cinema-covid19-march-april-Cover_1.jpg

zebertoothApril 9, 2020

หลังจากที่มีพรก. ฉุกเฉินกรณีไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้โรงหนังต่างทยอยปิดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 ทุกสาขาทั่วประเทศ ก็ทำให้เกิดหนังค้างโรงหลายเรื่อง ที่พึ่งเริ่มเข้าโรงแต่กลับกลายต้องหยุดฉายกระทันหัน เช่น The Invisible Man ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมี The Boy ภาค 2, Disney and Pixar’s Onward คู่ซ่าล่ามนต์มหัศจรรย์ , Jojo Rabbit ต่ายน้อยโจโจ้, My Spy พยัคฆ์ร้ายสปายแสบ, Military Wives คุณเมียขอร้อง

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอเรื่องราวของหนังค้างโรงเหล่านี้ ที่ถึงแม้จะไม่ใช่หนังใหญ่ทุนสร้างมหาศาล แต่ก็มีมุมดีๆ ที่น่าไปหาดูกันสักครั้ง เริ่มกันที่

 

 

The Invisible Man มนุษย์ล่องหน

วันที่เข้าฉาย: 05 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Thriller เรทผู้ชม: 18 ปี ความยาวหนัง : 125 นาที ผู้กำกับ: Leigh Whannell

เรื่องย่อ

เซซีเลียส แคส หญิงสาวที่กำลังประสบปัญหากับการใช้ชีวิตร่วมกันกับแฟนหนุ่มเจ้าอารมณ์ เอเดรียน กริฟฟิน นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่ำรวยและฉลาดหลักแหลม จนเมื่อเธอหมดความอดทนจึงตัดสินใจหนีไปอยู่กับน้องสาวและเพื่อน ๆ จนวันหนึ่งเธอได้รับข่าวว่า แฟนหนุ่มของเธอได้ฆ่าตัวตาย และทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้เธอ หลังจากที่เธอได้เงินพร้อมกับเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง แต่ทว่ามีอะไรบางอย่างที่ยังตามหลอกหลอนเธอตลอดเวลาจนเธอตั้งข้อสังเกตว่า เธอกำลังถูกคนใกล้ตัวไล่ล่าและไม่สามารถมองเห็นได้หรือว่า เอเดรียน ยังไม่ตาย?

 

The Boy ภาค 2 ตุ๊กตาซ่อนผี 2

วันที่เข้าฉาย: 12 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Horror เรทผู้ชม: 15 ปี ความยาวหนัง :100 นาที ผู้กำกับ: William Brent Bell

เรื่องย่อ

ตุ๊กตาซ่อนผีกลับมาสร้างความสยองอีกครั้งโดยทีมสร้างชุดเดิม หลังจากภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ครั้งนี้จะมอบความหลอนครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่า เมื่อคู่รัก ลิซ่า (เคที่ โฮส์มส์) และ ฌอน (โอเวน เยโอแมน) พร้อมด้วยลูกชาย จู๊ด (คริสโตเฟอร์ คอนเวอรี่) ได้ย้ายมาอาศัยในคฤหาสน์ฮีลเชียร์โดยพวกเขายังไม่รู้ปูมหลังอันน่าขนลุกของที่แห่งนั้น และแล้วความสยองก็บังเกิดเมื่อจู๊ดได้พบกับเพื่อนใหม่เป็นตุ๊กตาขนาดเท่าคนจริงนามว่า “บรามส์”

 

Disney and Pixar’s Onward คู่ซ่าล่ามนต์มหัศจรรย์

วันที่เข้าฉาย: 05 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Animation เรทผู้ชม: ทั่วไป ความยาวหนัง :105 นาที ผู้กำกับ: Dan Scanlon

เรื่องย่อ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในย่านชานเมืองบนโลกแฟนตาซีที่มีทั้งชาวเอลฟ์ โทรลล์ และเทวดาอาศัยอยู่ โดยหนังตั้งใจจะนำเสนอว่าเวทมนตร์มันเคยมีอยู่จริง แต่เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วนับตั้งแต่มันถูกหลงลืมไป แล้วก็ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย คุณจะได้พบกับ 2 พี่น้อง “เอียน ไลท์ฟุต” และ “บาร์ลีย์ ไลท์ฟุต” ผู้ที่พ่อของพวกเขาตายไปตั้งแต่พวกเขายังเด็กมากเกินกว่าจะสามารถจดจำพ่อของพวกเขาได้ เมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 16 ปีของ เอียน แม่ของพวกเขา “ลอว์เรล” ก็ได้มอบของขวัญอันแสนพิเศษให้กับพวกเขา ซึ่งมันคือไม้เท้าของพ่อมดที่พ่อของพวกเขาทิ้งเอาไว้ให้ และมนต์วิเศษนั้นมันก็ได้พาพ่อของพวกเขาย้อนกลับมาเพื่อที่วันหนึ่งเขาจะได้พบกันลูก ๆ ของเขาที่เติบโตขึ้นมา แต่มันก็มีบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไป 2 พี่น้องจึงต้องออกเดินทางไปตามหาและช่วยเหลือพ่อของพวกเขา

 

Jojo Rabbit ต่ายน้อยโจโจ้

วันที่เข้าฉาย: 12 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Comedy, Drama, War เรทผู้ชม: 15 ปี ความยาวหนัง : 110 นาที ผู้กำกับ: Taika Waititi

เรื่องย่อ

Jojo Rabbit เป็นภาพยนตร์ตลกร้ายเสียดสีสงครามที่เล่าเรื่องช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศเยอรมนี นำโดยเด็กชายชื่อ โยฮันเนส โจโจ้ เบตซเลอร์ (รับบทโดย โรมัน กริฟฟิน เดวิส) ที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับแม่ (รับบทโดย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) เข้าร่วมแคมป์เยาวชนฮิตเลอร์ และยังมีเพื่อนในจินตนาการเป็นฮิตเลอร์ แต่กลับค้นพบว่า แม่ได้ซุกซ่อนเด็กผู้หญิงชาวยิวไว้ในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่า แม่ของเขาเป็นพวกต่อต้านนาซี!

