_Cover_1.jpg

zebertoothApril 9, 2020

แม้ไวรัสโคโรนาจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์ แต่บางทีมันก็อาจจะทำให้เกิดชีวิตใหม่ของธรรมชาติอื่นๆ ได้ เช่นกรณีของหมีแพนด้า ที่สวนสัตว์ภายในสวนสนุกโอเชี่ยน ปาร์ค ในฮ่องกง ที่พวกมันประสบความสำเร็จกับการผสมพันธุ์ด้วยวิธีการธรรมชาติ หลังจากที่สวนสนุกต้องปิดลงเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด – 19

 

เรื่องราวน่ายินดีท่ามกลางข่าวร้ายๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่จากสวนสัตว์ในสวนสนุกโอเชียน ปาร์ก ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า หมีแพนด้า 2 ตัว เพศผู้และเมีย ชื่อลี่ ลี่ และ หยิง หยิง ซึ่งฮ่องกง ได้รับมาจากประเทศจีนตั้งแต่ปี 2007 สามารถผสมพันธุ์กันได้สำเร็จแล้วเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกาของวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่สวนสัตว์มีความพยายามจะให้ทั้งคู่ผสมพันธุ์กันด้วยวิธีนี้ในทุกฤดูกาลผสมพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2010 แต่ความพยายามก็ไร้ผล พวกมันไม่สนใจกันและกันเลย กระทั่งสวนสัตว์ถูกมีคำสั่งให้ปิด ไม่อนุญาตให้มีผู้คนเข้ามาเที่ยว ทำให้เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สังเกตพบว่าทั้งคู่เริ่มมีทีท่าว่าเริ่มสนใจกันและกัน จึงได้เฝ้าดู และลุ้นว่าทั้งคู่จะผสมพันธุ์กันหรือไม่ กระทั่งพวกมันตัดสินใจที่จะผสมพันธุ์กัน ท่ามกลางความดีใจของทุกคน

 

 

ผู้อำนวยการสวนสัตว์โอเชี่ยน ปาร์ค กล่าวว่า การผสมพันธุ์ของลี่ ลี่ และ หยิง หยิง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นดีใจมากสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลพวกมันมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าหมีแพนด้ามีอัตราการเกิดน้อย และอาจจะสูญพันธุ์ได้ ซึ่งการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติของพวกมันจะทำให้มีโอกาสที่แพนด้าตัวเมียจะตั้งท้อง ได้มากกว่าการผสมเทียม

 

ที่ผ่านมาสวนสัตว์ได้พยายามทุกอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้สวนสัตว์ถูกปิด ไม่มีผู้คนเข้ามาเที่ยวชม เชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพนด้าทั้งสองมีพฤติกรรมไปในเชิงบวกต่อการผสมพันธุ์มากขึ้น จากความเงียบสงบและไม่ต้องพบกับผู้คนที่มาเยี่ยมชมพวกมันจำนวนมากในแต่ละวัน

 

 

ทั้งนี้จากการติดตามพฤติกรรมของลี่ ลี่ และ หยิง หยิง เจ้าหน้าที่พบว่าพวกมันเริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งบ่งบอกว่าพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ โดยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมหยิง หยิง เริ่มใช้เวลาเล่นน้ำมากขึ้นในขณะที่ ลี่ ลี่ก็ได้พยายามเดินตามค้นหากลิ่นของหยิง หยิง ซึ่งหลังจากที่พวกมันผสมพันธุ์กันแล้วเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและพฤติกรรมของหยิง หยิงอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่ามันจะตั้งท้องหรือไม่ต่อไป

 

แพนด้าเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ปัจจุบันมีจำนวนแพนด้ายักษ์เหลืออยู่เพียง 1,864 ตัวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในป่าตามการคาดการณ์ของมูลนิธิสัตว์ป่าโลก


-โควิด19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ทรัมป์ยอมรับอีก 2 สัปดาห์ถึงจุดพีคอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันหากโควิด 19 ยังแพร่หนัก ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเชื่อถึงจุดพีคสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวแล้ว

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมากล่าวถึงปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการใดเลย สหรัฐฯ จะมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นล้านราย โดยเขากล่าวยอมรับว่าหลังจากนี้ไปอีกสองสัปดาห์สหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างน่าเป็นห่วง

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เกิน 4,000 คนแล้ว และการคาดการณ์ล่าสุดระบุอาจจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 200,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า ชาวอเมริกันจะต้องเตรียมพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกว่าโรค COVID-19 เป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและแสดงความห่วงใยต่อการระบาดของโรคมากขึ้น โดยระบุว่า จากการคาดการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการระบาดของโรคจะทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตที่มากกว่าในประเทศจีน

 

เจ้าหน้าที่ด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า จำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการคำนวณจากการปฏิบัติตัวของประชาชนที่บางส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการระงับการแพร่ระบาด โดยพบว่าหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรค COVID-19 จำนวน 2,214 คนในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยขอร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมมือกันในการป้องกันการระบาดเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ที่ออกมาระบุว่าโรคโควิด 19 เป็นแค่เพียงไข้หวัดชนิดหนึ่ง และเขาก็ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และถึงแม้ในขณะนี้ทรัมป์จะออกมายอมรับว่าชาวอเมริกันอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดอย่างหนักในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีการประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการระบาดแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการเตรียมประกาศไม่ให้สายการบินในประเทศทำการบินไปยังพื้นที่ระบาด

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับจุดพีคสูงสุด แต่สำหรับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อในระดับไม่ต่ำกว่า 100 คนทุกวัน โดยล่าสุด ณ วันที่ 2 เม.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย และรักษาหายแล้ว 505 ราย

 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. และโฆษก ศบค. จำนวนคนติดเชื้อในไทยยังคงไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สุงและยังไม่ลดลง ดังนั้นประชาชนควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามหลักป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งสูงขึ้นแตะยอด 1,000 กว่าคน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ชะลอยอดผู้ป่วยให้ไม่ถึง 3,500 คนในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.

 

สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กทม. 850 ราย รองลงมาคือ นนทบุรี 104 ราย, สมุทรปราการ 72 ราย, ภูเก็ต 71 ราย, ชลบุรี 47 ราย และยะลา 35 ราย ทั้งนี้โฆษก ศบค. ระบุว่า จากการประเมินผู้ป่วยใน กทม. พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้แวดล้อมได้ 1 ต่อ 3 คน จึงถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลทั่วไปออกจากเคหสถานทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึงเวลา 4.00 น. ของวันถัดมาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยหวังที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อหลังที่ยอดสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก CNN


19_เกิดจากรองเท้า_Cover_4.jpg

zebertoothApril 1, 2020

จากกรณีที่มีการระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น
ล่าสุด (31 มีนาคม 2563) มีการชี้แจงจาก นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ว่ากรณีการติดเชื้อไวรัสจากรองเท้า “ไม่น่าจะเป็นจริง” เนื่องจากเชื้อเข้าร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ

1. การหายใจเอาเชื้อเข้าไปโดยตรง คือ มีคนไอจาม ละอองฝอยน้ำลาย ที่มาจากการคนติดเชื้อ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วคนหายใจเข้าไป

2. การเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งของเชื้อ

 

ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้าน ถ้าเรามองว่า เชื้อที่อยู่ตามพื้น แล้วเราใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจจะเป็นความเป็นจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจเป็นเพียงตัวกลางตัวหนึ่งในการเอาเชื้อเข้าบ้าน

 

แต่ทั้งนี้ จึงแนะนำประชาชน “หมั่นล้างมือบ่อยเมื่อต้องจับสัมผัสสิ่งของ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้าก่อนล้างมือ” 

 

สำหรับต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว มีที่มาจากการเผยแพร่ไวรัลที่เป็นคลิปเสียงของแพทย์ชาวอิตาลีบนโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า สาเหตุที่อิตาลีมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากต่อวันสาเหตุหนึ่ง เพราะได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดมากับรองเท้าที่สวมใส่ออกนอกบ้าน เนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่สวมรองเท้าเข้าบ้าน

 

ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยการดำรงชีวิตอยู่ของเชื้อโควิด-19 เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาแล้ว ว่าพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันทีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้า และนักจุลวิทยาได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บนพื้นรองเท้าถือเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งไวรัส เพราะเมื่อผู้คนสวมรองเท้าออกไปตามสถานที่ต่างๆ เชื้อโรคมักจะติดมาด้วย และหากมีการสวมใส่รองเท้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิต เช่น ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้

 

ดังนั้นแพทย์ด้านโรคติดต่อจึงออกมาเตือนว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการติดเชื้อโคโรนาที่ติดมาจากรองเท้า แต่ทุกคนควรระวังและไม่ควรใช้รองเท้าที่ใส่ออกนอกบ้านเข้ามาในบ้าน หรือควรแยกรองเท้าระหว่างรองเท้าที่ใช้ในบ้านกับรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นคนละคู่เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในบ้าน

 

ขณะที่สื่ออังกฤษระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อระบุว่า เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวข้องการทำรองเท้าโดยได้มีการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเชื้อโรคสามารถทนอยู่ในพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น เนื่องจากวัสดุทำรองเท้ามักจะเป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน รวมถึงสารประกอบเช่น ยาง หนัง และพีวีซี ก็เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียในระดับสูงอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้จากการศึกษาของ นักจุลชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอลิโซน่า สหรัฐอเมริกา ยังระบุว่า สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเปรอะเปื้อนลงบนรองเท้า ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์บางชนิดรวมถึงผ้าสแปนเด็กซ์ จะทำให้ไวรัสคงอยู่ต่อไปอีกได้ถึงสองสามวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้คนถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านและไม่ควรนำมันเข้าไปในบ้าน โดยควรมีจุดที่เก็บรองเท้าที่ถูกต้องมีการระบายอากาศได้ดี อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ติดมาจากรองเท้าโดยเฉพาะการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อหาความชัดเจนต่อไป

 

ขณะที่แพทย์ด้านโรคติดต่อ ได้ออกมาย้ำ และแนะนำผู้คนมีรองเท้าคู่หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อออกไปข้างนอกแล้วเปลี่ยนรองเท้าให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำงาน และควรเช็ดทำความสะอาดรองเท้าทำงานด้วยผ้าบ่อยๆ หรือกรณีเป็นรองเท้าที่ทำจากผ้า ควรทำความสะอาดด้วยการซักด้วยน้ำร้อนและสบู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

 

แม้ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ในประเทศอิตาลี นั้นจะมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่นิยมเปลี่ยนหรือถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านหรือไม่ แต่ขณะนี้ชาวตะวันตกก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่ติดมาจากรองเท้าดังกล่าว หลังจากทีมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวและ ความหวังที่จะยุติการระบาดที่ยังรุนแรงอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้


Tokyo_Olympics_2021_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 25, 2020

หลังจากต้องอยู่ในความไม่แน่นอนว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC จะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตของการแข่งขันกีฬาของมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิก โตเกียว 2020 เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด19 ล่าสุดหลังการประชุมอย่างเคร่งเครียด ในที่สุด IOC ได้มีประกาศออกมาว่า โอลิมปิกโตเกียว และพาราลิมปิกโตเกียว จำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดแข่งขันออกไปเป็นช่วงฤดูร้อนของปีหน้าแทน แต่จะยังคงใช้ชื่อโอลิมปิกโตเกียว2020 และ พาราลิมปิก โตเกียว 2020 เช่นเดิม

 

การประกาศเลื่อนการจัดการแข่งขันของ IOC ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการพิจารณาแล้วว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะนอกจากนักกีฬาจากหลายประเทศเช่น แคนาดา และออสเตรเลียจะออกมาประกาศว่าจะไม่เดินทางมาแข่งขันที่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอนเนื่องจากความวิตกเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ ขณะที่ผลสำรวจของชาวญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าควรมีการเลื่อนการจัดแข่งขันออกไป เพราะแม้ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายทางการการเงินให้กับญี่ปุ่นแต่ก็ดีกว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตนักกีฬาและผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด

 

ด้านปฏิกิริยาของนักกีฬาจากทั่วโลก ส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังที่โอลิมปิกครั้งนี้จะถูกเลื่อนออกไป เพราะนักกีฬาบางคนจะใช้การแข่งขันในครั้งนี้ในการเกษียณตัวเองจากการแข่งขันระดับชาติ ในขณะที่บางคนก็เกรงว่าร่างกายอาจจะไม่อยู่ในสภาพพร้อมแข่งขันในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ญี่ปุ่นเคยต้องผจญกับวิบากกรรมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้วหลายครั้ง จนอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาจะต้องพบกับอุปสรรคที่ไม่สามารถทำให้การจัดโอลิมปิกจัดขึ้นได้ราบรื่นตามกำหนดเวลา

ย้อนอดีตวิบากกรรมของญี่ปุ่นกว่าจะได้จัดโอลิมปิก ที่นี่

 

ขอบคุณภาพจาก : Reuters/Dado Ruvic


Olympics2020_IOCยื้อไม่ไหว_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

 

 

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และยอมรับเป็นครั้งแรกในวันนี้ว่า มีความเป็นไปได้การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่จะจัดขึ้นกรุงโตเกียว อาจจะต้องเลื่อนออกไป หลังจากที่ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันออกไป จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกในครั้งนี้

 

การออกมาให้สัมภาษณ์สื่อของนายอาเบะ นับเป็นการยอมรับที่อาจจำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดการแข่งขันออกไปหลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าจะยังคงเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในช่วงเวลาเดิมในเดือนกรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางการระบาดที่ยังคงไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลง ในขณะที่นานาชาติเรียกร้องให้ตัดสินใจใหม่เนื่องจากการระบาดที่เพิ่มสูงขึ้นและเชื่อว่าจะไม่ยุติลงทันการแข่งขันที่จะจัดขึ้นช่วงกลางปีนี้แน่นอน

 

อย่างไรก็ตามอาเบะกล่าวว่า “การยกเลิกการจัดการแข่งขันไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเรา” นั่นหมายความว่าไม่ว่าอย่างไรญี่ปุ่นจะต้องจัดการแข่งขันให้ได้ภายในปีนี้ตามสัญญาและข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ทั้งนี้ไอโอซี จะจัดการประชุมพิเศษในวันอังคารนี้ เพื่อประกาศเกี่ยวกับอนาคตของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว รวมถึง การเลื่อนที่จะมีการตัดสินใจภายในสี่สัปดาห์ แต่เวลานี้เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว

 

นายอาเบะกล่าวว่า ที่การตัดสินใจของ IOC สอดคล้องกับนโยบายญี่ปุ่นแม้จะเป็นเรื่องยากที่แต่การตัดสินใจโดยเร็วที่สุดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

“เราจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นคณะกรรมการจัดงานโตเกียว และรัฐบาลกรุงโตเกียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม” นายอาเบะกล่าว

 

ขอบคุณภาพจาก : USA TODAY และ sport.err.ee


Covid19-northkorea_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

ยังคงเป็นปริศนา และข้อสงสัยไปทั่วโลกว่า ในขณะที่จีนและ เกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด19 อย่างหนัก ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อและเกิดการระบาดภายในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะแม้ประธานาธิบดีคิม จอง อึน จะออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังคงดำเนินการทดลองขีปนาวุธของเขาต่อไป แต่การประกาศของคิมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สนใจในประเด็นนี้และนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่า คำพูดของคิม เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน โดยระบุว่า คิมเริ่มปิดชายแดนของเขาในเดือนมกราคมเพื่อหยุดยั้งไวรัส การค้าและการท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมายถูกระงับทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนือ กลับแสดงความมั่นใจว่า ในเกาหลีเหนือน่าจะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพลเอกโรเบิร์ต อับรัมส์ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือ ไม่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางทหารอย่างเห็นได้ชัด โดยกองทัพเกาหลีเหนือหยุดการบินมากกว่า24 วันแล้ว ดังนั้นคาดว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ

 

บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ในประเทศเกาหลีเหนือมีระบบการแพทย์ที่ค่อนข้างแย่ สาเหตุจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ การจำกัดการค้า และ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ จึงเชื่อได้ว่าประชากรชาวเกาหลีเหนือน่าจะต้องประสบกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังหลายโรค ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เสี่ยงต่อการระบาด และนั่นอาจจะกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความกังวลนี้ทำให้องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่เป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือ เช่น รัสเซีย ได้รีบเร่งในเวชภัณฑ์และอื่น ๆ เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้กับเกาหลีเหนือแล้ว

 

แม้ว่าเกาหลีเหนือจะปิดชายแดนกับเกาหลีใต้ ที่มีความยาวกว่า 1,420 กิโลเมตร แต่ฝั่งชายแดนที่ติดกับจีนนั้นกลับพบว่ามีรอยรั่วจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมามีการข้ามแดนไปมาระหว่างพ่อค้าจีน และชาวเกาหลีเหนือเพื่อค้าขายในตลาดมืดมานานหลายปีแล้ว และนั่นอาจเป็นแหล่งนำไวรัสเข้าสู่เกาหลีเหนือ โดยสองจังหวัดใหญ่ที่สุดของจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือคือ เหลียวหนิงและจี๋หลิน

 

 

ข้อมูลของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ยังเป็นปริศนาของชาวโลก เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่โลกภายนอก แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาคือ ระบุว่า พวกเขาสามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าประเทศผ่านทางการฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก จากการตรวจสอบผู้คนมากกว่า 5,400 คน ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ข้อมูลนี้ก็ยังคงถูกตั้งของสงสัยจากแพทย์ในเกาหลีใต้โดยระบุว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเกาหลีเหนืออาจเป็นการหลอกลวงและซ่อนปัญหาการระบาดที่แท้จริง และยังแสดงความคิดเห็นด้วยว่า การขาดสารอาหารของชาวเกาหลีเหนือก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน

 

ในอดีต เกาหลีเหนือได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถกำจัดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลกออกมาชมเชย ในปี 2561 ในการกำจัดการแพร่ระบาดของโรคหัดได้สำเร็จ ดังนั้นหากเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีผู้คนติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 166,000 คนทั่วโลก จะระบาดในเกาหลีเหนือ เป็นไปได้ว่าคิมอาจจะใช้วิธีการทางเผด็จการของเขาในการกำจัดการแพร่กระจายด้วย การแยกผู้คนที่ติดเชื้อออก และปิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โดยนานาชาติเห็นว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือความกังวลเรื่องเสรีภาพทางสังคม ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาของเกาหลีเหนือ พวกเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพิสูจน์มาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมากองทัพเกาหลีเหนือ ได้ยิงขีปนาวุธระยะสั้นในบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกอีก 2 ลูกต่อสัปดาห์ ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องออกมาประณามการกระทำนี้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามจะแสดงเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่กับความตั้งใจเดิมท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ ที่ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ร่วมมือกันในการต่อสู้กับโรคระบาด เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้รวมถึง ประเด็นเกี่ยวกับการรายงานการติดเชื้อของเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

บลูมเบิร์ก ระบุว่าต่อว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในเวลาที่ต้องการบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ เกาหลีเหนือก็มักจะกำหนดกรอบบริจาค และสื่อสารกับประชาชนในประเทศว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นเป็นสิ่งของบรรณาการที่ต่างประเทศให้กับผู้นำไม่ใช่เพื่อการกุศล

 

ล่าสุดรัสเซียส่งมอบชุดทดสอบไวรัสให้กับเปียงยาง ขณะที่สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถโอนเงินเข้าสำนักงานเกาหลีเหนือได้ และเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้ โดยวางแผนที่จะส่งอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองไปยังเกาหลีเหนือ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เสนอให้ส่งความช่วยเหลือและทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกาหลีเหนือด้วย

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดในเกาหลีเหนือได้ทำการยกเว้นด้านมนุษยธรรมเพื่ออนุญาตให้มีอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับเกาหลีเหนือ เพราะเห็นว่าหัวใจสำคัญในตอนนี้คือการอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เพื่อให้ประชากร “ได้รับการปกป้อง” จากเชื้อโรคร้ายนี้

 

สื่อยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิมเข้ายึดอำนาจในช่วงปลายปี 2554 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าเกาหลีเหนือจะสามารถหลบกระสุน COVID-19 ได้” หลังจากที่เข้าไปประสานงานกับเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมการให้การช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Reuter


COVID19จะหายจริงหรือ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงสร้างความวิตกกังวลเมื่อมันเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่ามันจะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนได้นานนัก ดังนั้นความหวังว่าหากฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อนในเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ชะลอการแพร่กระจายลงได้

แต่ความหวังนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีใครออกมายืนยันได้

 

และด้วยคำถามที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายนี้ ทำให้มีความพยายามในการค้นหาความจริงนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ล่าสุดที่มีการเผยแพร่อยู่ทั่วไป กลับพบเพียงว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วโลก ต่างก็ตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าอากาศอุ่นจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย หรืออาจจะทำให้มันสิ้นสุดการระบาดลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ประสิทธิภาพของตัวไวรัสเอง สภาพอากาศ รวมไปถึงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร. เกรกอรี่ เกรย์ จากแผนกโรคติดเชื้อทั่วโลกของสถาบันสุขภาพมหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะลดน้อยลงหรือหายไปในช่วงฤดูร้อนหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างนั้น แต่ก็มีความหวังว่าช่วงฤดูร้อนอาจทำให้การแพร่เชื้อลดลงเล็กน้อย เพราะโดยปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาปกติที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปมักจะจางหายไปในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากอาคารมีการไหลเวียนของอากาศมากกว่า ผู้คนก็สัมผัสกับแสงยูวีมากกว่าซึ่งสามารถฆ่าไวรัสได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะมีการชะลอตัวของการแพร่ระบาดประมาณ 10% ถึง 20% แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ดีว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

“ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ ซึ่งมันก็อาจจะหายไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็จะยังมีการแพร่กระจายอยู่ในมุมอื่นๆ ทั่วโลก”

 

ขณะที่เว็บไซต์ของศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ว่า ยังไม่มีใครทราบว่าสภาพอากาศและอุณหภูมิจะส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ และแม้ว่าฤดูร้อนจะทำให้มีโอกาสน้อยที่เกิดอาการป่วยไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ก็มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ทุกคนจะสามารถเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคนี้ตลอดทั้งปี

 

นอกจากนี้จากการตรวจสอบของนักวิชาการด้านสาธารณสุข โดยทำการศึกษาจากสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคเมอร์ส หรือ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) พบว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในอดีตไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าอุณหภูมิหรือฤดูกาลจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการระบาด โดยพบว่าการระบาดของโรคซาร์สสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม ที่สภาพอากาศยังไม่ชัดเจน ขณะที่โรคเมอร์สไม่ได้แสดงว่าฤดูกาลเกี่ยวข้องกับการระบาด

 

แม้จะพบว่ากลุ่มประเทศที่มีการระบาดใหญ่ที่สุดอยู่ในตำแหน่งเหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่, เกาหลีใต้, อิตาลี, ญี่ปุ่นและอิหร่าน ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจจะส่งผลต่อการแพร่ระบาดอย่างหนักได้ แต่ในตอนนี้ไวรัสกลับแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา ซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ เช่นบราซิล และออสเตรเลียในซีกโลกใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในซีกโลกเหนือ แต่ฤดูกาลที่แตกต่างกันก็อาจจะความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายมากขึ้นในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ

 

ถึงตอนนี้จะดูว่า COVID-19 มีความรุนแรงของการแพร่ระบาดน้อยลงในช่วงฤดูร้อน แต่มันก็อาจกลับมาและก็กลายเป็นไวรัสตามฤดูกาลในทุกประเทศทั่วโลกไปในที่สุด หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้


19อย่างไร_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

ประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรเยอะเป็นอันดับหนึ่งของโลก เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อย่าง COVID-19 จากจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่นก็เกิดการแพร่กระจายลุกลามอย่างรวดเร็วถึงขั้นวิกฤติ แต่นับจากเดือนมกราคม จำนวนผู้ติดเชื้อ รวมถึงผู้เสียชีวิตจากไวรัส COVID-19 ในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รัฐบาลจีนทยอยปิดโรงพยาบาลชั่วคราวบางแห่ง และเริ่มเข้าสู่สภาวะ “ควบคุมได้” ซึ่งมีโอกาสที่จะประกาศยกเลิกการปิดเมืองบางแห่งในไม่ช้า

 

จีนรับมือกับไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ?

กินอยู่เป็น 380 องศา จะมาคุณส่องมาตรการของรัฐบาลจีนซึ่งสามารถรับมือ COVID-19 ได้อย่างชะงัดกัน

 

จีนรับมือกับไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

 

ความพยายามควบคุมการแพร่กระจายอย่างหนักของจีน โดยทดสอบการรักษาด้วยวิธีที่หลากหลาย ก่อนนำวิธีที่พบว่าดีที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ทำให้สามารถรับมือกับไวรัส COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางบวกดังเช่นที่ปรากฎ


Alipay-Covid_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

รัฐบาลหลายเมืองในประเทศจีนเตรียมตรวจสอบประวัติความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนทุกคนผ่านทางแอป “อาลีเพย์” (Alipay) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นให้บริการชำระเงินซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ประชาชนเข้าไปกรอกแบบสอบถามว่ามีประวัติความเสี่ยงต่างๆ หรือไม่ จากนั้นแอปจะประเมินความเสี่ยงเป็นสีเขียว, เหลือง, แดง โดยต้องได้สีเขียวจึงจะเดินทางได้อิสระ หากผลเป็นสีอื่นจะถูกสั่งให้กักตัวเอง 7-14 วัน

 

 

สีเขียว                     หมายถึง ผู้ใช้สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ

สีเหลือง                  เป็นการแจ้งคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ที่ยังคงถูกกักกันเป็นเวลา 7 วัน

สีแดง                      ใช้ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด คือ  ดำเนินการกักกัน 14 วันและแนะนำให้ผู้ใช้เช็คอินเป็นประจำผ่านทางแอปแชทอาลีบาบาหรือ DingTalk แอพแชทที่ทำงานที่ดำเนินการโดยอาลีบาบา

 

ทั้งนี้ผลทดสอบอิงจากข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานว่าพวกเขาได้ไปเยือนสถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสหรือไม่ ขณะนี้เมืองหางโจว มีผู้ลงทะเบียนตอบแบบสอบถามแล้ว 7.25 ล้านคน โดยมีผู้ได้รับรหัสสีแดง 316,000 คน และรหัสสีเหลือง 200,000 คน รวมคนที่ไม่สามารถเดินทางได้กว่า 5 แสนคน  ทั้งนี้ทางการจะให้ประชาชนทำการตรวจสอบผ่านแอปตามจุดสำคัญ เช่น บริเวณทางเข้าอาคาร, และการเข้าระบบขนส่งมวลชน  โดยนอกจากเมืองหางโจว  ก็มีแนวโน้มว่าเมืองอื่นๆ จะนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปใช้และอาจจะมีการบังคับใช้ระดับชาติต่อไป

 

จากการสัมภาษณ์ชาวเมืองหางโจว 2 คนรายงานว่าพวกเขาถูกขอให้สแกนรหัส QR Code ก่อนเข้าอาคารอพาร์ตเมนต์ของพวกเขาและถูกขอให้แสดงรหัสก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น

 

ถึงอย่างไรก็ตาม Kaikai Shi ผู้อาศัยในเมืองหางโจวระบุว่าระบบนี้ผิดพลาดง่ายมาก  หากกรอกข้อมูลไม่ครบยังประเมินผลออกมาเป็นสีเขียวได้


Hand-washing-mask_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

ไวรัสโควิดกับภาวะวิกฤติหน้ากากอนามัยขาดแคลน

 

ในภาวะที่คนกำลังสับสนกับข้อมูลของนักวิจัย และคำเตือนผ่านทางโลก Online กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงรวบรวมที่มาและทางเลือก เพื่อให้เราสามารถชั่งน้ำหนัก และเลือกว่า วิธีไหนที่ดีกว่า วิธีไหนเหมาะกับสถานการณ์ และเหมาะกับเงื่อนไขในชีวิตมากกว่า

 

ฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกา  ศาสตราจารย์ อีไล เปเรนเซวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดต่อ และศาสตราจารย์ด้านเวชกรรมและระบาดวิทยาของวิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยไอโอวา เรียกร้องไม่ให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยโดยไม่จำเป็น โดยย้ำว่า การใส่หน้ากากไม่ใช่เพื่อหยุดไม่ให้ไวรัสเข้าปากหรือจมูกของคนใส่ เพราะไวรัสโควิด-19 ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง ไม่ใช่ทางอากาศ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะสูดมันเข้าไปได้ หน้ากากอนามัยออกแบบมาเพื่อไม่ให้ผู้ใส่ไปทำให้คนอื่นติดโรค

 

ขณะที่จีน มีกฎข้อบังคับทุกคนที่ออกจากบ้านจะต้องใส่หน้ากากอนามัย ไม่เช่นนั้นจะถูกทำโทษตามกฎหมาย ทั้งในหลายประเทศทางฝั่งเอเชียต่างก็รณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเองและปกป้องผู้อื่นจนเป็นที่มาของหน้ากากอนามัยขาดแคลน จนขั้นล่าสุด Sharp บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นโดยการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเปลี่ยนโรงงานผลิตหน้าจอเป็นโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งคาดจะสามารเริ่มผลิตได้วันละกว่า 1.5 แสนชิ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมและจัดจำหน่ายในช่วงปลายเดือน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศ รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทย ย้ำว่า วิธีป้องกันที่ง่ายและดีที่สุด คือ

  1.  ล้างมือให้บ่อยที่สุด
  2. ไม่หยิบจับอาหารเข้าปาก
  3. เลี่ยงละอองจากการไอจามในที่ชุมชน

 

แต่ทั้งนี้ถ้าเรารู้สึกไม่สบายใจ อยากปกป้องตัวเองและผู้อื่นด้วยการใส่หน้ากาก สิ่งทีต้องคำนึงคือ ใส่ให้ถูกด้าน ถูกวิธี และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหาซื้อหน้ากากในยุค”ของหายาก” กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้รวบรวมวิธีทำหน้ากากอนามัยใช้เองได้ง่ายๆ  มาฝาก

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thairath.co.th/news/foreign/1784551