_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำความคิดดีๆ ที่เก็บเกี่ยวจากคอลัมน์ของกิเลนประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ซึ่งหยิบยกเนื้อหาเรื่องเร็วและช้าจากหนังสือเรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ ของสุริยเทพ ไชยมงคล สำนักพิมพ์อินสไปร์

 

โดยเนื้อหาของเรื่องมีอยู่ว่า ชายหนุ่มจากยุโรปเดินทางมาประเทศแถบตะวันออก เขารู้สึกว่าตนเจอปัญหาความช้าของชีวิตผู้คนในบ้านเมืองนั้น

 

วันหนึ่ง เขาไปซื้อของจากพ่อค้าชรา เขาดูความงุ่มง่ามเงอะงะของพ่อค้าขณะหยิบสินค้าจึงกล่าวถาม   “ชีวิตคนแถวนี้ เชื่องช้ากันอย่างนี้หรือ”  พ่อค้าตอบว่า “ชีวิตคือการเริ่มต้นการเดินทางจากการเกิดไปสู่การตายทำไมเจ้าต้องรีบร้อนไปให้ถึงปลายทางนักเล่า” สิ่งที่ชายหนุ่มซึมซับ ณ ขณะนั้นคือ “นี่คือปรัชญาแบบตะวันออก”

 

ในคอลัมน์ได้กล่าวถึงความต้องการในชีวิตของคนแต่ละช่วงวัย ที่ว่าเหตุที่ “คนวัยหนุ่มสาวชอบความเสี่ยง”  เพราะเวลายังเหลืออีกมากพวกเขาจึงไม่กลัวที่จะเสี่ยงอันตราย  เพราะอันตรายคือประสบการณ์แปลกใหม่

“คนวัยกลางคนชอบเงิน” เพราะเวลาในชีวิตเหลือเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงซึมซาบความสำคัญของการมีชีวิตอยู่พวกเขาจึงต้องพึ่งพาเงินทอง

“คนชราชอบความสงบ”  เพราะเวลาเหลืออีกไม่มาก คนชราจึงต้องการความสงบระลึกถึงความทรงจำในอดีต

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจที่มาความคิด พฤติกรรมของผู้คนในแต่ละช่วงวัย ก็สามารถใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตทั้งด้านการงาน ครอบครัว

“เรียนจบใหม่ยังเด็กให้ทดลอง เรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์ เริ่มกลางคนให้สะสม เก็บออมเพื่อรากฐานที่แข็งแรงและ ช่วงปั้นปลายให้มีความสุขกับชีวิต อยู่แบบไม่ร้อน กินอยู่ให้เป็น”   

 

“คนเราก็แค่ชีวิตหนึ่ง” ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้ง ช่วยให้คนอ่อนแอกลับเป็นคนเข้มแข็ง ความแข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นความนอบน้อม จิตใจที่เศร้าซึมเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความสุขได้

 

บทสรุปของความหมายใหญ่ๆ…บนโลกนี้มีความหลากหลายคนเราต่างมีอาณาจักรของตัวเอง ความกระตือรือร้น หรือ ความเสี่ยงล้วนเป็นสิ่งที่ดี และความสงบก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

หลักคิดที่ได้จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะมีความสุขอยู่ในโลกนี้ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนไปกับจีลำดับที่เท่าใดก็ตาม

จากบทความข้างต้น พบว่าสอดคล้องกับข้อเขียน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในคอลัมน์เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ที่นำเสนอความเห็นของคนต่างช่วงวัยจากการตั้งคำถามที่ว่า 1. หากเลือกระหว่างการได้เงิน 9 ล้านกับการมีอายุยืน และสุขภาพดีมากขึ้นอีก 3 ปี และ 2. หากทำงานหาเงินได้เพิ่มอีก 50 ล้านบาท แต่อายุสั้นลงไป 5 ปีจะเลือกอะไร

 

บทสรุปจากคำตอบสะท้อนสิ่งน่าสนใจได้ว่า “ถ้าเป็นคนที่อายุมากจะเลือกอายุยืนมากกว่าเงิน แต่ถ้าเป็นคนวัยทำงานอายุน้อย ก็ยอมเลือกที่จะให้อายุสั้นลงเพื่อทำงานให้ได้เงินเพิ่มขึ้นมากกว่า”

 

คำตอบทั้งสองข้อนี้ ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นการกลั่นกรองเพื่อความสุขบนจุดยืนของตนในช่วงเวลา ประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ต่างกันนั่นเอง ซึ่งวันหนึ่งเมื่อคนวัยทำงานมีอายุเพิ่มขึ้นก็อาจจะเลือกคำตอบเป็นสุขภาพเช่นเดียวกันก็เป็นได้


Content_5-โปรแกรมคอม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 โปรแกรมคอมพิวเตอร์จอมเทพ ของ ADOBE ที่มีคาแรกเตอร์ในแต่ละด้านค่อนข้างชัดเจน เรียกได้ว่าแต่ละโปรแกรมนั้นเปรียบเทียบเป็นเทพเจ้าในด้านต่าง ๆ เลยก็ว่าได้ เผื่อบางคนยังไม่รู้จักหรือยังไม่เคยใช้โปรแกรมดังกล่าว บางคนก็สับสนไปหมดว่าโปรแกรมตัวไหนควรใช้กับงานประเภทอะไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพามาแนะนำกันว่า โปรแกรมไหนทำอะไรได้บ้าง

 

 

  1. โปรแกรม Adobe Photoshop เทพเจ้าแห่งภาพ : สำหรับโปรแกรม ADOBE Photoshop ถือเป็นโปรแกรมปรับแต่งภาพอันดับต้น ๆ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง และโปรมนี้ถือเป็นโปรแกรมที่นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรีนการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมฯ จนถึงระดับปริญญาตรีเลยก็ว่าได้ โปรแกรม ADOBE Photoshop สามารถใช้ได้กับงานสารพัด ทั้งงานภาพถ่าย สามารถปรับแสงสี ตัดต่อ รีทัชภาพ ซ้อนภาพไปจนถึง Digital Painting หรืองาน 3D

 

  1. โปรแกรม Adobe illustator เทพแห่งการวาดและออกแบบ : โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการวาดภาพ โดยจะสร้างภาพที่มีลักษณะเป็นลายเส้น หรือที่เรียกว่า Vector Graphic จัดเป็นโปรแกรมระดับมืออาชีพที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในการออกแบบระดับสากลสามารถทำงานออกแบบต่าง ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ เว็บ และภาพเคลื่อนไหวตลอดจนการสร้างภาพเพื่อใช้เป็นภาพประกอบในการทำงานอื่น ๆ อีกด้วย

 

  1. โปรแกรม Adobe Premier Pro เทพเจ้าแห่งเรื่องราว : โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับการทำ vdo การตัดต่อ หรือ vdo presentation และด้วยความหลากหลายของเครื่องมือดังกล่าว ส่งผลให้โปรแกรมดังกล่าวถูกนำไปใช้งานในด้านการผลิตภาพยนต์ ละคร รายการโทรทัศน์ รวมไปถึงการทำโฆษณา โปรแกรมนี้มีลูกเล่นและเอฟเฟกซ์ประกอบมากมาย ช่วยให้เรื่องราวของวีดิดอดังกล่าวมีอารมณ์และสีสันประกอบการนำเสนอด้วย

 

  1. โปรแกรม Adobe InDesign เทพเจ้าแห่งอักษร : โปรแกรมนี้ใช้กับงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ งานออกแบบเอกสาร หรือถ้าเรียกง่าย ๆ คือโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมจัดหน้ากระดาษ ยกตัวอย่างเช่น งานด้านนิตยสาร โบรชัวร์ เป็นต้น โดยในโปรแกรมดังกล่าวสามารถจัดวางเลย์เอาท์ จัดรูปเล่ม เข้าหน้า จัดหน้า ใส่ข้อความ รูปภาพ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานหนังสือหรือวารสาร

 

  1. โปรแกรม Adobe After Effects เทพเจ้าแห่งพลัง : โปรแกรมที่ไว้สำหรับทำพวกงาน motion graphic คือการทำงานจะเป็นการที่นำไฟล์จาก illustator หรือ photoshop หรือแม้กระทั่งไฟล์วีดิโอก็ได้ เป็นโปรแกรมที่ไว้สร้างงานนำเสนอ แต่ไม่ได้สร้างงานกราฟิกด้วยตัวเอง

 

สุดท้าย จะเห็นได้ว่าในแต่ละโปรแกรมจะมีลูกเล่นและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น คราวนี้พวกเราพอจะแยกแยะออกได้แล้วว่าแต่ละโปรแกรมของ ADOBE นั้น หากให้เปรียบเทียบดั่งเทพเจ้า จะเป็นเทพเจ้าในด้านใดบ้าง สำหรับใครที่ยังไม่แม่นหรือยังไม่เคยใช้ในบางโปรแกรม ลองไปฝึกฝนหรือเรียนรู้การใช้งานได้ บอกเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดแน่นอน หากเราตั้งใจที่จะเรียนรู้ ฝึกใช้งานพัฒนาฝีมือบ่อยๆ เราก็จะใช้งานโปรแกรมขั้นเทพเหล่านี้ได้แน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_Digital-Footprint_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 6, 2020

เมื่อท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ เรามักได้ยินวลี “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า ภาพถ่าย และจะไม่เก็บอะไรกลับมานอกจากความทรงจำ” เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้เข้าไปทำร้ายเบียดเบียนธรรมชาติ แต่ทุกครั้งเมื่อเราท่องโลกอินเตอร์เน็ตทราบไหมว่า “รอยเท้าภาพถ่ายและความทรงจำของเรา” ที่เรียกว่า Digital Footprint จะถูกบันทึกไว้และพร้อมย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ตลอดเวลา

Digital Footprint แปลตรงตัวก็คือ รอยเท้าดิจิตอล ซึ่งเว็บไซต์ techterms.com ให้นิยามไว้ว่าเป็น ร่องรอยที่บุคคลทิ้งไว้ขณะท่องอินเทอร์เน็ต โดยจะมี 2 ประเภทหลัก

1.เกิดโดยไม่เจตนา หรือ passive digital footprint โดยผู้ใช้ถูกบันทึกโดยไม่ตั้งใจ เช่น  IP address ที่เซิร์ฟเวอร์บันทึกไว้เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ ประวัติการค้นหาออนไลน์ที่ถูกบันทึกไว้โดยโปรแกรมค้นหา (search engines)

2.เกิดโดยเจตนา active digital footprint คือ ข้อมูลที่ผู้ใช้จงใจบันทึกลงในระบบ เช่น อีเมล การเขียนบล็อก การโพสต์ข้อความ สร้างสเตตัส โพสต์รูป การทวิต ฯลฯ และเมื่อถูกเผยแพร่ไปแล้ว ก็ยากที่จะนำออกจากระบบ แม้ว่าจะลบเนื้อหาที่โพสต์ไปแล้วก็ตาม

นั่นหมายถึงทุกครั้งที่เราสร้างสเตตัส ผ่านข้อความ ภาพถ่าย หรือ แสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Instagram พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็น Digital Footprint ไว้โดยตลอด ทำให้อดีตของคุณไม่หายไปแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม และสามารถถูกติดตามค้นหาได้ตลอด

ดังนั้นเราจึงควรคำนึงไว้เสมอว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่เราโพสต์ได้เสมอ บางครั้งการโพสต์ของเราอาจไปขัดจริตของสังคมที่อาจส่งผลลบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันตามมา แม้กระทั่งเรื่องงานเพราะหลายองค์กรเริ่มมีการตรวจสอบ Digital Footprint เพื่อประเมินทัศนคติผู้มาสมัครงานแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนโพสต์ หรือ บันทึกอะไรลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเรา

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งประเด็นนี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีหลายเคสไม่ว่าจะดารา นักการเมือง หรือ เน็ตไอดอล หลายรายที่ถูก Digital Footprint ทำร้าย ถูกล่าแม่มด ถูกวิพากษ์จากสังคมอย่างหนัก ซึ่งจากการแสดงทัศนคติทางการเมืองในอดีต การ Bully เสียดสีสังคม รวมถึงการแสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม

น่าสนใจว่า Digital Footprint ที่กลับมาทำร้ายบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเกิดจากบุคคลอื่น เช่น สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไปที่มีสมาร์ทโฟน กล้องวงจรปิดตามหัวมุม หรือ ตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้สังคมมีตาอยู่รอบตัว สามารถบันทึกเหตุการณ์ คำพูด การกระทำของเจ้าตัวก่อนเผยแพร่เป็น “ข่าว” บนโซเชียลมีเดีย ที่มีให้เห็นแทบจะรายวัน หลายครั้งมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือ ถูกจับโกหกได้เวลาออกมาบิดเบือนแก้ตัว

นี่อาจเป็นมุมที่ดีของการมี Digital Footprint เพราะคอยเตือนให้คนรับผิดชอบต่อคำพูด การกระทำของตนเองมากขึ้น หรือ ผู้ที่ยังชินกับกระบวนการรูปแบบเก่าๆ อาทิ ข่มขู่ อวดเบ่ง บิดเบือน เลี่ยงบาลี พูดจาส่อเสียด เพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะด้านการเมืองก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกการกระทำจะถูกบันทึกไปตลอด โดยคำพูด หรือ การกระทำเหล่านั้นก็พร้อมจะถูกคนที่เห็นต่างขุดขึ้นมาเพื่อรุมถล่มให้กลายเป็นจำเลยสังคมได้เสมอ และบางครั้งก็ลุกลามเกินกว่าที่คิด ดังหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


Content_อาชีพใหม่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 17, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตเห็นข่าวจากสำนักข่าวเอพี ที่ว่า พ่อแม่ชาวอเมริกันหันพึ่งพาแอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ”  บริการรับ-ส่งลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือรับ-ส่งแทนผู้ปกครองที่ไม่มีเวลา  เช่น แอพฯ HopSkipDrive, Kango และ Zum  โดยบริการนี้จะทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงมากกว่าแค่รับ – ส่ง ขณะเดียวกันยังมีระบบความปลอดภัยที่ตรวจสอบ ติดตามพิกัดของเด็กแบบเรียลไทม์

นั่นหมายถึงบริการนี้อาจจะเป็นช่องทางของกลุ่มเกษียณ  กลุ่มผู้ตกงาน หรือจบใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม เพราะตรงกับปัญหาของสังคมเมืองในยุคปัจจุบัน รวมถึงอาจเพิ่มบริการรับ-ส่งผู้สูงวัยเพื่อไปโรงพยาบาล หรือไปออกกำลังกาย ทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งในกลุ่มของการให้บริการรับ – ส่ง ผู้สูงวัยไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ  มีผู้ให้บริการแล้วหลากหลายราย หากผู้ใดที่คิดว่านี่อาจเป็นทางหนึ่งเพื่อสร้างรายได้อาจเริ่มจากการให้บริการในชุมชนละแวกใกล้เคียงก่อนเพราะสามารถสลับเวลาได้ และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ  เรียกได้ว่าตอบโจทย์ครบทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ

แต่ทั้งนี้การขั้นตอนการเป็นผู้ให้ และผู้รับบริการ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำให้ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร  รวมถึงการรับและชำระเงินให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่ผิดใจกัน


_Big_cover.jpg

kinyupen_adminNovember 15, 2019

ปัจจุบัน นักการตลาด หรือ ผู้บริหารระดับสูงหลายองค์กร ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ฐานข้อมูลจากเทคโนโลยี Big Data หรือ ข้อมูลมหาศาลบนโลกออนไลน์ เพื่อวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจและกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าผู้บริโภคซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภท FMCG (Fast Moving Consumer Goods) หรือ เครื่องอุปโภคบริโภคที่ต้องกินใช้ในแต่ละวัน พฤติกรรมเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงแบบนาทีต่อนาทีกันเลยทีเดียว และถ้าแบรนด์นั้นเกิดภาพลบแม้เพียงจุดเล็กๆ ก็จะส่งผลกระทบลามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างรวดเร็ว

แล้วทราบหรือไม่ว่า เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีนั้น บนโลกออนไลน์ อันเป็นที่รวบรวมของบิ๊กดาต้ามหาศาล มีกิจกรรมประเภทใดเกิดขึ้นบ้าง? จากสรุปข้อมูลพฤติกรรมคนบนโลกออนไลน์ โดย Domo บริษัทวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลชั้นนำจากออสเตรเลีย เปิดเผยว่า “ภายใน 1 นาที คนทั่วโลกทำกิจกรรม” ดังนี้
1. Google ยังฮิต
มีการค้นข้อมูลรวม 4,497,420 ครั้ง
2. โพสต์รัวๆ บนโซเชียลมีเดีย
• 23,211 กด love บน Facebook
• 277,777 โพสต์ Story บน Instagram
• 511,200 ทวิตบน Twitter
3. ส่งเมล์สื่อสารกว่า 180 ล้านครั้ง
• 188,000,000 อีเมล์ที่ส่งออก
• 18,100,100 ข้อความที่ส่งออก
• 1,400,000 ผู้ใช้งาน Tinder
• 231,840 ผู้ใช้งาน Skype
4. บันเทิงยังได้รับความนิยม
• 4,500,000 วิดีโอที่ถูกรับชมผ่าน youtube
• 694,444 ชั่วโมงที่มีการรับชม Netfflix
5. แอพฯ จัดการความสะดวกโตต่อเนื่อง
• 9,772 ผู้จองรถผ่าน Uber
• 1,389 ผู้จองที่พักผ่าน Airbnb