 

My Spy พยัคฆ์ร้ายสปายแสบ

วันที่เข้าฉาย: 12 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Action, Comedy, Family เรทผู้ชม: 13 ปี ความยาวหนัง :100 นาที ผู้กำกับ: Peter Segal

เรื่องย่อ

เจเจ (เดฟ บาวติสตา) เป็นสายลับของหน่วยซีไอเอ เขากำลังถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานเพราะเคยทำงานผิดพลาด ครั้งนี้เขาถูกส่งไปให้สอดแนมครอบครัวๆ หนึ่ง แต่ปรากฏว่าเขาถูกจับไต๋ได้ด้วยเด็กสาวน้อยอายุ 9 ขวบ โซฟี (โคลอี้ โคลแมน) เพื่อไม่ให้การพรางตัวของเขาถูกเปิดเผย และ ไม่ให้ซีไอเอเล่นงานเขา เขาจึงตกลงที่จะสอนวิธีการเป็นสายลับให้กับเธอ แต่ขณะเดียวกันเขาก็จำเป็นต้องรับมือกับอาชญากรและปกป้องเธอไปพร้อมกัน

 

Military Wives คุณเมียขอร้อง

วันที่เข้าฉาย: 12 มีนาคม 2020 หมวดหมู่: Comedy, Drama เรทผู้ชม: 13 ปี ความยาวหนัง : 115 นาที ผู้กำกับ: Peter Cattaneo

เรื่องราวของกลุ่มภรรยานายทหาร หลังจากที่สามีของพวกเธอต้องออกไปปฎิบัติการที่อัฟกานิสถาน ระหว่างนั้นบางคนเกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และไม่สามารถผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นไปได้ พวกเธอจึงรวมกลุ่ม สร้างวงประสานเสียง ที่กลายมาเป็นจุดสำคัญในการผลักดันให้ก้าวผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายต่างๆไปด้วยกันได้ ผ่านเสียงเพลงที่พวกเธอบรรเลงจนเป็นที่สนใจของสื่อทั่วประเทศ

 

และก่อนที่จะมี พรก. ฉุกเฉินออกมาก็มีโปรแกรมหนังใหญ่หลายเรื่องที่ต้องเลื่อนออกไปเพราะกลัวผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาดในครั้งนี้ ทั้ง มู่หลาน ที่เลื่อนฉายอย่างไม่มีกำหนดหรือแม้กระทั่ง Bond 25: No Time to Die พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ และ Fast and Furious 9 เองต่างก็เลื่อนกำหนดการเข้าฉาย สำหรับโปรแกรมหนังสำหรับเดือนพฤษภาคม หากสถานการณ์ดีขึ้น กินอยู่เป็นได้รวบรวมรายชื่อหนังโปรแกรมหน้าไว้ให้คุณแล้ว

โปรแกรมหนังเข้าฉายเดือน พฤษภาคม 2563

  1. I Still Believe

วันที่เข้าฉาย: 01 พฤษภาคม 2020

  1. ชินจัง เดอะมูฟวี่ ฮันนีมูนป่วนแดนจิงโจ้

วันที่เข้าฉาย: 06 พฤษภาคม 2020

  1. แฟนตาซี ไอส์แลนด์

วันที่เข้าฉาย: 07 พฤษภาคม 2020

  1. มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ

วันที่เข้าฉาย: 07 พฤษภาคม 2020

  1. Baba Yaga: Terror of the Dark Forest

วันที่เข้าฉาย: 07 พฤษภาคม 2020

  1. The Woman in the Window ส่องปมมรณะ

วันที่เข้าฉาย: 13 พฤษภาคม 2020

  1. SCOOB! – สคูบ!

วันที่เข้าฉาย: 14 พฤษภาคม 2020

  1. 32 Malasana Street

วันที่เข้าฉาย: 14 พฤษภาคม 2020

  1. Special Actors

วันที่เข้าฉาย: 21 พฤษภาคม 2020

  1. มาย ฮีโร่ อคาเดเมีย เดอะ มูฟวี่ : วีรบุรุษกู้โลก

วันที่เข้าฉาย: 21 พฤษภาคม 2020

  1. Artemis Fowl ผจญภัยสายลับใต้พิภพ

วันที่เข้าฉาย: 28 พฤษภาคม 2020

  1. เกมเซ่นผี

วันที่เข้าฉาย: 28 พฤษภาคม 2020

ที่มา : sfcinemacity.com


_เรื่องดีๆ_covid19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ทำให้หลายๆ คนตกอยู่ในอารมณ์เสียกำลังใจ หวั่นวิตก แต่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาติต่างๆ ที่ไม่ได้หยุดนิ่งทำให้เกิดเทคโนโลยีสุดไฮเทคมากมาย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแชร์เทคโนโลยีและเรื่องราวดีๆ ที่เกิดท่ามกลางไวรัสโควิด–19 เพิ่มเป็นมุมบวก เป็นกำลังใจดีๆ ให้ทุกคนกัน

 

Vending Machine หน้ากาก
ภาพจาก Focus Taiwan

ไต้หวัน

พัฒนา “Vending Machine หน้ากาก” ให้ประชาชนเข้าถึงง่าย

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การแพร่ระบาดไวรัส โควิด–19 ที่ยังควบคุมไม่ได้ ทำให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันสุขภาพอย่าง “หน้ากากอนามัย” กลายเป็นของสำคัญจนเกิดการกักตุนสินค้า ทั้งราคาที่พุ่งสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก “Yallvend Co.” สตาร์ทอัพไต้หวันพัฒนา Vending Machine จำหน่ายหน้ากากอนามัย เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือโทรศัพท์มือถือที่เครื่องตรวจสอบก็สามารถรับหน้ากากได้ ในการสาธิตใช้งานเครื่องจำหน่ายหน้ากากอนามัยอัตโนมัติมีการแจกหน้ากากไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ชิ้น  และบริษัทยังได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนระบบ “ปันส่วน” เพื่อจำหน่ายหน้ากากประเภทต่าง ๆ ผ่าน Vending Machine ที่บริษัทพัฒนาขึ้น  แทนที่จะไปวางขายผ่านร้านขายยาหรือศูนย์สาธารณสุขที่รัฐบาลอนุญาตเท่านั้น

 

เทคโนโลยีจีนที่มากับโควิด–19
ภาพจาก สำนักข่าว Xinhua และ REUTERS

 

จีน

  1. “หมวกกันน็อกอัจฉริยะ”ตรวจอุณหภูมิคนนับร้อยใน 1 นาที

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจจีนในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้นำสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำ “หมวกกันน็อกอัจฉริยะ N901” มาใช้ในการตรวจวัดอุณหภูมิผู้คนบนท้องถนน  โดยสามารถตรวจจับอุณหภูมิของผู้คนที่อยู่ห่างออกไปในระยะ 5 เมตร และหากพบว่ามีผู้ใดที่อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.3 องศาเซลเซียส เจ้าหมวกกันน็อกก็จะส่งเสียงร้องเตือนทันที โดยมีค่าความคาดเคลื่อนเพียง 0.3 % เป็นผลงานการพัฒนาของบริษัท เทคโนโลยี อวกาศ กวงฉี่เฉิงตู   สำหรับแนวคิดสำคัญในการออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้คือการใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด ส่วนจุดเด่นคือ ความสามารถในการตรวจวัดอุณหภูมิบุคคลหนึ่ง ได้ภายใน 1-2 วินาที  โดยสามารถตรวจวัด อุณหภูมิผู้คนราว 100 คนได้ ภายใน 1 นาที

 

  1. ฟิตเนสในจีนหันมาเปิดเทรนนิ่งออนไลน์-ให้เช่าอุปกรณ์ ท่ามกลางไวรัส

 

รอยเตอร์สรายงานว่า  จากสถานการณ์ไวรัสโควิด–19 ระบาด ผู้ประกอบการฟิตเนสหลายแห่งในจีนต้องพลิกหาโอกาสในวิกฤต  หนึ่งในนั้นคือ Pilates ProWork Studio ใจกลางกรุงเซี่ยงไฮ้ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีไลฟ์สตรีมมิ่ง โดยให้ครูสอนพิลาทีสตั้งกล้องและ iPad ที่บ้าน เพื่อบรอดคาสต์แนะนำการออกกำลังกายไปสู่ลูกค้าหลายร้อยคนที่ชมสดพร้อมกัน

 

เช่นเดียวกับที่กรุงปักกิ่ง ครูสอนออกกำลังกาย “จางเว่ยหยา” หันมาเปิดคอร์สสอนออกกำลังกายส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการไลฟ์สตรีมจากบ้านเช่นกัน โดยเธอคิดราคาครึ่งหนึ่งของคอร์สเรียนตามปกติ และนักเรียนสามารถสอบถามข้อมูลได้แบบเรียลไทม์   ขณะที่ฟิตเนส Gravity Plus  นอกจากเปิดคอร์สสอนออนไลน์ ยังเปิดให้ลูกค้าเช่าอุปกรณ์ฟิตเนสไปใช้ที่บ้าน เพื่อหากระแสเงินสดเข้ามา

 

  1. หุ่นยนต์ตรวจโรคก่อนเข้าออฟฟิศ

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลังจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ของจีนกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังวิกฤติโควิด-19 ลดระดับความรุนแรงลง และเพื่อกระชับมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรค  บริษัทเทคโนโลยีในเขตไคฝู เมืองฉางซา มณฑลหูหนานทางตอนใต้ของจีน จึงพัฒนา “หุ่นยนต์ตรวจโรค”พนักงานก่อนเข้าทำงาน   โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวประกอบด้วยระบบพื้นฐานหลายอย่าง อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย บันทึกสถิติ และส่งผลลัพธ์กลับ  และหุ่นยนต์บางตัวก็มีการติดตั้งอุปกรณ์ล้างมือฆ่าเชื้อด้วย   เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคระบาด และลดต้นทุนแรงงานอย่างได้ผล

 

ภาพจาก dailymail ,e27

 

เกาหลี

สตรีมมิ่งเกาหลีเปิดให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19และคนกักตัวดูหนังฟรี1เดือน

 

โคเรีย เฮรัลด์รายงานว่า  “Watcha Play” ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งในเกาหลีใต้ ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเกาหลี เปิดให้บริการสตรีมมิ่งฟรี แก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 และคนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องทำการกักตัวเองอยู่ที่บ้านให้ดูฟรี 1 เดือน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นหนังฮอลลีวูด โดยคนไข้ที่ได้รับการยืนยันที่ศูนย์บำบัดของรัฐจะได้รับ QR Code เข้าถึงบริการสตรีมมิ่ง Watcha Play ได้โดยตรง ส่วนคนที่ต้องกักตัว หรือยังไม่เข้าข่ายติดเชื้อ จะต้องลงทะเบียนรับรหัสจากกระทรวงสาธารณสุขก่อนใช้งาน

