_เมื่อ-WHO-เร่งกำราบมาลาเรียให้หมดไปจากโลก-เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย_web.jpg

kinyupen_adminJuly 31, 2019

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที แต่จะมีใครรู้กันหรือไม่ว่า มาลาเรีย มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยว “มาลาเรีย” ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึงที่มาที่ไปของโรคมาลาเรียกันไปบ้างแล้ว จะเห็นได้ว่าโรคมาลาเรียยังคงแพร่ระบาดอยู่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที ครั้งนี้ กินอยู่เป็น จึงขอหยิบยกเรื่องราวของโรคมาลาเรียมานำเสนออีกครั้ง

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันแม้ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยมาลาเรียลดน้อยลง แต่เจ้าเชื้อร้ายชนิดนี้กลับมีวิวัฒนาการที่ทวีความร้ายแรงต่อมนุษย์เพิ่มขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี พ.ศ. 2559 โรคนี้ก็คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปเกือบ 500,000 คน และจากสถิติปี พ.ศ. 2560 มีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรียประมาณ 219 ล้านคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งรังโรค คือ ทวีปแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเด็นหลักสำคัญที่ WHO แสดงความกังวล ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพและยังพบเชื้อมาลาเรียที่ดื้อต่อยารักษา ดังนั้นหากไม่สามารถจำกัดการดื้อยาโดยเฉพาะดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินิน ยาสูตรสุดท้ายที่ควบคุมมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาอื่นๆ ได้ ก็ไม่มีหนทางรักษาอีกเลย

“ไวแว๊กซ์” เชื้อร้ายที่ไม่ยอมหมดไป

เชื้อมาลาเรีย ที่กำลังถูกจับตาจากนักวิทยาศาตร์และวงการแพทย์ คือ สายพันธุ์ “ไวแว็กซ์” ที่เป็นเชื้อชนิดเรื้อรังและมีความซับซ้อนมากกว่า “ฟัลซิปารัม” ด้วยคุณสมบัติที่สามารถแฝงตัวในตับ ทำให้ยาอาร์ติมิซินินที่ออกฤทธิ์เฉพาะในกระแสเลือดจึงไม่มีผลต่อไวแว็กซ์ ขณะที่ ยาไพรมาควิน แม้มีผลข้างเคียงสูงต่อผู้ป่วยบางกลุ่มและต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังระบาดกินพื้นที่กว้างกว่าสายพันธุ์ “ฟัลซิปารัม” ซึ่งแม้จะร้ายแรงถึงชีวิตแต่ระบาดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก ขณะที่ “ไวแว็กซ์” จะระบาดได้ทั่วทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จและพบเชื้อดื้อยา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัว และ ดื้อยาของเชื้อมาลา คือ สภาวะโลกร้อนทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ส่งผลให้ยุงเกิดวิวัฒนาการ และปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเข้ามาแบบถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายไม่ได้รับการตรวจโรค ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เชื้อร้ายชนิดนี้ยังคงแพร่กระจายอยู่ตามพื้นที่เขตติดต่อตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา พม่า

แม้มียาไพรมาควินที่ใช้กำจัดเชื้อไวแว็กซ์ระยะแฝงตัวในตับ แต่เป็นยาที่อาจมีผลข้างเคียงสูง ต้องกินยาเป็นระยะเวลานาน และยังมีภาวะดื้อยาในผู้ป่วยส่วนหนึ่ง รูปแบบการติดเชื้อซ้ำของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์นี้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและการดำเนินการกำจัดโรคไข้มาลาเรียในภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศไทย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต่างเร่งหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะกำจัดเชื้อไวแว็กซ์ให้หมดไปโดยเร็ว

การควบคุม และ กำจัดเชื้อไวแว๊กซ์ถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความพยายามจากหลายหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าติดตามว่าการกำราบเจ้ามาลาเรียร้ายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่  คงต้องจับตาดูและติดตามกันต่อไป และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องน่ารู้ดีๆ ในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_กาสะลอง-vs-มาลาเรีย-ผ่านมาร้อยปี-ทำไมโรคนี้ยังไม่หายไป_web.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

ทราบไหมว่า ?

  • มาลาเรีย 1 ใน 3 โรคเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับ Global Fund เพื่อกำจัดให้หมดไป
  • แม้มียารักษาแต่ถ้ากินไม่ครบสูตร จะกลายพันธุ์สู่ “เชื้อดื้อยา” จนหมดทางรักษา โดยมาลาเรียที่กำจัดยากสุด คือ “ไวแว็กซ์” เพราะฝังในตับได้นานทำให้คนเป็นซ้ำ แพร่กระจายเป็นวงกว้าง
  • ทุกวันนี้แม้คนไทยติดเชื้อมาลาเรียน้อยลง แต่ห้ามวางใจ เพราะการที่อาเซียน Non – Boundary ทำให้มาลาเรียเป็น “โรคไร้พรมแดน” ผลจากการเข้า – ออกของผู้ติดเชื้อเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค”