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลก็มาจากการใช้งานบนแอพพลิเคชั่น หรือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่เราคุ้นกันอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ทีนี้ในส่วนของประเทศไทยล่ะเป็นอย่างไร
จากการเผยสำรวจของ We Are Social และ Hootsuite เผยผลสำรวจ “Global Digital 2019” ระบุว่าคนไทย 57 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ไม่ว่าเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แอพพลิเคชั่น หรือ Search Engine ต่างๆ โดยมีการใช้งานเฉลี่ยวันละกว่า 9 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการดู Online Streaming 3 ชั่วโมง 44 นาทีต่อวัน หรือ ฟังเพลงแบบ Music Streaming 1 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน

และถ้าย่อยลงมาเฉพาะการใช้งานโซเชียลมีเดีย จะมีถึง 51 ล้านคนที่ใช้เป็นประจำ และ 49 ล้านคนใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแต่ละวันคนไทยใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียต่างๆ เฉลี่ย 3 ชั่วโมง 11 นาที กลุ่มใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18 – 34 ปี แพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น Facebook Youtube Instagram และ Twitter

เมื่อค้นเข้าไปอีกจะพบว่า คนไทยเน้นใช้งานเพื่อความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง ดูกีฬา หรือ รับชมรายการต่างๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะการรับชมผ่าน Youtube ซึ่งกลุ่ม Youtuber ชาวไทยที่ได้รับความนิยมสูง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักแคสเกม นักรีวิวแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เครื่องสำอาง อาหาร ท่องเที่ยวเป็นหลัก เรียกได้ว่าคนไทยอยู่คู่ความบันเทิงมาตลอด ทำให้วันนี้จึงเห็นการเข้ามาของทางเลือกใหม่ๆ อย่าง Netfflix, Joox, Spotify, Line TV รวมทั้งแบรนด์สินค้าต่างๆ ก็แข่งกันยิงงานโฆษณาออนไลน์ผ่านกลุ่มนี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ขึ้นอยู่กับการที่แบรนด์นั้น นำบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์ และ หาวิธีแทรกเข้าไปอยู่ใน 1 นาทีนั้นได้อย่างไร นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ และยิ่งนับวันระยะเวลาที่คนบนโลกออนไลน์จะให้ความสนใจ หรือ จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปทุกที


_พฤติกรรมcover.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2019

โลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ แทบไม่ต่างจากชีวิตจริง ที่เต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัย จากมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ เราจำต้องเรียนรู้ให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ อันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อเตรียมรับมือกับอันตรายมองไม่เห็นเหล่านี้ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีผลสำรวจน่าสนใจของ สพธอ. | ETDA เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

การแบ่งกลุ่มคนตามหลักสากลในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 8 Generation แต่ Generation ที่โดดเด่นและเป็นกลุ่มเป้าหมายของบรรดานักการตลาดทั้งหมาย คือ GEN Z , GEN Y และ Baby Boomer กลุ่มคนประเภทนี้มีพฤติกรรมท่องออนไลน์แตกต่างกันออกไป ความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพบนโลกอินเทอร์เน็ตลวงลับนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย

 

เมื่อความลับไม่ใช่ความลับ…อีกต่อไป

เริ่มกันด้วย Gen Z คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2538 – 2552 เป็นช่วงวัยกำลังจะก้าวสู่วัยทำงาน เข้าถึงโลกออนไลน์ ข้อมูลข่าวสารระดับสูงอย่างมาก เพราะโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีออนไลน์กำลังเฟื่องฟู มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ชอบใช้เวลาว่างเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ การเล่นโซเซียลมีเดียเช่น Facebook, Twitter, Instagram ,Youtube

แม้จะเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงโลกออนไลน์และข้อมูลข่าวสารในระดับสูง แต่กระนั้นก็ยังมีความเสี่ยงต่อการโดนขโมยข้อมูล จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1.กรอกวันเดือนปีเกิดแท้จริง โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะผ่านโลกออนไลน์ พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการให้ผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลไปใช้หาผลประโยชน์

2.ไม่เปลี่ยน Password หรือ รหัสผ่าน ในคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือทุก ๆ 3 เดือน เหมือนเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงอุปกรณ์และข้อมูลส่วนบุคคลได้

3.เปิดอีเมลของคนไม่รู้จักหรือคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก อาจเปิดช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าขโมยข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ของเจ้าของข้อมูลได้

ก็เป็นคนเปิดเผย…ทำอะไรโลกต้องรู้

ตามติดกันด้วย GEN Y เจเนอเรชั่นนี้ ค่อนข้างคุ้นหูเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยของคนรุ่นใหม่นั่นเอง โดยคน GEN Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2524-2543 ซึ่งเป็นช่วงที่วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ไอที ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เท่านั้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความสามารถในการนำโลกออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน ติดต่อสื่อสาร โดยกิจกรรมยอดนิยมของกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่พ้นการเล่นโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagram เป็นต้น

ความฉลาดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ของคนกลุ่มนี้แม้จะมีมาก แต่ก็ยังถือมีความเสี่ยงต่อการโดนขโมยไม่ต่างกัน จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1.อัพรูปถ่าย หรือ วิดีโอ ขณะถ่ายเสร็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทันที โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำให้ผู้ที่ไม่หวังสามารถทราบความเคลื่อนไหวได้ทันที ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย กรณีที่มีผู้ไม่หวังดีต่อเจ้าของข้อมูล

2.บอกรหัสผ่านในการเข้าใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ให้กับเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจ เสี่ยงต่อการถูกขโมยส่วนตัว และนำข้อมูลไปทำธุรกรรมทางด้านการเงินโดยไม่รู้ตัว

3.แชร์ตำแหน่งที่ใช้งานแบบ Realtime ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้ผู้ไม่หวังดีทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าของข้อมูลอย่าง Realtime ว่าขณะนี้อยู่ไหน ทำอะไร เสี่ยงต่อการเกิดเหตุอันตรายได้

 

แต่ตัดใจไม่ลง และลบไม่ทัน เท่ากับการเปิดช่องโหว่

ปิดท้ายกันด้วย Baby Boomer กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2489 – 2507 เป็นเจเนอเรชั่นที่เกิดในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัยมากเท่าไหร่นัก ทำให้มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลมากที่สุด กิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตยอดนิยมของคนกลุ่มนี้ คือ เล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างจากกลุ่มอื่นเช่นกัน โดยพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลของ Baby Boomer มีดังต่อไปนี้

1.เข้าเว็บไซต์ธนาคารเพื่อทำธุรกรรม แต่ไม่สังเกตเครื่องหมายความปลอดภัยว่า https:// ถือเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เจ้าของข้อมูลเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารปลอม ที่มีหน้าตาเหมือนเว็บจริงเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูลและขโมยเงินจากบัญชี

2.เมื่อใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของผู้อื่นไม่ลบประวัติการใช้หรือรหัสผ่าน พฤติกรรมนี้เสี่ยงถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้าสู่ข้อมูลหรือขโมยตัวตน ไปทำเรื่องไม่ดีได้

3.ไม่ตั้งค่าล็อกหน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงอุปกรณ์ขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการขโมยข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวบนโลกออนไลน์นี้ หากลองสังเกตกันให้ดีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคน  Generation ใดก็ตาม ต่างมีแนวโน้มถูกขโมยข้อมูลด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อเป็นการระมัดระวังเรื่องนี้ “เราควรรู้เท่าทัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป” นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต


-cover_content_7-ปัจจัยเสี่ยง.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2019

ท่ามกลางกระแสสังคมในยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง จนเป็นที่มาการตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับกระแสดิจิตอลดิสรัปชั่น ว่าต้องเปลี่ยนแปลง ปรับบทบาท หรือ เตรียมคนอย่างไรเพื่อให้องค์กรอยู่รอด ซึ่งท้ายสุด แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือนฟันเฟืองของภาคธุรกิจ คงหนีไม่พ้นการต้องปรับตัวควบคู่ไปกับองค์กร ดังนั้นเพื่อเตรียมตัวให้เท่าทันต่อกระแสดังกล่าว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำมุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เกี่ยวกับ 7 ความท้าทายยุคดิจิตอล จากการงานสัมมนาดีๆ ของฐานเศรษฐกิจ มาฝากกัน

1.Career Migration เทคโนโลยีจะทำให้บางอาชีพนั้นหายไป คนมีโอกาสจะตกงานมากขึ้น

2.Jobless Growth ในอนาคตเมื่อ ดาต้า และ เอไอ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหโตมากขึ้น นั่นจะทำให้การจ้างงานมนุษย์ลดลง หรือ อาจไม่มีการจ้างงานเลย

3.Skill Divide แรงงานยุคดิจิตอลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีทักษะดิจิตอลจะเป็นกลุ่มที่เอาตัวรอดได้ และกลุ่มขาดทักษะดิจิตอลซึ่งปัจจุบันยังถือเป็นกลุ่มใหญ่จะอยู่ยากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างมากเกินไป

4.Competing for Talents มหาวิทยาลัยไทยจะลำบากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยต่างชาติจะเข้ามาขอทุนเพื่อแย่งตัวเด็กเก่งๆ ออกไปมากขึ้น

5.Multistage Life วิถีชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะชีวิตไม่ใช้แค่เรียน ทำงาน เกษียณ แบบเดิมแล้ว

6.Intellectual Capital Investment เข้าสู่สังคมสูงวัย คนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็น

7.Career of the Future การเตรียมพร้อมเรื่องคน และระดมสมองเพื่อหาทิศทางขับเคลื่อนประเทศเป็นเรื่องสำคัญ

จากมุมมองข้างต้น จะเห็นได้ว่านี่คือความท้าทายสำคัญที่กำลังถาโถมเข้ามาไม่สามารถเลี่ยงได้ ซึ่งการจะผ่านความท้าทายเหล่านี้โดยเฉพาะในกลุ่ม แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคดิจิตัลได้นั้น “ทัศนคติ” คือ สิ่งสำคัญ เพราะหากพร้อมที่จะเปิดรับองค์ความรู้ ทักษะ หรือ สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มอยู่เสมอ ไม่ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ก็จะทำให้สามารถทรานฟอร์ม หรือ อัพเกรดตัวเองผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ เพราะเทคโนโลยี หรือ ดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงเปิดใจ

ขอบคุณที่มาข้อมูล : งานสัมมนา “พลิกวิกฤติสร้างเศรษฐกิจไทย : Do or Die” โดยฐานเศรษฐกิจ


_แนะ-6-แอปฯ-ตัดต่อวีดิโอขั้นเทพ-เอาใจ-Yotuber_web-1.jpg

kinyupen_adminAugust 27, 2019

ปัจจุบันเราจะเห็น Youtuber เริ่มจัดทำคลิปวีดิโอรายการหรือคอนเทนท์ของตัวเอง และด้วยยุคดิจิทัลแบบนี้ ขอแนะนำ 6 แอปพลิเคชันตัดต่อภาพหรือคลิปวีดิโอ ให้ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการทำคอนเทนท์วีดิโอได้ใช้งานอย่างสะดวกสบาย เอาใจ Youtuber

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนชอบเทคโนโลยี เชื่อว่าปัจจุบัน สมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปแล้ว เลยทำให้บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือชื่อดังหลากหลายแบรนด์ ทั้ง ไอโฟน ซัมซุง หัวเว่ย ฯลฯ แข่งกันคิดค้นและผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พร้อมคุณสมบัติดี ๆ อาทิ ดีไซน์ รูปทรง ซอฟ์ทแวร์ แอปพลิเคชัน ฯลฯ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้

แน่นอนว่ามนุษย์ยุคนี้ไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อโทรออก รับสาย ส่งข้อความเพียงอย่างเดียวแล้ว ผู้ที่มีไอเดียชอบสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ก็สามารถแจ้งเกิดได้ง่าย ๆ ด้วย 6 แอปพลิเคชัน ที่จะช่วยให้คุณกลายเป็นนักตัดต่อขั้นเทพได้

ข้อมูลจากแฟนเพจ DigiFam Awards รวบรวม 6 แอปพลิเคชันตัดต่อภาพหรือคลิปวีดิโอ ให้ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการทำคอนเทนท์วีดิโอได้ใช้งาน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. Adobe Premiere Clip : คอนเทนต์ครีเอเตอร์คงใช้แอปพลิเคชันกันบ่อย เนื่องจากใช้งานง่าย เพราะเป็นการย่อส่วนมาจากโปรแกรม Premiere Pro และสามารถนำไฟล์ที่ได้จากการสร้างสรรค์ในแอปพลิเคชันนี้ไปทำงานต่อบนคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

2. Power Director : เป็นแอปพลิเคชันที่มีเครื่องมือพื้นฐานครบถ้วน มีเอ็ฟเฟ็คและ Transition ให้เลือกกว่า 40 แบบ สามารถทำภาพในสไตล์ Slow Motion ได้อย่างสวยงาม

3. Action Director : เหมาะสำหรับงานเล็ก ๆ งานที่เร่งรีบ เพราะมีเครื่องมือพื้นฐานครบถ้วน

4. Kine Master : แอปพลิเคชันนี้เหมาะสำหรับการทำคลิปวิดีโอลง Youtube สร้างสรรค์งานได้หลายเลเยอร์ และมี Audio Filter ดัดเสียง เรียกว่า แอปพลิเคชันนี้ควรค่าแก่คนที่ชื่นชอบการทำ Yotuber เลยทีเดียว

5. Quik by Gopro : เหมาะสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายสวย ที่ชอบสร้างสรรค์งานด้วยการใส่ฟิลเตอร์ เหมือนทำมิวสิกวิดีโอ ซึ่งแอปพลิเคชันนี้หากใครมือฉมัง ทำออกมารับรองกลายเป็นมิวสิกวีดีโอขั้นเทพไปเลย

6. VivaVideo : เป็นแอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับการทำคลิปวิดีโอสั้น ๆ งานเร่งรีบ แต่โดนใจชาวดิจิทัล เพราะมีลูกเล่นฟีเจอร์ที่หลากหลาย

ทั้งหมดนี้คือ 6 แอปพลิเคชันตัดต่อภาพหรือคลิปวีดิโอ เอาใจคนที่ชื่นชอบหรือมีไอเดียสร้างสรรค์คลิปวิดีโอดี ๆ เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ใครที่มีความคิดที่อยากจะเป็น Youtuber หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลองทำง่าย ๆ ด้วยการถ่ายคลิปตัวเองขณะไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ แล้วลองตัดเป็นคลิปสั้น ๆ ส่งให้เพื่อนดู ค่อย ๆ ฝึกฝน แล้วคุณจะชำนาญและแม่นในการใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_รู้หรือไม่-10-อีโมจิที่คนทั้งโลกใช้มากที่สุด-แต่ละอีโมจิแปลว่าอะไร_web.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2019

รู้หรือไม่! อิโมจิ ตัวหนังสือที่ใช้แทนความคิดที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันในการสื่อสารบนโลกออนไลน์นั้น แบบไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุด แล้วแต่ละอิโมจิมีความหมายอย่างไรบ้าง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบมาให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีเอาใจคนที่ยุคดิจิทัลกันสักหน่อย เชื่อว่าใครหลาย ๆ ตอนนี้นิยมใช้สื่อออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันในการสนทนาอย่าง ไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้

ซึ่งการสนทนาผ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์นอกเหนือจากจะมีตัวอักษรแล้ว ยังมี “อีโมจิ” ก็คือตัวหนังสือที่ใช้แทนความคิดที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันในการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ทั้งการแสดงสีหน้าและกิริยา วัตถุ สถานที่ ลมฟ้าอากาศ ฯลฯ โดย “อีโมจิ” ถูกออกแบบและใช้ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดย Shigetaka Kurita เดิมมีความหมายว่า ตัวหนังสือภาพ

แล้วรู้หรือไม่ว่า อิโมจิ แบบไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุด แล้วแต่ละอิโมจิมีความหมายอย่างไรบ้าง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 อิโมจิยอดนิยมที่คนใช้มากที่สุดมาให้แล้ว

1. ร้องไห้เพราะความสุข : เป็นอีโมจิที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก มีความหมายแสดงความรู้สึกตลก มีความสุข ของผู้ใช้งาน เช่นเวลาเราเล่าเรื่องอะไรตลก ๆ ก็ใช้อิโมจิตัวนี้ต่อท้าย หรือคอมเมนต์ที่ต้องการสื่อว่าเรารู้สึกสนุกหรือตลกสิ่ง ๆ นี้

 

2. หัวใจแดง : หัวใจสีแดงถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรักได้อย่างตรงจุด ความหมายคือ แสดงออกถึงความรัก เวลาชอบใคร รักใคร ก็กดอิโมจิหัวใจ

3. รีไซเคิล : สัญลักษณนี้ไม่ได้แปลว่ารีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับโลกโซเชียลฯ อย่างทวิตเตอร์นั้นมีความหมายถึงการรีทวิตอีกด้วย

4. ยิ้มตาเป็นหัวใจ : มีความหมายในการแสดงออกถึงการชอบอะไรเอามาก ๆ แบบโดนใจสุด ๆ มักพบเห็นบ่อยในโพสต์ที่มีรูป หนุ่มหล่อ สาวสวย หรือสัตว์เลี้ยงที่ดูน่ารัก

5. ใจสลาย : อีโมจิ ตัวนี้ไม่ได้มีความหมายที่เอาไว้แสดงตอนรู้สึกอกหักเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีความหมายที่ว่าต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกว่าตัวของเรานั้นรู้สึกเสียใจมากๆ เหมือนใจสลายนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ได้รับข่าวร้ายจากเพื่อนๆ แล้วเราอยากแสดงความเสียใจมากๆ นั่นแหละ

6. ร้องไห้หนักมาก : อีโมจิตัวนี้แสดงความรู้สึกเสียใจอะไรมาก ๆ มีความหมายคล้าย ๆ กับ ใจสลาย หรือโศกเศร้า

7. ยิ้มแบบมีความสุข : เป็นอีโมจิที่เอาไว้แสดงออกถึงความสุข นอกจากนี้ยังหมายถึงความขี้อายจนรู้สึกหน้าแดงเพราะความสุขอีกด้วย มักพบได้บ่อยในบทสนทนาเวลาคนจีบกัน

8. เบ้ปากมองแรง : เป็นอีโมจิที่นิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก เมื่อต้องแสดงความหมายที่เราไม่พอใจ รู้สึกเห็นแล้วเพลีย จนต้องเบ้ปากมองแรง ส่วนใหญ่พบกันบ่อย ๆ ในบทสนทนาที่มีชื่อคนที่เราไม่ชอบโผล่ขึ้นมา

9. หัวใจคู่ : เป็น อีโมจิ ที่แสดงความฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้ง ให้แสดงความหมายว่าผู้ใช้งานกำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟอยู่นั่นเอง มักพบเจอได้บ่อยๆ กับคนที่กำลังอินเลิฟ โพสต์นู่นโพสต์นี้ที่เกี่ยวกับความรักไปเรื่อย

10. ส่งจูบ : เป็นอีโมจิส่งจูบ ส่งความรักให้กับบุคคลที่เราคุยด้วย เป็นสัญลักษณ์การจีบ และการแสดงออกถึงความรัก ความชอบ พบบ่อยตอนที่เราเห็นคู่รักจีบกัน

 

ทั้งหมดนี้คือ 10 อิโมจิที่คนนิยมใช้กันมากที่สุด พร้อมความหมายประกอบ คราวนี้จะสื่อสารกับใครด้วยอิโมจิแบบนี้ก็อย่าลืมศึกษาความหมายของอิโมจิแต่ละรูปแบบด้วย ใช้ให้ถูกที่ถูกทาง เพราะส่งอิโมจิผิด ความหมายเปลี่ยนทันที และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_Line-อัปเดทฟีเจอร์-ใหม่-กับ-Life-on-Line_web.jpg

kinyupen_adminJuly 18, 2019

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตที่ Line เข้ามาช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตและความสะดวกสบายของเราแทบจะทุกด้านแล้ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่ายังมีอะไรอีกที่ Line ทำไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีหลายๆ แอพพลิเคชั่นของ Line ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน  วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมฟีเจอร์ของไลน์ในปัจจุบัน และชวนอัปเดตความเคลื่อนไหวของ Line ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกัน

 

เมื่อ Line ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแอพฯส่งข้อความอีกต่อไป

รู้หรือไม่? ว่านอกเหนือจาก Line Messenger แอพพลิเคชั่นหลัก ที่เราคุ้นเคยกัน ยังมีอีกหลากหลายฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาโดย Line ดังต่อไปนี้

1. Line Messenger

แอพพลิเคชั่นแชท โทรและวิดีโอคอล ทั้งคุยส่วนตัวหรือคุยเป็นกลุ่ม ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย

  • Rabbit Line Pay

กระเป๋าเงินออนไลน์ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย เช่น ชำระค่าโดยสาร BTS  พร้อมโปรโมชั่นสิทธิพิเศษกับพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ

  • Line Jobs

เลือกงานที่ชอบ ได้คนที่ใช่ โพสต์ฟรี สมัครง่ายได้คนเร็ว มีงานกว่า 400,000 ตำแหน่งให้เลือก

  • Line Story

อัปเดตชีวิตผ่าน Line Story แชร์เรื่องราวแบบสั้นๆ ให้กับเพื่อนๆ ซึ่ง อยู่ได้ 24 ชั่วโมง

  • Line Square ประวัติการแชทเก็บใน Server ตลอดเวลา ไม่หายและไม่ต้อง Backup ด้วยตัวเอง รองรับจำนวนคนต่อกลุ่มได้เยอะกว่ากลุ่มปกติ มีห้องแชทย่อยได้หลายห้อง แบ่งตามหมวดหมู่ต่างๆ ตามที่แอดมินต้องการ
  • Line Out สำหรับคนที่เน้น “โทรคุย” โทรที่ไหนก็ได้ หาใครที่ไหนก็ได้ในโลก ในราคาย่อมเยาว์ ตามคอนเซ็ปต์ คุยมากขึ้น จ่ายน้อยลง
  • OCR หรือ ฟีเจอร์แกะตัวอักษรจากภาพ

2. Line Today

รวบรวมข้อมูลข่าวสารส่งตรงถึงมือถือ อัปเดตข่าวสำคัญ เช่น ประเด็นเด่น line วัน และ 7 วัน 7 ข่าว สรุปข่าวรายสัปดาห์

3. Line MAN

ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยบริการ สั่งซื้ออาหาร, บริการเรียกแท็กซี่ , บริการรับ-ส่งพัสดุถึงที่และส่งถึงจุดหมาย,  สั่งของสะดวกซื้อ

4. Line Game

เอาใจเหล่า Gamer ด้วยแอพลิเคชั่นที่รวมรวมเกมส์หลากหลายแนวไว้ให้เลือกเล่น

5. Line Camera

แอพลิเคชั่นสำหรับถ่ายและแต่งภาพ ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่หลากหลาย สติ๊กเกอร์และเอฟเฟกต์ต่างๆ ให้เลือกมากมาย

6. Line TV

สัมผัสประสบการณ์วิดีโอสตรีมมิ่งระดับพรีเมี่ยม ดูละคร ซีรี่ย์และรายการทั้งไทยและต่างประเทศแบบจุใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

7. Line Dictionary

พจนานุกรม ที่เลือกแปลได้กว่า 4 ภาษา (อังกฤษ,ไทย,จีนมาตรฐาน,อินโดนีเซีย) พร้อมด้วยความรู้ภาษาอังกฤษ ฟังก์ชั่นช่วยแปล บันทึกคำที่เคยค้นหาอัตโนมัติ และแชร์คำศัพท์ใหเพื่อนได้ง่ายๆ

8. Line Antivirus

ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ของเหล่าสาวกแอนดรอยส์ ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล แจ้งเตือนทันทีเมื่อโทรศัพท์มีความเสี่ยงจากไวรัส ตรวจสอบการเข้าถึงจากแอพอื่นๆ ของคุณ

9. B612

ถ่ายรูปเซลฟีด้วยฟิลเตอร์ที่ใช่ตามสไตล์ที่ชอบ เอาใจสาวๆด้วยฟังก์ชั่นปรับรูปหน้าได้ตาใจ

10. LOOKS

แต่งหน้าครบจบก่อนถ่าย ด้วยฟีเจอร์แต่งหน้าในสไตล์สุดอินเทรนด์

11. Line Mobile

ค่ายมือถือ ในแพ็คเกจที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน ทั้งการโทรและอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังใช้ได้ทั้ง LINE Chat, LINE Call, LINE Video Call รวมถึงดู LINE TV ก็ฟรี โดยไม่เสียโควตาเน็ต

12. Line Official Account

ช่วยให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้ว ด้วยการส่งข้อมูลที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ทันทีครั้งละเป็นจำนวนมาก ใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและแจ้งโปรโมชั่น และลูกค้าสามารถเก็บแต้ม (Line Point) จากการสั่งซื้อได้ภายในแอพเดียวกัน

13. Line Webtoon

แพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิตอลให้ผู้อ่านที่ชื่นชอบการอ่านการ์ตูนด้วยรูปแบบที่น่าอ่าน พร้อมอัปเดต ตอนใหม่ๆ ในเวลา 4 ทุ่มของทุกวัน

 

ล่าสุด Line ได้จัด Line Conference 2019 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีคอนเซ็ปต์ใหม่คือ “Life on Line” โดยได้แต่งตั้ง Jungho Shin เป็น Chief WOW Officer เพื่อคิดค้นนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของผู้คนออกมาแบบ 24/7 หรือตลอดเวลาเลยทีเดียว ฟีเจอร์ใหม่จาก Line จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย

1. Line mini App

พัฒนาจาก Line Shop มาเป็นฟีเจอร์ Online Market ที่ช่วยให้ซื้อง่ายขายคล่อง โดยร้านค้าสามารถสร้างหน้าเพจของตัวเองขึ้นมาจากตัว โดยมีฟีเจอร์ที่สามารถดูสินค้า สั่งซื้อ รวมถึงสะสมแต้มได้

2. Line Liver

Line Liver รูปแบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายทอดสดได้ และที่สำคัญน่าจะเป็นที่ถูกใจของของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย เพราะสามารถไลฟ์ขายของ และตกลงราคาผ่าน Line ได้ทันที

3. Line Open Chat

พัฒนาจาก Line Square โดยสามารถสร้างห้องแชทสำหรับกลุ่มคนที่มีความชอบหรือความสนใจในเรื่องต่างๆ โดยจะมีแอดมินผู้ดูแลกลุ่ม นอกจากนี้สมาชิกยังสามารถอ่านข้อความเก่าๆได้ระดับนึง คนทั่วไปสามารถเสิร์ชหาได้แต่ถ้ากลุ่มไหนไม่อยากเปิด Public ก็สามารถตั้งรหัสกลุ่มได้

4. Line Score

กิจกรรมและธุรกรรมต่างๆที่เราทำผ่าน Line จะถูกตีมูลค่าออกมาเป็นเครดิตของเรา ลักษณะเดียวกันกับธนาคาร หากคะแนนเยอะก็จะสามารถแลกแต้มสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ตามเครดิต

5. Line Sticker ฟังดูแล้วหลายคนคงคิดว่า “ก็มีอยู่แล้ว” แต่ทั้งนี้ Line กำลังคิดที่จะเปลี่ยนการซื้อสติ๊กเกอร์แบบผูกขาดไปเป็นบริการการสมัครสมาชิกแบบรายเดือน ได้ยินแบบนี้หลายคงจะส่ายหน้า แต่หากมองในแง่ดีนี่คือการพัฒนาไปอีกขั้น โดยผู้ใช้จะสามารถใช้สติ๊กเกอร์ได้จำนวนไม่อั้น ในราคาที่ไม่แพง (เฉลี่ยเดือนละ 240 เยนหรือ 70 บาท) และนำร่องโปรโมชั่นลด 50% สำหรับนักเรียนในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

และนี่ก็คือความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Line Corporation จะเห็นได้ว่า Line พยายามรวมทุกแพลตฟอร์มให้ขึ้นกับ Line แอพพลิเคชั่นหลัก เพื่อให้ง่ายและตอบโจทย์ในแอพเดียว แต่ยังไงฟีเจอร์ต่างๆ จะเปิดให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้ใช้หรือไม่ หรือได้ใช่เมื่อไหร่คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลสักแค่ไหน มันก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ชีวิตยากขึ้นโดยการพึ่งพาและติดเทคโนโลยีมากจนเกินพอดี