_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

หลังการออกมาเผยข้อมูลการติดเชื้อ COVID19  ของประเทศเกาหลีใต้ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเชื่อว่าการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางน่าจะเกิดจากหญิงชาวเกาหลีใต้วัย 61  ผู้ป่วยหมายเลข 31 ที่ปฎิเสธการเข้ารับรักษาและกักกันโรค และกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์แห่งหนึ่งที่มีผู้คนจำนวนมากในเมืองแดกูที่อาศัยอยู่จนนำไปสู่การแพร่ระบาดสู่ผู้คนอื่นอีกจำนวนมาก

 

เช่นเดียวกับคุณยายวัย 70 ปีชาวญี่ปุ่นที่เกิดอาการป่วย และแพทย์คาดกว่าอาจจะติดเชื้อ COVID19 เช่นกัน แต่เธอยังคงปฏิเสธการเข้ารับการรักษาแต่กลับออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับกรุ๊ปทัวร์ จนทำให้เชื่อว่าอาจจะทำให้กลายเป็นการเผยแพร่เชื้อโรคไปสู่คนอื่นๆ อีกหลายคน ในฐานะของการเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ”

“ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ” ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่ถูกนำมาใช้กับการแพร่เชื้อในช่วงเกิดโรคระบาด โดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่ติดเชื้อซึ่งป่วยเป็นโรค และสามารถแพร่เชื้อโรคให้กับผู้อื่นในอัตราที่เร็วและกว้างกว่าคนอื่น ๆ  จากการติดต่อด้วยในแต่ละวัน  โดยผู้ที่เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ เองอาจจะไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพร่เชื้อให้คนอื่น เพราะสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้โดยไม่แสดงอาการและสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่เจตนา

 

“ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ” ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะในทุกครั้งที่เกิดโรคระบาดร้ายแรง ก็เคยพบว่ามีผู้แพร่เชื้อในลักษณะนี้มาแล้วตั้งแต่ในอดีตโดยเฉพาะกาฬโรคระบาดสำคัญต่างๆ ที่มาจากท้องถิ่นสู่การกลายเป็นโรคระบาดระดับโลกในที่สุด

ในอดีตเคยเกิดกรณีการระบาดของไข้รากสาดน้อยที่อเมริกา และอังกฤษ โดย การแพร่เชื้อเกิดจากผู้แพร่เชื้อสองคน ทั้งสองเป็นพาหะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยชาวอเมริกันได้แพร่เชื้อให้กับคนอื่นอีก 51 คน ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 ถึง พ.ศ. 2452 ขณะที่ชาวอังกฤษที่ติดเชื้อคนแรกได้แพร่เชื้อไปยังผู้คนอีกมากกว่า 200 คนในช่วง 14 ปีระหว่าง พ.ศ. 2444 ถึง พ.ศ. 2458  ต่อมาทั้งสองได้ถูกร้องขอให้เลิกทำงานที่เคยทำอยู่คือการทำงานบริการด้านอาหาร เพื่อยุติการแพร่เชื้อ โดยชายชาวอังกฤษยอมที่จะเปลี่ยนอาชีพ แต่หญิงชาวอเมริกันยอมเปลี่ยนในครั้งแรกแต่ก็กลับไปทำอาหารอีกท้ายที่สุดเธอถูกกักตัวโดยไม่สมัครใจ ณ ที่แห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ก และต้องอาศัยอยู่จนกระทั่งเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ขณะอายุ 69 ปี

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 มีการระบาดของโรคหัดในเมืองแห่งหนึ่งของฟินแลนด์ในปี มีนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งมีผู้ป่วย 51 ราย หลายรายแม้จะเคยได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้ติดเชื้อ 22 คนจาการแพร่เชื้อของเด็กเพียงคนเดียว

 

นอกจากนี้ในการระบาดของโรคซาร์ส เมื่อ พ.ศ. 2546 เคยพบว่า แพทย์ชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งผู้ทำการรักษาผู้ป่วยโรคซาร์สได้ติดเชื้อไวรัสและมีอาการป่วย แม้จะมีอาการเขาได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อเข้าร่วมงานแต่งงานของคนในครอบครัวโดยเข้าพักอยู่บนชั้นเก้าของโรงแรมเมโทรโพลในเกาลูน และแพร่เชื้อไปยังแขกของโรงแรมอีก 16 คนที่อยู่บนชั้นนั้น จากนั้นผู้ที่ติดเชื้อจากนายแพทย์คนนี้ ก็แยกย้ายไปยังแคนาดา, สิงคโปร์, ไต้หวัน และเวียดนาม จนทำให้เกิดแพร่กระจายโรคซาร์สไปยังสถานที่เหล่านั้น ทำให้ซาร์ส กลายเป็นโรคระบาดระดับโลก มีผู้ป่วยติดเชื้อ 8,273 ราย เสียชีวิต 775 คนเสียชีวิต ภายในสองสัปดาห์ของการเริ่มต้นระบาดและแพร่กระจายไปยัง 37 ประเทศ

 

หรืออีกหนึ่งกรณีคือการระบาดของไข้เลือดออกอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ. 2557 มีการระบุการเกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ และการศึกษารายงานพบว่าผู้ติดเชื้อ 61% นั้นมาจากผู้ป่วยเพียง 3% เท่านั้น โดยมีการคาดการณ์ว่าการแพร่เชื้ออาจจะมาจากการฝังศพแบบแอฟริกาตะวันตกมีส่วนในการแพร่กระจายเชื้อมากเป็นพิเศษ

 

สำหรับกรณีของโรค COVID19 ยังมีเพียงรายเดียวในประเทศเกาหลีใต้ที่มีการระบุชัดเจนว่า เกิดการระบาดในรูปแบบของ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ในขณะนี้ ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศกำลังเฝ้าติดตามระมัดระวัง เพราะถือว่าการแพร่เชื้อในลักษณะนี้เป็นการแพร่เชื้อที่ร้ายแรง และทำให้เกิดการระบาดไปสู่วงกว้างในอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุมนั่นเอง

 

ขอขอบคุณภาพ : ฺฺBCC Thai


_กรมควบคุมโรค_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ช่วงการระบาดของ “COVID-19”  ชื่อของ “สถาบันบำราศนราดูร” ก็ปรากฏขึ้นในฐานะสถาบันหลักที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

 

ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com

 

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน  (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์  วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก

 

อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร”  อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย

 

ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19”  ที่กำลังระบาดในขณะนี้

 


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงลุกลามทั่วโลก และมีผลวิจัยการแพร่ระบาดปรากฏต่อเนื่อง ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน ระบุว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่ระบาดผ่านละอองของเหลวได้ ถ้าบุคคลนั้นๆ สัมผัสกับละอองอากาศที่มีเชื้อปะปนอยู่ระดับเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ sciencealert.com รายงานผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับ พบว่า ไวรัสกลุ่มโคโรนาจะมีชีวิตในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 9 วัน ส่วน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่าไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัส จับต้องพื้นผิว หรือ วัตถุที่มีเชื้อไวรัสแล้วแตะสัมผัสปาก จมูก ตาตนเอง

 

ธนบัตร จึงเป็นอีกช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเผยแพร่ไวรัส ดังนั้นธนาคารกลางจีน จึงได้ประกาศให้ธนาคารต่างๆ ใช้มาตรการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดตามธนบัตรเงินหยวน ด้วยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในการฆ่าเชื้อตามธนบัตรที่ได้รับจากลูกค้า พร้อมแยกเก็บไว้เป็นเวลา 7 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รุนแรงของการระบาดในแต่ละท้องถิ่น ก่อนนำกลับเข้าระบบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นหนึ่งในตัวการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้ที่สัมผัส

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน ยังเร่งผลิตธนบัตรใหม่อีก 4,000 ล้านฉบับเป็นการเฉพาะแก่มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อให้มั่นใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นตัวกลางแพร่เชื้อแก่ประชาชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันชาวจีนใช้เงินสดกันน้อยมาก เพราะนิยมทำธุรกรรมผ่านแอพฯ กันมากกว่า

 

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ออกคำสั่งแก่พลเมืองเมืองปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวง มีประชากรมีกว่า 21 ล้านคน ว่าหากมีรายใดที่เดินทางกลับมาจากต่างถิ่นต้องเข้ามาตรการกักกันโรคด้วยตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ภายในเคหะสถานของตน หรือ ตามสถานที่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ รวมถึงต้องแจ้งแผนการเดินทางของตนให้กับทางการทราบและสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกมาตามที่สาธารณะ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับพลเมืองปักกิ่งและชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก China Daily via REUTERS


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 18, 2020

ก.เกษตรชวนกิน ผลไม้เกรดเอ ช่วยเกษตรกรไทย หลังเจอผลกระทบ COVID-19

จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และขยายการระบาดอย่างกว้างขวางนั้น ส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารสด และผลไม้ต่างๆ  ทำให้ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดแคมเปญ โครงการอาหารไทยยืนหนึ่ง (Eat Thai First) ให้คนไทยบริโภคผลผลิตทางการเกษตรไทยทุกชนิดทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์ประมง  รณรงค์ให้คนไทยร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย เสริมรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปจีน โดยเฉพาะผลไม้ไทยที่ก่อนหน้านี้มีจีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ขณะที่หลายออเดอร์ถูกยกเลิก

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากจีน ส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนลดลง 0.8% ของการส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน หรือปีละ 7,300 ล้านบาท โดยสินค้าที่จีนหยุดนำเข้าทันที คือ อาหารสดที่เน่าเสียง่าย ได้แก่ กล้วยหอม ซึ่งหากอีก 3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลไม้ที่มีความอ่อนไหวอื่นๆ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ เพราะเป็นช่วงผลไม้ออกสู่ตลาดมาก ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากตลาดจีน

 

 

จากข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันการซื้อขายอาหาร และผลไม้ในจีนมีความซบเซาลงมาก  เนื่องจากผู้คนไม่ออกจากบ้าน หรือซื้ออาหาร โดยส่วนใหญ่จะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต และเก็บได้นาน  ทำให้สินค้าที่ถูกสั่งไปขายไม่ออก จนเน่าเสีย ขณะที่การขนส่งหลายพื้นที่ถูกตัดขาดทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เดือนมีนาคมผลผลิตออกมาก ทำให้เกษตรกรเตรียมนำไปกระจายตลาดในประเทศ หรือแช่แข็ง  แต่ก็อาจจะกระทบต่อปริมาณห้องเย็นที่อาจจะไม่พอ

 

ทั้งนี้ล่าสุดมีรายงานว่า ในช่วงที่ทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มจะออกสู่ตลาดช่วงเดือน มี.ค. จะส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนตกเหลือแค่ 60-80 บาทต่อกิโลกรัม  ขณะที่ตลาดลำไยขณะนี้มีราคาเหลือ 16-20 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้คาดกว่าในช่วงที่สถานการณ์ของโรคยังไม่ดีขึ้น จะทำให้ราคาผลไม้ในประเทศจะมีจำนวนมาก และหลากหลายคุณภาพให้เลือกสรร ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานผลไม้คุณภาพแล้ว ยังเป็นการช่วงเหลือเกษตรกรไทยในอีกทางหนึ่งด้วย


Covid19_ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ขณะนี้ทางการญี่ปุ่น ยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID19 แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งฮอกไกโด, โตเกียว, ชิบะ, คานางาวะ, ไอจิ, มิเอะ, นารา, วาคายามะ, โอซาก้า, เกียวโต

กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงประกาศขอให้คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1-14 ก.พ. เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และพิจารณาเลื่อนการเดินทางหลังจากวันนี้เป็นต้นไป

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 1-14 ก.พ.63 

  • เฝ้าระวังตนเองเป็นพิเศษ 14 วัน หลีกเลี่ยงอยู่ในที่คนหนาแน่น
  • ถ้าป่วยรีบมาพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง อย่าลืมสวมหน้ากาก
  • ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เพิ่งกลับจากจีน สิงคโปร์ระยะนี้แล้ว หากไม่สบาย ขอให้รีบไปตรวจคัดกรองเชื้อ ที่สถาบันบำราศนราดูร ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพจาก : livemint.com


COVID19_ไวรัสอู่ฮั่น_Cover_4.jpg

kinyupen_adminFebruary 15, 2020

WHO ประกาศชื่อทางการไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่  “COVID-19”

โดยการตั้งชื่อโรคระบาดของ WHO จะมีข้อกำหนดให้สามารถตรวจสอบประเภท และระยะเวลาที่ระบาดได้

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส” ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงที่กรุงเจนีวาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า องค์การอนามัยโลกได้มีการกำหนด ชื่ออย่างเป็นทางการของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ว่า “COVID-19” ซึ่งเป็นไปตามกรอบคำแนะนำสำหรับการตั้งชื่อของทางองค์การอนามัยโลก เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะพาดพิงถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างเจาะจง สายพันธุ์ต่างๆ ของสัตว์หรือกลุ่มคน เพื่อหลีกเลี่ยงสร้างบาดแผลหรือมลทินให้แก่เมืองอู่ฮั่น

 

โดย “COVID-19” มาจากการรวมกันของคำว่า Corona (โคโรนา) Virus (ไวรัส) และ Disease (โรค) รวมเข้ากับปีของการเริ่มต้นการแพร่ระบาดคือปี 2019