 

อังกฤษ

โรงเรียนอังกฤษสอนนักเรียน ‘ไหว้แบบไทย’ แทน ‘จับมือ’

 

เดลี่เมล์รายงานว่า  “ไบรท์ตัน คอลเลจ” โรงเรียนชื่อดังของอังกฤษ  ได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนไทยในวิทยาลัย  ทำการสอนวิธีการไหว้ทักทายแบบไทยให้กับนักเรียนประถมศึกษาของไบรท์ตัน คอลเลจ  หลังจากธรรมเนียมการจับมือทักทายถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” มากขึ้น โดยนักเรียนไทย 3 คนที่ไบรท์ตัน คอลเลจ ได้อธิบายถึงธรรมเนียมการไหว้ของไทย รวมทั้งวิธีการพนมมือและความหมายของการยกมือไหว้ในแต่ละระดับ  และหวังว่ามาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสได้

 

สหรัฐอเมริกา

Universal Pictures พลิกวิกฤต “โรงหนังปิด” จับหนังใหม่ลง“สตรีมมิ่ง” แทน

 

วอลล์ สตรีท เจอนัลรายงานว่า ค่ายหนังยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Universal Pictures พลิกวิกฤตเป็นโอกาสท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19  หลังจากที่หลายประเทศทั่วโลกสั่งปิดโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาด ทาง Universal Pictures ตัดสินใจนำเอาภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ มาลงในออนไลน์ทั้งในรูปแบบเช่า ซื้อ และสตรีมมิ่ง ตัวอย่างภาพยนตร์ที่ค่ายหนังยักษ์จะนำมาลงออนไลน์ผ่านช่องทางอย่าง iTunes และ Amazon ได้แก่ The Hunt และ The Invisible Man ซึ่งแผนเดิมจะลงโรงในวันที่ 20 มีนาคมและ 10 เมษายนตามลำดับ สำหรับค่าบริการเช่าหนังดูผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ จะอยู่ที่ประมาณ 19.99 ดอลลาร์ หรือราวๆ 650 บาท

 

การมองมุมบวกช่วยให้ไม่วิตกเกินไป เวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน คือ ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เชื่อว่าวันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี


GothicStyle_Stoker_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เราจะคิดถึงอะไรมากกว่ากัน ถ้าใครสักคนชวนให้นึกถึงฉาก นอร์แมน เบสต์ ยืนอยู่หน้าบ้านเก่าบนเนินเขาใน Psycho กับที่อยู่อาศัยของ “เอ็ดเวิร์ด” มือกรรไกรในหนัง Edward Scissorhands หรือใครจะจำอะไรได้มากกว่ากัน ถ้ามีคนอ้างถึงหนังอย่าง Sweeney Todd กับ A Tale of Two Sisters

 

เคยมีการสำรวจเล่นๆ จากมหาวิทยาลัยในโตรอนโตว่า กลุ่มหนัง หรือ ตระกูลหนังที่มีคนดู “จดจำ” อย่าง “ไม่ตั้งใจ” ได้มากที่สุด ก็คือ ภาพยนตร์ในตระกูล (genre) ที่เป็นพวก Film Noir หรือ dark movie ซึ่งอาศัยหรือพึ่งพาฉากหลังของ Gothic style มากที่สุด ฉะนั้นเวลาคุณเห็นตัวละครที่มีทรงผม (หรือเส้นผม) ที่โด่เด่ ชี้ไปมา หรือ ทรงผมที่ไปไม่ได้กับหน้าตาตัวละครนั้น ก็คงเข้าใจได้ว่า

 

มันเป็นภาพประหลาด เพราะความประหลาดนั้น หรือความไม่เข้าพวก ทำให้เกิดการสะดุดและจดจำได้มากที่สุด

 

นี่เป็นเหตุผลว่า ใครต่อใครที่ไม่เคยจะชอบหนังของ ทิม เบอร์ตัน กลับจะจดจำหนังและตัวละครของเขาได้ทันทีเมื่อมีการพูดถึง หรือมักจะมีฉากหลังในหนังกลุ่มนี้ ที่ถูกยกให้เป็นฉากที่คนดูจำได้มากกว่าฉากหวานๆ ในหนังรักโรแมนติคจากโรงงานฮอลลีวู้ด การที่โลเคชั่นหรือเครื่องแต่งกาย หรือรวมไปถึงการเมคอัพคาแรคเตอร์

ให้ไปด้วยกันได้กับแนวทางหนังแบบนี้นั้น มันถูกสำรวจออกมาแล้วว่า คนดูยังคงต้องการอะไรที่เป็นสไตล์โกธิคอยู่ในใจ

 

เรย์ คาร์นีย์ ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยบอสตัน เคยบอกว่า เพราะโกธิคมีความดาร์คที่เกินปรกติ และมันตอบสนองส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ที่อยากเห็นอะไร “นอกลู่นอกทาง” ไปจากปรกติ อย่างน้อยก็พาพวกเขาออกพ้นไปจากเรื่องแบบแผนนิยม (พวก happy ending ที่เจ้าชายแต่งงานกับเจ้าหญิง) เมื่อพูดถึงสไตล์โกธิคนี้ ถ้าเราสำรวจย้อนหลังในช่วง 10 ปีมานี้

มันคือสิ่งที่เร้นซ่อนอยู่ในหนังยุคใหม่มากมายหลายเรื่อง

มันไม่เคยหายไปไหน ยาวนาน แถมยังปะปนและผสมผสานในหนังหลายตระกูล

 

 

หนึ่งในหนังที่ใช้สไตล์ของโกธิคได้ดี และผมเพิ่งได้ดู แถมยังถือว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องด้วยภาพอย่างแท้จริงก็คือ Stoker ของผู้กำกับอารมณ์ซาดิสต์อย่าง ปาร์ค ซัน-วูค ซึ่งเคยแจ้งเกิดในบ้านเรากับหนังอย่าง Old Boy เขามีแนวทางที่คล้ายๆ กับอั้ง ลี่ เมื่อได้เดินทางไกลในเส้นทาง และเข้าไปทำงานกับสตูดิโอในฮอลลีวู้ดกับหนังเรื่องนี้

 

โดยส่วนตัวผมคิดว่าคนที่ชอบหนังแนวนี้ น่าจะมีแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะพล็อตเรื่องจะไม่สนใจการขึ้นตรงกับเวลา หรือการเล่าเรื่องจะไม่เอาใจแมสฯ แบบฮอลลีวู้ด

 

เนื้อหาของหนังก็กำกวมไปด้วยพฤติกรรมของคาแรคเตอร์แปลกๆ สาวน้อยหน้าตาสะสวยที่ชื่อ อินเดีย สโตคเกอร์ (มีอา วาสิคาวสกา) ต้องสูญเสียทั้งพ่อที่เธอรักและเพื่อนสนิทของเธออย่างริชาร์ด จากเรื่องพิศวงกับรถยนต์ในวันเกิดของเธอตอนอายุ 18 ปี ชีวิตอันเงียบสงบของเธอบนคฤหาสน์ของครอบครัวลึกลับ ค่อยๆ พังทลายในพริบตา และ อินเดีย แสดงออกถึงความรู้สึกที่ลึกลับอย่างไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่งมีเพียงพ่อของเธอเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

 

ไม่นานนัก “อินเดีย” ได้พบกับพี่ชายของพ่อที่ขาดการติดต่อกันไปนาน ชาร์ลี (แมทธิว กู้ด) ที่มาร่วมงานศพอย่างไม่คาดฝัน เขาตัดสินใจพักอยู่กับเธอและแม่ของเธอที่มีอารมณ์แปรปรวน อีวี่ (นิโคล คิดแมน) ในช่วงแรก อินเดีย หวาดระแวงในตัวลุงผู้ลึกลับ แต่ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล เขาเองก็หลงเสน่ห์เธอเข้าเช่นกัน เธอเริ่มรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างมีใจให้กันอย่างไร

ตัวของ ชาร์ลี ค่อยๆ เผยตัวตนให้อินเดียเห็นทีละนิด จนเธอเริ่มหลงในตัวญาติของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มคิดว่าการมาถึงของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ จากคำโน้มน้าวของลุงเธอ ทำให้เธอหลงเชื่อในพรหมลิขิตที่ไม่ชอบมาพากลครั้งนี้

 

ผมคิดว่านี่เป็นหนังที่น่าวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยามากที่สุด เพราะมันการนำเอา element เกี่ยวกับซาวน์ทางธรรมชาติ มาใช้อย่างรอบจัดและรอบด้านมากที่สุด ตั้งแต่สีของดอกไม้, เสียงของสายลมและการเคลื่อนภาพเกี่ยวกับระยะของกล้อง (โดยมีความเย้ายวนของเพศ เข้ามายั่วคนดู) ฉากการมาสเตอร์เบชั่นของ อินเดีย ในห้องน้ำ

เชื่อมโยงไปกับสไตล์ลึกลับของโกธิคที่หนังใช้ตลอดเวลา

 

น่าสนใจว่าในหนัง Stoker นั้น เงื่อนไขหนึ่งที่หนังทำได้ดีก็คือ มันเป็นบรรยากาศและชีวิตที่ไม่ต้องการเรื่องของเวลาและสถานที่ว่า ต่อเนื่องกันอย่างไร หนำซ้ำ ตัวบรรยากาศของหนัง โนมเนื้อและการสัมผัส ยังถูกแนวทางของโกธิคทำให้เหมือนฝัน มีกลิ่นอายของอีโรติก มีการใช้ตัวละครที่เคลื่อนไหวเข้าออกผ่าน “เฟรมภาพ” ในเกมซ่อนหากับผู้ชม โดยใช้กล้องที่มีการเตรียมมาอย่างยาวนานซึ่งเป็นกล้องที่ทำมุมพิเศษ และออกแบบดนตรีที่มีความซับซ้อนเพื่อบรรยายถึงนักล่าจากผู้ถูกล่าในหมู่ตัวละคร

 

ถ้าเทียบกับงานของ ทิม เบอร์ตัน หรือหนังอย่าง A Tale of Two Sisiters แล้ว ความโกธิคของพวกนั้น ถูกใช้อย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความลึกลับ กระเดียดไปทางน่ากลัว ต่างจากโกธิคของปาร์ค ที่เจตนาให้เกิดความเย้ายวน และมีความสวยงาม

 

ปาร์คทำหนังของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา เพราะเขามีคู่หูอย่าง “ชุง” ซึ่งเป็นคนถ่ายภาพที่เก่ง ซึ่ง ชุง บอกนักข่าวว่า พอปรับบท คุยกันถึงรูปภาพ ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ภาพยนตร์อิงภาพมาจากหนังเรื่องอื่น แต่การเลือกวิธีการถ่ายทำแต่ละฉากเป็นการเทียบรองลงมาถึงความเข้าใจอารมณ์ของตัวละครจากบทภาพยนตร์

 

ตั้งแต่เริ่มพิจารณาบทอย่างละเอียดแบบเดียวกับที่นักแสดงทำ ชุงทำหนังในส่วนของการสร้างภาพ ที่เขาบอกว่า มันเหมือนการสร้างบ้าน เพราะจะไม่เห็นรูปร่างของภาพยนตร์จนกว่าเวลาจะผ่านไปสักพัก รายละเอียดบนสตอรี่บอร์ดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเดาง่ายขึ้นว่าภาพยนตร์จะออกมาแนวไหน”

 

หนังเรื่อง Stoker นั้น เนื้อของมันไม่ได้มีแค่เรื่องราวปัญหา แต่ยังมีการพัฒนาเรื่องราวที่สะท้อนจากการถ่ายภาพด้วย ภาพเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ตัวละครต่างเผยธาตุแท้ออกมา ความสัมพันธ์ก็ดูซับซ้อน ความตื่นเต้นและท้าทายที่สุด การแสดงให้เห็นถึงการพัฒนา ไม่ว่าเอวี่หรือชาร์ลีจะรู้สึกอย่างไร กล้องต้องคอยจับภาพไว้

เล่นแสงให้แรงขึ้นและนุ่มลง

 

ในความเป็น neo-noir ของหนัง Stoker นั้น เคยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มันมีอิทธิพลในการคิดคล้ายกับ Black Swan เมื่อหลายปีก่อน เพราะเล่นกับจินตนาการและซอกมุมของบ้านได้อย่างสนุกสนาน เรื่องราวส่วนใหญ่ในหนัง เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของสโตคเกอร์ ปกติหนังจะสร้างฉากขึ้นเป็น “บ้าน” เพื่อจัดวางตำแหน่งกล้องและไฟ เพราะบ้านสโตคเกอร์คือสถานที่จริง

 

แต่หนังเอามุมบ้านมาเล่นกับนิสัยตัวละครได้มากขึ้น เหมือนนักแสดงบางคนที่กล้องจับภาพได้ต่างไปจากบางมุม คนดูก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าบ้านจะดูหม่นหมองหรือเปี่ยมไปด้วยความหวังได้ ขึ้นอยู่กับมุมที่จะมอง  มีอยู่ 2-3 ฉากที่ Stoker มีความแข็งแรงในการถ่ายหนังออกมาเป็นโกธิคมาก นั่นก็คือ การสร้างฉากเต้นรำโดยเน้นความละเอียดระหว่างกล้อง นักแสดง และบรรยากาศที่เป็นไปได้ (เพราะความคิดของปาร์ค ซัน-วูคด้านการผลิต เน้นเรื่องรายละเอียดมาก เขาสามารถสร้างตัวละครและเนื้อเรื่องผ่านด้านวิชวลและผลงานภาพได้ ผู้กำกับปาร์คเตรียมตัวเยอะมาก

 

 

ส่วนที่สองคือ ตอนที่ อินเดีย กับชาร์ลี เล่นเปียโนด้วยกัน จนอีโรติคและดูเป็นการเล้าโลมทางเพศมากกว่าเล่นดนตรี ฉากนั้นสไตล์ภาพที่ดูเหมือนฝัน ผสมอารมณ์ระทึกขวัญสั่นประสาท และส่วนที่สามที่ผมชอบคือ การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง อินเดีย กับแม่ ที่ผิดปรกตินั้น สัมผัสได้ถึงการไร้ความผูกพันและกาลเวลา “อินเดีย” กับแม่ของเธอมีตัวตนอย่างไร้สถานที่และกาลเวลา มันมีความลึกลับอยู่ใกล้ชิดกับบริเวณบ้านพวกเขา ให้มีความรู้สึกแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่ภายในบ้าน และ “ครอบครัว” คล้ายกับเป็นอีกโลกหนึ่ง

 

ผมได้บทสัมภาษณ์ของทีมงาน และพบว่าพวกเขาสามารถสร้างฉากตอนแบบโกธิคที่คมคายมาก พวกเขาออกแบบฉากและแปลงสภาพบ้าน ที่ดูโบราณเป็นคฤหาสน์สโตคเกอร์ใหม่ทั้งหลัง ไม่มีการมองข้ามรายละเอียดใดเลยแม้แต่เรื่องสีและสไตล์ รายละเอียดวอลเปเปอร์ ข้าวของบนโต๊ะของริชาร์ด และแม้แต่ชุดอาบน้ำในห้องน้ำ ฉากนั้น ริชาร์ด สโตคเกอร์

พาครอบครัวมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เพื่อกั้นพวกเขาออกจากโลกภายนอก

 

การหาบ้านที่สวยงามเหมาะสมสำหรับนักออกแบบ และสมาชิกในตระกูลเศรษฐีเก่าอเมริกันชน คือ เรื่องที่ท้าทายเป็นพิเศษ มีการตกแต่งด้วยข้าวของน้อยชิ้น ที่สื่อถึงความร่ำรวยของครอบครัว องค์ประกอบแต่ละส่วนคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน มีข้อคิดแฝงอยู่ในทุกรายละเอียด เมื่อบวกกับถ้วยรางวัลแห่งการล่าที่ อินเดีย และพ่อของเธอได้รับร่วมกันส่วนใหญ่ คือ

“การล่านก” ที่ถูกแขวนอยู่ในบ้าน และช่วยเสริมคอนเซ็ปต์ของบ้านให้เดอเปรได้ในภาพ 3 มิติ

 

จากตรงนี้ หนังสื่อสารกับคนดูผ่านสไตล์ของโกธิคว่า “บ้าน” เหมือน “รังนก” ที่เปิดกว้าง ส่วนตัวละครเปรียบเหมือนนก “เอวี่” เหมือน “นกยูง” ตัวลุง “ชาร์ลี” กลายเป็นแม่ไก่ และ อินเดียคือ “ลูกไก่” พวกเขาไล่จับกันอยู่ในบ้านหลังนี้ เป็นการย้อนกลับไปหาไอเดียของการ “ไล่ล่า” นั่นหมายความว่า ทุกคาแรคเตอร์ต่างมีความลับ และมีลักษณะของการไล่ล่าและหนี

ซึ่งตรงกับอารมณ์ความรู้สึกของสไตล์โกธิคที่หนังใช้

 

ในทางจิตวิทยา นับจากหนังของเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร มาจนถึง dark night ไตรภาค และเลยมาจนถึงเรื่องนี้ นักวิจารณ์หลายคนของเมืองนอก คิดว่า ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ “โกธิค สไตล์” จะกลายเป็นฉากหลังที่สำคัญในหนังหลายเรื่อง

 

เพราะแม้ว่า คำพูดเราจะใฝ่ฝันถึง vintage (ผ่านการซื้อข้าวของเครื่องใช้และการเที่ยว)

 

แต่ในใจของเราทุกคน มีซอกมุมและซอกหลืบของ “โกธิค”

 

จะลึกแค่ไหน คงแล้วแต่ “การขุด” …

 

หมายเหตุ :

  • โกธิค สไตล์ หรือ Gothic Style ลักษณะฉากที่มักแสดงภาพลักษณ์ออกมาในรูปแบบของความเศร้าโศก หดหู่ หมองหม่น เหมือนเรื่องราวฆาตกรรม ลึกลับ หรือพวกพ่อมดหมอผี

เกร็ดน่ารู้ คำว่า โกธิค แบ่งออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ คือ

  1. Goths ราวๆศตวรรษที่2-3 เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดGoth เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ตอนเหนือของยุโรป
  2. Classic Gothic คือGothic ยุคมืด (Dark Age)เกิดขึ้นศตวรรษที่ 12 – 16 ยุคนี้เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส และแผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นสมัยที่นักบวชเป็นใหญ่ นักบวชเริ่มแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ออกกฎต่างๆ นานา กับประชาชนที่ถูกสงสัยว่าเป็นอริกับพระเจ้า เช่น นับถือนิกายอื่น มีความขัดแย้งกับนักบวช เป็นรักร่วมเพศ หรือแม้แต่นับถือเวทมนตร์ และมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น การจับเผาทั้งเป็น

Dark Age เป็นยุคของสงครามศาสนา ซึ่งเรื่องราวก็เริ่มที่เกี่ยวพันธ์กับ Dracula และเรื่องมืดมนๆ เกิดการต่อต้านศาสนาขึ้นมานิดๆ การเกิดนิกายใหม่ๆ นำไปสู่นิกายใหม่ๆ ของศาสนาคริสต์

  1. Neo Gothicเป็นช่วงศตวรรษที่18-19 Gothic ยุคนี้ แสดงถึงความเก็บกดของประชาชนที่มีต่อสังคมและศักดินาประชาชนเริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนเองจนไม่กล้าออกจากบ้าน มีอาชญากรรมไปทั่วเมือง นำไปสู่ Anachy (การต่อต้าน)  และท้ายสุดนำไปสู่การปฎิวัติ (Revolutions) ยุคนี้มีเรื่องสำคัญๆ เช่น ฆาตกรโรคจิต Jack the Ripper นิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein การจับผู้ที่สงสัยว่าเป็นแม่มดเผาทั้งเป็นในอเมริกาก็เกิดในยุคนี้เช่นกันส่วน Gothic อื่นๆ จะมีอยู่ประปรายในสมัยหลังๆ เช่น สมัย ฮิตเลอร์ (ที่มาจาก : http://gothicth.blogspot.com/)

 

  • ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ชื่อเรียกประเภทของภาพยนตร์ประเภทหนึ่ง โดยที่คำว่า “Noir” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ดำ” หากจะแปลกันตรง ๆ ตัว ฟิล์มนัวร์ จึงแปลว่า “ฟิล์มดำ” หรือ “ภาพยนตร์ดำ” หรือ “ภาพยนตร์มืด” ภาพยนตร์ที่จะจัดให้อยู่ในประเภทฟิล์มนัวร์นั้น จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้แสงและสีมืดทึบหรือขาวดำเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงด้านมืดในใจมนุษย์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องราวที่เกิดในเรื่องก็ไม่ได้บ่งบอกว่าใครดีใครเลวกว่ากัน ทุกๆ คนมีปนกันไปทั้งดีและเลว เราจึงลองรวบรวม 9 ผลงานภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ที่พอจะทำให้เห็นภาพรวมของพลังด้านมืดในใจมนุษย์ผ่านโลกบนแผ่นฟิล์ม ที่มา boomerangshop.com/

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร


last-letter_movie_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 14, 2020

ผมเป็นคนไม่ขายหรือทิ้ง “โทรศัพท์มือถือ” ด้วยเหตุผลส่วนตัว หลายๆอย่าง…

 

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่โนเกีย 3210 มา “แบล็คเบอรีย์” แล้วหยุดที่ไอโฟนตระกูลเดียว ผมจึงยังมีอยู่ครบทุกเครื่อง มือถือที่ถ่ายภาพได้ รูปต่างๆก็ยังคงนอนนิ่ง ในรุ่นนั้น และเก็บรวมกันใน “กล่องความหลัง”

ที่นานๆ ก็เอามาไล่ดูภาพ “วันเก่าก่อนอันอ่อนหวาน”

 

อันที่จริง ทุกคนมีวันเก่าก่อน กันทั้งนั้น นี่เป็นเหตุผลว่า เวลาเราได้ยินชื่อหนังที่มีคำว่า Letter หรือจดหมาย ก็มักจะอ่อนไหวทุกทีไป จดหมายหรือกระดาษเขียน เป็นตัวแทนด้านจิตใจ ที่มักพาคุณหรือใคร เดินทางกลับไปในอดีต

ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเขียนไปขอรูปดาราสมัยเรียน,  จดหมายเขียนไปหาบรรณาธิการนิตยสาร หรือจดหมายทายคำถามชิงรางวัลตอนมัธยม

 

 

 

สำหรับ เคียวชิโร่ ใน Last Letter เป็นจดหมายรัก…

 

บางคนอาจเคยเป็นเด็กหนุ่มที่หลงทางกับความใคร่ แล้วบาดเจ็บกับความรัก แต่ เคียวชิโร่ เขาซื่อใสกับความรู้สึกที่มีกับ มิยากิ “พี่สาว” ของเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนของเขาคือ ยูริ จึงแนะนำว่า ทำไมไม่เขียนจดหมายไปจีบ เขียนมาให้เธอ แล้วเธอกลับบ้าน ก็เอาไปให้พี่สาว…

เคียวชิโร่ ทำตามนั้น โดยไม่รู้เลยว่า จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่า ไม่เคยไปถึง มิยากิ เพราะ ยูริ แกะอ่านเอง เนื่องเพราะ ยูริ เอง ก็แอบชอบ เคียวชิโร่ อยู่ในใจ การได้อ่านจดหมายรักของ เขา ในทางจิตใจ เธอจึงได้ดื่มด่ำ(savor) รสรักจากผู้ชาย อย่างไม่เป็นทางการ

 

“จดหมาย” จึงเป็นตัวละครหนึ่งในหนัง ที่สร้างความเข้าใจผิดหลายอย่าง ทั้งคนที่ได้อ่านและไม่ได้อ่าน ความเข้าใจผิดนั้น กินเวลายาวนานทีเดียว …และแม้ว่า “คนที่เกี่ยวข้อง” กับจดหมาย จะมีเติบโตไปมีชีวิตของตัวเอง

แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง “ติดค้าง” อยู่ในใจ

 

สำหรับ เคียวชิโร่ การ “ติดค้าง” ในใจ ทำให้เขา “ตกค้าง” อยู่ในอดีต ไม่สามารถก้าวไปมีชีวิตที่สดใส สิ่งที่เขาจึงเลือกทำก็คือ วันหนึ่ง เมื่อเจอ มิยากิ อีกครั้งในงานคืนสู่เหย้ามัธยม เขาจึงติดต่อ สื่อสารกับมิยากิ โดยไม่รู้ว่า เธอคนนั้นเป็น ยูริ (ที่หน้าตาคล้ายกัน)

 

ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นแค่เวลา 15 นาทีในหนังสองชั่วโมง ถ้านับจดหมายที่เขียนหลายฉบับ คุณจึงเดาไม่ออกว่า พล็อทจะจบลงอย่างไร

ผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ โด่งดังมากในบ้านเราเมื่อปี 1995 กับหนัง Love Letter และต่อมากับ All About Lily Chou Chou (เรื่องหลังคือแบบเบ้าของตัวละคร ที่เรียกว่า lost soul เป็นตัวละครที่ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ ต้องบินไปเรื่อยๆ อย่างบาดเจ็บ ลองไปดูบทของ เลสลี จาง ใน Days of Being Wild)

 

มีคนถามว่า ชุนจิ เป็นสไตล์ไหน ตอบได้ง่ายมากว่า เป็นสไตล์เดียวกับ เต๋อ นวพล ที่ไม่มากก็น้อย คนหลัง ก็น่าจะชื่นชอบคนแรก อยู่ในใจ …ทั้งสองคนทำหนังคล้ายๆกัน ไม่มีสถานการณ์ในหนังมากนัก ตัวละครพูดน้อย และก็ไม่ต้องชัดเจนมากในตอนจบ

เพราะประเทศที่ฉายหนังชัดเจนมาก ไม่ต้องคิดอะไรเลย… มักจะดราม่าได้ ตั้งแต่หน้ากาก ไปจนถึงลมพัดแรง

 

ผมชอบตอนที่ เคียวชิโร่ ใช้เวลากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า บ้านเก่า โต๊ะเรียนเก่า และเปิดอ่านจดหมายเก่า

ตำแหน่งของเขา ตกอยู่ในจุดอับ… เขาใส่เสื้อดำ คนอื่นๆใส่เสื้อขาว, เคียวชิโร่นั่ง คนอื่นๆ ยืน ที่ชัดมากก็คือ หนังจัดไฟแบบ low key เพื่อสะท้อน “จิตใจอับมืด” และชื้น…

 

อย่างที่เรียนว่า หนังเรื่องนี้ เลี่ยงการใช้สถานการณ์ ถ้าเป็นหนังไทย ฉากที่ เขาไปหาสามีเก่าของ มิยากิ จะต้องจบลงที่เขาต่อยผัวนาง …ชุนจิ สง่างามกว่า เขาไม่ทำอะไรไร้รสนิยมแบบนั้น

ผมไม่คิดว่า Last Letter เป็นหนังรักตรงๆ แม้จะใช้พล็อตทางนี้ นี่เป็นหนังที่ตัวละครไถ่ถอนตัวเอง จากความหลัง

ผู้กำกับหนัง ชุนจิ อิวาอิ ในวัยใกล้ 60 อาจจะมี something กับวารวัน

ยิ่งถ้าคิดว่า เคียวชิโร่ ใช้การเขียนหนังสือขาย ปลดเปลื้องตัวเขาจากความรัก

 

อาจเป็นไปได้ว่า ชุนจิ ก็ทำหนัง เพื่อ “ไม่ติดค้าง” กับใครอีก

 

หลังจากหัวใจ “ตกค้าง” ในปฏิทินเก่า …มานาน

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร