินโดนีเซียตั้งเป้าแข่งขันกับไทยในการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคมาโดยตลอด จึงน่าสนใจว่าค่ายรถยนต์ที่ลงทุนในอินโดนีเซีย อาทิ โตโยต้า ไดฮัทสุ ซูซูกิ นิสสัน บีเอ็มดับเบิ้ลยู เมอร์เซเดสเบนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจาการ์ตาและเกาะชวา จะมีรีแอคชั่นต่อกรณีนี้อย่างไร

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ถือว่าเป็นก้าวที่ควรจับตา ว่าอนาคตต่อไปจะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายหรือไม่