Content_มะเร็งเซ็งไม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนถึงป่วยด้วยโรคมะเร็งกันเยอะ ในข้อเท็จจริงนั้นมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเซลล์นั้นๆ จะมีการเจริญเติบโตเป็นก้อนเนื้อ และลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือถ้าในขั้นร้ายแรงคือลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย

ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

 

สาเหตุหลักๆ ของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นคือ ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการพฤติกรรมรับประทานอาหารที่ไม่คำนึงถึงร่างกาย รวมถึงการสูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัส HPV (มะเร็งปากมดลูก) โรคอ้วน สารเคมี ที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใกล้มะเร็งมากขึ้น แน่นอนว่าถ้าพูดถึงประเด็นนี้หลายคนอาจมีข้อคัดค้านในใจ แต่เชื่อเถอะว่ามะเร็งไม่ได้ส่งผลต่อเราในระยะสั้น แต่ส่งผลถึงระยะยาวเลยทีเดียว

 

รูปแบบของมะเร็ง เป็นแบบไหนบ้าง ?

จากผลสำรวจ พบว่า มะเร็งในตัวมนุษย์นั้นมีมากกว่า 100 ชนิด โดยเรียกตามอวัยวะที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ ซึ่งมะเร็งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดและความร้ายแรงของโรคแตกต่างกันออกไป ซึ่งมะเร็งที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีก็จะมีดังนี้

 

  1. มะเร็งเต้านม : เป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากเป็นอันดับหนึ่ง และยังระบุสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากทั้งพันธุกรรม หรือพฤติกรรมของผู้ป่วย คนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะมีก้อนเนื้ออยู่ที่บริเวณทรวงอก สามารถตรวจเช็คขั้นต้นได้ด้วยตัวเอง

 

  1. มะเร็งปากมดลูก : เกิดจากการรับเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดอาการผิดปกติ จนแปรเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายได้ในขั้นต้น แต่หากลุกลามแล้วอาจต้องทำการฉายรังสี หรือเคมีบำบัดเพื่อการรักษา และอาจต้องผ่าตัดนำมดลูกออกหากจำเป็น ถือเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากเป็นอันดับ 2

 

  1. มะเร็งตับ : มะเร็งอันดับหนึ่งที่เกิดในเพศชาย นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความอันตรายอย่างมากเนื่องจากตัวมะเร็งจะแทบไม่แสดงอาการเลย ซึ่งสาเหตุของมะเร็งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย คือการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไหม้เกรียม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

  1. มะเร็งปอด : เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และพบได้มากในผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลักคือการสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่เป็นประจำ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะแสดงอาการช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นเลือด ปวดหัว ชัก ไปจนถึงเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

 

นอกเหนือจากที่กล่าวไปยังมีมะเร็งชนิดอื่นๆ อีก เช่นมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี ดังที่บอกว่ามะเร็งสามารถเป็นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แน่นอนว่าหากเป็นมะเร็งในระยะแรก ๆ เราสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะแตกต่างกันไปตามชนิดมะเร็งนั้น ๆ

 

มะเร็ง รักษาได้ ?!

สำหรับในประเทศไทย การรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธีการผสมผสานกันไปตามชนิดและอาการของโรค ดังนี้

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางแพทย์เจ้าของไข้จะมีการสังเกตว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาแบบใดมากกว่ากัน ไม่จำเป็นว่ามะเร็งจะต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดหรือผ่าตัดอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เคยมีคนใช้วิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยธรรมะมาแล้ว ใช้วิธีการอย่างไร ก็คือการนำเอาการฝึกสมาธิและการเจริญสติมาใช้ประกอบการรักษานั่นเอง อย่าง ดร.เอียน กอว์เลอร์ (Ian Gawler) สัตวแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกชนิดร้ายแรงเมื่ออายุ 24 ปี พยายามหาวิธีที่จะเอาชีวิตรอดจากมะเร็ง โดยการนำการใช้สมาธิมาบำบัดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งหาความรู้จากที่ต่าง ๆ รวมทั้งอ่านหนังสือแนวธรรมชาติบำบัดอย่างมากมาย แล้วนำมาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งก็ประสบความสำเร็จ หายขาดจากมะเร็ง เมื่ออายุ 38 ปี

 

อีกท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างไว้ในบทความก่อนหน้านี้ นั่นคือนักแสดงอาวุโสของไทย อย่าง คุณเมตตา รุ่งรัตน์  ที่ตอนนี้ลดงานบันเทิงลงมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในนั้นคือโรคมะเร็งนั่นเอง สาเหตุเกิดนั้นก็มาจากการที่สามีสูบบุหรี่จนทำให้ป่วยและเสียชีวิตลงก่อนหน้าในที่สุด ซึ่งเจ้าตัวต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมากกว่า 10 ชนิด และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น โดยคุณเมตตามองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

 

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ความน่าจะเป็นที่จะหายจาก “มะเร็ง”

ปัจจุบันนี้ ในแวดวงแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายขาดและกลับมามีสุขภาพที่ปกติได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย

 

สำหรับโรคมะเร็งต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟ ไซติค ลิวคีเมีย , มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น , มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์ , มะเร็งลูกอัณฑะ , มะเร็งกระดูก ชนิดอ๊อสติโอเจนนิค ซาร์โคม่า , มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว , มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma , มะเร็งเต้านม , มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก , มะเร็งเนื้อเยื่อชนิด Germ cell

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ป่วยมะเร็งจะกลับมาหายเป็นปกติหรือจะตายจากโลกนี้ไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน อาทิ

 

  1. ระยะของโรค : ผู้ป่วยระยะต้นมีโอกาสหายขาดมากกว่ามะเร็งระยะปลาย มะเร็งระยะแพร่กระจายมีโอกาสหายขาดน้อยมาก ซึ่งกรณีนี้มักจะได้การรักษาแบบประคับประคอง Palliative treatment เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตเท่านั้น

 

  1. อวัยวะต้นเหตุของโรคมะเร็ง : มะเร็งต้นเหตุ (primary cancer) บางตำแหน่งแม้เป็นระยะแรกก็การพยากรณ์โรคไม่ดี เช่น มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งสมอง มะเร็งไต เป็นต้น ในขณะที่มะเร็งบางตำแหน่งมีโอกาสอยู่รอดดีมาก แม้เป็นในระยะปลาย ๆ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งบางชนิดก็มีการพยากรณ์โรคกลางๆ ขึ้นกับระยะตามข้อ 1 เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

 

  1. การผ่าตัดมะเร็งที่มีลักษณะเป็นก้อน (solid tumor) ที่ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้ มักจะดีกว่าก้อนที่ใหญ่โต หรือลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะใกล้เคียงทำให้ผ่าตัดไม่ได้ มะเร็งบางชนิดตอบสนองต่อยาเคมีดีมาก มีโอกาสหายสูงมาก เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งอัณฑะ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก เป็นต้น มะเร็งบางชนิดผ่าตัดไม่ได้แต่รักษาด้วยการฉายแสงคู่กับยาเคมีได้

 

  1. ลักษณะเซลล์ที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ : โดยพยาธิแพทย์ (แพทย์ที่ดูผลชิ้นเนื้อทางกล้องจุลทรรศน์) จะเป็นผู้วินิจฉัยความรุนแรงของเซลล์มะเร็งเรียกว่า grading ซึ่งแพทย์มะเร็งวิทยาทั้งหมดอายุกรรมเคมีและหมอฉายแสง รวมถึงหมอผ่าตัดจะได้วางแผนร่วมกันในการรักษา ผู้ป่วยรายดังกล่าว เช่น มะเร็งเต้านม ระยะที่ 1 แต่เกรดของมะเร็งไม่เหมือนกัน ก็มีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน มะเร็งต่อมลูกหมาก ดูเกรดตาม gleason score ก็เป็นตัวบอกการให้การรักษาเสริมด้วยฮอร์โมนบำบัด

 

  1. อายุของผู้ป่วย : โรคบางโรคเป็นในคนอายุน้อยไม่ดี เช่น มะเร็งเต้านม ในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสมีโรคกำเริบสูงกว่าผู้ป่วยระยะเดียวกันที่อายุมากเป็นต้น มะเร็งบางชนิดเป็นในอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งแย่ เป็นต้น

 

  1. สภาพร่างกายผู้ป่วย : ผู้ป่วยเดินมาหาหมอ กับนอนมา แม้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะเดียวกัน และเกรดเดียวกัน ก็ทำให้แพทย์รักษาต่างกัน แพทย์จะต้องดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้หรือไม่ และต้องทำความเข้าใจด้วยว่าแผนการรักษานั้นจะเป็นไปเพื่อให้หายขาด (curative care) หรือประคับประคอง (palliative care)

 

  1. สถานพยาบาลและแพทย์ที่ให้การรักษา : อาจจะปฏิเสธได้อย่างยิ่งเลยว่า โรงพยาบาลบางแห่งมีความเชี่ยวชาญ มีเครื่องไม้เครื่องมือมีประสบการณ์มากกวาอีกสถาบัน ซึ่งปกติผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าแพทย์ท่านใด โรงพยาบาลอะไรเชี่ยวชาญเรื่องอะไร สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อมูลเชิงลึก หรือ “วงใน” แบบนี้คงหายาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูจากสถิติว่าสถาบันนั้นรักษาโรคแบบนี้กี่คน เป็นต้น

 

  1. ยารักษามะเร็ง : มะเร็งบางชนิดมียาดี ๆ มากมาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุที่มียาดี ๆ มากเป็นเพราะโรคมะเร็งเหล่านี้เป็นโรคที่พบบ่อย ผู้คนเป็นกันมาก ทำให้มีงานวิจัยออกมามาก ตรงกันข้ามมะเร็งบางชนิดพบได้ไม่บ่อย เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมน้ำลาย มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

 

สุดท้ายแล้ว หลายคนอาจจะยังหวาดกลัวกับโรคมะเร็ง เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา หากอยู่ในขั้นร้ายแรงก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีสิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคมก็อาจครอบคลุมไม่ทั่วถึง แต่ถ้าคุณเริ่มที่จะรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตให้ดี โรคมะเร็งก็อาจจะไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้จักป้องกันและรักษาตั้งแต่ต้น โรคร้ายนี้ก็จะไม่เข้าใกล้ตัวเราอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_cover_content.jpg

kinyupen_adminAugust 19, 2019

หลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เพื่อเป็นยารักษาโรค เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์มากกว่าโทษ ตามที่เราเข้าใจกัน จนมาถึงวันนี้ประเทศไทยได้อนุมัติให้โรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ หลังจากได้รับมอบยากัญชาสูตรสารสกัด THC สูงจากองค์การเภสัชกรรม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสายสุขภาพถึงข้อควรรู้ต่อเรื่องดังกล่าว

ภายใต้การขับเคลื่อน นโยบาย  จ่ายยากัญชารักษาโรค ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในที่สุดสามารถนำมาใช้อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2562 เป็นต้นไป

โดยเริ่มจาก 12 โรงพยาบาลนำร่อง ดังนี้ 1.รพ.ลำปาง 2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก 3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 4.รพ.สระบุรี 5.รพ.ราชบุรี 6.รพ.ระยอง 7.รพ.ขอนแก่น 8.รพ.อุดรธานี 9.รพ.บุรีรัมย์ 10.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 11.รพ.สุราษฎร์ธานี 12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นอกจากโรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 12 แห่งแล้ว ยังมี โรงพยาบาลให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ผสมผสาน อีก 7 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 2.รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี 3.รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม 4.รพ.เด่นชัย จ.แพร่ 5.รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 6.รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และ 7.รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับการใช้กัญชารักษาโรคนั้น ทั้งในส่วนของแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย เป็นการรักษาโรคเชิงระยะสั้น จะมีการดูแลผู้ป่วยอย่างมีแบบแผน เพื่อประสิทธิผลในการรักษา ตั้งแต่วางเป้าหมาย การเริ่มและหยุดใช้ รวมถึงหารือร่วมกับผู้ป่วยให้ชัดเจน ว่าด้วยวิธีรับการรักษาด้วยกัญชา

หลังติดตามผลของการรักษาว่า สามารถใช้จริงได้หรือไม่ ถ้าผลเป็นในทิศทางบวก ก็จะผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและระบบหลักประกันสุขภาพต่อไป

โดยโรคที่อนุญาตให้รับการรักษา มีทั้งหมด 9 โรค ดังนี้ 1.ลมชักดื้อยา 2.คลื่นไส้จากเคมีบำบัด 3.ภาวะปวดประสาท 4.พาร์กินสัน 5.อัลไซเมอร์ 6.ปลอกประสาทอักเสบเสื่อมแข็ง 7.วิตกกังวลทั่วไป 8.ผู้ป่วยระยะประคับประคอง และ 9.มะเร็งระยะสุดท้าย

ทั้งนี้ ยาน้ำมันกัญชาที่ใช้ในโรงพยาบาลนั้น ได้รับมอบจากองค์การเภสัชกรรม 4,500 ขวด โดยแบ่งให้กรมการแพทย์ 600 ขวด และโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง และโรงพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย 7 แห่ง ที่ละ 350 ขวด ประชาชนสามารถขอคำปรึกษาวิธีใช้ยากัญชาได้ที่สายด่วน 1665

การใช้กัญชารักษาโรคต่าง ๆ จำเป็นต้องศึกษาถึงประสิทธิผลเพื่อความปลอดภัย ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วย ด้วยวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน นี่แหละ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารการใช้กัญชาทางการแพทย์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่

http://www.dms.moph.go.th/dms2559/download/Final_Guidance.pdf