ต้องบอกว่าช่วงไม่มีใครไม่รู้จักละครที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้อย่าง “กลิ่นกาสะลอง” ที่ได้ เจมส์ มาร์ และ ญาญ่า อุรัสยา ถ่ายทอดบทบาทของหมอทรัพย์ กาสะลอง ซ้องปีบ จนทำเอาแฟนละครหลายๆ คน ติดละครเรื่องนี้อย่างงอมแงม จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 แทบทุกสัปดาห์

สำหรับในละคร กลิ่นกาสะลอง เราจะเห็นตัวละครเอกอย่างกาสะลอง ป่วยเป็นไข้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ “ไข้จับสั่น” ฉากนี้ต้องบอกเลยว่านักแสดงสาวญาญ่าสามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดีมาก แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะอะไร ทำไมไข้จับสั่นถึงยังกำจัดไม่หมดจากโลกนี้เสียที ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบมาให้แล้ว

มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่าไม่ว่าจะชื่อใดก็ตาม นี่ถือเป็นโรคที่เข่นฆ่ามนุษยชาติมานานหลายร้อยปี โดยมี “ยุงก้นปล่อง” เป็นพาหะสำคัญ ในส่วนประเทศไทยนั้นมาลาเรียก็เคยเป็นปัญหาระดับชาติมานานโดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2530 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ช่วงที่เรียกว่ายุคตื่นพลอย โดยการระบาดที่พบในไทยส่วนใหญ่พบอยู่ 2 สายพันธุ์

รู้จัก “ฟัลซิปารัม – ไวแว็กซ์” สองเชื้อร้ายจอมดื้อ

  • “ฟัลซิปารัม” อันตรายถึงชีวิตแต่พบเป็นส่วนน้อยในไทย พบมากแถบทวีปแอฟริกา แม้มียารักษาได้แต่การที่ต้องกินติดต่อเป็นเวลานาน และเมื่อกินยาไม่ต่อเนื่องจะทำให้เกิด “เชื้อดื้อยา” โดยที่น่าเป็นห่วงคือเชื้อดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินินและอนุพันธ์อาร์ติมิซินินยาสูตรสุดท้ายที่รักษาได้ผล ทำให้เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรียที่ดื้อยาชนิดนี้แล้ว จะไม่สามารถรักษาให้หายด้วยยาสูตรปกติได้ โอกาสเสียชีวิตยิ่งสูงขึ้น
  • “ไวแว็กซ์” กว่าครึ่งของผู้ป่วยในไทยป่วยจากสายพันธุ์ประเภทนี้ ซึ่งแพร่ขยายได้ดีในอาเซียน โดยยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จ และยังพบเชื้อดื้อยา แม้ไม่อันตรายรุนแรงถึงชีวิต แต่ด้วยลักษณะพิเศษคือเชื้อแฝงตัวในตับได้นานทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำได้อีกหลายครั้งจากการถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียว โดยเด็กเล็กที่เป็นซ้ำๆ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทางความจำและทางภาษาได้ชั่วคราว

ส่วน กาสะลองจะป่วยเป็นมาลาเรียประเภทใดนั้น คาดว่าแนวโน้มน่าจะเทไปทางไวแว็กซ์มากกว่า เพราะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต หรือ ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไรก็สามารถส่งมาร่วมแชร์กันได้เลย…..

รู้ไหมทำไมมาลาเรียลดน้อยลง..แต่ไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที

ผ่านมาร้อยกว่าปีจากในยุคอดีตของกาสะลอง พบว่าการควบคุมโรคมาลาเรียในไทยอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันอัตราผู้ป่วยลดน้อยลงอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ จากอดีตที่เคยพบผู้ป่วยปีละกว่า 150,000 คน เหลือประมาณ 6,000 คน แต่มาลาเรียก็ยังเป็นโรคที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี เพราะไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที และพร้อมกลับมาระบาดทุกเมื่อ โดยทุกวันนี้ยังพบการระบาดตามพื้นที่แนวชายแดนอยู่เสมอ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1.การเข้าออกของผู้ติดเชื้อมาลาเรียจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” มีทั้งแบบเข้ามาอย่างถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายซึ่งไม่ได้รับการตรวจโรค โดยเฉพาะหลังการเปิด AEC ที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก

2.การซื้อขายยาที่ไม่ได้มาตรฐานตามแนวชายแดนทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งน่าสนใจว่าเชื้อมาลาเรียดื้อยาทุกชนิดในโลก ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด อ.โป่งน้ำร้อน และ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ทั้งสิ้น

3.สภาวะโลกร้อนทำให้ยุงมีวิวัฒนาการและปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น กระทบต่อการเกิดเชื้อดื้อยาอีกทางหนึ่ง

คงต้องเฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่า ปัญหาของโรคมาลาเรียที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะมีหน่วยงานไหนบ้างที่จะช่วยกันควบคุม ดูแล รักษาอย่างไร เพื่อไม่ให้โรคดังกล่าวต้องแพร่ระบาดออกไปเป็นวงกว้าง และตัวเราเองจะรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้โรคมาลาเรียคุกคามเข้ามาหาตัวเรา และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ล้อมกรอบ

  • แม้ฟังดูเป็นโรคที่ไกลตัวคนเมือง และไม่ค่อยพบการติดเชื้อมาลาเรียในเขตเมืองเท่าไรนักแต่เมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่แหล่งระบาดของมาลาเรีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่ชอบการเดินป่า พักแรม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการป้องกัน ลดความเสี่ยงคือสิ่งจำเป็นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด ควรใช้เสื้อผ้าสีอ่อน และทายากันยุง ทุก 4 ชั่วโมง
  • ยุงที่เป็นพาหะนำเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ มักดูดคนขณะอยู่นอกบ้าน ดังนั้นการป้องกันด้วยมุ้งเคลือบยาฆ่าแมลงจะไม่ได้ผลมากนัก
  • ยาที่ใช้ฆ่าเชื้อมาลาเรีย “ฟัลซิปารัม” เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อฆ่าเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้นไม่สามารถใช้กับ “ไวแว็กซ์” เชื้อจะฝังตัวอยู่ในตับ
  • ไม่ควรกินยาป้องกันไข้มาลาเรียดักไว้ก่อน เพราะการกินยาเป็นการช่วยกดอาการจากเชื้อ ไม่ได้ช่วยป้องกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาดื้อยาในระยะยาวด้วย


Banner_welltitude_5-โรคร้ายที่คนไทยกลัวสุดขีด.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

ผลสำรวจของ “ซุปเปอร์โพล” ได้สำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนกลัวมากที่สุด โดยส่วนใหญ่กลัวโรคมะเร็งมากที่สุด ร้อยละ 83.4 และกังวลสาเหตุของการเกิดโรคร้ายมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คำนิยามนี้ถือเป็นเรื่องจริงที่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม่แต่เพื่อนๆ มักจะอวยพรหรือสอนให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม สุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สตรอง เราก็จะทำอะไรได้หลายๆ อย่างแบบเต็มที่ แต่ถ้าสุขภาพของเราไม่ดี บางสิ่งบางอย่างเราก็อาจจะทำไม่ได้ เช่น เหนื่อยง่าย ก็ไม่สามารถลงวิ่งมาราธอนได้ เป็นต้น

โรคภัยไข้เจ็บมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แต่เมื่อมาเยือนจนเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราต้องรักษาให้หายและกลับมาเป็นปกติให้ได้ คนส่วนน้อยป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนกลายเป็นโรคประจำตัว รักษาไม่หาย ทำได้เต็มที่แค่เพียงรักษาเพื่อเยียวอาการเท่านั้น ซึ่งก็เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงไม่อยากที่จะเจ็บหรือป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ นาๆ

5-โรคร้าย-ที่คนไทย-กลัวสุดขีด!_FB

ล่าสุด สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลได้มีการสำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนเกิดอาการกลัวมากที่สุด จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวนทั้งสิ้น 1,048 ตัวอย่าง โดยผลสำรวจพบว่า อันดับ 1 คนไทยส่วนใหญ่กลัว “โรคมะเร็ง” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.4 รองลงมา อันดับ 2 คือ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 62.7 , อันดับ 3 โรคกรดไหลย้อน คิดเป็นร้อยละ 59.8 , อันดับ 4 คือ โรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 57.7 และ อันดับที่ 5 คือ โรคความดัน คิดเป็นร้อยละ 54.6

ทั้งนี้ ประชาชนแสดงความกังวลถึงสาเหตุของโรคร้าย โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 กังวลสาเหตุมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร เช่น ฟอร์มาลีน น้ำมันทอดเก่า สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 63.3 สาหตุจากการทานเหล้า สูบบุหรี่ , ร้อยละ 61.1 สาเหตุจากการไม่ได้ออกกำลังกาย

ส่วนประเภทอาหารที่มีสารพิษทำลายสุขภาพประชาชนมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.3 ระบุ อาหารปิ้งย่าง จานด่วน ฟาสต์ฟู้ดส์ รองลงมา ร้อยละ 68.9 อาหารตามสั่ง ของร้อนใส่กล่องโฟม ถุงพลาสติก นอกจากนี้ ร้อยละ 55.1 ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานรัฐดูแลเรื่องสุขภาพกับอาหารของประชาชนได้

จะเห็นได้ว่าจากผลการสำรวจ โรคมะเร็งถือเป็นโรคร้ายที่คนไทยกลัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะโรคมะเร็งจริงๆ แล้ว มีแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่นายแบบชื่อดัง ปาล์ม เปรมทัต กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ จนต้องตามหาสเตมเซลล์มาทำการรักษา นอกจากนี้ยังมีโรคมะเร็งปากมดลูก , มะเร็งลำไส้ , มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งผลข้างเคียงของโรคร้ายนั้นค่อนข้างที่จะรุนแรงและทรมาน ยากต่อการรักษา บายรายถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยซ้ำ ฉะนั้น หากคุณไม่อยากมีโรคภัยเจ็บหรือเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นั้น ก็จงให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพให้มากๆ เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานหรือประกอบอาชีพต่างๆ นาๆ รวมไปถึงการใช่ชีวิตด้วย