มาตรการหยุดส่งเสริมการและจำกัดโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ด แก้ปัญหาโรคอ้วน ลดเสี่ยงโควิด-19
มาตรการหยุดส่งเสริมการและจำกัดโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ด แก้ปัญหาโรคอ้วน ลดเสี่ยงโควิด-19
น้ำหนักที่เพิ่มเป็นสิ่งกวนใจโดยเฉพาะวัย 40 up ถึงขั้นมีคำกล่าว แค่หายใจก็อ้วนแล้ว วันนี้กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้ค้นหาและนำส่วนหนึ่งจากบทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาถ่ายทอดเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจและหาเหตุหยุดอ้วนอย่างถูกหลัก


อันตรายของโรคอ้วนนอกจากเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่ หากรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ การอักเสบเรื้อรัง แก่เกินวัย รวมถึงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิต จนสุดที่มะเร็ง แต่เดิมเรามักเชื่อว่าออกกำลังกาย และลดอาหารจะเป็นตัวทำให้น้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสูตรออกกำลังลดอ้วนแบบคร่าวๆ คือเดินเร็ววันละ 1 ชั่วโมงจะส่งผลให้น้ำหนักลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 5 สัปดาห์ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นวิ่ง ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนลดอาหาร คือเน้น 2 มื้อหลักต่อวันเว้นขนมจุบจิบ


หากช่วงหลายปีมานี้มีการวิจัยพบว่านอนน้อยส่งผลต่อน้ำหนัก คือถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืนจะมีโอกาสน้ำหนักเพิ่ม 4.5 – 7 กิโลกรัม เพราะโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวควรนอน 7-9 ชั่วโมง วัยกลางคนขึ้นไปอยู่ที่ 8 ชั่วโมง
ทั้งนี้บทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อได้อ้างอิงจากหนังสือของ Dr.Matthew Walker “Why We Sleep” ว่าการนอนน้อยกว่าระดับที่จะเป็น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่อยู่ในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า Ghrelin เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าท้องว่างและหิว หากนอนน้อยฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองว่าไม่อิ่มต้องกินต่อไป ทั้งยังกระตุ้นให้เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง นี่จึงเป็นที่มาของ อ้วนเพราะนอนน้อย


แต่การนอนย่อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อน้ำหนักโดยมีนักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าเหตุของอ้วนมาจากพฤติกรรมกิน อยู่ หลับนอน 8 ประการ
- นอนน้อย
- เครียด
- อาหารแปรรูป
- ขาดสารอาหาร
- ปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้
- มลภาวะสิ่งแวดล้อม
- ไทรอยด์
- ไม่ออกกำลังกาย
ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจว่าออกกำลังประเภทใดจะช่วยลดตัวชี้วัดเสี่ยงโรคอ้วน นั้น พบว่า วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำให้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงการการเล่นโยคะ การปีนเขา เดิน หรือเต้นรำโดยเฉพาะจังหวะ Waltz และ Foxtrot
“ชานมไข่มุก” หนึ่งในเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก และเสี่ยงต่อการเป็น 5 โรคร้ายอีกด้วย
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชานมไข่มุก” อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมของทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนทำงานทั้งหลาย เพราะด้วยรสชาติของน้ำต่าง ๆ ที่แสนจะอร่อย หวาน หอม และสดชื่นแล้ว “ไข่มุก” ที่อยู่ภายในแก้ว ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของความอร่อย ที่มีความนุ่ม หนึบหนับ เมื่อดูดแล้วทำให้ได้ความสดชื่น
ชานมไข่มุก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไต้หวัน เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากมีชาวไต้หวันคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นคนญี่ปุ่นดื่มกาแฟใส่น้ำแข็ง เขาจึงเกิดไอเดียและกลับมาเปิดร้านชาเย็นที่ไต้หวันดูบ้าง ปรากฎว่าขายดีมาก จนกระทั่งในปี 1988 มีวันหนึ่งในขณะที่ร้านกำลังประชุมกันเรื่องคิดค้นสูตรชาใหม่ ๆ มาขาย ในตอนนั้นเขากำลังรับประทานขนมหวานที่เรียกว่าเฝิ่นหยวน ซึ่งเป็นขนมลูกกลม ๆ ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังอยู่ ด้วยความนึกสนุก เขาจึงเทขนมที่กำลังกินอยู่ลงไปในชานมเย็นที่วางอยู่ในห้องประชุม แล้วเขาก็ลองชิมดูรู้สึกว่าอร่อยดี จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกขึ้น และทำให้ชานมไข่มุกคือเครื่องดื่มที่มียอดขายมากที่สุด และแพร่หลายไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ภายใต้ความอร่อยของ “ชานมไข่มุก” นั้น มีอันตรายแอบแฝงอยู่ หากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก โดยแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ชานมไข่มุกที่เราซื้อรับประทานกันนั้น เม็ดไข่มุกปริมาณ 30 กรัม มีพลังงานสูงถึง 100 แคลอรี่ มีปริมาณมากกว่าข้าว 1 ทัพพี ส่วนชานั้นมีส่วนผสมทั้งคาเฟอีน ครีมเทียม และน้ำตาล หากรับประทานบ่อย ๆ อันตรายต่อสุขภาพ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ 5 โรค ประกอบด้วย (1.) โรคอ้วน , (2.) โรคไขมันเกาะตับ , (3.) โรคหัวใจและหลอดเลือด , (4.) โรคเบาหวาน และ (5.) โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ รู้หรือไม่ว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีพลังงาน 350-400 กิโลแคลอรี หากดื่มชานมไข่มุกไป 1 แก้ว ควรลดทอนข้าวและแป้งในมื้อถัดไป และที่สำคัญถ้าจะให้ดีเลย ไม่ควรรับประทานเกิน 1 แก้ว/สัปดาห์ ฉะนั้น ใครที่ชื่นชอบชานมไข่มุกก็ควรลดปริมาณลงบ้าง รับประทานได้แต่ไม่ควรทานบ่อย ๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของตัวเอง