_พึ่งพา-เทคโนโลยี-มากไป-เสี่ยง-สมองเสื่อม_web.jpg

kinyupen_adminJuly 1, 2019

รู้หรือไม่? การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปอาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมองเป็นสนิม” และเสี่ยงเกิดภาวะ “สมองเสื่อม”

 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการหันมาใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปก็อาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะยุค 5G ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ปัญหา “โรคสมองเสื่อม” ถือเป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ย้อนกลับไปดูผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. เมื่อปี 2557 พบว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้

สาเหตุเกิดจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 คือ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ฉะนั้น หากใครที่ไม่อยากตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยมีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป/ครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2. ฝึกลับคมสมอง : หมั่นฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่าง ๆ ซึ่งช่วยฝึกกระตุ้นสมองได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

3. หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ : ยกตัวอย่าง ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น

4. เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม : กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

สุดท้าย เทคโนโลยีล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องหรือชาญฉลาดหรือไม่ หากเราใช้ในทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา แต่ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นโทษทำร้ายร่างกายของเรา เรียกได้ว่า เทคโนโลยี เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_สมาร์ทโฟน-ภัยเงียบ-ทำลายครอบครัว_กินอยู่เป็น.jpg

kinyupen_adminJune 26, 2019

 ผลการวิจัยพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มมีปัญหาขาดการปฎิสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ดีในครอบครัว หนึ่งในปัจจัยที่เกิดให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” ที่ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็น สังคมก้มหน้า กันแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวใกล้ตัวกับทุก ๆ ท่าน เกี่ยวกับการใช้ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งมีฟังก์ชั่นและคุณสมบัติมากมายต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นโลกแห่งสังคมก้มหน้ากันไปแล้ว ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มีงานวิจัยโครงการวิจัยครอบครัวในเขตเมืองปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ครอบครัวคนเมืองมีสัมพันธภาพที่น่าเป็นห่วงกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากขาดการปฎิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” เราจะเห็นได้บ่อยครั้งก็คือบนโต๊ะรับประทานอาหาร ที่สมัยก่อนทุกคนในครอบครัวจะทานอาหารพร้อมพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ในปัจจุบัน คนในครอบครัวพูดคุยขณะทานอาหารกันน้อยลง แต่กลับหันไปสนใจ “สมาร์ทโฟน” กันมากขึ้น บางคนแชทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน บางคนเล่นเกมส์ บางคนเล่นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

จากปัญหาสังคมก้มหน้าสะท้อนถึงปัญหาระดับครอบครัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มมีโลกส่วนตัวสูง การดูแลเอาใจใส่ การสื่อสารด้วยความเข้าใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น นำมาสู่การหาทางออกที่ว่าทำอย่างไรให้การสื่อสารของคนในครอบครัวกลับคืนมาเช่นเดิม หรืออย่างน้อยเปิดพื้นที่การปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้มากขึ้นอฉะนั้น บทบาทของการเป็นพ่อแม่จึงมีความสำคัญมาก จะต้องกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกรักและห่วงใย เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพทางครอบครัวดีขึ้น

ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ลองหาเวลาอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง/วัน หรือ 1-2 วัน/สัปดาห์ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ทั้งการออกไปท่องเที่ยว รับประทานอาหารในบ้านหรืออาจจะนอกสถานที่ เพื่อลดปัญหาการใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนลง แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้สมาร์ทโฟนในทางที่เหมาะสม เช่น ใช้สำหรับถ่ายรูปคนในครอบครัวบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้บันทึกภาพความประทับใจ การใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว

สุดท้าย “สมาร์ทโฟน” หากเราใช้อย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ก็จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ไม่หมกมุ่นมากเกินไป จนกลายเป็นสังคมก้มหน้าในที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศางแห่งการใช้ชีวิต


_ทำความรู้จัก-Snap-Chat-แอปฯ-ยอดฮิตเปลี่ยนหน้าเด็ก_web.jpg

kinyupen_adminMay 22, 2019

Snapchat แอปพลิเคชั่นที่ช่วยแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้แลดูเด็กลงราวกับวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนทั้งโลกอย่างมาก

ช่วงนี้ในโลกสังมออนไลน์มีเทรนด์ใหม่ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงบนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ หากใครได้มีโอกาสเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram คงจะเห็นใครหลาย ๆ คนมีใบหน้าเปลี่ยนไปราวกับเด็กวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ คงจะสงสัยกันใช่ไหมว่าพวกเขาใช้แอปพลิเคชันอะไรกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้จักกับแอปฯ ที่มีชื่อว่า Snapchat แอปฯ นี้นี่ล่ะที่ใครหลาย ๆ กำลังโหลดมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแอปฯ Snapchat เป็นแอปฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ภายในแอปฯ จะมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือฟิลเตอร์สำหรับแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้เป็นเด็กนั่นเอง

สำหรับวิธีการใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ทุกคนมีไอโฟนหรือสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้งานได้ เริ่มต้นจาก

1. เข้าไปที่เมนู App Store สำหรับ iOS หรือ Play Store สำหรับ Android

2. สมัครสมาชิก โดยกรอก ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกรอกรหัส OTP เพื่อเข้าสู่การใช้งาน

3. เข้าไปสนุกสนานกับการใช้งานฟิลเตอร์ต่าง ๆ ใน Snapchat ได้ทันที โดยวิธีทำใช้ฟิลเตอร์หน้าเด็กก็ไม่ยาก เพียงแค่เปิดกล้องหน้าหรือกล้องหลังก็ได้ จากนั้นเลือกฟิลเตอร์ที่ต้องการ โดยเลื่อนไปที่สัญลักษณ์สีเหลือง ๆ ฟิลเตอร์ทำหน้าเด็กแบบในภาพ จากนั้นกดถ่ายภาพหรือกดค้างเพื่อถ่ายวีดีโอ ทั้งนี้ ภาพและวีดีโอดังกล่าวหากจะเอาไปใช้ในแอปฯ อื่น จะต้อง Export หรือ Save ออกมาไว้บนเครื่องก่อน จึงจะนำไปใช้ในแอปฯ อื่นได้

นอกจากฟิลเตอร์สำหรับทำใบหน้าให้ดูเด็กลงแล้ว แอปฯ Snapchat ยังมีฟิลเตอร์อื่น ๆ ไว้ให้เล่นอีกมากมาย ฉะนั้น หากใครไม่อยากตกเทรนด์หน้าเด็ก สามารถไปดาวโหลดใช้งานกันได้ ซึ่งแอปฯ Snapchat ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครใช้งานได้แบบฟรี! ไปลองใช้งานกันดู รับรองเลยว่าคุณเองจะติดใจกับแอปพลิเคชันนี้อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2019

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2019

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปดูว่าหากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

kinyupen_adminApril 11, 2019

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เปิดตัวรองเท้าวิ่งฝังชิป-เทคโนโลยี-HOVR_web.jpg

kinyupen_adminApril 4, 2019

ใครที่เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายหรือเป็นสายวิ่ง สิ่งสำคัญของการออกกำลังกายไม่เพียงแค่เสื้อหรือกางเกงเท่านั้น “รองเท้า” รองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ การได้รองเท้าดีๆ สักครู่นึงนอกจากจะช่วยถะนุถนอมเท้าของเราให้สามารถเดินหรือวิ่งออกกำลังกายได้แล้วนั้น ยังช่วยให้เรามีความสุขกับการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเกิดอาการบาดเจ็บอีกด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่สายวิ่งต้องมี

ล่าสุด มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้านเรา เอาใจคนชอบออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ เพราะ “อันเดอร์ อาร์เมอร์” เปิดตัว “รองเท้าวิ่ง” ที่ไม่ใช่เป็นเพียงรองเท้าสำหรับวิ่งธรรมดาๆ เท่านั้น แต่มีเทคโนโลยีของระบบไมโครชิพฝังอยู่ด้วย รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2562 ในประเทศไทย ประกอบด้วย รุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR มีแนวคิดผสมผสานระหว่างแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมและเทคโนโลยีฝังชิปการติดตามบนตัวรองเท้า ด้วยไมโครชิปที่ติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun เพื่อให้นักวิ่งดูรายละเอียดการวิ่งของตัวเอง เช่น ระยะทาง จำนวนก้าว ระยะของการแบ่งเพื่อการเร่งความเร็ว รวมไปถึงมาตรวัดการเดินที่มีความละเอียดมากขึ้นอย่าง การวัดจังหวะและความยาวของแต่ละก้าว วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำประหนึ่มเหมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ยังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่าย Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อมอบแกนรับแรงกระแทกและคืนแรงส่งที่มีความแข็งแรง ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้าย การเลือกรองเท้าดีๆ สักคู่หนึ่งสำหรับการออกกำลังกายก็สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งได้รองเท้าดีๆ ที่มีคุณสมบัติมากมายก็ยิ่งดีกับตัวเรามากขึ้น ทั้งเรื่องของสุขภาพ ความนุ่มสบาย และเทคโนโลยีของรองเท้าคู่นี้ยังช่วยวิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่ง เพื่อให้เราวางแผนการวิ่งในอนาคตต่อไปได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-กล้องติดหน้ารถ-จากแอปฯ-ของสมาร์โฟน_web.jpg

kinyupen_adminApril 3, 2019

ปัจจุบัน หลายคนที่มีรถส่วนตัวไม่ว่าจะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ต่างนิยมติดกล้องวีดิโอตรงหน้ารถเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อ เพราะอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นก็ต้องมานั่งเถียงกันว่าใครผิด ใครถูก บางทีรถของเราจอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนรถคันอื่นมาขับเฉี่ยวชนแล้วขับหนี ทำให้การติดกล้องที่รถมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการเอาผิดคนที่มาทำรถของเราเสียหายหรือบันทึกเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอแนวทางดีๆ ที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคุณแบบที่ใครๆ ก็ทำได้อย่างง่ายๆ

หลายคนคงจะเคยเห็นข่าวคราวบนท้องถนน ซึ่งภาพส่วนใหญ่ล้วนมาจากกล้องติดหน้ารถกันบ่อย ๆ ซึ่งยอมรับว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทั้งใช้เป็นหลักฐานในการจับตัวผู้กระทำผิดก็ดี รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการใช้สำหรับการลดเบี้ยประกัน  เรื่องนี้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก แต่การติดกล้องหน้ารถทั้งที กล้องบางรุ่นที่มีคุณภาพดีๆ ก็อาจจะมีราคาสูงอยู่บ้าง

แต่เชื่อหรือไม่ว่า สมาร์ทโฟนของเราเองนั้นก็สามารถนำมาใช้เป็นกล้องติดหน้ารถยนต์ได้ โดยไม่ต้องใช้โหมด Camera ให้เปลืองพื้นที่โทรศัพท์หรือเมมโมรี่การ์ด ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมายคอยให้บริการ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวบแอปพลิเคชันสำหรับใช้บันทึกเหตุการณ์ในลักษณะของกล้องติดหน้ารถ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้องให้ฟุ่มเฟือย

 

 

1. Carcorder : แอปพลิเคชันนี้ถือเป็นแอปฯ ที่มีการใช้งานมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าติดอันดับการค้นหาใน Apps Store ในอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ มีลักษณะการใช้งานที่เหนือชั้นกว่ากล้องติดหน้ารถทั่วไป เพราะมีทั้งการบันทึกภาพความละเอียดสูง ระบบแจ้งเตือนการจำกัดความเร็ว บันทึกภาพเหตุการณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สามารถบันทึกองศาละติจูด ลองติจูด วันเวลาสถานที่ การใช้ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนไหวของรถ ฯลฯ

 

 

2. Auto Guard Dash Cam : Auto Guard Dash Cam : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ มีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ทั้งการปรับขนาดวีดีโอ ระบบเปิด-ปิดการทำงานอัตโนมัติ คลิปวีดิโอที่บันทึกสามารถอัพโหลดเผยแพร่ในยูทูปได้ทันที เปิดระบบนำทางได้อีกด้วย

 

 

3. AutoBoy Dash Cam – Blackbox : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกล้องติดหน้ารถได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่น่าสนใจ หากสมาร์ทโฟนถูกตั้งกับฐานตั้งบนรถ ระบบจะแอปฯ โดยอัตโนมัติ และบันทึกภาพเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

 

 

4. SaveDrives – Car Dashboard : แอปฯ นี้ใช้สำหรับไอโฟน สามารถบันทึกวิดิโอได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ระบบจะตัดคลิปวีดิโอให้เป็นไฟล์ความยาว 30 วินาที เพื่ออำนวยความสะดวกหากต้องการคลิปนำไปส่งกับตำรวจหรือประกัน มีระบบโทรออกเอกเมื่อเกิดเหตุการณ์จำเป็น และระบบมีการบันทึกข้อมูลการเดินทางในรูปแบบแผนที่ใน GPS มีการระบุพิกัดการเดินทางของเรา

 

 

แอปฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถนำมาใช้งานได้ ประหยัด แต่ก็อย่าลืมพกพาวเวอร์แบงค์ไว้ด้วย เพราะการใช้แอปฯ ดังกล่าวจะเป็นการทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์ลดลง นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ในนานเกิน 2 ชั่วโมง หรือนำมาใช้แทนกล้องติดหน้ารถแบบถาวร เพราะจะทำให้โทรศัพท์มีความร้อนสูงขึ้นจากการเปิดใช้แอปฯ เป็นเวลานาน ๆ

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-งัด-5-มาตรการ-ปราบ-Fake-News-ช่วง-เลือกตั้ง-62_web.jpg

kinyupen_adminMarch 7, 2019

เมื่อเทคโนโลยีก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้น การสื่อสารจึงกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น สื่อออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจาก “วิกฤต Fake News” หรือข่าวปลอม ที่คอยสร้างความสับสนให้ผู้คนจากกลุ่มไม่หวังดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอมาตราการที่ Facebook ใช้เพื่อป้องกัน Fake News…

จะว่าไป วิกฤต Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่กระจายช้า เพราะในสมัยก่อนเป็นเพียงรูปแบบของ “ใบปลิว” ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากนัก แต่ปัจจุบัน Fake News เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อผู้รับสารมากขึ้น

และยิ่งช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า Fake News จะเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองรวมถึงผู้รับสาร จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่เพียงแค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น ข่าวสารประเภทต่างๆ ก็ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวงผ่านสื่อออนไลน์อีกด้วย อาทิ ศิลปิน/ ดาราชื่อดังเสียชีวิต เป็นต้น

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ “เฟซบุ๊ก” หนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดถึง 52 ล้านคน ออกประกาศมาตรการรับมือ Fake News ในช่วงของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้โฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้คน ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง

 

สำหรับมาตรการที่ Facebook จะบังคับใช้ เพื่อรับมือ Fake News ได้แก่

1. Cracking Down on Fake Accounts – ปราบปรามบัญชีปลอม

เฟซบุ๊กจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอม จากนั้นจึงนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยระบุตัวตน สามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% และส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้กับทีมงานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

2. Reducing The Distribution of False News – ลดการกระจายข่าวปลอม

เฟซบุ๊กจะเพิ่มมาตรการจัดการ การแพร่กระจายข่าวปลอม โดยนำหลัก “ลบ-ลด-แจ้ง” มาใช้สำหรับจัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

 

3. Making Advertising More Transparent – ทำให้การโฆษณามีความโปร่งใสมากขึ้น

เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ “Info and Ads” ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดตั้งแต่จำนวนครั้งที่เปลี่ยนชื่อเพจ เริ่มสร้างเพจวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใด เพื่อตรวจสอบว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์ และยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใครอีกด้วย

 

4. Disrupting Bad Actors – กำจัดการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กมีมาตรการยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว

 

5. Supporting an Informed Electorate – สนับสนุนการเลือกตั้งด้วยข้อมูลข่าวสาร

เฟซบุ๊กจะสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับข่าวปลอม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์หรือส่งต่อ รวมถึงแสดงความคิดเห็น

 

เฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการเสพข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส รวมถึงแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดวิกฤต Fake News ต่อไป

 

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ปี-2562-เรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และรับมือ_web.jpg

kinyupen_adminFebruary 19, 2019

เมื่อพูดถึงโทษของโลกไซเบอร์ หากเราไม่รู้จักระมัดระวัง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ก็ได้ ฉะนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมาดูกันว่า “ภัยไซเบอร์” ปี 2562 จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตั้งรับและรับมือได้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

และเร็วๆ นี้ 5G กำลังเข้ามาเยือนโลกมนุษย์ และกำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวมากขึ้น เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวสามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกไซเบอร์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนใช้งานบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อมูล (Data) เนื่องจากผู้ใดบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ แต่การนำ ข้อมูล (Data) มาใช้ประโยชน์นั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปี 2562 นี้ “ภัยไซเบอร์” จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง

 

1. ข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลใน Cloud

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลผ่านคอพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำเข้าสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ  Cloud เพื่อลดต้นทุน กระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณา คือ ใครจะรับผิดชอบความเสียหาย หากมีข้อมูลขององค์กรที่อยู่ในระบบ Cloud รั่วไหล  รวมถึงหาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ ระหว่างผู้บริหารองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ บริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์

วิธีการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลผ่านการใช้ระบบ Cloud ที่ดี คือองค์กรควรทำ Data Classification หรือ การจำแนกข้อมูลเสียก่อน เพราะข้อมูลในระบบ Cloud มีโอกาสถูกแฮ็กได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราควรบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น เป็นต้น

 

2. กฎระเบียบและกฎหมายทางด้านไซเบอร์จะเข้มงวดขึ้น

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนต่อประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดในตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้ในปีนี้หลายองค์กรคงต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งจะมีเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 180 วัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้ใช้บริการต้องตรวจสอบ Privacy Notice และ Privacy Policy ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์และโมบายแอปต่างๆ ว่าไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา รวมทั้งบริษัท Tech Giant ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR โดยสังเกตได้จากทั้ง Facebook, Apple และ Google ล้วนเพิ่มเมนูพิเศษให้ผู้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้

 

3. เกิดการโจมตีในรูปแบบการไม่เปิดเผยตัวตน

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) ของบุคคลนั้นจากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮกเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)

ดังนั้น ผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดียควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์หรือการอัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปใน Cloud เนื่องจากแฮ็กเกอร์สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลหลักของเรา จนระบุตัวตนของเป้าหมายได้ในที่สุด เช่น เมื่อทราบเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร ชื่อ-นามสกุลอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุล หรือไม่จำเป็นต้องรู้จักเป้าหมายมาก่อน ฉะนั้น ควรมีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูล อย่าลืมว่า คิดก่อนโพสต์ และ  คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น

 

4. การกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดีย

Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ หากแต่ชื่อเสียงของบุคคลนั้นก็มีผลกระทบในด้านลบไปเสียก่อนแล้ว เพราะธรรมชาติของสื่อโซเชียลจะมีความเร็วสูงมาก และสามารถแพร่กระจายข่าวสารเชิงลบได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรจึงจำเป็นต้องวางแผนและมีการเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องมีศักยภาพหรือขีดความสามารถในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกกับสาธารณะชนด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ข่าวสารเชิงลบจะทำให้ชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น

 

5. ความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูง ในเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การปรับองค์กรตามแนวทาง Digital Transformation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เท่านั้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่เรื่อง ผู้นำ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า แะยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นสินค้าและบริการขององค์กร

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลโดยลืมคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นการการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลให้สำเร็จ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในองค์กรด้วย ขณะเดียวกันองค์กรยังสามารถรักษาระดับการให้บริการกับลูกค้าไว้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในหลักการความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

สุดท้าย ในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยีบ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ก่อนที่มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต